หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ชูวิทย์เผย บ่อนเฮียตี้ 4 ศพ

เหตุการณ์ยิงตายคาบ่อนเมื่อคืน เป็นบ่อนของ “เฮียตี้” นี่แหละ ทำมาหากินเปิดบ่อนมายาวนาน ใครๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะคนในวงการ ย่านพระราม 3 บ่อนนี้ผมเคยพูดไปแล้วหลายครั้ง จอดรถที่ซาวน่า แล้วทะลุเข้าบ่อนได้เลยสังคมไทยรับรู้อยู่เต็มอกว่า มีบ่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเอาจริงๆ บ่อนอยู่ไหนก็สร้างความเจริญให้กับท้องที่ตำรวจ มีเงินจุนเจือเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้วิ่งเอาตำแหน่งรอบหน้า หรือเข้ากองกลางไปจับโจรผู้ร้ายขายยา เพราะเรื่องบ่อนไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรงบ่อนจึงไม่เคยห่างหายไปได้นาน ปิดสักพัก พอเคลียร์จบ ก็เปิดใหม่แต่เที่ยวนี้เกิดเหตุเมื่อคืน ดันมายิงกันในบ่อน ตายโหงถึง 4 ศพ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้ว่าตำรวจอยากให้เล็ก เพราะ1. บ่อนการพนันเปิดกันทั่วก็จริง แต่ยังคงผิดกฎหมายประเทศไทย2. ยิงกันตายในบ่อนถึง 4 ศพอย่างกับยุค 2499 อันธพาลครองเมือง ยังไงอย่างงั้น3. แถมหนึ่งในคนตาย ดันเป็นตำรวจระดับสารวัตรท้องที่แสมดำโน่น ก็คงไปเล่น แล้วทวงหนี้กัน จึงเอาชีวิตไปทิ้งในบ่อนคิดดูเอาแล้วกัน มันประหลาดที่เรื่องเกิดในยุคนี้เมื่อสมัย 30 กว่าปีก่อนที่ผมอยู่เยาวราช ก็เคยมี “ซิตี๋” มือขวาเจ้าพ่อคนดัง แคล้ว ธนิกุล ถูกยิงตายคาบ่อนแถวซอยมังกร เป็นข่าวโด่งดัง เรื่องของเรื่องคือ เล่นได้เอา เล่นเสียไม่จ่าย พอเสียมากๆ ขอเครดิตไม่ได้ เลยโวยวาย จนเจ้าของบ่อนลอดลายมังกรนาม “ก่งก๊ง” ไม่ยอมเสียฟอร์ม ให้มือปืนสอยร่วงคาบ่อนหลังๆ รุ่นเก่าหมดไป แต่ไฉนมาโผล่เอายุคสมัยนี้ในบ่อน หากเล่นเสีย อารมณ์มันเสีย หนี้เก่าไม่จ่าย พูดจากวนตีน ยิ่งพกปืนมาด้วย เลยตายกันหลายศพ เพราะในบ่อน มีปืนอยู่คนเดียวเสียที่ไหน ?สังเวยไป 4 ศพ บ่อนแตกกระเจิงที่อ้างว่าไม่ใช่บ่อน มีโต๊ะการพนันแค่โต๊ะเดียว ก็พูดไปกล้องวงจรปิดไม่มี อื้อหือ ให้มันได้อย่างนี้สิบ่อนนี้ในวงการใครก็รู้จัก คนพาเหรดเข้าออกเป็นร้อย ตามรูปให้ดูสภาพในบ่อนแค่โซนเดียว แต่โดยรวมมีถึง 30 โต๊ะ แบ่งโซนวีไอพี กระเป๋าหนัก แทงได้เสียบาคาร่ากันเป็นแสน เป็นล้าน ยิ่งช่วงหลังโควิดระบาดออกไปบ่อนต่างประเทศไม่ได้ ปอยเปต มาเก๊า ไร้นักพนันไทย เลยเฮโลบ่อนในประเทศรุ่งเรืองวันนี้ บ่อนอื่นก็เตรียมตัวซวย ถูกสั่งปิดชั่วคราวเป็นทิวแถว เพราะข่าวยิงกันในบ่อนหากตำรวจจะแถลง รับไปเลยว่ามีบ่อน และยิงกันตาย ตำรวจที่ตายชอบเล่น ไปเจอเจ้าหนี้ทวงกันไปมาเลยของขึ้น ควักปืนยิงล้างหนี้ อย่างนี้จะเหมาะกว่าไปอ้อมแอ้มคิดๆ แล้ว เปิดถูกกฎหมายให้รู้เรื่องรู้ราวกันไปเลย หมดเรื่องยิงกันตาย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

DRG ถอดเทปคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางการเมือง

ที่มุ่งตรงไปยังบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตย ในกิจกรรมชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ ปกป้องประชาธิปไตย” จัดโดยกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย – (MDG) และกลุ่มมอกะเสด (KU Daily) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเนื้อหาดังนี้
____________________

สวัสดีพี่น้องที่มาชุมนุมวันนี้ทุกคนครับ
.
ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบอย่างนี้ว่า ผมได้รับการติดต่อจากน้องๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหานคร ให้มาพูดปราศรัยกับพี่น้องในวันนี้ในหัวข้อเดียว เป็นหัวข้อที่หลายๆ คนอยากฟัง แต่ไม่มีใครเคยเอ่ยอ้างอย่างเป็นทางการ
.
ด้วยความให้เกียรติและเคารพต่อตัวเอง ให้เกียรติและเคารพต่อพี่น้องที่มาฟัง และเคารพให้เกียรติอย่างสูงสุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวกับการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เราซุกปัญหาเหล่านี้ไว้ใต้พรมหลายปีมาแล้วครับพี่น้อง ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งมันนำมาสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
.
เราต้องยอมรับความจริงว่าที่นิสิต นักศึกษา และประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนต้องการจะตั้งคำถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา ในเวทีชุมนุมมีการชูป้ายกล่าวอ้างถึงบุคคลที่อยู่เยอรมัน มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เป็นนักบินบินไปบินมา คำกล่าวอ้างเหล่านี้จะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราครับพี่น้อง แต่การกล่าวอ้างเหล่านั้นมันจะไม่มีน้ำหนักเลยหากพวกเราไม่มีการพูดด้วยเหตุด้วยผลและตรงไปตรงมาตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
พี่น้องครับ ปัจจุบันนี้เราประสบปัญหาอย่างยิ่งยวดและสำคัญยิ่ง คือมีกระบวนการที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราขยับออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นทุกทีๆ
.
กระบวนการแรกเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชารัฐประหารครั้งนี้ สั่งให้เนติบริกรร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้นมาโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อาจารย์บวรศักดิ์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เนื้อหาสาระก็ไม่ได้แตกต่างจากปี 2550 เท่าไหร่ ปรากฏว่าชนชั้นนำไทยไม่ยอม ปัดตกในชั้น สนช. ให้บุคคลที่เป็นเนติบริกร เป็นพ่อมดตัวจริงของประเทศไทยขึ้นมาร่างใหม่ นั่นคือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ด้วยความที่เป็นพ่อมด เขาออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการขยายพระราชอำนาจออกไปไกลจากระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไกลยิ่งดี
.
เขาออกแบบมายังไง 1. คือออกแบบมาตรา 15 วรรคสอง ให้การบริหารราชการแผ่นดิน มีการตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นมา แล้วบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย การที่บอกว่าบริหารไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น แปลเป็นภาษาบ้านเราคือบริหารไปตามใจของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นการออกแบบกฎหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น หลังจากนั้นก็นำไปออกประชามติ แล้วผ่านออกเสียงประชามติมาด้วยความทุลักทุเล และการออกเสียงประชามตินั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรอกครับ มีเพื่อนเราหลายคนโดนจับโดนคุกคาม
.
แต่พอมีการผ่านการออกเสียงประชามติมา เกิดการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก คือเมื่อมีการผ่านประชามติออกมา ประยุทธ์ จันทร์โอชานำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญในสาระสำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งถ้าในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
.
การแก้ไข แก้ไขประเด็นใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการคือ 1. แก้ไขกรณีที่มันเกิดวิกฤตของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญฉบับมีชัยบอกว่าให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองโดยให้มีคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คนที่มันยึดโยงกับประชาชนไปวินิจฉัยกรณีที่มันมีวิกฤตบ้านเมือง แต่พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้ไขประเด็นนี้ ให้ตัดออก เหลือเพียงแค่ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่คือการแก้ไขประการที่หนึ่ง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
.
ประการที่สองที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วนะครับ คือการแก้ไขให้พระมหากษัตริย์กรณีที่ไม่อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เราจึงได้เห็นพระมหากษัตริย์ของเราเสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้พี่น้องทุกคนทราบ ทหารตำรวจทุกคนทราบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนไม่กล้าพูด ด้วยความเคารพอย่างยิ่งยวดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระผมคิดว่าปัญหานี้จะต้องถูกพูดอย่างเป็นทางการ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
.
เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เสร็จ รัฐธรรมนูญของมีชัย ฤชุพันธ์ ก็แผลงฤทธิ์ทันที สนช. ซึ่งตั้งจากไอ้พวกเผด็จการประยุทธ์นี่แหละครับ มีการงุบงิบกันออกกฎหมายที่ขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์หลายฉบับ
.
กฎหมายฉบับแรกที่มีการออกคือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้มีหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย แต่กินเงินเดือนจากพี่น้องประชาชน
.
จากนั้นได้มีการตรากฎหมายฉบับสำคัญอีกหนึ่งฉบับ นั่นก็คือ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งเดิมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีองค์กรที่เข้ามาดูแลอยู่แล้ว คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โอเค อาจจะมีปัญหาการโต้แย้งกันว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์ใครเป็นคนดูแล แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกพระราชบัญญัติครั้งนี้ในปี 2561 เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เพราะอะไร เพราะต่อไปนี้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พวกเราเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ไม่ว่้าจะเป็นหุ้นที่เดิมเป็นของพวกเราทุกคนที่เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์ บริหารราชการแผ่นดินไปโดยตามพระราชอัธยาศัยครับพี่น้อง
.
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง และนั่นคือเหตุจำเป็นที่น้องๆ ให้ผมมาพูดในวันนี้ มันสำคัญยังไง สำคัญตรงที่ว่าทรัพย์สินซึ่งเดิมเมื่อคณะราษฎรได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาได้แบ่งทรัพย์สินออกอย่างชัดเจน ส่วนที่เป็นของส่วนพระองค์คณะราษฎรไม่แตะต้อง แต่ส่วนที่เกิดจากภาษีของพวกเราก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรให้รัฐเป็นคนดูแล จากนี้ไปทรัพย์สินหลายอย่างที่พวกเราเคยใช้ร่วมกัน สนามหลวงที่เคยประกอบพระราชพิธี ในช่วงที่ว่างเว้นมีพี่น้องที่เป็นคนไร้บ้านได้ไปพักอาศัย มีเด็กไปเที่ยวสนามหลวง ต่อไปนี้จะไม่มีภาพนั้นอีกแล้ว
.
เท่านั้นยังไม่พอ การที่แปรสภาพให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในการบริหารของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ส่งผลทำให้เกิดข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งคือกรณีที่ในหลวงของพวกเราไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ตามกำหนดเวลาของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน กฎหมายอาจจะบังคับให้จะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนหลายหมื่นล้าน ถามว่าเงินจำนวนหลายหมื่นล้านนั้นเป็นเงินของใคร ก็เงินภาษีของพวกเราทุกคนนี่แหละครับ นี่คือความสุ่มเสี่ยงอย่างถึงที่สุดที่รัฐบาลประยุทธ์ไม่เคยพูดถึง
.
การแก้ไขรัฐธรรมนูญประการต่อมาที่เป็นปัญหา ที่พวกเราทุกคนเห็น พวกเราทุกคนพูดข้างล่างเวที นิสิตนักศึกษาทุกคนพูด แต่หลายคนทำเป็นหูทวนลมไม่ฟัง คือการที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศ ถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ปัจจุบันนี้เราถูกฝรั่งมังฆ้องต่างชาตินำเอากษัตริย์ของเราไปล้อเล่นที่เยอรมัน ไปฉายเลเซอร์ ไปให้เด็กใช้ปืนอัดลมก่อการที่ไม่บังควร เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในประเทศ รวมทั้งกรณีที่จะตั้งรัฐมนตรีเข้าไปถวายสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ ทำไม่ได้ ต้องรอให้กษัตริย์กลับมาประเทศก่อน ปัญหานี้ทุกคนรู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนรู้ แต่ไม่กล้าพูดถึง ทุกคนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ชูป้ายเรื่องเหล่านี้ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครพูดถึง วันนี้แฮร์รี่ พอตเตอร์ จึงต้องพูดถึงเรื่องนี้
.
การตรากฎหมายที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ขยับออกไปจากระบอบประชาธิปไตยยังไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2562 พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มีการเสนอกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วน ของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โอนกำลังพลทหาร กรมทหารราบที่ 1 กับกรมทหารราบที่ 11 ไปให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดูแลปกครองไปตามพระราชอัธยาศัย
.
กรณีนี้สำคัญนะครับ ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนให้กษัตริย์มีอำนาจดูแลปกครองทหารจำนวนมากขนาดนี้ ไม่มีครับ การทำเช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยง สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
.
เราโชคดีในโชคร้ายคือมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกล้าลุกขึ้นมาปราศรัยเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนาม ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. ในพรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องที่ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดโอนกำลังพลทหารมาสังกัดที่สถาบันพระมหากษัตริย์ คนคนนั้นชื่อว่าปิยบุตร แสงกนกกุล เป็น ส.ส. คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลายสิบปีที่กล้าลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เขาอภิปรายถึงที่มาที่มันไม่ชอบมาพากล เพราะไปออกเป็นพระราชกำหนด ไม่ปล่อยให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภา นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โชคชะตานำพาให้การพูดเรื่องนั้นทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบครับพี่น้อง
.
ณ วันนี้พวกเรามีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจล้นเกินไปกว่าที่ระบอบอนุญาตแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอย่างจริงจัง เรื่องนี้ทุกคนจะต้องพูดให้เป็นสาธารณะ และพูดด้วยความเคารพในระบอบ เคารพต่อสถาบันฯ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
.
การพูดเช่นนี้ไม่ใช่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักศึกษาที่ออกมาชุมนุมหลังจากปีใหม่มานี้ทุกคนรู้เรื่องนี้ นักศึกษาทุกคนที่ชูป้ายข้อความสองแง่สองง่าม กล่าวถึงบุคคลที่ผมกล่าวมาแล้ว ทุกคนรู้เรื่องนี้ ต่อไปนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดในที่สาธารณะ และพวกเราทุกคนจะต้องเรียกร้องไปที่สภาผู้แทนราษฎร ให้เขาพูดเรื่องนี้แทนพวกเราทุกคนในสภาผู้แทนราษฎร
.
อย่าปล่อยให้คนตัวเล็กตัวน้อยต้องมาพูดเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกคุกคามตามลำพัง อย่าปล่อยให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกอุ้มฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องนี้อีกแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีบุคคลที่ออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า คนเสียสติ ถูกอุ้มเข้าโรงพยาบาลทั้งๆ ที่เขาพูดความจริง ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้วครับพี่น้อง
.
นั่นเป็นเพียงฉากแรกของการเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นปัญหากับระบอบ นั่นก็คือการตรากฎหมายโดยสภาที่เป็นเผด็จการ ประการต่อมา สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรานิ่งเฉยจนเกินความจำเป็น ปล่อยให้บุคคลก้าวล่วง แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อมาทำลายคนที่เห็นต่างทางการเมือง
.
คนแรกที่ผมจะเอ่ยถึง ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนตัวเอง นั่นก็คือคนที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อครั้งที่เขาก่อนจะเข้ารับ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

สรุป Highlight เด็ดของ คุกมืดของเสี่ย ณ วังทวีวัฒนา

-เป็นคุกที่เอาไว้ขังคนตามคำสั่งของเขาโดยเฉพาะ-ถูกสร้างโดยมีคำสั่งมาตั้งแต่ช่วง2012-คุกนี้ส่วนใหญ่จะขังคนที่เคยใกล้ชิดกับเสี่ย แล้วทำงานพลาดหรือไม่ถูกใจ-เช่น แก๊งหมอหยอง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจัดงาน
Bike for Mom (แต่ภายหลังเกิดมีปัญหาเรื่องเงิน) สุดท้ายทั้งหมดโดนฆ่าโหดในคุกนี้ทั้งนั้น-จุมพล มั่นหมาย นายตำรวจใหญ่ผู้มีชื่อเสียงที่เสี่ยเคยจะปั้นให้เป็นใหญ่ ก็โดนขังที่นี่ และขณะนี้ไม่มีใครรู้ชะตากรรม-ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยจาก ร.9 เป็น ร.10 เสี่ยเริ่มกำจัดคนที่เคยทำงานใกล้ชิดให้พ่อของเขา เช่น สั่งให้บ้าน “วัชโรทัย” ออกจากวังทั้งหมดแล้วไปยืนฝึกทหารที่วังทวีฯแทน-วังทวีวัฒนาเคยเป็นวังที่เสี่ยอยู่กับศรีรัตน์และทีปังกรมาก่อน แต่พอหย่าร้าง เสี่ยก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย (อยู่แต่ที่เยอรมันพร้อมกับทีปังกร)-ส่วนศรีรัตน์ถูกกักขังบริเวณอยู่ที่บ้าน ณ ราชบุรี-ส่วนในตัวรั้ววังทวีฯ นอกจากทำเป็นคุก ยังเป็นที่ฝึกทหาร หน่วยราชวัลลภ904 หน่วยส่วนพระองค์ (ที่กำลังเร่งเกณฑ์หนักมาก เพื่อเพิ่มกำลังพลเพื่อมาคานกำลังกองทัพหน่วยอื่นๆ)-ทหารทุกคนรู้ดีว่า คุกในวังทวี คือ”นรกบนดิน” มีลานบริเวณ ที่จัดเอาไว้เพื่อการทรมานนักโทษ-สรุปทั้งหมดในวังทวี ถูกจัดและออกแบบตามสไตล์เสี่ยทั้งหมด ไม่ว่าจะมีคุก ลานทรมาณ ลานจอดเครื่องบิน ทะเลสาปที่ใช้คนชุด รวมไปถึงห้องเชือดส่วนพระองค์-และสุดท้าวแม้ในขณะนี้ตัวเองจะไม่อยู่ไทย แต่ทหารถูกสั่งให้ไปเข้าเวร ตามรั้ววัง เพื่อปกป้องคุ้มครองบ้านของเขาหนักมาก เหตุมาจากความพารานอยด์ส่วนตัว กลัวถูกต่อต้าน กลัวบ้านโดนบุก (ใครรู้นิสัยส่วนตัวของเสี่ยจะรู้เลยว่ามันเป็นโรคจิตเกี่ยวกับบ้าน บ้านต้องเนี๊ยบเป๊ะ สวยงาม ถ้าใครทำให้เสี่ยอกหัก มันจะไปทุบรื้อพังบ้านของคนนั้น – นี่คือตรรกะเสี่ย)แหล่งที่มาจาก ส่วนหนึ่งบทความตีพิมพ์ในสื่อต่างประเทศของอาจารย์ปวิน https://www.japantimes.co.jp/opinion/2017/06/02/commentary/world-commentary/dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand/และข้อมูลวิชาการในรอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลสกรุ๊ป ใครอยากติดตามงานวิชาการ และประวัติศาสตร์เบิกเนตรเพิ่มอีก เรียนเชิญที่นี่ https://www.facebook.com/groups/160302545298190/?ref=share

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ภูมิพลและสิริกิติ์มอบเงินรักษาพยาบาลให้ผู้ชุมนุม กปปส ปี 2557

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนจบ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สงครามสุดท้าย

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา วิกตอเรียก็ได้สูญเสียลูกชายไปหนึ่งคน ลูกชายที่มีความเหมือนกับอัลเบิร์ตในหลายๆ ด้าน ส่วนลูกชายที่เหลือนั้นก็เข้าสู่วัยกลางคน อาเธอร์เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพอังกฤษในบอมเบย์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิกตอเรีย สำหรับเบอร์ตี้ วิกตอเรียยังมองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง ส่วนแอฟฟี่นั้นยังคงเป็น “แกะดำ” สำหรับแม่ ใน ค.ศ.1893 แอฟฟี่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากทางครอบครัวของอัลเบิร์ต แอฟฟี่ย้ายเข้าไปอยู่ที่วังโรเซเนา สถานที่ที่อัลเบิร์ตกำเนิดขึ้นเมื่อ 74 ปีก่อนหน้านี้ ทว่านี่ไม่ใช่การ “คืนสู่เหย้า” ที่น่าจะมีความสุข คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและสะท้อนถึงความผิดหวังในชีวิตของเขา ชีวิตของแอฟฟี่นั้นเต็มไปด้วยความโลดโผน แต่สุดท้ายกลับมาจบลงในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีสำคัญในเยอรมนี ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตแอฟฟี่ ก่อนหน้านี้แอฟฟี่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยการเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ แต่เมื่อตัดสินใจรับตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์ก เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเรือ

วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยมีความฝันที่จะเห็นยุโรปบูรณาการเป็นปึกแผ่นเดียวกันบนสันติภาพและความปรองดองโดยมีราชวงศ์อังกฤษเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะนี้แอฟฟี่มองตัวเองเป็นเสมือน “ของโบราณ” ที่ตกค้างมาจากความล้าสมัยของระบบกษัตริย์ กลายเป็นเจ้าชายอังกฤษที่ติดอยู่ในเยอรมนีซึ่งเพิ่งผ่านการรวมประเทศมาหมาดๆ ต้องก้มหัวให้กับผู้มีศักดิ์เป็นหลานของตัว กษัตริย์ไคเซอร์ วิลเฮลม รู้สึกหมดอาลัยกับชีวิตเพราะหย่าร้างกับภรรยาและกลายเป็นคนติดสุรา แอฟฟี่เสียชีวิตใน ค.ศ.1900 ด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุ 55 ปี

หกเดือนหลังจากนั้น ครอบครัวทั้งหมดได้มาพบกันพร้อมหน้าที่บ้านออสบอร์นเพื่อดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ในบรรดาลูกทั้ง 9 คน 3 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว (วิกกี้เสียชีวิตในกรุงเบอร์ลินจากโรคมะเร็งเช่นกัน) สำหรับลูกๆ ชีวิตคือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดจากความโหดร้ายของผู้เป็นแม่ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่า วิกตอเรียรักลูกๆ ของเธอหรือไม่หรือไม่ เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วคงมีความรักให้ต่อกัน เพียงแต่น่าสงสัยว่า ความรักนี้อยู่ในรูปแบบใด มีหลายครั้งที่ลูกทั้ง 9 คนมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ความรักของวิกตอเรียเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว แต่ในที่สุด ลูกทุกคนก็ผ่านพ้นมาและภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางด้านอารมณ์ได้ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นราชนิกุลผู้ไร้ความสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับผู้เป็นพ่อ จนเมื่อวิกตอเรียได้เสียชีวิตลง ลูกที่เหลือจึงเริ่มใช้ชีวิตของตนเอง

ไม่มีใครต้องเผชิญกับความผิดหวังของแม่มากเท่ากับเบอร์ตี้ ก่อนวิกตอเรียเสียชีวิต เธอได้ขอร้องให้เบอร์ตี้จูบลาเธอ น้ำตาเบอร์ตี้พลันไหลออกจากสองตา นับว่าเป็นการคืนดีกันในที่สุด วิกตอเรียเสียชีวิตในวันถัดมา วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1901 และได้มีการจัดงานศพโดยวางร่างของเธออยู่ใต้รูปภาพของอัลเบิร์ตผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 40 ปีก่อนหน้า มีการจัดงานศพของวิกตอเรียอย่างมโหฬาร คู่ควรกับราชินีผู้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เปรียบเสมือนเป็น “คุณย่า” แห่งยุโรป กษัตริย์จากยุโรปอีกห้าประเทศและเจ้าชายระดับสูงอีกเจ็ดคนเดินนำร่างไร้วิญญาณของวิกตอเรียไปสู่หลุมฝัง ราชนิกุลเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกตอเรียทางสายเลือด แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 14 ปี คนเหล่านี้ต่างประกาศสงครามต่อกัน เครือข่ายครอบครัวที่เกิดจากวิกตอเรียซึ่งเคยยึดโยงทวีปยุโรปเอาไว้ กลับนำยุโรปไปสู่สงครามและการปฏิวัติ และในบรรดาราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป มีเพียงแต่ราชวงศ์อังกฤษเท่านั้นที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาได้ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกชายของวิกตอเรีย — เบอร์ตี้ — ผู้ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งครองราชย์อยู่เพียง 9 ปี แต่ปกครองด้วยไหวพริบ เสน่ห์ และวิธีทางการทูต

เรื่องราวของเบอร์ตี้นั้นน่าสนใจ หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว เบอร์ตี้ได้กลายเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้ว่าจะอยู่ในอำนาจไม่นานนัก เป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยเชื่อว่า กษัตริย์ต้องปกครองด้วยศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในหมู่เจ้าชายที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก เบอร์ตี้ได้ชี้ให้เห็นถึงทางเลือกอื่น ทางเลือกที่กษัตริย์พร้อมจะยึดติดกับความรื่นเริง การให้ลำดับความสำคัญกับชีวิตประชาชนมากกว่าความเป็นไปภายในรั้วราชวัง และในอีกหนึ่งศตวรรษต่อจากนั้นจนถึงยุคปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของเบอร์ตี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางเลือกแบบของเขาต่างหากที่ชี้นำสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
_
****ในรูปคืองานศพของวิกตอเรีย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 22

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ระหว่างการเดินทางกลับสู่อังกฤษของเบอร์ตี้ วิกตอเรียก็ช่วงชิงความสนใจจากความสำเร็จของการเดินทางไปเยือนอินเดียของเบอร์ตี้ โดยตอบรับตำแหน่งใหม่ที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีคนโปรด — ดิสราเอลิ — นั่นคือการเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และวิกตอเรียเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากเบอร์ตี้ผู้ซึ่งต่อมาได้ทราบเรื่องจากหนังสือพิมพ์และโกรธมาก เบอร์ตี้ปรารภว่า “ในประเทศอื่นๆ ในโลกคงไม่มีรัชทายาทคนไหนได้รับการปฏิบัติที่แย่เช่นนี้” ราวกับว่าวิกตอเรียยึดติดกับธรรมเนียมโบราณแบบฮาโนเวอเรียน ที่มัก ”ลอบกัด“ ผู้สืบทอดอำนาจจากตนเอง ทำเหมือนประหนึ่งเป็นศัตรู แต่เบอร์ตี้ไม่เคยตอบโต้ตามวิธีฮาโนเวอเรียน ไม่เคยคิดแค้นแก้เผ็ด แต่กลับเป็นผู้ที่เข้าใจว่าการเมืองกำลังเปลี่ยนไป วิกตอเรียต่างห่างที่ปฏิเสธที่จะปรับตัว ซึ่งเรื่องนี้นากยรัฐมนตรีแกลดสโตนมองเห็นคุณค่าของเบอร์ตี้มากกว่าใครๆดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เบอร์นี้น่าจะเป็นกษัตริย์ได้ดีกว่าวิกตอเรีย เข้าใจการเมืองและรู้จักปรับตัวได้ดีกว่าแม่ เบอร์ตี้มองภาพจากทั้งสองด้านและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกัน แต่จะไม่เคยครอบงำหรือบงการใดๆ ทว่าความเห็นของวิกตอเรียต่อเบอร์ตี้ยังไม่เปลี่ยนจุดยืน “ฉันภาวนานะ ขอให้เขาเสียชีวิตก่อนฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (หากเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ – ผู้แปล)” ขณะเดียวกันเธอก็ยังคงปิดบังงานราชการจากเบอร์ตี้จบจากเรื่องเบอร์ตี้ กลับมาสู่กรณีของลีโอโปลที่ยังคงพยายามหาทางหนีออกจากอ้อมกอดของวิกตอเรีย ใน ค.ศ.1882 ลีโอโปลสมรสกับเจ้าหญิงเฮเลนแห่งวาลเดคของเยอรมนี วิกตอเรียยอมรับคู่แต่งงานคู่นี้ แต่รู้สึก “อาย” เมื่อลีโอโปลต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์ วิกตอเรียกล่าวว่า “น่าสลดที่เห็นลีโอโปลต้องเดินด้วยไม้เท้า ฉันคิดว่าทุกคนคงช็อคต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าเห็นใจผู้เป็นภรรยา แต่ดูเหมือนเธอจะรักใคร่เขาดีอยู่” หลังจากแต่งงานไม่นานเฮเลนก็ตั้งครรภ์ และลีโอโปลได้ขออาสาไปรับตำแหน่งผู้ว่ารัฐวิกตอเรียที่ออสเตรเลีย เพื่อไปให้ไกลที่สุดจากผู้เป็นแม่เท่าที่จะไกลได้ แต่วิกตอเรียไม่อนุญาต ทำให้ลีโอโปลต้องขอร้องอ้อนวอนแม่โดยอ้างว่า “พี่ชายได้รับภารกิจสำคัญต่างๆ นานา แต่ตัวผมเองไม่เคยได้รับหน้าที่ใดๆ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการขอร้องแม่” ความกดดันเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของลีโอโปล ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายและใจที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเลือดไหลไม่หยุดได้ อันที่จริงทุกครั้งที่ลีโอโปลมีปัญหากับวิกตอเรียก็จะกระทบต่อสุขภาพของเขาจริงๆในระหว่างการเดินทางไปพักผ่อนทางใต้ของฝรั่งเศส วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1884 ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อหัวเข่าของลีโอโปลกระทบกับบันไดระหว่างปีนขึ้นเรือยอชท์ที่เมืองคานส์ ทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดอย่างรุนแรงจนต้องอุ้มกลับโรงแรมที่พัก เขาเขียนจดหมายซึ่งน่าเศร้าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งถึงภรรยา “ที่รัก ผมได้รับบาดเจ็บจากแผลนี้ เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนไม่สามารถเขียนจดหมายนี้ได้อีกต่อไป” ลายมือชื่อบรรทัดสุดท้ายที่บิดเบี้ยวในจดหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลีโอโปลคงไม่อยู่ในสภาพที่จะเขียนได้อีก นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของเขาลีโอโปลเสียชีวิตกลางดึกจากอาการเลือดไหลไม่หยุดในวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น ชีวิตแสนสั้นของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการต่อสู้กับมารดาที่ต้องการกำกับบงการชีวิตของเขา วิกตอเรียไว้ทุกข์ให้ลีโอโปล แต่กล่าวโทษลีโอโปลว่าควรจะหยุดกิจกรรมทุกอย่าง การฝ่าฝืนก็นำมาซึ่งชีวิตของเขาเอง***ในรูปคือลีโอโปล
***พรุ่งนี้ตอนจบค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 21

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์และแล้วความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายคนเล็กก็มาถึงจุดแตกหัก ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1870 ลีโอโปลวางแผนหนีออกจากวังโดยเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ลีโอโปลเป็นเด็กฉลาดและสนใจใคร่รู้ เขาปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตดังต้องการและไม่อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป อ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นสถานที่ที่ลีโอโปลรู้สึกปลอดโปร่งใจ และไม่เคยต้องกังวลใจกับสุขภาพที่อ่อนแอ แต่อุปสรรคยังมีอยู่ วิกตอเรียไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของลีโอโปลและตัดขาดจากลูกชายนานถึง 7 เดือน เธอบ่นว่า “ทำไมลูกไม่ทำตัวให้พอใจกับการอยู่บ้าน อ่านหนังสือที่บ้าน เล่นเปียโนที่บ้านกับพี่สาว” และมักอ้างเรื่องสุขภาพเพื่อผูกลูกไว้กับตัวเอง แต่ลีโอโปลไม่ยอมแพ้ ในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยินยอมแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม และได้ปรามว่า การไปอยู่ที่อ๊อกฟอร์ดนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน และได้จัดที่พักไว้ให้ทางตอนเหนือของอ๊อกฟอร์ดพร้อมบริวารที่ไว้ใจจำนวนหนึ่ง ทั้งยังให้คบได้แต่กับเพื่อนชายไม่กี่คนเท่านั้นและจะต้องได้รับการเห็นชอบจากวิกตอเรีย โดยต้องเป็นผู้มาจากชาติตระกูลที่ดี เป็นเด็กเงียบและเรียบร้อย วิกตอเรียยื่นคำขาดว่า “แม้ลูกจะอยู่อ๊อกฟอร์ด แต่แม่ยังควบคุมชีวิตลูกอยู่ ลูกจะใช้ชีวิตในอ๊อกฟอร์ดได้เท่าที่แม่อนุญาต การเดินทางไปเข้าเรียนครั้งนี้ แม่ไม่ต้องการให้ลูกมัวแต่หลงระเริงสนุกสนาน”แต่ในความเป็นจริง ลีโอโปลได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานที่นั่น อ๊อกฟอร์ดเป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง และในระหว่างนี้ลีโอโปลได้ใกล้ชิดกับครอบครัวลิดแดลอย่างมาก ลูกสาวของตระกูลนี้คือ อลิซ ลิดแดล ผู้ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนยุคนั้น คือ ลูอิส แครอล เขียนหนังสือเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) อลิซเป็นหญิงสาวน่ารักและมีข่าวลือว่าลีโอโปลตกหลุมรักเธอ ใน ค.ศ.1876 ลีโอโปลสำเร็จการศึกษาจากอ๊อกฟอร์ดโดยมีอายุเพียง 23 ปี และยังคงค้นหาบทบาทที่จะมาเติมเต็มชีวิตพร้อมกับอยู่ห่างจากแม่ให้ไกลที่สุดกลับมาที่เบอร์ตี้ซึ่งเวลานั้นเข้าสู่ช่วงวัย 30 กว่าปี แม้จะเที่ยวเตร่เสเพลแต่เขาก็ยังหวังให้วิกตอเรียมองว่าตนเป็นผู้ใหญ่ เพราะที่ผ่านมาแม่มักจะมองเบอร์ตี้เป็นเด็กเสมอ ไม่เปิดโอกาสให้เขาเติบโต และมักวิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่องการขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงแล้ววิกตอเรียต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกรับผิดชอบเรื่องใดๆ เลย ครั้งหนึ่งเบอร์ตี้เคยเรียกร้องให้วิกตอเรียมอบกุญแจอีกดอกหนึ่งที่เก็บเอกสารทางราชการ เพื่อที่จะสามารถแบ่งเบาภาระได้บ้างและได้เรียนรู้งานของการเป็นกษัตริย์ แต่ก็ถูกวิกตอเรียปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เบอร์ตี้ไม่สามารถเก็บความลับได้ “เบอร์ตี้ ถ้าแม่บอกความลับกับเธอ เธอก็เอาไปบอกกับทุกคนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ความลับก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป”เบอร์ตี้โกรธมากกับคำตอบของวิกตอเรีย โกรธที่ถูกตัดออกจาก “ราชกิจของครอบครัว” และย้ำว่าตัวเองรู้ว่าอะไรคือความลับและจะไม่ยอมทรยศต่อความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และบ่นว่าตนจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในรั้ววังก็จากการบอกเล่าของคนรอบตัวหรือจากหนังสือพิมพ์มากกว่าจากคนในครอบครัวเสียอีก ใน ค.ศ.1875 เบอร์ตี้ตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำโดยได้จัดการเยือนอินเดีย — อาณานิคมที่มั่งคั่งที่สุดของอังกฤษ — ด้วยตัวเอง แม้ว่าวิกตอเรียต้องการเห็นลูกเล่นบทบาทเอกอัครราชทูต แต่กลับไม่พอใจที่เบอร์ตี้ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาตน ก้นบึ้งของความไม่พอใจเกิดจากความหวาดกลัวว่าเบอร์ตี้จะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในระหว่างอยู่อินเดีย “ฉันกลัวว่าเขาจะปีนรั้วฮาเร็ม” วิกตอเรียกล่าวไว้เบอร์ตี้ทำให้แม่ประหลาดใจ เบอร์ตี้ทำให้แขกต่างชาติประทับใจ สามารถจำชื่อและตำแหน่งของแขกระดับสูงได้ทั้งหมด และแสดงบทบาทของมกุฎราชกุมารที่สมบูรณ์แบบได้อย่างเยี่ยมยอด เบอร์ตี้ออกล่าสัตว์ในอินเดีย เดินทางร่วมกับเหล่ามหาราชาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบทเจ้าชายที่ทรงศักดิ์ เบอร์ตี้รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ รู้จักที่จะ “ขาย” ภาพลักษณ์ของตัวเอง ทั้งหมดเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทราชนิกุล บุคคลระดับสูงของอินเดียได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานสังสรรค์ ภาพเจ้าชายผู้น่าเกรงขามได้สร้างความรู้สึกจงรักภักดีขึ้นในหมู่เจ้าของอินเดียต่อจักรวรรดิอังกฤษ อินเดียนับเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการเล่นบทมกุฎราชกุมาร การออกปฏิบัติราชการในอินเดียที่ประสบความสำเร็จนี้กลายมาเป็นแบบอย่างให้แก่กษัตริย์รุ่นหลังในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับสถาบันกษัตริย์และการยอมรับจากนานาประเทศเบอร์ตี้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนมี “ปัญญา” มากกว่าเจ้าหน้าที่ปกครองอาณานิคมหลายๆ คน เขาเคยพูดกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่า “เพียงเพราะเรามีใบหน้าสีดำ มีศาสนาที่ต่างกัน ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะปฏิบัติกับเขาในทางที่เลวร้าย” วิกตอเรียผู้ซึ่งมีความรักต่ออินเดียและชาวอินเดีย เห็นชอบกับคำกล่าวข้างต้นของเบอร์ตี้ แต่ลึกๆ แล้ววิกตอเรียอิจฉาต่อบทบาทใหม่ของเบอร์ตี้ ดังที่เธอได้กล่าวถึงจดหมายของเบอร์ตี้ซึ่งเขียนมาเล่าเรื่องภารกิจของเขาในอินเดียว่า “เป็นเรื่องน่าเบื่อ เล่าเรื่องซ้ำไปมา เรื่องขี่ช้าง เรื่องความงามของเครื่องประดับท้องถิ่น เรื่องดอกไม้ไฟของอินเดีย” สำหรับวิกตอเรีย ความสำคัญยังอยู่ที่ความเป็นราชินีของเธอ ไม่ใช่เรื่องผจญภัยไร้สาระที่เกิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของโลก**รูปคือเบอร์ตี้ หรือกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 20

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดลีโอโปลก็ก้าวมาถึงวัยที่วิกตอเรียหวั่นเกรงที่สุด วัยที่เซ็กซ์เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต วิกตอเรียรู้สึกว่า การเป็นโรคโลหิตไม่แข็งตัวทำให้ลีโอโปลมีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ลีโอโปลไม่อยากดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความระมัดระวังมีแต่ความจืดชืด และต้องตายไปทั้งแบบนั้น ในจดหมายที่ลีโอโปลเขียนถึงเพื่อนได้ระบายความโกรธว่า “การใช้ชีวิตในวังเป็นเรื่องที่ผมทนไม่ได้อีกต่อไป ทุกตารางนิ้วของเสรีภาพถูกพรากจากผม ทุกคนเฝ้าจับตามองผม ทุกสิ่งที่ผมทำถูกรายงานให้ราชินีทราบ ผมอยากจะหนีออกจากบ้านน่าขนลุกหลังนี้เต็มทน ผมเฝ้ารอวันที่ผมจะสามารถแหกกรงขังและโบยบินออกไปได้”การต่อสู้ทางอารมณ์ระหว่างราชินีวิกตอเรียและมกุฎราชกุมารเบอร์ตี้ยังคงเข้มข้น เบอร์ตี้ทำทุกสิ่งที่วิกตอเรียไม่เห็นด้วย วิกตอเรียไม่ต้องการให้เบอร์ตี้สูบซิการ์ แต่เบอร์ตี้ก็ขัดขืน เธอไม่เห็นด้วยกับการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำในกลุ่มชนชั้นสูง แต่เบอร์ตี้ก็จัดงานประเภทนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ นี่คือการ “ปฏิวัติ” ต่อค่านิยมที่วิกตอเรียยึดถือ ในเวลานั้นเบอร์ตี้อยู่ในวัย 20 ปีปลายๆ และมีทายาทแล้วถึง 3 คน การเข้าสังคมของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นการแสวงหาความสุขอย่างสุดขั้ว เบอร์ตี้ “ตะกละ” ในการค้นหาความสุขให้แก่ชีวิต เขามองหาการเติมเต็มทางอารมณ์ผ่านการแสวงหาความสุขทางกายเหล่านี้ยิ่งรอบเอวของเบอร์ตี้ขยายออกมากเท่าใด ภาพอัศวินผู้กล้าหาญและสูงส่งก็ดูจะยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น เบอร์ตี้มีทัศนคติแบบชนชั้นสูงหัวโบราณที่มองการมีเพศสัมพันธ์ว่ายิ่งมีมากครั้งเท่าใดก็ยิ่งดี และจะกับใครก็ได้ การซื้อขายทางเพศเป็นเรื่องปกติ เบอร์ตี้ตกอยู่ในโลกของความเย้ายวนใจอย่างแท้จริง เขามักแวะไปหาความสุขในสถานบริการทางเพศบ่อยๆ มีคนรักที่เป็นสตรีชั้นสูงหลายคน พฤติกรรมเหล่านี้อาจมาจากอดีตที่ขาดความสุข และการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับโสเภณีก็อาจเพื่อแก้แค้นแม่ของตน ส่วนอเล็ก ภรรยาของเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนพฤติกรรมเสเพลของสามีต่อมาใน ค.ศ. 1870 ชีวิตอื้อฉาวส่วนตัวของเบอร์ตี้ก็เปิดเผยออกสู่สายตาของสาธารณชนอังกฤษ เมื่อมีชื่อของเขาเข้าไปข้องเกี่ยวในคดีฟ้องหย่าของบุคคลระดับสูง เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกและความอับอายให้แก่ราชวงศ์ และท้าทายต่อภาพราชวงศ์ที่สูงส่งของวิกตอเรีย แต่เมื่อเบอร์ตี้ปรากฏตัวในศาล เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นเมื่อเขาถูกซักเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมมีใครบางคนชักใยเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ วิกตอเรียจะยืนอยู่ข้างเบอร์ตี้เสมอ และสิ่งนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของเบอร์ตี้ในกรณีฟ้องร้องนี้ เป็นที่แน่ชัดว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยมือที่สาม ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเบอร์ตี้มากนัก ไม่ต้องวินิฉัยลึกไปกว่านั้น เพราะได้มีการกำหนดคำพิพากษาไว้แล้วว่า เบอร์ตี้เป็นผู้บริสุทธิ์แม่ลูกยังคงงัดข้อกันอย่างรุนแรง และเมื่อถึง ค.ศ. 1870 วิกตอเรียก็มีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์กำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลม ยิ่งไปกว่านั้นตัววิกตอเรียเองก็ยังไว้ทุกข์ให้สามีนานเกือบทศวรรษ ตัดขาดตัวเองจากสังคม และความเห็นอกเห็นใจที่ได้รับจากชาวอังกฤษก็เริ่มจางหาย นายกรัฐมนตรีแกลดสโตนเริ่มกังวลว่า สถาบันกษัตริย์อาจมาถึงยุคเสื่อม และต้องการให้ราชินีออกมามีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนมากขึ้น ขณะนั้นกระแสการก่อตั้งสาธารณรัฐเริ่มมีพลัง จึงเป็นโอกาสหาได้ยากที่เบอร์ตี้จะ “อบรม” แม่ของตัวเองให้ออกมาพบเจอกับโลกภายนอกบ้าง อาทิ “ถ้าแม่ได้มีโอกาสเดินทางจากวินเซอร์เข้าลอนดอนก็น่าจะขับรถผ่านสวนสาธารณะ เพื่อให้ราษฎรได้พบเห็นและชื่นใจที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับกษัตริย์ของพวกเขา กษัตริย์จะอยู่รอดได้ก็ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน” วิกตอเรียยังคงดื้อดึง ไม่รับฟังคำแนะนำ และเบอร์ตี้กับน้องๆ ทุกก็คนเข้าใจว่าการเผชิญหน้ากับแม่ในเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ และนี่คือวิกฤตสำคัญที่สุดในของยุควิกตอเรียต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1871 เบอร์ตี้ล้มป่วยลง ณ บ้านพักหลังใหม่ “ซานดริงแฮม” ที่เมืองนอร์ฟอล์ก ด้วยโรคไทฟอยด์ โรคเดียวกับที่หลายคนคิดว่าได้คร่าชีวิตอัลเบิร์ตไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า วิกตอเรียมาเยี่ยมลูกที่ซานดริงแฮม และต้องเจอกับสภาพที่น่าละอายเมื่อเบอร์ตี้มีอาการละเมอเพ้อคลั่ง เอ่ยชื่อคนรักจำนวนนับไม่ถ้วนต่อหน้าภรรยาของตัวเอง หลายฝ่ายจับตามองอาการป่วยของเบอร์ตี้ที่รุนแรงมากขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แต่แล้วเขาก็กลับฟืนตัวราวปาฏิหาริย์และหายเป็นปกติ สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบแบบหน้ามือเป็นหลังมือในแง่ของภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์สองสามเดือนต่อมา ฝูงชนกลุ่มใหญ่รวมตัวอยู่หน้าโบสถ์เซนต์พอล ณ กรุงลอนดอน (ในรูป) เพื่อร่วมฉลองวันขอบคุณพระเจ้า (thanksgiving) หลังจากรอดพ้นความตายมาได้ เบอร์ตี้ก็ราวกับได้สร้างความผูกพันขึ้นกับประชาชน พฤติกรรมนอกลู่นอกทางของเขาดูจะไม่ได้ก่อให้เกิดอุปสรรคใดๆ อย่างที่วิกตอเรียกลัว วิกตอเรียเองก็ออกมาร่วมงานดังกล่าวและการได้รับการต้อนรับอย่างยินดีจากประชาชน แล้วภัยคุกคามต่อสถาบันก็ราวกับจะสูญสลายไปในทันทีนั้น

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

กษัตริย์ภูมิพลให้การสนับสนุนรัฐประหารหลายครั้ง

ในครั้งที่ไม่สนับสนุน นั่นเป็นเพราะรัฐประหารครั้งนั้นไม่ได้เอื้อต่อสถาบันกษัตริย์ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในวิกิลีค์ที่เขียนโดยทูตสหรัฐ Ralph Boyle วันที่ 21 กย 2006 (2549) เขียนชัดเจนว่า การที่ในหลวงและราชินี เปิดให้กลุ่มที่ทำรัฐประหารเข้าเฝ้า นั่นคือการส่งสัญญาณว่า สถาบันกษตริย์สนับสนุนรัฐประหารให้ล้มรัฐบางทักษิณ นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ภูมิพลเองได้มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งคณะรัฐประหารเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นการ “เซ็นรับรอง” การทำรัฐประหารหลายครั้งในอดีตhttps://wikileaks.org/plusd/cables/06BANGKOK5836_a.html

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 19

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดเบอร์ตี้กับอเล็กซ์ก็ทำพิธีสมรส ณ พระราชวังวินเซอร์ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1863 ขณะนั้นวิกตอเรียยังคงสวมชุดไว้ทุกข์ให้อัลเบิร์ตอยู่ หลังจากพิธีสิ้นสุดลงก็ได้จัดให้มีการถ่ายภาพร่วมกับราชินีผู้โศกเศร้าและไร้ความสนใจในคู่บ่าวสาว เอาแต่จ้องมองรูปปั้นของสามีผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นวิกตอเรียได้มอบตำหนัก “มาร์ลเบอเรอห์” ซึ่งอยู่ห่างจากวังบักกิ้งแฮมเพียงไม่กี่ร้อยหลาให้แก่เบอร์ตี้และอเล็กซ์เป็นที่พักอาศัย การอยู่ใกล้วิกตอเรียชี้ว่า ผู้เป็นแม่ยังคงต้องการครอบงำชีวิตลูกแม้จะแต่งงานออกไปแล้ว ทำเสมือนว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่ อาทิ การควบคุมเวลาออกนอกบ้านของสามีภรรยาคู่ใหม่ ห้ามมิให้อเล็กซ์ขี่ม้าในสวนภายในราชวัง ส่งบ่าวไพร่ไปคอยสืบเรื่องราวความเป็นไปในครอบครัวของเบอร์ตี้ รวมถึงขอข้อมูลจากนายแพทย์เกี่ยวกับรอบเดือนของอเล็กซ์ วิกตอเรียเชื่อว่า ในฐานะราชินีเธอมีสิทธิที่จะทำเช่นนี้ ที่น่าสนใจก็คือ เบอร์ตี้ยอมเล่นเกมนี้กับวิกตอเรีย และไม่เคยปริปากบ่นไม่นานนัก เบอร์ตี้และอเล็กซ์หาทางสร้างสังคมของตนขึ้นภายในตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ ไม่ช้าเขาก็สามารถกำจัดคนของราชินีออกไปได้ และเผยให้เห็นคุณสมบัติหนึ่งของเขาซึ่งไม่มีในตัววิกตอเรีย นั่นคือ ความสามารถในการเป็นที่รักของคนรอบข้าง มาร์ลเบอเรอห์กลายเป็นสถานที่ตรงกันข้ามกับที่พำนักอันมืดมนของวิกตอเรีย ที่นี่เปิดกว้าง เป็นมิตรและหรูหรา สะท้อนความเป็นกันเองของเบอร์ตี้ และที่สำคัญ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมุมมองที่หลายคนมีต่อสถาบันกษัตริย์ มุมมองที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมหรือความบริสุทธิ์ด้านชีวิตรัก แต่เน้นเรื่องการละครและการแสดง ทว่าวิกตอเรียกลับมองเห็นแต่ภัยร้ายจากวิถีการใช้ชีวิตของเบอร์ตี้และสหายของเขา โดยเทียบเคียงกับการกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยในยุคก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งอาจทำให้ชาวอังกฤษไม่พอใจ วิกตอเรียพยายามป้องกันมิให้ลูกคนอื่นๆ เข้าใกล้ตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ซึ่งกลายเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษวิกตอเรียยังมียุทธศาสตร์ที่กว้างไกลและอาจส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ เช่น การส่งลูกชายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาณานิคมเหล่านั้นกับเมืองแม่ แต่สำหรับแอฟฟี่ บทบาทนี้อาจไม่ตรงกับความประสงค์ของเขา แอฟฟี่เบื่อหน่ายกับบทนักการทูต ขณะเดียวกันก็ขาดพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ ความสามารถในการเล่นไวโอลินไม่ได้พัฒนาขึ้นนัก แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการกินดื่ม เที่ยวเตร่หาความสำราญทางเพศ แอฟฟี่จึงกลายเป็นตัวตายตัวแทนของเบอร์ตี้ ไม่หลักแหลม ไม่น่าสนใจ และเที่ยวมีความสัมพันธ์ทางเพศไปทั่ว ใน ค.ศ. 1867 แอฟฟี่ถูกส่งไปออสเตรเลียซึ่งยิ่งทำให้ความไร้ความสามารถของเขายิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังที่ปรากฏ แอฟฟี่เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำออสเตรเลียที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ไม่มีความเป็นนักการทูต ขาดไหวพริบ และมักเพิกเฉยต่อบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เขาไม่อยากเสวนาด้วย มีเพียงกิจกรรมเดียวที่แอฟฟี่ชอบเป็นพิเศษนั่นคือ การล่าสัตว์ แอฟฟี่ออกล่าพอสซัม วอมแบ็ท และไม่เคยแสดงความปรานีต่อการสังหารชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากแต่แล้ววันหนึ่ง การล่าสัตว์ที่เป็นงานอดิเรกก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1868 ระหว่างปิกนิกที่เมืองซิดนีย์ แอฟฟี่ตกเป็น “สัตว์” ที่ถูกล่าเสียเอง เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์ยิงปืนพลาดมาโดนแอฟฟี่ในระยะเผาขน อันที่จริงกระสุนลูกนี้อาจสังหารแอฟฟี่ได้อย่างง่ายดาย แต่โชคดีที่กระสุนปืนยิงไม่ถูกไขสันหลัง เพียงทะลุผ่านปอดและไปฝังตัวอยู่ในซี่โครงด้านหน้าเท่านั้น เนื่องจากบาดแผลไม่รุนแรงเท่าใด แอฟฟี่จึงมีอาการดีขี้นในเวลารวดเร็ว เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูวิกตอเรีย เธอไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด ได้แต่แสดงความเห็นว่า “พระเจ้าปรานีเธอแล้วที่ไว้ชีวิตเขา”เจ้าชายอาเธอร์ ลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ประสบความสำเร็จมากกว่าในการเป็นเอกอัครราชทูตของอังกฤษ ทำให้แม่ได้ชื่นใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศของเขาให้ได้ยิน วิกตอเรียถึงกับเอ่ยปากชมว่า อาเธอร์เป็นตัวแทนของพ่อและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ส่วนลูกชายคนสุดท้าย ลีโอโปล รู้สึกอิจฉาที่เห็นพี่ชายเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพราะตัวเองต้องจับเจ่าอยู่ในรั้วราชวังเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ การต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเลือดไหลไม่หยุด ทำให้ลีโอโปลเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่เฉลียวฉลาด ช่างคิด และเป็นนักเปียโนมากพรสวรรค์ เขาอยากหลบหนีจากวังที่น่าอึดอัดนี้แต่ก็ไม่ได้รับมอบหมายบทบาทใดๆ ให้ทำ วิกตอเรียยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่คิดว่าเขาจะสามารถปฏิบัติภารกิจใดๆ ได้ ควรต้องถูกจับตามองทุกฝีก้าว และประสงค์ที่จะเก็บเขาเอาไว้แต่ในวัง วิกตอเรียจัดการให้เขาอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงชื่อ อาร์ชี่ บราวน์ ซึ่งเป็นน้องชายของจอห์น บราวน์ ผู้ที่วิกตอเรียส่งเข้าไปดูแลความเป็นไปและล้วงความลับของลูกสาว แต่สิ่งที่วิกตอเรียทำนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะอาร์ชี่มีนิสัยชอบกลั่นแกล้ง ลีโอโปลเคยเขียนในบันทึกว่า “เขาทำร้ายผม บางครั้งเขาจะเอาช้อนตบหน้าผมด้วย ผมอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ผมเกลียดเขา” ผู้คนรอบข้างต่างเข้าใจสถานการณ์และพยายามเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียเปลี่ยนพี่เลี้ยงคนใหม่ แต่วิกตอเรียเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องเหล่านี้และยังคงจ้างอาร์ชี่อีกหลายปีต่อจากนั้น***ในรูปคือ family tree ของวิกตอเรีย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น