หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เกิดอะไรใน “14 ตุลา” ก่อนมาสู่ชัยชนะสำคัญของประชาชนลุกฮือต้าน “คณาธิปไตย”

เหตุการณ์ที่รู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า “14 ตุลา” นั้น เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา ได้ร่วมกับประชาชนจํานวนแสนเรียกร้องให้รัฐบาลคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ปลดปล่อยนิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักการเมือง 13 คนที่ถูกจับกุมฐานเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูก รัฐบาลตั้งข้อหาว่ากระทําการผิดกฎหมาย มั่วสุม ชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะเกินกว่า 5 คน บ่อนทําลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายในพระราชอาณาจักร และมีการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์

ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชน ชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 13 ประชามหาชนเดินขบวนสําแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่ดูประหนึ่งว่ากระแสคลื่นมนุษย์จักท่วมท้นถนนราชดําเนิน ในวันที่ 14-15 ถัดมาก็เกิดความรุนแรง เยาวชนคนหนุ่มสาวถูกปราบปรามด้วยอาวุธร้าย เป็นผลให้เกิดการลุกฮือขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และแล้วเผด็จการก็ล้มลง ผู้นำคณาธิปไตย ถนอม-ประพาส-ณรงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

นับแต่นั้นมาเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาปีแล้วปีเล่า มีการขนานนามเหตุการณ์นี้ต่าง ๆ นานา เช่น วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ การปฏิวัติตุลาคม การปฏิวัติของนักศึกษา ความยิ่งใหญ่และผลกระทบของเหตุการณ์ต่อการเมืองการปกครองของไทย ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ก่อนหน้านั้น เช่น การปฏิวัติ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 หรือกับเหตุการณ์ที่ตามมาภายหลัง เช่น พฤษภา-มหาโหด พุทธศักราช 2535 เป็นต้น

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มหากวีรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
อันอาจขุ่นอาจข้นหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย

(เพียงความเคลื่อนไหว ประชาชาติ 5 ตุลาคม 2517)

นักเรียนนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 กลายเป็น ‘เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่’ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจไทย คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่การพัฒนานั้นก็นำมาซึ่งปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อความไม่พัฒนาของการเมืองการปกครองไทยที่มีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ในหมู่ของคณาธิปไตย จากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพลถนอม กิตติขจร และทำท่าจะสืบทอดไปยังจอมพลประพาส จารุเสถียร ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ ในขณะเดียวกันเยาวชนเหล่านั้นก็ตั้งคำถามต่อระบบการเมืองของโลกในยุคสงครามเย็นที่มีการแบ่งออกเป็น 2 ค่าย มีการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีการต่อต้านและปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของสงครามอินโดจีน ประเทศไทยถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง กลายเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ที่จะใช้ทิ้งระเบิดทางอากาศยานโจมตีเวียดนาม กัมพูชา ลาว

ช่วงปีพุทธศักราช 2512-2515 เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วมสังเกตุการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในปีพุทธศักราช 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท วิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงําทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและห่วงใยการขาดดุลการชําระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางในการรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อชีวิต

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ รวมตัวกันต่อต้าน ‘ภัยขาว-ภัยเหลือง-และภัยเขียว’ รวมตัวกันเป็นกลุ่มอิสระตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับวิทยาลัยการศึกษาหรือวิทยาลัยครูเรื่อยลงไปจนถึงระดับโรงเรียนมัธยม และก็เกิดองค์กร เช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2513) ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

ระหว่างปีพุทธศักราช 2514-2516 ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงบทการเมืองระดับโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของความเย็น การเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าของ 2 ค่าย กลายเป็นการเมือง 3 เส้า สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ส่วนการเมืองภายในของไทยที่ดูว่าจะ ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง กล่าวคือ มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2511 และมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรก ในรอบทศวรรษในปีพุทธศักราช 2512 ก็ตาม แต่ก็ปิดฉากลงอีกด้วยวงจรอุบาทว์ของการยึดอํานาจรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ‘ปฏิวัติตนเอง’ ในปีพุทธศักราช 2514

เมื่อถึงจุดนี้พฤติกรรมของคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส ณรงค์ ก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถจะยอมรับต่อไปอีกได้ การปิดกันเสรีภาพผนวกกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ข้าวสารขึ้นราคา การใช้อภิสิทธิ์ การเล่นพรรคเล่นพวก ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ ดูเหมือนจะมีพลังของนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ที่สามารถจะเป็นหัวหอกเคลื่อนไหว คัดค้าน และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ในบ้านเมือง

ปีพุทธศักราช 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ ต่อการผูกขาดอํานาจของเผด็จการคณาธิปไตย เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นในปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ ณ ทุ่งใหญ่ คัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง 9 คนออกในกลางปี 2516

ผลสุดท้าย เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ก็ได้ข้อสรุปว่า ปราศจากเสียซึ่งสิทธิเสรีภาพและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ยาก จากบทสรุปของการชุมนุมกรณี ‘รามคําแหง 9’ เมื่อ 21-22 มิถุนายน 2516 ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ก็นํามาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

กวีนักศึกษาในนามของรวี โดมพระจันทร์ สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัยออกมาว่า

ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าผืน
หอกดาบกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

(“เศษสาตร์” เฉลิมฉลองวาระเปิดตึกเรียนใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. 2515)

ศุกร์ 5 ตุลาคม 2516
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิกประมาณ 10 คน เปิดแถลงข่าวที่บริเวณสนามหญ้าท้องสนามหลวงด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

  1. เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
  2. จัดหลักสูตรสอนอบรมรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชน
  3. กระตุ้นประชาชนให้สํานึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

ธีรยุทธ บุญมี นํารายชื่อผู้ลงนามเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนแรก ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ มาเปิดเผย เช่น พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร, นายเลียง ไชยกาล, นายพิชัย รัตตกุล, นายไขแสง สุกใส, นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ดร.เขียน ธีระวิทย์, ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน, ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ, ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, อาจารย์ทวี หมื่นนิกร เป็นต้น รวมทั้งจดหมายเรียกร้องจากนักเรียนไทยในนิวยอร์ก

ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร รองเลขาธิการ ก.ต.ป. (คณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติราชการ) บุตรชายของจอมพลถนอม กิตติขจร และบุตรเขยของจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน กําลังดําเนินการให้นิสิตนักศึกษาเดินขบวน และหากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ก็จะนําทหารมาเดินขบวนบ้างเพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน

เสาร์ 5 ตุลาคม 2516
สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวและหนังสือ ซึ่งอัญเชิญพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้บนปก

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

ผู้เรียกร้องถือป้ายโปสเตอร์ 10 กว่าแผ่น มีใจความเช่น ‘น้ำตาเราตกใน เมื่อเราไร้รัฐธรรมนูญ’ ‘จงคืนอํานาจแก่ปวงชนชาวไทย’ ‘จงปลดปล่อยประชาชน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ‘ เป็นต้น กลุ่มเรียกร้องออกเดินจากบริเวณตลาดนัดสนามหลวงไปบางลําภู ผ่านสยามสแควร์ และเมื่อถึงประตูน้ำ เวลาประมาณ 14.00 น. ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจนครบาลและสันติบาลจับกุมไปทั้งหมด 11 คน ซึ่งมีทั้งอาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมือง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา ‘มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง’ ผิดประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ที่ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน ผู้ต้องหาถูกนําไปไว้ที่กองบังคับการตํารวจสันติบาลกอง 2 จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืนจึงย้ายไปคุมขังไว้ที่โรงเรียนตํารวจนครบาล บางเขน ทางตํารวจปฏิเสธไม่ยอมให้เยี่ยมและห้ามประกัน

อาทิตย์ 7 ตุลาคม 2526
ตลอดช่วงบ่ายและค่ำของวันที่ 6 ถึงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการตรวจค้นสํานักงานตลอดจนบ้านพักของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้อง และได้จับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงเพิ่มขึ้นอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ พยายามวิ่ง เต้นที่จะเข้าเยี่ยมและประกันเพื่อนของตน

13.00 น. ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า “จากการกระทําของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นการดําเนินการโดยเปิดเผยและสันติวิธี เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้สั่งจับบุคคลกลุ่มนี้แล้วสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อยัดเยียดข้อหาร้ายแรงแก่ประชาชนกลุ่มนี้ เป็นการส่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อตนจะได้ครองอํานาจไปตลอดกาล และไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกที่จะปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นอกจากรัฐบาลของพวกเผด็จการฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์เท่านั้น”

ในขณะเดียวกันองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ. ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกประชุมด่วน มีมติให้ศึกษาสถานการณ์ ติดโปสเตอร์ชี้แจงข้อเท็จจริง

จันทร์ 8 ตุลาคม 2516
ตอนเช้า วันแรกของการสอบประจําภาคของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลปิดทั่วบริเวณ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร นักศึกษาชุมนุมอภิปรายโจมตีรัฐบาล เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พร้อม ๆ กันนี้นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ก็เข้าชื่อถึงนายกรัฐมนตรี ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกจับกุม

วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.ชัย สุวรรณศร ผู้บังคับการตํารวจสันติบาล ได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีตนักการเมือง ในข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ส่วนจอมพล ประภาส จารุเสถียร ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษาการอธิบดีกรมตํารวจ ให้ สัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เสมือนระเบิดลูกใหญ่ตกว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญมีแผนจะล้มรัฐบาล และกล่าวว่ามีการค้นพบเอกสารคอมมิวนิสต์ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษเป็นจํานวนมาก

อนึ่ง จากบันทึกรายงานการประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 28/2516 วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีจอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นว่า ทางราชการอาจจะทําการปราบปรามผู้เรียกร้อง ทั้งยัง “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว 2 เปอร์เซ็นต์ จากจํานวนเป็นแสนคน” โดยอ้างว่า “จําต้องเสียสละ เพื่อความอยู่ รอดของบ้านเมือง”

บ่ายวันนั้น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอภิปรายที่หน้าหอประชุมใหญ่ และขึ้นรถไปเยี่ยมเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนตํารวจนครบาลบางเขน ต่อมาคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่งตัวแทนประมาณ 60 คน ไปเยี่ยมอาจารย์ทวี หมื่นนิกร 1 ใน 12 ผู้ต้องหา แต่ถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม อาจารย์ทั้งหมดจึงลงชื่อพร้อมเขียนข้อความไว้ว่า “We Shall Overcome”

ค่ำวันนั้น อมธ.ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการสอบไล่โดยไม่มีกําหนด นักศึกษากิจกรรมแยกย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าเพื่อให้ลิฟต์ใช้การไม่ได้

อังคาร 9 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรากฏธงดําครึ่งเสา เหนือยอดโดม ประตูทางเข้ามีประกาศงดสอบ ด้านท่าพระจันทร์มีผ้าผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา” ส่วนอีกผืนว่า “เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือ” นักศึกษาเมื่อเข้าห้องสอบไม่ได้ต่างทยอยไปชุมนุมและฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ณ บริเวณลานโพธิ์ ซึ่งนําโดยสองนักศึกษาชายหญิง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ มีนักศึกษาแพทย์ศิริราชค่อย ๆ ข้ามฟากมาสมทบ

ส่วนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรชุมนุมเป็นวันที่สอง ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยผู้ต้องหาภาย ในวันที่ 15 ตุลาคม และให้ประกาศรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง นักศึกษาเริ่มชุมนุมอภิปราย เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้มหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบ

บ่ายวันนั้น ฝนตกโปรยปราย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชุมฉุกเฉิน มีมติให้ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ให้อธิการบดีเลื่อนการสอบออกไป ให้ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ประท้วงตลอดวันตลอดคืน หากไม่ได้ผลให้ใช้วิธีรุนแรง บ่ายวันเดียวกันนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ “พิจารณาปล่อยบุคคลเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์ลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น”

รัฐบาลตอบโต้ด้วยการที่จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้มาตรา 12 แห่งธรรมนูญการปกครองกับผู้ต้องหา ซึ่งให้อํานาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายแต่อย่างใด พร้อมกันนั้นทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐก็ประกาศสําทับให้นิสิตนักศึกษาปฏิบัติตามกําหนดการสอบอย่างเคร่งครัด

คืนนั้นฝนตกหนาเม็ด ผู้ร่วมชุมนุมหาถอยหนีไม่ บ้างกางร่มบ้างเอาหนังสือพิมพ์คลุมหัว ฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลสลับกับการแสดงละครเสียดสีการเมือง เกือบเที่ยงคืนฝนตกหนัก อากาศหนาว ผู้ร่วมชุมนุมจึงย้ายจากลานโพธิ์เข้าไปในหอประชุมใหญ่

พุธ 10 ตุลาคม 2516
สายวันนั้น ฝนหยุดตก นักศึกษาทยอยกลับมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ พร้อมกับนําคําแถลงการณ์มาอ่านเผยแพร่ เช่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยรามคําแหงคัดค้านการกระทําของรัฐบาล อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอให้รัฐบาลรอบคอบ สภาอาจารย์ธรรมศาสตร์เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ เพื่อประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของประชาชนทุกคนในอารยประเทศ สโมสรเนติบัณฑิตแถลงว่าการกล่าวหาบุคคลทั้ง 13 “เป็นการจงใจใส่ความอันเป็นเท็จ” สโมสรนักศึกษามหา วิทยาลัยมหิดลแถลงว่า “บุคคลใดที่ทําการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจแห่งปวงชนแล้ว ถือว่ากลุ่มบุคคลนั้นได้กระทําเพื่อชาติ เพื่อประชาชน”

ส่วนทางองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จะดําเนินการประท้วงจนกว่าจะประสบผลสําเร็จ ในขณะเดียวกันศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก็ก้าวเข้ามารับช่วงงานชุมนุมอย่างเป็นทางการจาก อมธ. พร้อมทั้งออกแถลงการณ์วิงวอนให้ประชาชนร่วมต่อสู้ มิฉะนั้นแล้ว “ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในโลกมืดของอํานาจอธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นแสงสว่างแห่งคุณธรรมไปได้เลย”

วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม ลานโพธิ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการชุมนุม นับแต่เที่ยงวัน นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และวิทยาลัยครูธนบุรี ประมาณ 1 พันคน ก็มาถึง ติดตามมาด้วยนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ในช่วงบ่าย พร้อมทั้งมีข่าวว่าวิทยาลัยวิชาการศึกษา 8 แห่งทั่วประเทศจะหยุดเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่สําคัญก็คือ นักเรียนมัธยมและนักเรียนอาชีวะ ทั้งจากวิทยาลัยและสถาบันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต่างก็ส่งตัวแทนขึ้นมาประกาศงดสอบ งดเรียน ผู้แทนนักเรียนอาชีวะประกาศร่วมต่อสู้ นักเรียนช่างกลคนหนึ่งตะโกนว่า “ถ้าต้องการเครื่องทุ่นแรง ก็ขอให้บอกมา” วันนั้นการชุมนุมแน่นขนัดเป็นหมื่น เต็มล้นลานโพธิ์และระเบียงคณะศิลปศาสตร์ จนต้องมีมติให้ย้ายการชุมนุมไปยังสนามฟุตบอล

ในวันเดียวกันนี้รัฐบาลได้เพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้น โดยที่จอมพลถนอม กิตติขจรให้สัมภาษณ์ว่าพบหลักฐานฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์อีกกระทงหนึ่ง

พฤหัสบดี 11 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่วันที่ 11 ตุลาคม นิสิตนักศึกษานิมนต์พระสงฆ์ ประมาณ 200 รูป ทําบุญตักบาตรในบริเวณสนามฟุตบอล แล้วอภิปรายโจมตีรัฐบาลต่อ ตั้งแต่ช่วงเช้า นักเรียนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทยอยเข้าเป็นทิวแถวอย่างมีระเบียบ นิสิตเกษตรฯ งดสอบ เช่ารถ 70 คัน ประมาณ 4 พันคนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทรเกษมตามมาสมทบอีก 33 คัน นักเรียนช่างกล นักศึกษารามคําแหง นักศึกษาวิทยาลัยครูต่าง ๆ มาถึงในเวลาต่อมา จนทําให้มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน โฆษกบนเวทีด้านตึก อมธ. ด้านแท็งก์น้ำกล่าวว่า พรุ่งนี้นักเรียนอนุบาลจะมาร่วมชุมนุมด้วย

ตอนสายวันนั้น จอมพลประภาส จารุเสถียร เริ่มเจรจาด้วยการให้นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและคณะเข้าพบ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายนิสิตนักศึกษายืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน แต่รัฐบาลยืนกรานจะดําเนินการด้วยมาตรา 17 ในคืนนั้นก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน ตั้งศูนย์ปราบปรามจลาจลขึ้นที่สวนรื่นฤดี มีจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อํานวยการ

คืนวันนั้นเช่นกัน การชุมนุมดําเนินไปอย่างเผ็ดร้อนและแน่นขนัด นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้รับความสนับสนุนจากหลายทิศหลายทาง มีทั้งเงินบริจาคหลายแสนบาท มีทั้งอาหารและผลไม้หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย นักเรียนไทยจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่งจดหมายมาสนับสนุนการต่อสู้ พร้อมส่งเงินบริจาคสมทบ

ศุกร์ 12 ตุลาคม 2516
หลังการชุมนุมติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนเต็ม ถนนทุกสายของผู้ฝักใฝ่หาเสรีภาพและประชาธิปไตยก็มุ่งสู่ธรรมศาสตร์ การจราจรบนถนนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสายที่จะไปธรรมศาสตร์ติดขัดขนาดหนัก คลาคล่ำไปด้วยขบวนนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ถือป้ายและโปสเตอร์เดินมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ขบวนแล้วขบวนเล่า มีทั้งจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่ระดับประถมไปจนสูงกว่าปริญญาตรี จากภาครัฐ และภาคเอกชน ยิ่งสายคนก็ยิ่งแน่น ในสนามฟุตบอลมีคนร่วมชุมนุมเป็นจํานวนแสน

12.00 น. ของวันนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ยื่นคําขาดว่า “ให้รัฐบาลปลดปล่อยบุคคลเหล่านั้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2516 เป็นต้นไป หากในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยังมิได้รับคําตอบอันเป็นที่พอใจ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะได้พิจารณาใช้มาตรการในขั้นเด็ดขาดต่อไป”

ตอนบ่าย พลตรีประกอบ จารุมณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เรียกผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้าไปกําชับเกี่ยวกับการรายงานข่าว ปรามมิให้ใช้คําว่า “หวั่นจะนองเลือด” ไม่ให้ใช้คําว่า คนมาชุมนุมเป็น “แสน” บ้าง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่หนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น ประชาธิปไตย ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ ตลอดจน The Nation และ Bangkok Post ได้ติดตามรายงานข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้การเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นที่รับรู้ในคนหมู่มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั่วประเทศ ทําให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงสอดคล้องกันไปกับปรากฏการณ์ในกรุงเทพฯ เช่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากการชุมนุมที่เข้มแข็งและจํานวนมากมายมหาศาลหลายแสนนี้ ทําให้รัฐบาลจําต้องยอมให้มีการประกันตัวผู้ต้องหา มีผู้เสนอประกันตัวให้ แต่ผู้ต้องหาทั้ง 13 ไม่ยอมรับการประกัน เนื่องจากไม่รู้จักผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ แถลงว่า การที่รัฐบาลยอมให้ประกันตัวและดูเหมือนจะอุปโลกน์ผู้ค้ำประกันนั้น เป็นการบ่ายเบี่ยงเจตนารมณ์ ศูนย์ยืนยันที่จะให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข

คืนนั้นการชุมนุมประท้วงดําเนินต่อไป คลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่กว่า 2 แสนคน คืนนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งนําตัวแทนนักศึกษา 2 คนเข้าไปรายงาน ณ พระตําหนักจิตรลดา เพื่อขอให้นําความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบสถานการณ์และการกระทําของนิสิตนักศึกษาต่อไป ในคืนวันนั้นเช่นกัน วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลานมาร่วมชุมนุม โดยอ้างว่ามีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่งเตรียมการที่จะใช้อาวุธ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข่าวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้รับข่าวว่ามีการเสริมกําลังทหารอย่างแน่นหนาบริเวณสวนรื่นฤดี บางแห่งมีการนํารถหุ้มเกราะ รถดับเพลิงทหาร รถถัง ออกมาตั้ง ทางตํารวจโรงพักชนะสงคราม มีตํารวจหนาแน่น มีการจ่ายอาวุธ และกระสุนเต็มอัตรา และได้ร่วมกับตํารวจสายตรวจนครบาล ทั้งทหารและตํารวจต่างก็มีแผนในการปราบปรามจลาจล โดยจะใช้ทหารราบ 11 รักษาพระองค์ ทหารพลร่มจากศูนย์สงครามพิเศษ และรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 มีกําลังหนุนจากกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และทหารจากกองพล ปตอ. ส่วนทางด้านตํารวจนั้นจะใช้กําลังจากศูนย์ปราบปรามพิเศษนครบาลบางเขน

เสาร์ 13 ตุลาคม 2516
วันนี้เป็นวันแห่งคําขาดของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นวันที่ทุกคนรอคอยด้วยใจระทึก การประท้วง ชุมนุม อภิปราย สลับการร้องเพลง การแสดงละคร การอ่านบท กวีดําเนินไปตลอดคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อเวลาประมาณตี 5 นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ พร้อมด้วยกรรมการศูนย์ได้นําการร้อง เพลงชาติและกล่าวสาบานต่อที่ชุมนุมที่จะเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ เช้าวันนั้น นักเรียนนิสิตนัก ศึกษา และประชาชนแน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งล้นทะลักออกไปบริเวณรอบนอก ทุกคนต่างรอคอยเวลา 12.00 น.

และแล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นํานักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจเป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน ก็ประกาศว่า “พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย เราได้ให้โอกาสรัฐบาลมานานแล้ว 5 วัน 5 คืน ที่เราได้นั่งอดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากน้ำค้าง เพื่อเรียกร้องสิทธิของเรา ได้รับการเพิกเฉย ความไม่แยแสจากรัฐบาล 24 ชั่วโมงที่เรายื่นคําขาดใกล้จะมาถึงแล้วท่านพร้อมแล้วใช่ไหม? ที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับสองตระกูลกินเมืองเหล่านั้น”

“ในที่สุด… เที่ยงตรงของวัน (เสาร์) ที่ 13 ตุลาคม… ทุกคนยืนขึ้นพร้อมจะออกไปเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น… กรรมการศูนย์นํามวลชนสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องอย่างสนั่นหวั่นไหว”

“รูปขบวนซึ่งได้รับการเตรียมไว้อย่างดี… ก็เริ่มทะลักออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน่วยคอมมานโดทะลวงฝ่าฝูงชนเป็นรูปหัวหอก ตามด้วยทัพธง ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงล้วน…”

(สมาน เลือดวงหัด วันมหาปิติ)

12.30 น. รถบัญชาการ “เริ่มตีวงกลับ… กองอาสาสมัครหญิงถือธงไตรรงค์จัดแถว และเริ่มเดินออก ติดตามด้วยแถวอาสาสมัครหญิงถือธงธรรมจักร และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ หน่วยหมีและหน่วยกล้าตายชายรวมพล… มีกระสอบข้าวและพริกไทยไว้สู้กับสุนัขตํารวจ มีตะขอและเชือกพลาสติกไว้จัดการ กับเครื่องกีดขวาง… ท้ายขบวนมีรถบรรทุกน้ำและถุงพลาสติก กระดาษเช็ดหน้าไว้ป้องกันแก๊สน้ำตา”

(ภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา วันมหาปิติ)

ตอนนี้รถบัญชาการขยับตัวออกมา หน่วยกนก 50 ออกมาอารักขา มวลชนก็ทะลักตามมาจากสนามฟุตบอล ผู้คนระบายออกจากสนามฟุตบอลทีละข้าง ระหว่างแถบซ้ายของทางลอดใต้ตึกโดมกับแถบขวาสลับกัน ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ฝูงชนยังออกไม่ถึงครึ่งสนาม คลื่นมนุษย์ไหลมาอย่างกับน้ำป่าไหลท่วมธรรมศาสตร์ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากสนามฟุตบอลมาออกันอยู่เต็มปากทางลอดตึกโดม แล้วก็ไหลลอดตึกโดยเลี้ยวขวาไปตามถนนเป็นแนวยาวเหยียด ระลอกแล้วระลอกเล่าจาก 12.30 น. จนถึง 15.30 น. ลอดใต้ตึกห้องสมุดทางด้านประตูท่าพระอาทิตย์ เลียบเชิงสะพานปิ่นเกล้า แล้วเข้าถนนพระราชดําเนิน ข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ประมาณกันว่าวันนั้น มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเดินขบวนถึงกว่า 5 แสนคน และมีการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ทางช่อง 4 และช่อง 7 การจัดรูปขบวนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาในวันนั้นจัดเป็นแถวรูปหน้ากระดาน 5 ขบวนอย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่นํามาใช้ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีขบวนรถบรรทุกขนาดเล็กจํานวน 13 คัน ที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่รถบัญชาการ ตามมาด้วยรถพยาบาล รถสวัสดิการ รถเสบียง รถพัสดุแสงเสียงและไฟฟ้า และรถระวังหลัง

การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่นี้มีการเตรียมการป้องกันรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพราะกระแสข่าวว่า อาจจะมีการปราบปรามจากทหารและตํารวจเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ๆ ดังนั้น นักเรียนอาชีวะที่ประกอบกันเข้าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยจึงกระจายออกเป็นถึง 10 หน่วยด้วยกัน คือ หน่วย คอมมานโด หน่วยหมี หน่วยเฟืองป่า หน่วยฟันเฟือง หน่วยเซฟ หน่วยกนก 50 หน่วยวิษณุ หน่วยช้าง หน่วยเสือเหลือง และหน่วยจ๊อด

วันนั้นตลอดวันของเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ในขณะที่การเดินขบวนคลาคล่ำถนนราชดําเนิน ตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้เข้าพบเจรจาขั้นสุดท้ายกับจอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อได้รับคําตอบว่าจะปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คน และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นตัวแทนของศูนย์ก็ได้เข้า เฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเวลา 16.20-17.20 น.

17.3-0 น. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน สั่งเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อม ๆ กับการที่กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกลับเข้าพบจอมพลประภาส จารุเสถียร อีกครั้งหนึ่งระหว่าง 17.40-18.30 น. เพื่อทําหนังสือสัญญาตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

20.00 น. วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ยอมปล่อยผู้ต้องหา และจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในปีต่อไป ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาและผู้แทนพระองค์พยายามดําเนินการให้มีการสลายตัวของฝูงชนที่ยังคงชุมนุมอยู่เป็นเรือนแสน บรรยากาศ ทั่วไปเต็มไปด้วยปัญหาการติดต่อประสานงาน ความตึงเครียด และข่าวลือต่าง ๆ นานาในทางร้ายต่อผู้นํานิสิตนักศึกษา กรมประชาสัมพันธ์ออกแถลงการณ์ว่า “ได้มีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง เตรียมการที่จะใช้อาวุธร้ายแรงต่าง ๆ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516” และเมื่อ 22.00 น. ก็มีแถลงการณ์อีกว่า “บัดนี้ ปรากฏว่าได้มีบุคคลบางคนที่มิใช่นักศึกษา ถือโอกาสอภิปรายโจมตีรัฐบาลและยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายต่อไป”

23.30 น. พีรพล ตรียะเกษม นายก อมธ. กระซิบกับเสกสรรค์ว่า บัดนี้กรรมการศูนย์ที่ไปเข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว ทําให้เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สั่งเคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสวนจิตรลดา เพื่อหวังเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เมื่อเวลาใกล้จะเที่ยงคืน

อาทิตย์ 14 ตุลาคม 2516
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อเวลา 19.15 น. ความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค… เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บ ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั้งพระนคร ถึงขั้นจลาจล… มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิต”

นับแต่หลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุมประท้วงกันมาหลายวันหลายคืน ก็มารวมกันอยู่บริเวณหน้าสวนจิตรลดาอย่างแน่นขนัด เวลาประมาณตี 5 ขณะที่มีการเริ่มสลายตัวของฝูงชน ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ นักหนังสือพิมพ์ที่ทั้งเห็นเหตุการณ์วิกฤตและสูญเสียดวงตาไปหนึ่งดวงในวันนั้น เล่าเป็นประจักษ์พยานว่า

ที่บริเวณหน้าสวนจิตรลดา ช่วงถนนพระราม 5 ใกล้กับถนนราชวิถี พ.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ผู้แทนพระองค์ “ได้อ่านพระบรมราโชวาทให้ฝูงชนฟังจบแล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัวตามพระราชประสงค์… กลุ่มนักเรียนอาชีวะถือว่าเป็นหน่วยกล้าตายที่มีอาวุธพวกไม้ แป๊ปน้ำกันเกือบทุกคน ต่างได้ทิ้งอาวุธพร้อมกับทําลายระเบิดขวด ฝูงชนที่จะกลับทางถนนราชวิถี (กลับ) ถูกสกัดกั้นด้วยตํารวจคอมมานโด… ตํารวจเหล่านี้มีไม้พลอง โล่ หวาย และปืนยิงแก๊สน้ำตา… ภายใต้การบัญชาการ ของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น (ผู้ช่วยอธิบดีกรมตํารวจ) และ พล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล)

ฝูงชน… เมื่อรู้แน่ว่าไม่ได้รับการอนุญาตให้ผ่านออกไป… ก็เริ่มมีปฏิกิริยาด้วยการใช้ข้าวห่อขว้างปาใส่ตํารวจ… ฝูงชนที่ถูกสกัดกันรายหนึ่งได้ใช้ท่อนไม้ขว้างใส่ถูกตํารวจได้รับบาดเจ็บนายหนึ่ง… หลังจากนั้นให้หลังไม่ถึงสิบนาที รถตํารวจที่ใช้ปราบจลาจลติดไซเรนสองคัน ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มฝูงชนโดยมีตํารวจคอมมานโดสวมหมวกกันน็อก ทั้งนครบาลและกองปราบพร้อมด้วยสองนายตํารวจผู้อื้อฉาวจากคดีทุ่งใหญ่… ก็ตามเข้าไปใช้กระบองหวดเข้าฝูงชนทันที ไม่ว่าเด็กหรือผู้หญิง การนองเลือดได้เริ่มจากจุดนี้… สร้างความเคียดแค้นให้ฝูงชนมากขึ้น เมื่อเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกเบียดตกคลอง… และเด็กนัก เรียนหญิงอีกคนหนึ่งถูกแก๊สน้ำตาจนล้มฟุบ…

ฝูงชนที่หนีได้ก็ปืนป้ายกําแพงเข้าไปในสวนสัตว์ และใช้ก้อนหินขว้างปาใส่ตํารวจ อีกส่วนหนึ่งก็กรูกันเข้าวังสวนจิตรฯ โดยมีมหาดเล็กเป็นคนเปิดให้เข้าไป การปะทะใช้เวลาประมาณ 15 นาที คือเริ่มตั้งแต่เวลา 6.30 ถึง 6.45 น.”

(เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ ฟ้าสางที่ข้างสวนจิตรฯ วันมหาปิติ)

จากจุดปะทะเล็ก ๆ ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดา เหตุการณ์ก็บานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ รัฐบาลใช้กําลังทหารและตํารวจปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ในขณะที่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชนตอบโต้ด้วยการก่อความวุ่นวาย บุกเข้ายึดและทําลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอํานาจเผด็จการคณาธิปไตย พยายามยึดกรมประชาสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนตลอดจนสถานีตํารวจ

นับแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะ ๆ กล่าวหาว่ามีกลุ่มนักเรียนบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดา และก่อวินาศกรรม ในขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า นักศึกษาหญิงที่ถือธงไตรรงค์ในวันเดินขบวนถูกตํารวจตีตาย เด็กผู้ชายถูกถีบเตะตกคูน้ำจนตาย สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์รุนแรงหนักขึ้น

รัฐบาลส่งทหารและตํารวจออกปราบ มีทั้งรถถังและเฮลิคอปเตอร์ จุดปะทะและนองเลือดมีตลอดสายถนนราชดําเนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางลําภู เป็นเวลาถึง 10 ชั่วโมง พร้อม ๆ กับมีคําสั่งห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่าง 22.00 น.-05.30 น. ประกาศปิดโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในกรุง เทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และกําหนดให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศิลปากรเป็นเขตอันตราย เตรียมพร้อมที่จะทําการกวาดล้างใหญ่

14.00 น. สํานักงานกองสลากกินแบ่ง และตึก ก.ต.ป. ถูกไฟเผา นักเรียนและประชาชนต่อสู้อย่างทรหด ยึดรถเมล์ใช้วิ่งชนรถถัง แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บถูกหามเข้าส่งโรงพยาบาลศิริราชตลอดเวลา

18.10 น. จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี

19.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ทรงขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง และทรงแต่งตั้งศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องคมนตรี และนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

23.00 น. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดํารัสทางโทรทัศน์แสดงความห่วงใย และ

23.30 น. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ปราศรัยทางโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายคืนสู่ความสงบ และประกาศจะใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม 24.00 น. ของคืนวันนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ในตําแหน่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงออกแถลงการณ์ว่ามีผู้ที่ “พยายามนําลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย” จึงขอให้เจ้าหน้าที่ “ปฏิบัติหน้าที่จนสุดความสามารถ” ซึ่งก็คือการปราบปรามนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนก็ยังคงดําเนินไป

ตลอดคืนนั้นมีการต่อสู้ระหว่างนักเรียน ประชาชน และตํารวจ ที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า ฝ่ายนักเรียนและประชาชนปักหลักสู้จากตึกบริษัทเดินอากาศไทย และป้อมพระกาฬ ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีการชุมนุมอยู่อีกเป็นจํานวนหมื่น ผู้นําศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ขาดการติดต่อ ซ้ำมีข่าวลือว่าบางคนเสียชีวิต เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์ปวงชนชาวไทย” ขึ้นชั่วคราว เพื่อประสานงานและคลี่คลายสถานการณ์ มีจิระนันท์ พิตรปรีชา เป็นหนึ่งในผู้ก่อการจัดตั้งนี้ คืนนั้นเสียงปืนยังดังประปราย ท้องฟ้าแถบถนนราชดําเนินเป็นสีแดง มีไฟควันพวยพุ่งอยู่เป็นหย่อม ๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยดําเนินไปตลอดคืน

จันทร์ 15 ตุลาคม 2516
ตลอดคืนที่ผ่านมา นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังคงยืนหยัดชุมนุมกันหนาแน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คําประกาศเตือนและขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมีคนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะ รัฐบาลมีประกาศหยุดราชการในวันนี้เป็นกรณีพิเศษ และมีประกาศปิดธนาคารทุกแห่ง ในขณะเดียวกัน นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ยืนหยัดต่อสู้อย่างเด็ดเดียว มีการลุกฮือเป็นจุด ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร และในบางท้องที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า และสถานีตํารวจนางเลิ้ง นักเรียนและประชาชนพยายามต่อสู้บุกเข้ายึดและเผาตลอดคืนจนรุ่งเช้า

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จอมพลถนอม กิตติขจร จะลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ และก็ยังปรากฏว่า การปราบปรามนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนยังดําเนินอยู่ต่อไป พร้อมกับมีแถลงการณ์ว่า มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ส่งพลพรรคมีอาวุธร้าย แรงสวมรอยเข้ามา ยิ่งทําให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทําให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนเกิดพลังในการต่อสู้ต่อไปแม้จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมากก็ตาม

จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ใช้ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ อาวุธสงครามหนัก ทหารและตํารวจจํานวนร้อย ทําให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาลอย่างหนัก มีทหารและตํารวจที่ไม่เห็นด้วย พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก เองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและ ทหารเรือก็เห็นด้วยกับทางฝ่ายของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตําแหน่ง และท้ายที่สุด คณาธิปไตยทั้งสาม ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไป เหตุการณ์ทั้งหมดจึงสงบลงโดยพลันทันที่ที่มีการประกาศว่าบุคคล ทั้ง 3 ได้เดินทางออกนอกประเทศ แล้วเมื่อ 18.40 น.

เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนออกจากบ้านไปร่วมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลายคนไม่ได้กลับบ้านอีกเลย บางคนกลับไปด้วยร่างกายพิการ บางคนกลับไปด้วยความรู้สึกใหม่ เหตุการณ์ 14-15 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 71 คน บาดเจ็บ 857 คน

วันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 วีรชนคนหนุ่มสาวเดินออกจากบ้าน และเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และตํานานที่จะต้องจดจํากันไว้ในแผ่นดินนี้ชั่วกาลนาน

คุณจําได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม

คุณจําได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน วีรชนคนหนุ่มสาวของเราได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงหยุดนิ่ง และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และจะได้เป็นกําลังใจสําหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป

จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือวิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย
เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด

(วินัย อุกฤษณ์ “นกสีเหลือง”)

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_40175

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

6ตุลา สังหารหมู่นักศึกษา

ก่อน 6 ตุลา บนหน้าหนังสือพิมพ์
ส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนเหตุ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

อภินิหารกฏหมายใช้ไม่ได้ที่ศาลโลก

ประชาชนชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจ
ในการบริจาคเงินคนละ 1 บาท
ให้คณะทนายความไทย
นำโดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์
ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง
ไปว่าความในกรุงเฮก ที่ตังของศาลโลก

(มีเรื่องเล่ากันว่าหม่อมเสนีย์อัญเชิญดวงวิญญาณพระเจ้าตาก
เข้าไปในศาลโลกเพื่อช่วยคดีเขาพระวิหาร โดยเล่ากันว่าเชิญพระบรมรูป
สงสัยจัง ทำไมเขาไม่อัญเชิญทองด้วง หรืออัญเชิญ ในหลวงอานันท์นะ
เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน น่าจะเฮี่้ยนอยู่)

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2505
ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหาร
อยู่ในอาณาเขตของประเทศเขมร
หลังการตัดสิน
ฝ่ายไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ยอมเลื่อนธงชาติมาอยู่ที่ตีนปราสาท
ประกาศไม่ยอมรับพื้นที่โดยรอบ
ว่ารวมอยู่ในคำตัดสิน

ปี 2543 รัฐบาลไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
(นายกคือ ชวน หลีกภัย) ในขณะนั้น
ได้ไปเซ็นเอกสาร การจัดทำเขตแดน
ที่เรียกว่า MOU 43 โดยมีสาระสำคัญ
คือ ให้ใช้แผนที่ฝรั่งเศสในการทำเขตแดน
และให้ใช้มาตราส่วน 1:200,000
มีผลนอกจากจะเสียเปรียบด้าน
การจัดทำเขตแดนอีกหลายแห่ง

ต่อมา กัมพูชา ต้องการเอาเขาพระวิหาร
เข้าสู่มรดกโลก
จึงได้ทำแผนจะยื่นสู่กรรมการมรดกโลก
รัฐบาลไทยขณะนั้นคือพรรคพลังประชาชน
ได้คัดค้าน
แต่ต่อมาก็ได้ทำความตกลงกับกัมพูชา
ว่าจะเสนอร่วมในนามสองประเทศ
และร่วมกันพัฒนาพืันที่เพื่อผลประโยชน์ร่วม

ซึ่งถ้าการตกลงสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่ก่อนหน้าจะทันยื่น ท่านนายกสมัคร
ถูกพวกขัดขวางความเจริญ
เพียงเพื่อหาเหตุล้มรัฐบาลให้ได้
โดยมีศาลรธน.ร่วมมือกัน
ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ
เพราะตีความว่าขัด 190
และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ
ยังยืนยันว่าแผ่นดินใต้ปราสาท
เป็นของไทย
ส่วนปราสาทเป็นของกัมพูชา
(แต่พอตอนนี้ กลับคำอีกแล้ว หลังจากถูกค่อนขอดว่า ทำไมไม่เก็บค่าเช่า)

ต่อมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
พยายามยั่วยุกัมพูชา ทั้งตัวหัวหน้าเอง
ทั้งลูกน้อง และสลิ่ม
จนเกิดสงครามสู้รบตามแนวชายแดน
ก่อให้เกิดความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน
แถบชายแดนอย่างแสนสาหัส
แต่โดยทางฝ่ายพันธมิตร ที่ยั่วยุให้เกิดสงคราม
มิได้เดือดร้อนด้วยเลย

(เมื่อสงครามสงบ พันธมิตร ก็ไม่เคลื่อนไหวอีก จนปัจจุบัน)

กัมพูชายื่นมรดกโลกแต่เพียงผู้เดียว
แต่ถูกกรรมการส่งกลับให้หาข้อยุติ
เรื่องพื่้นที่โดยรอบปราสาท

กัมพูชาจึงยื่นเรื่องไปยังศาลโลก
ให้ตัดสินชี้ขาดดินแดนโดยรอบประสาท
ตามคำพิพากษา 2505
ว่าครอบคลุมดินแดนโดยรอบหรือไม่

ทางไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
จึงส่งทนายเข้าสู้ แล้วนายสุวิทย์ คุณกิตติ
ยังทำขายหน้าประเทศ
โดยไปลาออกจากสมาชิกมรดกโลก

พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
ไม่ได้เปลี่ยนทนาย โดยยังใช้ชุดเดิม
ที่แต่งตั้งโดยพรรคประชาธิปัตย์

สลิ่ม และพันธมิตร เริ่มเอาเรื่องนี้
มาเป็นเหตุลัมรัฐบาลอีก
โดยศาลใกล้จะตัดสินแล้ว
ยังออกมาบิดเบือนว่า
รัฐบาลทำให้ไทยเสียดินแดน
ทั้งที่คนก่อเรื่องคือพรรคประชาวิบัติ
และเหล่าพันธมิตร

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นายปรีดีมีความเห็นว่า กษัตริย์เอาเปรียบประชาชนด้วยการเก็บภาษีอย่างมากมายแต่ปฏิเสธที่จะให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนดีขึ้น

ปรีดีชี้ให้เห็นว่า การทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องการมากกว่าเพียงการเขียนรัฐธรรมนูญและการมีสภา

ครึ่งหนึ่งของแผนเศรษฐกิจเกี่ยวกับหัวข้อการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม

นายปรีดีเข้าใจถึงขอบข่ายอำนาจของพระราชวงศ์และขุนนางว่า จะคงอยู่คู่กับที่ดินขนาดใหญ่และเขตคลองที่พวกเขาถือครองอยู่(ปัจจุบันที่ดิน 1 ใน 3 ของกรุงเทพ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของ
สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

นายปรีดีเชื่อว่า นอกเหนือไปจากที่ดิน
ฐานอำนาจของขุนนางคือการควบคุมระบบการศึกษาซึ่งมีผลกับการรับคนเข้าในระบบราชการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกลุ่มขุนนางเน้นการศึกษาให้คนเตรียมเข้ารับราชการโดยมุ่งรับใช้พระมหากษัตริย์

พ.ศ. 2477-2478 นายปรีดีก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นทางเลือกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อ “ธรรมศาสตร์และการเมือง” เพี่อให้เป็นสถาบันสอนวิชาสมัยใหม่ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์
พร้อมๆกับวิชาเช่น กฎหมายและการบริหาร เตรียมเข้าสู่การเมืองใหม่
หลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อนายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เขาได้นำมาตรการหลายอย่างที่กลุ่มนักธุรกิจชาตินิยมต้องการมาเป็นนโยบาย

นายปรีดีเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศไทยได้รับอธิปไตยเหนือระบบภาษีของประเทศอีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังเพิ่มภาษีขาเข้าเพื่อให้การคุ้มครองหัตถอุตสาหกรรมภายใน
ประเทศปรับเปลี่ยนระบบภาษีอากร สร้างรากฐานระบบการเงิน และใช้งบประมาณของกระทรวงการคลังสนับสนุนร่วมเอกชนรัฐบาล

ในช่วงซึ่งฝ่ายกองทัพขยายอำนาจควบคุมกลไกของรัฐ นายปรีดีพยายามที่จะดึงฝ่ายธุรกิจให้เข้าในเวทีการเมือง
กลุ่มของเขาหันมาพึ่งธุรกิจเอกชนเป็นแหล่งทุนเพื่อกิจกรรมทางการเมือง…….

คนที่มีวิสัยทัศน์ ที่ต้องการปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัยขึ้น
จะไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้ เพราะอิทธิพลของกษัตริย์ภูมิพล

ไม่ว่าจะเป็น ปรีดี พนมยงค์

ป๋วย อึ้งภากรณ์

มาคราวนี้นายปรีดีให้การสนับสนุน อาจเป็นเพราะต้องการสกัดผู้สนับสนุนจอมพล ป.ซึ่งมีจำนวนมากในระบบราชการ
การห้ามเชื้อพระวงศ์รุ่นใหญ่ ไม่ให้ลงเลือกตั้งก็ถูกยกเลิกไป ข้อนี้เป็นสิ่งที่มรว.เสนีย์เคยพยายามผลักดัน ตอนนี้จำกัดเฉพาะพระราชวงศ์และผู้สำเร็จราชการฯ เท่านั้น (รวมห้าคน) ที่เล่นการเมืองไม่ได้ในหลวงอานันท์ลงพระนามให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489

ทันทีที่เปิดสภาในเดือนมกราคม 2489 การขับเคี่ยวก็เป็นไปอย่างถึงดุเดือด
คนของนายปรีดีตรวจสอบรัฐบาลตลอดเวลา กลุ่มของมรว.เสนีย์. ก็พยายามใส่ร้ายป้ายสีนายปรีดี

คราวหนึ่ง มรว. เสนีย์กล่าวหานายปรีดีว่ายักยอกเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ที่มรว.เสนีย์อ้างว่าได้ส่งมาให้นายปรีดีสำหรับปฏิบัติการเสรีไทในช่วงสงคราม
จากการสืบสวนปรากฏว่า นายปรีดีไม่เคยได้รับเงินมากไปกว่า 49,000 เหรียญสหรัฐฯ และมีหลักฐานยืนยันทั้งหมด มรว.เสนีย์ก็ได้แต่กล่าวขอโทษ
สำหรับความทรงจำที่ผิดพลาดของตน

นายควง อภัยวงศ์ลาออกตำแหน่งนายรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม 2489
หลังจากพ่ายแพ้การลงมติในร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง

นายปรีดีจำต้องยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิยมเจ้าก็ยิ่งโจมตีนายปรีดี
อย่างดุเดือด โดยปล่อยข่าวว่านายปรีดีเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ เป็นคอมมิวนิสต์
และฉ้อฉลคอรัปชั่น ในเดือนเมษายน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกข้อกล่าวหาอาชญากรสงครามต่อจอมพล ป.ที่ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงสงคราม
(เพราะในตอนนั้นไทยยังไม่มีกฎหมายเรื่องอาชญากรสงครามจึงเอาผิดย้อนหลัง
ไม่ได้) ฝ่ายนิยมเจ้าก็เดือดดาล เพราะพวกเขาต้องการให้จอมพล ป.
ได้รับโทษประหารชีวิต

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

“รัฐประหาร 19 กันยา” ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่


.
.
🚩สังคมไทยรับไม่ได้ที่มีนายกฯรุ่นน้องสั่งงาน ผบ.ทหารรุ่นพี่
.
ก่อนอื่นต้องว่าตัวเองก่อนว่าผมเป็นคนซื่อบื้อ แม่ผมเตือนตลอดว่าผมอาจจะฉลาด ไหวพริบดี แต่ซื่อ ซึ่งสมัยนี้เรียกซื่อบื้อ ผมโตมาจากต่างจังหวัด แต่มาเรียนนายร้อย อยู่ในกรอบ เรียนจบได้ทุนไปอเมริกา ดังนั้น การเรียนรู้สังคมชนชั้นนำหรือคนรอบวังไม่มีเลย กว่าจะเข้าใจก็มาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแล้ว ผมถึงบอกตัวเองซื่อบื้อ
.
ผมเป็นนายกฯ ตอนนั้นอายุ 51 ปีกว่า ถือว่าอายุน้อย ส่วน ผบ.เหล่าทัพก็เกือบหกสิบแล้ว รุ่นแก่กว่าผมหมด ผมติดนิสัยว่าทำธุรกิจก็ทำแบบตะวันตก แต่ก็มีวินัยแบบทหารตำรวจ ตอนอายุน้อยก็อ่อนโยนยกมือไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราแม้เราจะเป็นนายกฯ ไหว้จริงแต่ก็สั่งงานและติดตามงาน นิสัยแบบนี้บางครั้งสังคมไทยก็รับไม่ได้ มองเราเป็นเด็กแม้จะเป็นนายกฯ
.
🚩นายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง
.
ในกฎหมายระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง ผมก็ถือสิทธิตรงนี้ทำให้ปะทะกันบ้างกับผู้อาวุโสที่ดูแลตรงนี้ เขาอาจจะไม่ชินกับผมที่เป็นนายกซึ่งมีอายุน้อยกว่าแต่ไปดุเขา
.
ผมถือว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็น Head of State นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ในหลวงทรงเป็นผู้บังคับบัญชา นี่หลักรัฐศาสตร์ทั่วไป ตัวผมเองรับพระราชทานน้ำสังข์เพราะพ่อของคุณหญิงเป็นราชองครักษ์ ได้รับพระราชทานก่อนเลือกตั้งเป็นนายกฯ ผมก็เลยมีความกตัญญู
.
วันแรกที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลว่าข้าพเจ้าอายุน้อย ถือเป็น รุ่นบุตรธิดาของท่าน ในหลวงทรงเป็น head of state มากว่า generation มีอะไรขอให้สั่งสอนผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน พระราชกรณียกิจทำมานานจนพระชนมายุ 71 พรรษาแล้ว สรุปคือ ผมจะ volunteer นะและทำงานถวายมาตลอด “…มันมีงานพิธีมาตลอด ด้วยความซื่อบื้อที่ผมบอกมันอาจจะมีคนไม่พอใจ…”
.
🚩จะทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลังกาย
.
มีหมอคนหนึ่งถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นทรงผ่าตัดไส้เลื่อนครั้งที่สอง หมอก็มาบอกกับผมว่า “ทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลัง” กลัวท่านทรงเดินไม่ได้ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ตอนนั้นจะครบหกสิบปีครองราชย์ ก็เลยบอกว่าจะจัดงานครบหกสิบปีครองราชย์ ท่านรับสั่งถามว่า “เขาจะมากันเหรอ” เพราะตอนห้าสิบปีมีควีนเอลิซาเบธมาคนเดียว ผมเลยทูลว่าข้าพเจ้าถามไปแล้ว 10 ประเทศมาแน่ ทั่วโลกมี 29 มีแค่สองสามประเทศที่ไม่ได้ คือ ซาอุฯ ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่เรื่องเพชรซาอุ กับ กษัตริย์ทองก้าก็ทรงอายุมากแล้ว ทั้งหมดเลยมา 26 ประเทศ ก็เรียกว่ามาครบ ท่านก็เลยรับสั่งว่า “อย่างนั้นฉันต้องออกกำลังแล้วเพราะวันนั้นฉันต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ” วันที่ 22 มิถุนายน ท่านก็แข็งแรงจริง ๆ ตรงเป้าหมายหมอ
.
🚩เขาคิดว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว
.
การดำเนินการงาน 60 ปีครองราชย์ ตอนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลเชิญแขกทั่วโลก ในกำหนดการระบุให้ผมยืนอยู่ข้างล่างรับแขก คนไม่รู้ เขานึกว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว เรื่องพิธีกรรมผมทำก็ตาม คือส่วนใหญ่ผมเดินทางบ่อยพบแขกเยอะ มีความคุ้นเคยกับกษัตริย์ต่างประเทศหลายประเทศ แต่คราวนี้มันมีคนกล่าวหาว่าผมไป steal the show ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงตรัสอะไรเลย ทรงรับแขกอยู่ด้านบน ทีนี่ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันบ้าง ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัวนะครับ แต่เป็นคนรอบ ๆ
.
พอวันก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ผมเดินทางไปอเมริกา พอดีมันมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ซึ่งผมไม่รู้จักเลย คนเขียนเคยเป็นนักข่าวอยู่เมืองไทยมา 20 ปี น่าจะก่อนสมัยผม แล้วมีการเอาหนังสือเล่มนี้มาพูดว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ตอนหลังมาสืบทราบว่าคนพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ Yale ซึ่ง George Bush คนพ่อเคยเรียน เราเลยไปขอร้องว่าอย่าเพิ่งออกนะ เพราะจะมีงาน 60 ปีเดือนมิถุนายน จนสุดท้ายหนังสือก็มาออกเดือนกรกฎาคม ผมก็ถูกโจมตีหาว่าสปอนเซอร์หนังสือเล่มนี้ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมถึงบอกว่าบ้านเราข่าวลือหรือข่าวปล่อยมันเยอะ ไม่มีข่าวรวมพลังสร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ผมทำงานหนัก และทรงโปรดหลายเรื่อง
.
🚩“ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นความนิยมก็ยังดี แต่ต้านไม่อยู่ จนสุดท้ายก่อนปฏิวัติก็มีการเดินสายทำงาน ผมวันนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นนายกฯ ที่มีเสียงในสภาเยอะ แต่แทบจะทำอะไรไม่ได้ พอผมได้ 377 เสียง ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศก็มีความพยายามจะฆ่าผมหลายรอบ เหมือนคาร์บอมบ์ที่สะพานซังฮี้ที่เล่าให้ฟังรอบที่แล้ว มีสไนเปอร์อีก วันที่ซังฮี้เราจับทหารสองคน กันคนหนึ่งเป็นพยาน เขาให้การเลยว่า “ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นมีคนหลายคนมาบอกกับผมบ้าง คุณหญิงบ้าง อยากให้ไปอยู่เมืองนอกหลายวันไปพัก ทำงานหนักไม่ได้พักเลย วันนั้นผมเดินทางวันที่ 9 กันยายน ที่ทาจิกิสถานเยี่ยมประธานาธิบดี ก่อนบินแบบไม่ค้างไปฟินแลนด์ ไปประชุม ASEM สองวัน และประชุม SUMMIT ที่คิวบา ก่อนประชุม General Assembly ของ UN ที่นิวยอร์ก
.
ก่อนวันที่ผมโดนปฏิวัติผมอยู่นิวยอร์ค เจอ Bush ผู้พ่อ และ ผมก็เชิญที่ปรึกษา Dr. Craig Venter คนทำ Genome มนุษย์คนแรกมากับคนเขียนหนังสือ As the Future Catches You ตอนเช้า (กลางคืนเมืองไทย) ผมกินอาหารเช้ากับลูกของทรัมป์สามคนที่ห้องสวีทที่โรงแรมเพราะเขาสนใจจะมาลงทุนประเทศไทย เพราะตอนนั้นประเทศไทยกำลังเนื้อหอม เพราะฉะนั้นผมเป็นคนที่พบปะผู้คนเยอะและติดต่อตลอดเวลาเพื่อจะหาความรู้ความแปลกใหม่ พอผมไปอยู่ลอนดอน ก็เป็นที่รู้กันว่าผมซื้อ Manchester City แต่อยู่ได้ปีเดียว เพราะโดนอายัติเงิน
.
🚩พอโดนปฏิวัติเลยบินกลับไม่ได้ ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่
.
จริง ๆ ในการเดินทางของผมครั้งนั้นมีช่วงว่างอยู่ ตอนแรกผมว่าจะกลับบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้กลับก็คงเพราะซื่อบื้อ ก่อนผมไปผมก็เริ่มสงสัยบ้างล่ะ ผมเลยเขียนประกาศภาวะฉุกเฉินไว้ทีหมอพรหมมินทร์ ตอนนั้นเป็นเลขาฯ ผม และ ให้ไว้กับรองชิดชัยอีกฉบับ
.
พออยู่ตรงนั้นทำท่าไม่ดีจะให้ประกาศ วันนั้นผมเห็นละว่าอาการไม่ค่อยดี จะให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน คนของผมสองคนไปตามหารัฐมนตรีกลาโหม แต่วันนั้นรัฐมนตรีกลาโหมถูกพาไปซ่อมที่ไหนไม่รู้ มิ่งขวัญอ่านประกาศได้ครึ่งเดียวก็ถูกจี้ ช่องเก้าถูกปิด ทำให้เราประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ทัน
.
ตอนนั้นพอโดนปฏิวัติแล้วก็เลยบินกลับไม่ได้ เพราะเครื่องบินการบินไทยถูกล็อคไว้โดย คปค. ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่ สรุปผมไปลงลอนดอน หลังจากนั้นผมเคยถามพลเอกสนธิเล่นๆ ว่าถ้าผมอยู่ ท่านกล้าปฏิวัติมั้ย เขาบอกไม่กล้า เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนกล้าคอมมานด์ ผมเป็นคนไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นนักเลงพอ จบเป็นจบ
.
🚩สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีกไป
.
สิ่งที่เสียใจที่สุดของการปฏิวัติครั้งนั้นคือรัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีดไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับคนไทยที่สุด ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องแคร์คนไทย
.
เมื่อปี 2518 ตอนรัฐบาล อ. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ผมกลับมาไปอยู่กับคุณปรีดาเพราะเป็น ส.ส. เชียงใหม่ ตอนแรกผมขอไปเป็นนายตำรวจติดตาม แต่ท่านให้ผมทำงานสำคัญ เช่น กลั่นกรองเรื่องเข้า ครม. ตอนนั้นอายุแค่ 25-26 เลยทำให้เห็นเรื่องราวมาตั้งแต่อายุน้อย
.
เลยรู้ว่ารัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่งมาก ๆ เวลากฎหมายสำคัญเข้าสภาต้องแจกกล้วย สมัยก่อนกล้วยราคาถูก 50,000 บางที 100,000 ถ้าสำคัญหน่อย อันนี่คือ 36 ปีที่แล้ว ผมถูกใช้ให้ทำหน้าที่แบบนี้เลยเห็นการเมืองแบบนี้ แล้วผมไม่ชอบเลย ผมรู้ว่าการเมืองแบบนี้เพิ่มต้นทุนให้กับพรรคการเมือง พรรคต้องมีเงินทำให้พรรคต้องคอร์รัปชัน
.
สมัยนั้นมีขบวนทุกขบวนผมต้องรับแทนรัฐบาลสมัยนั้นหมด สหภาพแรงงาน ต้องซื้อข้าวหมกไก่ไปให้กิน เรียกว่าทำทุกอย่าง ผู้ใหญ่ในรัฐบาลตอนนั้น จะรอชี้แจงคณะรัฐมนตรีก็ต้องมากินข้าวกับผม พวกผู้ใหญ่ก็เลยสนิทกับผม ก็เลยมีเครือข่ายขึ้นมา ตอนนั้นไม่มียังไม่ค่อยมีตังค์ ยังไม่แต่งงาน จะไปซื้อรถ Lancer ใช้ ตอนนั้นพ่อตาผมรู้จักมิตซูบิชิ ดาวน์ 30,000 ตอนนั้นผมเงินเดือน 1,800 ผมก็ทำงานทุกวัน มีออกทีวีบ้าง เลยรู้จักคนเยอะ สร้างเครือข่าย
.
การเมืองเป็นแบบนี้ต้องมาแบ่งอำนาจกัน 4 คนได้รัฐมนตรีคนหนึ่ง ก็ต้องคอยมาวนกันเป็น ผมคิดว่าการเมืองแบบนี้มันตลก เห็นบอกจะปฏิรูป การเมืองที่ปฏิรูปจริงคือ “การเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40” เพราะทำให้นายกฯ มีภาวะผู้นำแก้ปัญหาของชาติได้เต็มที่โดยไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาต่อรอง หลังฉบับ 40 เปลี่ยนมาฉบับ 50 ก็แย่หน่อย ต่อมาเป็นฉบับ 60 อันนี้เลวร้ายที่สุด ทำให้พรรคอ่อนแอ มีพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ต้องแจกกล้วยกันเป็นหวีๆ
.
🚩อาครับ ผู้ใหญ่ทางวังเขาไม่เอาแล้ว
.
ก่อนหน้านั้นที่มีการเดินสายทำงาน พวกสื่อก็เริ่มหันมาตีผมเลย ผมก็ถาม บังเอิญวันนั้นผมไปนั่งกินข้าวเจอลูกเจ้าของสื่อแห่งหนึ่ง “ทำไมพ่อลื้อตีอาขนาดนี้” เขาก็บอกผมว่า “อาครับ มีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อ บอกวังไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องตีต้องไล่ออกไป” ทั้งหมดเนี่ย ผมมีเรื่องกับ palace circle ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว
.
ตอนนั้นถ้าใครจำได้ ผมใช้คำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” สมัยนี้ใช้คำว่า “รัฐพันลึก” คนที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับการเมืองการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญ โดยใช้ความเป็นคนเหมือนทำงานอยู่ในวัง แต่ผมไม่คิดว่าเจ้านายจะทรงเกี่ยวข้อง แต่คนพวกนี้มันแอบอ้าง สมัยผมเป็นนายกฯ มีคนมาหาผมบอก บก. อย่างกินข้าวกับท่าน พอไปถึงก็บอก บก. ว่าอยากกินผมอยากกิจข้าวกับ บก. ผลสุดท้ายกลายว่าไอ้นี่มันแต่งเรื่อง มันจะมีลักษณะ “ค้าเงา” อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ผมบอกว่า “วังไม่เอาแล้ว” มันเป็นคำพูดของเขา ไม่ใช่คำพูดของผม
.

ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่

คิดเคลื่อนไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุเพราะรูปใบเดียวทำให้ทักษิณถอย และทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้

…………………
อ่านข้อเขียนของคุณ สมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้วดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในบทความชื่อ
อดีตข้าราชการทำเนียบฯ เล่าเหตุการณ์ในนิวยอร์กเมื่อทักษิณรู้ว่าถูกรัฐประหาร
https://www.bbc.com/thai/58552609?at_medium=custom7&at_custom4=A54B702C-183A-11EC-A99F-31A9923C408C&at_custom2=facebook_page&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_campaign=64&at_custom3=BBC+Thai&fbclid=IwAR04gggo8PGMTzuvZvpkvBTxI0rmEaDD7bcckBG4u5-TxIxEmgYiAYxGQn0

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ ได้เล่าถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของทักษิณ เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าเกิดรัฐประหารที่เมืองไทย ในเวลานั้นทักษิณคิดจะสู้เต็มที่โดยใช้เวทีที่ประชุมสหประชาชาติได้กล่าวสุนทรพจน์

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าว่า

แต่ทั้งหมดต้องยุติลงประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 19 กันยา ต่อ 20 กันยา เมื่อคณะรัฐประหารเผยแพร่ภาพ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน, พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ และพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต”

ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

นายกฯ ทักษิณประณามพวกทำการรัฐประหารและตอนแรกคิดจะสู้ไม่ถอย กำหนดการในช่วงเช้าต้องยกเลิก ท่านสั่งการให้แก้ไขสุนทรพจน์ซึ่งมีกำหนดจะพูดที่สมัชชาสหประชาชาติในเวลา 19.00 น ซึ่งได้เปลี่ยนจากเดิมที่จะกล่าวในวันที่ 20 ก.ย เพื่อประณามและบอกเล่าให้นานาชาติรับรู้ถึงการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปประจำการใกล้ห้องท่าน ตั้งใจจะทำ war room ศูนย์บัญชาการรบสู้ โดยให้อยู่ที่นิวยอร์กอีก 2 วันเพื่อดูสถานการณ์ ดิฉันจึงต้องวุ่นวายเร่งรีบติดต่อกับผู้อำนวยการของการบินไทย และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าต่อว่า
ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

…………………..

แน่นนอนว่าถ้าทักษิณใช้เวทีสหประชาชาติประณามพวกทำการรัฐประหาร ก็คงไม่มีประเทศไหนไม่ยอมรับการกระทำของทักษิณ

และการรัฐประหารดังกล่าวก็คงจะไม่มีประเทศไทยยอมรับ และล้มเหลวในที่สุด

แต่เมื่อมีรูปใบนั้นออกมา ทักษิณจึงถอย และประเทศไทยก็ตกในหลุมดำของรัฐประหาร 2549 มาจนถึงปัจจุบัน

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

จุดเริ่มต้นและจุดจบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ถ้าใครเกิดทันและจำได้​ ก่อนที่พล.อ.เปรมจะบอกว่า​ “ผมพอแล้ว​”แล้วไม่ยอมนั่งตำแหน่งนายก​ ก่อนหน้านั้นหลายปีเหมือนกัน​ พล.ต.จำลอง​ ศรีเมือง ที่พล.อ.เปรมแต่งตั้งให้มาเป็นเลขาธิการ​นายกรัฐมนตรี​ ก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งด้วยข้ออ้างว่า​ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้ง

ถ้าท่านไม่รู้ว่า จำลองเป็นคนของใครก็ให้ดูตอนที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูรในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังหลงไหลได้ปลื้มว่า​ จำลองต่อสู้​เพื่อประชาธิปไตย​ ตัวผมเองตอนนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยก็ยังไปช่วยพรรคจำลองหาเสียงในการเลือกตั้งหลังพฤษภ​าทมิฬปี​ 35

ภายหลังค่อยมารู้ว่า​ที่จำลองไปนำม็อบไล่สุจินดา​ในตอนนั้นเพราะสุจินดาชักจะมีอำนาจเกิน​ และ​0143 ก็เป็นปึกแผ่นจนจะกำลังกลายเป็นกล้ามเนื้อนอกบังคับ

จำลองจึงถูกใช้ให้มานำม็อบไล่สุจินดา

พล.อ.เปรมอยู่มา​8ปี​ ภาษาทางการเมืองเขาเรียกว่า​ ชักจะรากงอก​ เริ่มมีเครือข่าย​มีอิทธิพล​ จนอาจจะเป็นอันตรายต่ออำนาจเหนือรัฐ​ จึงมีการส่งสัญญาณ​เริ่มมาจากที่จำลองลาออกจากตำแหน่ง​ และอะไรอีกหลายอย่าง​ จนพล.อ.เปรม​เริ่มไหวตัว​ทันจึงบอกว่า​ผมพอแล้ว​ และได้ไป​อยู่​ในที่เหมาะควรและปลอดภัย

พอมาถึงยุคนายกทักษิณ​ ก็มีการส่งสัญญาณ​ผ่านการลาออกของวิษณุ​  เครืองาม​ และมีอีกหลายอย่างที่นายกทักษิณโดนกระทำ​ ทั้งการเดินสายพูดให้ในเรื่องต่างๆ จนมีการไปถามกันต่อหน้า​จนเป็นเป็นที่มาของคำพูดของนายกทักษิณ​ว่า​ เพียงแค่กระซิบบอกนั่นแหละ

ตอนนั้นนายกทักษิณ​ไปโฟกัสผิดคน​ บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ​ในตอนนั้นที่นายกทักษิณ​พูดถึงในตอนนั้น​กับที่นายกทักษิณ​รู้ในตอนนี้เป็นคนละคนกัน กว่าจะรู้ว่า​ โฟกัสผิดคนก็สายไปแล้ว

จนภายหลังมีคนมาสารภาพให้ฟัง​ ที่พี่โทนี่บอกว่า​ อัดคลิปไว้นั่นแหละถึงรู้ว่า​ โฟกัสผิด​ เพราะคนคุมการลอบสังหารสารภาพหมดว่า​ใครสั่ง​ ใครเป็นคนเอาคำสั่งมาบอก​ และวางแผนให้เข้าใจผิดนายกทักษิณ​อย่างไร​ จึงทำให้ตัดสินใจรับงาน

และถึงวันนี้​พี่โทนี่บอกว่า​ เปิดคลิปไม่ได้เพราะกระทบหลายคน​ บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว

และเมื่อนายกทักษิณ​โฟกัสผิดคน​ และถามเจ้าตัวแล้วเจ้าตัวปฎิเสธ​ ก็วางใจจนถูกปลุกม็อบไล่จนนำไปสู่การรัฐประหาร​ในเดือนนี้เมื่อปี​2549

และกำลังหลักคนหนึ่งที่มาไล่นายกทักษิณ​ก็คือ​ จำลอง​ ศรี​เมือง

และคนที่มาเป็นนายกแทนก็อยู่ในขบวนการ​ที่มีคนมาสารภาพกับพี่โทนี่

มาถึงยุคประยุทธ์​ ประยุทธ์​เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินที่แล้ว​ ไม่ใช่แผ่นดินนี้

ไม่ใช่หมาของเจ้าของบ้านในตอนนี้

ส่วนอีกคนเป็นหมาของเจ้าของบ้าน

ถ้าเอาไปเทียบการส่งสัญญาณ​ผ่านจำลอง​ ศรี​เมือง​ในยุค​ก่อน​

ในยุคนี้ก็มีหลายครั้งที่ส่งสัญญาณ​ผ่านคนของเจ้าของบ้าน​ทั้งออกมาแสดงความคิดเห็น​เรื่องไม่เห็นด้วยในการซื้อเรือดำน้ำ​  จนมาถึงทุกวันนี้

ประยุทธ์​บอกว่า​ คุยข้อราชการได้คนเดียว​ ไม่มีอะไร

นายกทักษิณ​ก็เคยเจอแบบนี้​ เรื่องแทงกันใครมันจะยอมรับ

ตอนนี้ประยุทธ์​เหมือนไก่ชนที่ถูกใช้งานจนหมดสภาพ​ ขึ้นกับว่า​ หลังจากนี้จะจัดการไก่ชนตัวนี้แบบไหน​ จะเอาไปตีหม้อหรือเลี้ยงเอาไว้เหมือนที่แผ่นดินก่อนเลี้ยงเปรม

ประยุทธ์​ไม่รู้​ว่า​รู้ตัวหรือระแวงระยะหลังเลยเป็น”ไข้ม่วง” ใส่สีม่วงไม่ดูวันบ่อยๆ​ เพื่อหาหลังพิง

ถ้าประมวลจากอดีตมาปัจจุบัน​จะทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง​ และต้องปรับกระบวนทัศน์​ในการมองการเมืองใหม่พอสมควร

ไม่นับเรื่องโผตำรวจ​ โผเมียหลวง​ โผเมียน้อย​

และโผทหารที่อำนาจทหารถูกยึดไปจากประยุทธ์​และประยุทธ์​พยายามยื้อต่อรองโผ​ทบ.จนต้องเลื่อนการพิจารณา​เมื่อกลางเดือนที่แล้ว​ และจนวันนี้โผยังไม่ออก

การเมืองกับอำนาจเหนือรัฐยุคนี้จะมองด้วยกระบวนทัศน์​แบบแผ่นดินก่อนไม่ได้​ แต่ก็มีบางอย่างที่เทียบเคียงได้

แต่ที่แน่ๆคือ​ สมัยหน้าหลังการเลือกตั้ง​ไม่มีประยุทธ์​เพราะไก่ชนแพ้หมดสภาพ​ ไม่มีใครเขาเอาไปตีอีก​ ประยุทธ์​ทำได้แค่จะไป​อยู่​ที่ไหนถึงจะไม่ถูกเช็คบิล

หรืออีกทางก็คือต้องมีพรรคการเมือง​ของตัวเองแล้วลงเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจด้วยตัวเอง

ซึ่งคำถามคือ​ แล้วใครจะเลือก

Cr ถือแถน

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

17 กุมภาพันธ์ 2498 ประหารชีวิต ชิต, บุศย์, เฉลียว จำเลยคดีสวรรคตในหลวง ร.8

.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์สวรรคตด้วยพระแสงปืนอย่างมีเงื่อนงำเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
.
ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 3 คน คือ เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และ บุศย์ ปัทมศริน อ้างอิงจากแถลงการณ์กระทรวงมหาดไทย ดังนี้
.
แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทย
ตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนีย์ และนายบุศย์ ปัทมะศิรินทร์ จำเลยในคดีต้องหาว่าประทุษร้ายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และจำเลยทั้งสามได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษนั้น
.
บัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสามเสีย ทางราชทัณฑ์จึงได้นำตัวจำเลยทั้งสาม ไปประหารชีวิตตามคำพิพากษา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 เวลา 05.00 น. ณ เรือนจำกลางบางขวาง ต่อหน้าคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวางเป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายแพทย์เชื้อ พัฒนเจริญ และนายหลอม บุญอ่อน รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมเรือนจำกลางบางขวางเป็นกรรมการ ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเป็นการเสร็จไปแล้ว จึงขอแถลงมาให้ทราบทั่วกัน
กระทรวงมหาดไทย
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
.
#คดีสวรรคตในหลวงร8 #TheStandardNews

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมือง

ผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกัน

แต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้น

เย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !

จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….

เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!

โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการ

ดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น