หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 4

แต่ขณะนั้น “พระเทพกษัตรเจ้า” ประชวรอย่างหนัก สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
จึงทรงตัดสินพระทัยส่ง “พระแก้วฟ้า”
พระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนมไปแทน
แต่เมื่อทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงทราบว่าเจ้าหญิงศรีอโยทธยา
ที่ส่งไปมิใช่ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จึงแต่งทูตนำ “พระแก้วฟ้า”
มาส่งคืนยังราชสำนักศรีอโยทธยา
ใน จ.ศ. 926 ชวดศก (พ.ศ. 2107)
แล้วขอพระราชทาน “พระเทพกษัตรเจ้า” อีกครั้งตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรก
พระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เล่าว่า..

“ศักราช 925 กุนศก…ในปีเดียวนั้น
พระเจ้าล้านชางให้พระราชสาส์น
มาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้า
แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่
พระเจ้าหล้านช้าง
แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร
จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระแก้วฟาพระราชบุตรี
ให้แก่พระ (เจ้า) หลานชาง

ศักราช 926 ชวดศก พระเจ้าล้านช้าง
จึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี
ลงมาส่งยังพระนครษรีอยุทธยา
แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้านั้น
แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้า
ไปแก่พระเจ้าล้านช้าง
ครั้งนั้นพระเจ้าหงษารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น
จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง
แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้
ไปถวายแก่พระเจ้าหงษา…”

เชลยศึกศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 เริ่มลืมเลือนเรื่องที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุต (พระเจ้าล้านช้าง)
ส่งทูตมาทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จากสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ไปเสียบ้างแล้วในบางส่วน
จึงเล่าผิดเพี้ยนปนเปกันไปว่า
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงเป็นผู้ส่งพระราชธิดามาถวาย
แด่สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า “พระรัตนมณีเนตร”
เป็นพระนามที่แปลงมาจาก
พระนามของ “พระแก้วฟ้า” อย่างแน่นอน

การที่ “พระมณีรัตนา” มีพระนามคล้ายคลึง
กับ “พระรัตนมณีเนตร” (พระแก้วฟ้า) นั้น
อาจมีนัยยะสำคัญบางประการที่บ่งบอกว่า
พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่า
ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ
จากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง)
ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศ

การที่สมเด็จพระนเรศทรงอภิเษกสมรส
กับพระมณีรัตนาเจ้าหญิงจากราชวงศ์ละโว้
สายสุพรรณภูมิ
อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรม
ในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา
ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
เพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่
ภายหลังจากที่พิชิต
กรุงพระนครศรีอโยทธยาได้สำเร็จ
ใน พ.ศ. 2112
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคง

ด้วยความที่ “พระมณีรัตนา”
และ “พระรัตนมณีเนตร”
มีพระนามคล้ายคลึงกันอย่างมาก
จนแทบแยกกันไม่ออก
ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่า “พระมณีรัตนา”
อาจเป็นบุคคลเดียวกับ “พระรัตนมณีเนตร”
คือ “พระแก้วฟ้า” พระขนิษฐาต่างพระมารดา
ของ “พระวิสุทธิกษัตรีย์”
(มีพระนามเดิมว่า “พระสวัสดิราช”)
พระนางจึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา
ของสมเด็จพระนเรศ
และพระนางอาจกินตำแหน่ง
สมเด็จพระอัครมเหสีอีกทางหนึ่งด้วยก็เป็นได้? เพราะไม่พบหลักฐานยืนยันว่า “พระแก้วฟ้า”
ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
นำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดี
เมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. 2112

มณีจันทร์ ในภาพยนตร์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ภาคยุทธหัตถี (ภาพจากคลิป “ราชาภิเษก ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd)
“โยธยามี้พระญา” พระมเหสีอยุทธยา
ของสมเด็จพระนเรศในพงศาวดารพม่า
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094-2124)
ทรงพิชิตเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101
พระองค์ทรงปล่อยให้เจ้านายเชียงใหม่
ยังคงปกครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม
จนกระทั่งพระนางวิสุทธิเทวีเจ้า
สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2121
การสืบทอดสันตติวงศ์ในเมืองเชียงใหม่
เกิดขาดช่วง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงโปรด
ให้ “อนรธาเมงสอ” พระราชโอรส
เสด็จไปเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่แทน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
เรียกพระองค์ว่า “ฟ้าสาวัตถีนรธามังคอย”

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
(ครองราชย์พ.ศ. 2121-50)
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ที่ประสูติแต่ “ราชเทวี” พระมเหสี
ซึ่งมีนามเดิมว่า “สิ่นทวยละ” เป็นพระธิดา
ของจตุคามณิแห่งดีแปยิน
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองโปรด
ให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสออภิเษกสมรส
กับ “เซงพยูเชงเมดอ” (แปลว่ามารดาเจ้าช้างเผือก) พระธิดาของพระเจ้าแปรตะโดธรรมราชา
พระอนุชาของพระองค์

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
มีพระราชโอรสธิดาด้วยมารดาเจ้าช้างเผือก
ทั้งสิ้น 3 พระองค์ด้วยกัน

  1. “เมงตุลอง” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกพระองค์ว่า พระทุลอง)
    หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
    ทรงสวรรคตใน พ.ศ. 2124
    และพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงพระเชษฐา
    ไม่ทรงพระปรีชาสามารถเยี่ยงพระราชบิดา
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    จึงหันมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักศรีอยุทธยา
    เมื่อสมเด็จพระนเรศเสด็จยกทัพ
    ขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีเป็นครั้งที่ 2
    พระองค์มีพระราชกำหนดให้
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ยกทัพโดยเสด็จไปในราชการสงครามด้วย
    แต่พระองค์ทรงติดขัดเรื่องที่ออกญารามเดโช
    ข้าหลวงศรีอโยทธยาที่ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้เป็นกำลังจำนวนมาก
    ทำให้เจ้าเมืองล้านนาต่างพากันกระด้างกระเดื่อง
    ต่อพระองค์
    จนไม่อาจทิ้งเมืองไปได้
    จึงมีรับสั่งให้เมงตุลองพระราชโอรส
    คุมทัพเชียงใหม่ไปช่วยราชการสงคราม
    แทนพระองค์

หลังเสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ 2
เมงตุลองได้เสด็จลงมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอโยทธยา
และพระองค์ทรงอภิเษกสมรส
กับพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศ
ครั้น “พระมหาเทวี” พระมารดา
ของพระองค์สิ้นพระชนม์
พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
ทรงขอพระราชทานเมงตุลอง
กลับขึ้นไปแต่งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระศพพระมหาเทวียังเมืองเชียงใหม่
แล้วส่ง “พระไชยธิป” พระอนุชา
ของเมงตุลองมาเป็นตัวจำนำแทน

  1. “พระไชยธิป” พระอนุชาของเมงตุลอง
    (พระทุลอง)
    ปรากฏพระนามอยู่ในพระราชพงศาวดารฯ
    ฉบับความพิสดารของไทย
    แต่ไม่ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า
    สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะเป็นพระอนุชา
    ร่วมอุทรของเมงตุลอง
    พระองค์ทรงมาประทับยังพระนครศรีอโยทธยา
    ในฐานะตัวจำนำแทนพระเชษฐา
  2. “โยธยามี้พระญา” พระราชธิดาองค์โต
    ของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้
    ในคำอธิบายพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ทรงถวายพระราชธิดาให้แก่
    สมเด็จเอกาทศรุทรอีศวร
    ในคราวเดียวกับที่เปลี่ยน
    เอาพระไชยธิปมาเป็นตัวประกันแทนเมงตุลอง
    ภายหลังพระนางได้รับการแต่งตั้ง
    ให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
    พงศาวดารพม่าจึงมักเรียกพระนางว่า
    โยธยามี้พระญา แปลว่ามเหสีอยุทธยา

เรื่องราวของโยธยามี้พระญา (มเหสีอยุทธยา)
พบมีบันทึกอยู่แต่ในพงศาวดารพม่า
และน่าเสียดายที่เรื่องราวของพระนาง
ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์ไทยและพม่า
ภายหลังจากที่พระนางเสด็จมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ในฐานะพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

“เจ้าขรัวมเหสีจันทร์” พระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
จดหมายเหตุฟานฟลีต
(The Historical Account of the War of Succession Following the Death of King Pra Interajasia, 22nd King of Ayuthian Dynasty)
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet)
หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก
ของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุทธยา
เรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1604
(นับอย่างไทยโบราณอยู่ในห้วง พ.ศ. 2182)
ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
(ครองราชย์ พ.ศ. 2172-99)
ได้กล่าวถึงพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระองค์ดำ)
ไว้ในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระอินทราชา
(พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. 2154-71)
กริ้วพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
และน้องชาย
(สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชครองราชย์ พ.ศ. 2199) ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ

“ขณะนั้นออกญากลาโหม
เพิ่งมียศเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์
และมีอายุประมาณ 18 ปี
วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้
เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย
โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้
เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง 2 คน
ขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน
และได้โจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด
ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนา
และกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย
ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกัน
พระเจ้าแผ่นดินปลอม
ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม
และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบ
และโถมเข้าสู้อย่างดุเดือด
จนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวัง
และนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว
ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น
โดยพระหมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลัง
ถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น
พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวพระหมื่นศรีสรรักษ์
และให้นำมายังพระราชวัง
แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ
จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์
และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
ในขณะที่ทรงพิโรธหนัก
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สม
กับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้
ออกญาศรีธรรมาธิราช
จำต้องได้รับผลการกระทำนี้
พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขา
ถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า

พระหมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว
จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้
พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา 3 ทีที่ขาทั้ง 2 ข้าง
จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า
แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน
รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน
ที่ส่วนทั้ง 5 ของร่างกาย
พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืด
เป็นเวลา 5 เดือน
จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์
(Zian Croa Mady Tjan)
ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ
คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ
ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก”

จดหมายเหตุฟานฟลีตในฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสเรียกพระนามพระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด)
ว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” (Zian Croa Mady Tjan)
พึงสังเกตว่าพระนามนี้ดูคล้ายคลึง
กับ “พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด
จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณพบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต
จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศว่า “Tjau Croa Mahadijtjan”
แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด
ข้าพเจ้าเห็นควรแปลถ่ายพระนามของพระนาง
เป็นภาษาไทยว่า “เจ้าขรัวมเหสีจันทร์”
มากกว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์”
ตามฉบับแปลภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้เจ้าขรัวมเหสีจันทร์
จึงน่าจะเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศ
คนละพระองค์กับ “พระมณีรัตนา”
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมเหสีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว
โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้
ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
กับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
อย่างแน่นอน
เพราะมิเช่นนั้นพระนางผู้เป็น
เจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ
คงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ใ
ห้พ้นโทษอย่างแน่นอน
ซึ่งข้อสงสัยนี้ต้องสอบค้นหาความจริงกันต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 3

พญาละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก
จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน
จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก
แล้วแต่งลักษณะราชสาสน์ให้ออกญาวงศาธิบดี
พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก
เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาสน์
คุมเครื่องราชบรรณาการมา

ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูต
เข้าไปยังกรุงเทพมหานคร
เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดำรัส
ให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร 3 นัดแล้ว
พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาสน์
ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัฐราชธานี
ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ
สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎราชกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน
ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้
รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณี
กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน
มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร
อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อยองอาจยุทธนาการ
ด้วยพญาราชสีห์อันมเหศวรศักดานุภาพ
ก็ถึงแก่กาลพินาศจากไอสุริยสวรรยานั้น
ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน
แลข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้
จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวมหาพรหม
อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั่วจักรวาล
ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการมาโดยราชประเพณี
สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง
ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระสุธรรมราชา
พญาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก
สั่งให้ตอบพระราชสาสน์ไปว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวร
แก่ราชบุตรนัดดานักพระสัฏฐาหามิได้
แลซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึงกาลนิราลัยนั้น
ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมา
ให้ผลเห็นประจักษ์
แลให้พญาละแวกองค์ใหม่นี้
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร
โดยยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด
แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตรา
แก่ทูตานุทูตโดยสมควร
อยู่สามวันทูตก็กราบถวายบังคมลา
ไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี”

การพระราชพิธีอาสวยุทธ
ที่กระทำกันใน จ.ศ. 945 ปีมะแมเบญจศก
(พ.ศ. 2126) นั้นน่าจะผิด
เพราะปีศักราชดังกล่าว
ยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อ
แต่เมื่อสอบกับพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว
ควรปรับเป็น จ.ศ. 955 มะเส็งศก (พ.ศ. 2136)
ช้ากว่ากัน 10 ปี
ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. 949
ปีกุ นพศก (พ.ศ. 2130)
ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก 10 ปี
เช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. 959 ปีระกา
นพศก (พ.ศ. 2140) โดยทั้งสองเหตุการณ์
จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศทั้งสิ้น
ตรงตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)

กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า พระองค์ที่ 4
(สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) เล่าถึงการพระราชพิธีอาสยุชแข่งเรือ (อาสวยุทธ) ไว้ว่า

“เดือน 11 การอาสยุชพิทธี
มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี
เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภค
กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา
เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู
สมเด็จพระอรรคมเหสีพระภรรยาธรง
พระสุวรรณมาลา
นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ
พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพร
ดารากรธรงเสื้อ
ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ
พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า
สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือ
สมเดจ์พระอรรคมเหสี
สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาย
ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข”

ส่วนพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
ที่ตามมาในกระบวนเสด็จฯ
ทางชลมารคของสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จพระอัครมเหสีนั้น
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์คงเป็นพระราชโอรส
ของสมเด็จพระนเรศที่ประสูติ
แต่สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์เดียวกันนี้เอง พระองค์จึงควรมีฐานันดรศักดิ์
เป็นที่ “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า”
รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร (สมเด็จพระเอกาทศรถ ครองราชย์ พ.ศ. 2148-53) ซึ่งสมเด็จพระนเรศทรงยกย่อง
ให้เกียรติพระอนุชาร่วมพระชนนี
ผู้นี้ให้มีฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์
ดังพบพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับความพิสดารเรียกสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวรรวมกัน
ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

“พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศในคำให้การ
ขุนหลวงหาวัดของพม่า
คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ)
ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับคำให้การชาวกรุงเก่า
(พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า)
ตามต้นฉบับในหอเมืองร่างกุ้งของพม่า
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงสันนิษฐานว่า
หลังจากกองทัพพม่าตีพระนครศรีอยุทธยาแตก
ใน พ.ศ. 2310
พม่าได้จดคำให้การของเชลยศึก
ที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยศรีอยุทธยา
โดยอาศัยล่ามมอญที่รู้ภาษาไทย
จดคำให้การเป็นภาษามอญ
แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลัง
ซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วว่า
คำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุทธยา)
ของพม่า
ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบ
ต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระราชบิดาใน จ.ศ. 952 ปีขาลโทศก
(พ.ศ. 2133) ความว่า

“ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุทธยา
ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน
อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง
จึงทำการปราบดาภิเษก
แล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ
จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพ
แล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5
และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง 5
ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน
แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษี
พระนามชื่อพระมณีรัตนา
แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น
แล้วครอบครองราชสมบัติ
เมื่อจุลศักราช 952 ปีขาลโทศก
อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช”

เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
ในกรุงพระนครศรีอยุทธยาใน พ.ศ. 2133
กรมฝ่ายในได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระมณีรัตนา”
ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี
พร้อมด้วยพระสนมอีกจำนวนหนึ่ง
ตามทรรศนะของข้าพเจ้าเข้าใจว่า
พระนางคงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสาย
มาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ
ของสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2091-2106
และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2110-12)
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
(ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2106-10 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2112)
โดยอาศัยการเทียบเคียง
จากพระนามของ “พระรัตนมณีเนตร”
เจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ที่มีพระนามคล้ายคลึงกัน

คำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าถึง
เรื่องราวของพระรัตนมณีเนตรว่า

“ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทรงทราบว่า
พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง
จึงทรงจัดพระราชธิดามีนามว่ารัตนมณีเนตร
กับเครื่องบรรณาการให้ทูตจำทูลพระราชสาสน์
เจรีญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา
มีใจความในพระราชสาสน์ทูลขอช้างเผือกด้วย
พระมหาจักรวรรดิ์ก็พระราชทานช้างเผือกพังให้ กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงษาวดีๆ
ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา
ไม่อยู่ในยุติธรรม ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง
ให้ช้างเผือกพังไปกับพระเจ้าล้านช้าง
เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้นว่า
นอกจากเราแล้วจะไม่ให้แก่ใครเลย
ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง
คอยแย่งชิงช้าง ซึ่งพระมหาจักรวรรดิ์
พระราชทานไปแก่พวกล้านช้าง
เมื่อทูตเมืองล้านช้างนำช้างไปถึงที่พวกหงษาวดี
ซุ่มอยู่
พวกหงษาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้าง
แย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้
นำไปถวายพระเจ้าหงษาวดี…”

เรื่องที่พระเจ้าล้านช้างถวาย “พระรัตนมณีเนตร” พระราชธิดาแด่พระมหาจักรวรรดิ์
พระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยา
เพื่อแลกเปลี่ยนกับช้างเผือกนั้น
แท้ที่จริงมีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวราชาธิราช สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุตทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียก “พระเทพกษัตรีย์”)
พระราชธิดาในที่ประสูติแต่ “พระสุริโยทัย”
พระอัครมเหสีที่สิ้นพระชนม์กับคอช้าง
แทนพระราชสวามีในศึกหงสาวดี จ.ศ. 910 วอกศก (พ.ศ. 2091)
ซึ่งเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ
สำหรับเป็นที่พระอัครมเหสี (เอกอัครราชกัลยาณี) ของพระองค์เมื่อ จ.ศ. 925 กุนศก (พ.ศ. 2106)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 2

แม้เรื่องราวของเหตุการณ์
จะไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยามที่เสด็จฯ
ทางชลมารคครั้งนั้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อหรือสมเด็จพระนเรศผู้ลูกกันแน่
แต่เหตุการณ์ในลำดับถัดไป
กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วย
ในการไขปริศนาในข้อนี้ได้
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา เล่าต่อไปว่า..

“บรรดาบาทหลวงของนิกายฟรานซิสกันของเรา
ได้มีโอกาสอันหายากยิ่ง
ในการที่ได้เห็นการเสด็จออกรับแขกเมือง
จากกัมพูชา ได้มีการสร้างบ้านพักทันที
สำหรับคณะราชทูต เป็นบ้านพักที่กว้างขวาง
และตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหรา
ใกล้ที่พักนั้นเป็นหอสูงทรงแคบ
ที่พวกเขาได้จารึกชื่อและความเป็นมา
ของคณะราชทูตกัมพูชา
โดยจารเป็นตัวอักษรเขมร
ด้วยพิธีกรรมอันเอิกเกริกตามควรแก่ฐานะ
ของคณะราชทูต
พวกเขาได้กระตุ้นให้ฝูงชนโบกธงทิว
แกว่งไกวหอก ถือคันธนูและธนู
เมื่อการทั้งหลายทั้งปวงเตรียมพร้อมสรรพแล้ว ทหารนักล่า 6,000 คน และทหารธนู 12,000 คน
ได้ตั้งแถวเรียงรายตามชายฝั่งน้ำ
เพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะราชทูต
แตรเดี่ยวเล็กและแตรทองเหลืองดังกังวานขึ้น
ในอากาศ เมื่อราชทูตขึ้นบก
ราชทูตมีข้าราชสำนักชั้นสูงติดตาม
ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประทับ
รอคอยเขาอยู่อย่างสง่างาม”

เมื่อนำเอาเหตุการณ์ในจดหมายเหตุสเปน
มาสอบเทียบเคียงกับพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย
พบว่ารัชกาลสมเด็จพระนเรศ
มีการกล่าวถึงพระราชพิธีอาสวยุทธ
และการต้อนรับคณะทูตกัมพูชา
ที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการ
ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยาม
เสด็จฯ ทางชลมารคและการเสด็จ
ออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน ความว่า

“ลุศักราช 945 ปีมะแมศกเบญจศก
สมเด็จพระนเรศเป็นเจ้า
ครั้นเสร็จการพระราชพิธีอาสวยุทธแล้ว
มีพระราชบริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้
และพลฉกรรจ์ลำเครื่องแสนหนึ่ง
ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย
กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี…

ลุศักราช 949 ปีกุนนพศก
ราชบุตรนักพระสัฏฐาผู้เป็นพญาละแวก
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
เสด็จไปปราบ
ขณะเมื่อทหารข้าหลวงเข้าเมืองละแวก
ในเพลากลางคืนนั้น
ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้วความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา
หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ 30 คน
เข้าป่า พากันหนีไปถึงแดนเมืองล้านช้าง
ครั้นรู้ข่าวว่ากองทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาแล้ว
ก็พากันกลับมายังเมืองละแวก
เสนาบดีที่เหลืออยู่กับสมณชีพราหมณ์
อาณาประชาราษฎรจึงพร้อมกัน
ยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเษก
เป็นพญาละแวกครอบครองแผ่นดินแทนบิดา

พญาละแวกครั้นได้ครองสิริสมบัติแล้ว
ก็อุตสาหะบำรุงสมณพราหมณาจารย์โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ
จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีกระวีมุขทั้งหลายว่า
แต่ก่อนพระราชบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนาม
ต่อกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา
มิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
อันทรงอิศวรภาพดุจสุริยเทวบุตรจันทรเทวบุตร
อันมีรัศมีสว่างโลกธาตุ ความพินาศฉิบหาย
จึงถึงพระองค์แลญาติประยูรวงศ์
ในกรุงกัมพูชาธิบดี แลครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดา
นั้นมิได้ ว่าจะอ่อนน้อมขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา
เป็นที่พึ่งที่พำนัก ความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ควรนัก
ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้เงินทอง
เครื่องราชบรรณาการ
มีพระราชสาสน์ไปอ่อนน้อม
โดยราชประเพณีเมืองขึ้น
เมืองออกกรุงเทพมหานครแล้ว
ความสิริสวัสดีพิพัฒนมงคล
ก็จะบังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 1

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา
จะมิได้กล่าวถึง “หลังบ้าน” หรือพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศไว้เลย
แต่เรื่องราวของบรรดาพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศกลับไปปรากฏ
อยู่ในเอกสารต่างชาติถึง 5 ฉบับด้วยกัน
คือ จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิ
เอรา.. ของสเปน​
จดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
พงศาวดารละแวกของเขมร
คำให้การขุนหลวงหาวัด
และ.. พงศาวดารของพม่า

สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุสเปน
History of the Philippines and Other Kingdom เป็นจดหมายเหตุสเปนที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.)
เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของ
บาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ที่เคยพำนักอยู่ในพระนครศรีอยุทธยาระยะหนึ่ง
ซึ่งพรรณนาถึงกรุงพระนครศรีอยุทธยา
ในห้วง พ.ศ. 2125 ปลายรัชกาลสมเด็จ
พระมหาธรรมราชาธิราช
(ครองราชย์ พ.ศ. 2112-33) และตั้งแต่
พ.ศ. 2139 ในต้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศ
(ครองราชย์ พ.ศ. 2133-48)

เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคข
องพระเจ้าแผ่นดินสยาม
ซึ่งมีสมเด็จพระอัครมเหสี
และพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
โดยเสด็จมาด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่า
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะถ้าหากพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้
หมายถึงสมเด็จพระนเรศแล้ว
ข้อถกเถียงเรื้อรังเกี่ยวกับเรื่องที่
สมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรส
หรือไม่นั้นจะยุติลงในฉับพลันทันที
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เดริบาเดเนอิรา
เล่าว่า..

“…ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่ง
ที่ตกแต่งประดับประดาแล้ว
ล้วนไปด้วยพระปฏิมากร
เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง
เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัย
ของพระเจ้าแผ่นดิน
เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็กๆ
เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง
บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน

เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่ง
บนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า
พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนิน
เพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์
และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่นๆ
อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น
แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกาย
ด้วยเครื่องแบบประเภทต่างๆ
เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
แห่งราชสำนัก 1 คน
แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด
ในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก
ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี
และสาวสรรกำนัลใน
สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่น
ที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์
และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบ
จนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่าน
จากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้
โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือองค์พระมหากษัตริย์
ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่
ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมา
ที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา
เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์
และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก
อิริยาบถในการพายของพวกเขา
จึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลม
เหนือท้ายเรือพระที่นั่ง
พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์
เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ 2 คน
คอยถวายอยู่งานโบกพัด
เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุ
ของดวงอาทิตย์ ทันทีที่เรือพระที่นั่งหยุดลง
ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลง
และยกมือขึ้นประนมในลักษณาการศิโรราบ
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดิน
เสด็จพระราชดำเนินผ่านไป
แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์
ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิน
ถึงพระอาราม
พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะ
แด่พระปฏิมากรทั้งหลาย
และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนาน
กลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอาราม
บรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลา
และชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่ง
ไว้เพื่อสักการบูชา
และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิ
นกลับสู่พระราชวัง”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏนายสิบ

หลังการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
และเสด็จไปประทับยังประเทศอังกฤษ
เมื่อนายทหารชั้นประทวนในกองพันต่าง ๆ
นำโดย สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด
ได้รวมตัวกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
โดยหมายจะสังหารนายทหาร
และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในกองทัพบกและรัฐบาลหลายคน
โดยเฉพาะหลวงประดิษฐมนูธรรม
(นายปรีดี พนมยงค์) ให้จับตายเท่านั้น
และเมื่อลงมือจริงต้องสามารถจับ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
และ พันโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพลป. พิบูลสงคราม – ยศในขณะนั้น)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นตัวประกันไว้ให้ได้
โดยมีแผนการจะยึดที่ทำการกระทรวงกลาโหม
เป็นฐานบัญชาการ
และปล่อยตัวนักโทษการเมืองต่าง ๆ
เพื่อใช้เป็นกองกำลังด้วย
จากนั้นจะอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นิวัติคืนสู่พระนคร
และเสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

แต่รัฐบาลล่วงรู้แผนการไว้ได้ก่อน
จึงสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้
ในวันที่ 3 สิงหาคมพ.ศ. 2478 เวลา 12.00 น.
ต่อมาได้มีการตั้งศาลพิเศษชำระคดี
หัวหน้าฝ่ายกบฏ ส.อ.สวัสดิ์ มหะมัด
ถูกตัดสินประหารชีวิต
โดยศาลนี้ไม่มีทนาย ไม่มีอุทธรณ์
ไม่มีฎีกาและยังสามารถตั้งผู้พิพากษาได้
ตามใจอีกต่างหาก
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พิพากษาที่ผ่านคดีต่าง ๆ
มาแล้วอย่างมากเช่นศาลคดีตามปกติ

แนวคิดในการก่อกบฏครั้งนี้
เกิดขึ้นในกองพันทหารราบที่ 2
ในบังคับบัญชาของ พันตรีหลวงประหารริปู
ซึ่งตั้งอยู่ในวังจันทรเกษม
(กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน)

ผู้เริ่มต้นแนวคิดนี้ คือนายสิบจำนวน 8 คน
(ผู้ต้องหาไม่ยอมซัดทอดว่ามีนายทหารหรือใครที่ใหญ่กว่านี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะเชื่อว่าน่าจะมี โดยเฉพาะพยายามให้ซัดทอดพระยาทรงสุรเดชมากที่สุด แต่ไม่เป็นผล)

ผู้ที่เป็นต้นคิดของเหล่าสิบกองพันนี้ก็คือ
สิบเอกถม เกตุอำไพ
ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายวงไปยังกองพันทหารราบที่ 3 และนายทหารอีก 7 คน
ที่เป็นจุดเริ่มของกบฏครั้งนี้
คือ สิบเอกแช่ม บัวปลื้ม, สิบเอกตะเข็บ สายสุวรรณ, สิบเอกเท้ง แซ่ซิ้ม, สิบเอกกวย สินธุวงศ์, สิบเอกเข็ม เฉลยทิศ, สิบโทหม่อมหลวงทวีวงศ์ วัชรีวงศ์, สิบโทแผ้ว แสงส่งสูง

ซึ่งทั้ง 8 คนนี้เป็นนายสิบอาวุโสของกองพัน
เป็นผู้ที่คุมคลังอาวุธของกองพัน
และเป็นทหารที่ใกล้ชิดกับเหล่าพลทหาร
ที่เป็นกำลังหลักของแต่ละกองพัน
ซึ่งเหล่านายสิบนี้คาดว่าจะนำกำลังเหล่านี้ออกปฏิบัติการในวันก่อการ

ส่วนกองพันทหารราบที่ 3 ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามนั้น
มี จ่านายสิบสาคร ภูมิทัต
กับ สิบเอกสวัสดิ์ มหะหมัด เป็นหัวแรงสำคัญ
การพบปะพูดคุยกันก็ใช้ร้านค้าร้านอาหาร
ที่สังสรรค์ของระดับชั้นประทวน

แผนที่เหล่านายสิบกลุ่มนี้คิดขึ้น
คือ จะมีการนำเอารถถังออกมาข่มขวัญ
สักจำนวนหนึ่ง
และแบ่งสายทหารราบเข้าประชิด
ตัวบรรดาสมาชิกของคณะราษฎร
โดยเฉพาะสายของหลวงพิบูลสงคราม
เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
พันตำรวจเอกหลวงอดุลเดชจำรัส
และ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา

แต่ว่าแผนการทั้งหมดได้เกิดแตกเสียก่อน
เมื่อสิบเอกผู้หนึ่งในกรมรถรบ
ที่ร่วมรู้ในแผนได้นำไปบอกกับทางรัฐบาล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏ ร.ศ. 130 หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏน้ำลาย

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455 (ร.ศ. 130)
ก่อนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
สองทศวรรษในสมัยรัชกาลที่ 6
เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง
วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้
และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่แผนการแตกเสียก่อน
จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการหลายคนไว้ได้ 91 คน
คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษให้จำคุกและประหารชีวิต โดยให้ประหารชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการ
จำนวน 3 คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์
ร.ท.จรูญ ณ บางช้างและ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์
ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 20 คน
จำคุกยี่สิบปี 32 คน จำคุกสิบสองปี 30 คน และจำคุกสิบห้าปี 6 คน
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัย
และได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ
ละเว้นโทษประหารชีวิต
ด้วยทรงเห็นว่า ทรงไม่มีจิตพยาบาทต่อผู้คิดประทุษร้ายแก่พระองค์

คณะผู้ก่อการได้รวมตัวกันเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2455
(นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มปี พ.ศ. 2455 วันที่ 1 มกราคม แต่บางตำราจะเขียนเป็น 13 มกราคม พ.ศ. 2454
เพราะนับเวลาแบบสยามในครั้งนั้นที่
เริ่มปีใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน)
ประกอบด้วยผู้ร่วมคณะเริ่มแรกจำนวน 7 คน คือ
ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) เป็นหัวหน้า
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ จาก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.เนตร์ พูนวิวัฒน์ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ
ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ
คณะผู้ก่อการวางแผนจะก่อการในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันขึ้นปีใหม่ ผู้ที่จับฉลากว่าต้องเป็นคนลงมือลอบปลงพระชนม์ คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู่ (หลวงสินาดโยธารักษ์) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนำความไปแจ้งหม่อมเจ้าพันธุ์ประวัติ ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ และพากันนำความไปแจ้ง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม คณะทั้งหมดจึงถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษ ที่สร้างขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานอภัยโทษในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ครบรอบปีที่ 15 ของการครองราชย์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

13 กบฏ

เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ที่ถูกเผด็จการครอบครัวทรราช
จอมพลถนอม ณรงค์ ประภาส
ประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญมา 10 ปี 6 เดือน
ถนอมเป็นพ่อณรงค์
ณรงค์เป็นลูกเขยประภาส

13​ รายนามกบฏรัฐธรรมนูญ​

ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไขแสง สุกใส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษา ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์
บัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญส่ง ชเลธร นักศึกษาปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ
ปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาปี 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์
วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์…ตอนที่1

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
(2 เมษายน พ.ศ. 2420-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายาม
ยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร
เมื่อ พ.ศ. 2476

นามสกุลคุ้นหูกันใหมล่ะ
ถ้าไม่คุ้นก็ไปถาม อีตั้น ดูนะ

ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง
ชอบดูถูกคนอื่น และ เหยียดหยามลูกน้อง
ด้วยตัวเองถือยศถาบรรดาศักดิ์
‘บวรเดช’ ผู้ที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตย
จึงถูกมองข้ามจากคณะราษฏร์

ประกอบกับความแค้นฝั่งหุ่น
จึงได้พยายามก่อการยึดอำนาจ
จากคณะราษฏร์
ทว่าโดยนิสัยส่วนตัวแล้ว
ผู้ไต้บังคับบัญชาจึงไม่ให้ความเคารพนับถือ
นำความเข้ารายงานฝ่ายคณะราษฏร์
การก่อการครั้งนั้นจึงเป็นกบฏ
จนต้องลี้ภัยไป กัมพูชา, เวียดนามฯ..

สรุป..บวรเดช การการรัฐประหาร
รัฐบาลที่มาจากคณะราษฏร์
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
จึงผิดอาญาแผ่นดินโทษฐานกบฏ

แต่ก็ที่ไม่มีการกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์
คือ คนที่เป็นแบ็คอัพในการนี้
การรัฐประหารต้องใช้ทั้งกำลังคน
และกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก
“บวรเดช” ได้รับพระราชทาน
เงินทุน 1 ล้านบาทจาก ร.7(บางบทว่า1แสน)​
(โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาเจ้านาย
ที่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างได)
เพื่อทวงอำนาจคืนจากคณะราษฏร์
กลับไปปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังเดิม

สาระทันข่าว….
หลายคนแปลกใจว่าทำไมมีการพยายาม
กล่าวถึงและเชิดชู “กบฏบวรเดช”
บางหน่วยทหาร ถึงกลับมีหัอง”บวรเดช”
เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ

นั่นเพราะสิ่งที่”บวรเดช”ก่อการในครั้งนั้น
คือปฐมบทในการทวงคืนอำนาจ
ที่ ร.7 ทรงประทานให้ประชาชน
ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฏร์
ที่ให้ราษฏรมีสิทธิเสรีภาพ
และทุกคนต้องอยู่ภายไต้กฏหมายเดียวกัน
ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจเก่า
ขาดความสะดวกสะบายแบบก่อนเก่า
รวมถึงผลประโยชน์จากที่เคยได้รับ
จากการกดขี่เหยียบย้ำประชาชน
ตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 4

แจ้งจ้าวนายว่าเราแพ้แล้ว.. ร​ 7
(ทรงพระเผ่นกันรนราน)

16 ตุลาคม
เครื่องบินฝ่ายกบฏบินมาทิ้งใบปลิวที่วังไกลกังวล
เพื่อทูลว่าการยึดอำนาจล้มเหลว
ในค่ำวันต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯทราบว่าทหารเพชรบุรียอมจำนนต่อรัฐบาลแล้ว
และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
กำลังเดินทางลงมาเข้าเฝ้า
ก็ทรงตื่นตระหนกรีบเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรวรุณ
ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กอย่างกะทันหัน
พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ
หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล
หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร
หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์
หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์
พร้อมทหารรักษาวังอีก 6-7 นาย
มุ่งหน้าจังหวัดสงขลา

เนื่องจากเรือไม่พอนั่ง
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท
และเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่
ต้องนำทหารรักษาวังบางส่วนขึ้น
ไปยึดขบวนรถไฟจากสถานีวังก์พงในช่วงบ่าย
เจ้ากาวิละวงศ์เป็นพนักงานขับรถ
ขบวนรถไฟพิเศษนี้ออกจากหัวหินเวลาตีหนึ่ง
ของวันที่ 18 ตุลาคม
มีผู้โดยสารประกอบด้วย:
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล
หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พร้อมพระธิดา
กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์
พลโทพระยาวิชิตวุฒิไกร
พระยาอิศราธิราชเสวี
และทหารรักษาวังสองกองร้อย

เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์
อธิบดีกรมรถไฟทราบข่าว
จึงรีบส่งโทรเลขแจ้งสถานีรายทางล่วงหน้า
ว่า ทหารหลวงลักขบวนรถจักรออกจากวังก์พง
ให้ทำการสกัดกั้น
พนักงานกรมรถไฟจึงไปถอดรางรถไฟ
ช่วงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ขบวนรถไฟพิเศษไปต่อไม่ได้
ต้องหยุดระหว่างทาง
ทหารหลวงต้องช่วยกันถอดราง
ที่วิ่งที่ผ่านมาแล้วมาต่อเพื่อให้รถไฟเดินต่อไปได้ เมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ก็ถูกกักรถไม่ให้เดินทางต่อจนเกือบจะยิงกัน
สมุหราชองครักษ์จึงโทรเลข
ไปยังรัฐมนตรีมหาดไทย
พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์
รีบนำความเข้าแจ้งนายกรัฐมนตรี
พระยาพหลพลหยุหเสนา
สั่งการอนุญาตให้รถไฟเดินได้ตลอดสายทาง

ทางด้านเรือพระที่นั่งศรวรุณน้ำมันหมดที่ชุมพร
ต้องขึ้นฝั่งรอจนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม
จึงได้พบกับได้พบกับเรือวลัย
ของบริษัทอิสต์เอเชียติก
กัปตันเรือวลัยชาวเดนมาร์ก
เชิญคณะของในหลวงขึ้นเรือวลัย
และพ่วงเรือพระที่นั่งศรวรุณไปยังสงขลา
ตกเย็นวันเดียวกันนั้น
ขบวนรถไฟก็ไปถึงสงขลา
พระบรมวงศ์ส่วนหน้ารีบไปจัดแจง
สถานที่ในพระตำหนักเขาน้อยเตรียมรับในหลวง
เรือวลัยเดินทางมาถึงอ่าวสงขลาในเช้าวันถัดมา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

14 ตุลาคม วันตามไล่ล่าล้างกบฏ กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 3

รุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏ
ที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน
โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะ
ดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถัง
เคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบ
อยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง
ผลจากการปะทะในช่วงเช้า
ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสีย
พันตรีหลวงอำนวยสงคราม
ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป
หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์
ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที
โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพาน
ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder
จากประเทศอังกฤษ
ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คัน
มาเข้าสู่สนามรบจริงทันที

อำนาจการยิงของปืนกล
ต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม.
อัตรายิง 115 นัดต่อนาที
เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
กระสุนปืนทำให้รังปืนกล
ของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่
รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
ทหารกบฏทั้งหมด
ไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน
จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอด
กลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาล
จึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม

ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี
เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ
ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎ
กำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอด
ขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง
ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไป
ประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง
กลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทาง
ได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออก
เพื่อทำคุณไถ่โทษ

15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลัง
พร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ
มีทั้งรถเกราะและปืนกล
รุกไล่ฝ่ายกบฏจนเกือบประชิดแนวหน้า
ฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่
นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ
เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการ
ถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้
ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลก
ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรี
และหน่วยทหารปราจีนบุรี
บวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้ว
จึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช
และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
เป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง
ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง

16 ตุลาคม เวลาตีสาม
ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง
ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง
(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง
ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาด
ต้องใช้เวลาซ่อมแซม กองพันทหารราบที่ 4
ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมือง
ในเวลาบ่ายสอง
นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยคุมเรือสุริยมณฑล
ไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้
ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่น
กลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้

17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด
กบฎคนสำคัญในโคราช
ตัวปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม
ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง
บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้
นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดาย

ต่อมาเวลาสิบนาฬิกา
ชาวโคราชต่างตื่นตกใจ
เมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหาร
ของพันตรีหลวงพลเดชวิสัยเคลื่อนเข้ามา
พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัว
ต่อพระขจัดทารุณกรรม
อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช
เมื่อผู้การตำรวจโคราช
ได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว
เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราช
ไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล
ส่วนทางด้านกรุงเทพ
รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6
ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง
และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาล
ว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
จึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวาง
การลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น

18 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)
ในเวลาบ่ายสี่โมง
บวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี
กองกำลังรักษาเมืองโคราช
ของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด
จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล
บวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ
จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นาย
ไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป

19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้
แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125)
ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดช
เดินทางถึงเมืองโคราช
พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลัง
เร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ
ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ

20 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125)
แนวหลังของทหารกบฏ
ถอยไปรวมกันที่สถานีชุมทางบัวใหญ่(กม.375) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนาย
เดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพล
ไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี
เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมา
ยังเมืองขอนแก่นได้

21 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย
แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกัน
ที่ปากช่อง(กม.180)
ทางบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่น
กับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล
จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
นำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น

22 ตุลาคม
ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมา
เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาล
รุกคืบเข้ามาแล้ว
หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหาร
ยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช
แต่บวรเดช​ บอกว่า “เวลานี้ใครๆ
ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น
จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง
เราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม
โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
บวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัย
ไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏ
ก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ
ตามความถนัด
พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริง
จึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป
ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาล
เริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140

23 ตุลาคม
เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144
ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ
หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร
สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม

24 ตุลาคม
พันโทหลวงพิบูลสงคราม
เดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสาย
เพื่อรับฟังรายงาน

25 ตุลาคม
บวรเดชขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมา
หนีไปยังเมืองไซ่ง่อน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น