หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

2 วันก่อนหน้า ที่จะมีการยึดอำนาจ

ประยุทธ์ ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) เรียกหัวหน้าส่วนราชการ ตั้งแต่ระดับ “ซี10” ขึ้นไป เข้าร่วมประชุม – รายงานตัวทั้งหมด
.
น่าสนใจก็ตรงที่ว่า ตลอดการประชุม ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ มีวรรคทองจากพล.อ.ประยุทธ์อยู่ 2 คำ คือ “ผมเอาจริงนะ” ถึง 3 รอบ และ “อย่ารบกับทหาร ไม่มีวันชนะ” อีก 2 รอบ…
.
ผมชวนอ่าน “เบื้องหลังการประชุม” ในวันนั้น ที่ไปเก็บมาได้..
.
“อย่ารบกับทหาร ไม่มีวันชนะ”
.
ตัวละครเด่น ในการประชุมวันนั้น หนีไม่พ้น ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย นพ.ณรงค์ นั้นนั่งรถโฟล์คตู้มาพร้อมกับ ถวิล โดยทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี ส่วนธาริตนั้น เดินเข้าห้องประชุมด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ต่างจาก 2 คนแรกอย่างเห็นได้ชัด

แม้จะเป็นการประชุมลับ ไม่เปิดโอกาสให้สื่อเข้า แต่เสียงจากผู้ที่เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น บรรยายบรรยากาศภายในที่ประชุมว่ามีนัยยะทางการเมืองเข้มข้น ดุเดือด ไม่แพ้เวทีการชุมนุม กปปส.

“จุดประสงค์ของการประกาศกฎอัยการศึกก็เพื่อทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เพราะสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหารัฐบาลใหม่ หรือเป็นกรรมการใดๆ ทั้งสิ้น หน้าที่นอกจากนี้เป็นเรื่องของผู้เกี่ยวข้องที่ต้องไปจัดการกันเองภายใต้รัฐธรรมนูญ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขณะเปิดประชุม
.
หลังจากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้ร่ายยาวต่อว่า หลังจากประกาศกฎอัยการศึกได้แจ้งข่าวไปยังทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการก่อความรุนแรงให้ยุติการกระทำ โดยทหารพร้อมทำทุกอย่างด้วยความเด็ดขาดใต้กฎอัยการศึก เพื่อให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยโดยเร็ว
.
“อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเดินทางเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพมหานคร ขอให้งดการเดินทางและใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนผู้ใดหรือหน่วยงานใดที่มีการปลุกปั่น ยุยง ชักชวนให้มีกองกำลังเข้ามาสร้างความวุ่นวายหรือก่อให้เกิดเหตุเผชิญหน้า ขอให้ยุติการกระทำเสีย” พล.อ.ประยุทธ์พูดกับที่ประชุม
.
หลังจากนั้น ประยุทธ์ ได้หันไปหา วิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับพูดว่า”ท่านปลัดมหาดไทยก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปเรียกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อส. มาสู้กับทหารนะ เพราะไม่มีวันชนะ ไม่มีทางรบชนะทหาร อย่าทำอีก”
.
พร้อมกับแสดงท่าทีอีกว่า สังคมควรหันหน้าเข้าหากัน และที่ต้องประกาศกฎอัยการศึกก็เพราะขณะนี้ไม่มีใครฟังใคร ใครพูดอีกฝ่ายก็ไม่ฟัง จึงต้องออกมา
.
“ผมเชื่อว่าธรรมชาติของคนไทยโกรธกันได้ไม่นาน ใครก็ตามที่ไปเรียกต่างชาติให้เข้ามาเป็นกรรมการ อย่าทำ เรื่อง คนไทยแก้ไขกันเองได้ อย่าไปเรียกคนต่างชาติเข้ามาให้ขายหน้าเขา” ผู้บัญชาการทหารบกระบุ
.
หลังจากแสดงท่าทีเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดโอกาสให้หัวหน้าส่วนราชการแสดงความคิดเห็น โดย นพ.ณรงค์ ได้ยกมือขึ้นพูดว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่เหมาะที่จะให้มีการเลือกตั้ง แต่ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อให้ประเทศเดินหน้า พล.อ.ประยุทธ์จึงได้แซวกลับไปยังปลัดสธ.ว่า “ท่านเป็นอย่างไร โดนไปหลายคดีนี่”
.
เมื่อ นพ.ณรงค์ พูดเสร็จ ถวิล ก็ยกมือขึ้นพูดต่อว่า ที่ผ่านมาโดนคุณธาริต อธิบดีดีเอสไอ ตั้งข้อหากบฎซึ่งมีโทษจำคุกหลายปี ซึ่งไม่เป็นธรรม แต่ไม่ถือโทษ พร้อมสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้าและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
.
ได้ฟังดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้หันไปถามที่ประชุมว่า อธิบดีธาริตมาด้วยหรือไม่ ธาริตซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุดได้ยกมือขึ้น บอกว่ามา พล.อ.ประยุทธ์จึงได้ตอบกลับไป
.
“ให้คุณธาริตไปถอนคดีความต่างๆที่ตั้งข้อหาคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ไหม เพราะสร้างปัญหา ทำให้เกิดความแตกแยกและไม่ได้ประโยชน์ หยุดได้แล้ว เละหมดแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์พูดในที่ประชุม ด้วยท่าทีดุดัน เรียกเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วน
.
ส่วนปฏิกิริยาของธาริตนั้นไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่พยักหน้าหงึกๆ นิ่งเฉย หน้าชาอยู่นานหลายนาที
.
หลังจากนั้น ถวิล ยังพูดต่ออีกว่า อยากให้ข้าราชการที่เป็นหัวหน้าหน่วยราชการที่นั่งอยู่ในที่นี่ รวมใจเป็นหนึ่งเดียวในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติในแนวทางที่ถูกต้อง จนได้รับเสียงแซ่ซ้องปรบมือจากที่ประชุม
.
น่าสังเกตว่า ตลอดการประชุม ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ มีวรรคทองจากพล.อ.ประยุทธ์อยู่ 2 คำ คือ “ผมเอาจริงนะ” ถึง 3 รอบ และ “อย่ารบกับทหาร ไม่มีวันชนะ” อีก 2 รอบ
.
นอกจากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกยังฝากถึง “แกนนำ” คนหนึ่งอีกว่า “ไอ้แกนนำคนไหนอยากลองดีก็มา อยากรู้เหมือนกัน ผมไม่ได้ท้าทายนะ”
.
เป็นท่าทีล่าสุดจาก ประยุทธ์ ซึ่งตอนนั้น กลายเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ไปที่เรียบร้อย
.
และยังลากยาว อยู่ในตำแหน่งเดิม แสดงอำนาจแบบเดิม ต่อเนื่องมาอีก 7 ปี..
.

#7ปีแล้วไอสัส

.
อย่าลืมติดตาม b-holder Podcast EP.26
คนดีย์ 2014 : 7 ปี ระบอบประยุทธ์ #ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=OyuNBpUEqek

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จะเป็นทหารของประชาชนต้องไม่เรียนจบแค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย จปร.

ถึงวันที่ 13 พ.ค. ทีไร เดียร์จะเขียนรำลึกถึงคุณพ่อผ่านเฟซบุ๊คทุกปี และปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว… เดียร์จะขอรำลึกถึงคุณพ่อในมุมที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

ตอนเดียร์เด็กๆ คุณพ่อมักสอนเสมอว่า ให้ชอบเรียนหนังสือ ไม่ต้องเรียนเก่ง แต่ขอให้มีความสุขกับการเรียน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ไปเรื่อยๆ คุณพ่อจะบังคับให้เดียร์ไปสอบนู่นสอบนี่ตลอด เช่น อยู่ม.1 ให้สอบเทียบม.3 พอสอบเทียบม.3 ได้ ให้สอบเทียบม.6 เลย เพื่อจะได้มีโอกาสลองสนามสอบเอ็นทรานซ์หลายๆ ครั้ง ลดอาการตื่นสนามสอบ แต่ก็ปล่อยให้เลือกสาขาที่เรียนตามใจชอบ แต่พอคุณพ่อรู้ว่าสอบติดคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณพ่อก็ดีใจมาก เพราะคุณพ่อกำลังลงเรียนกฎหมายอยู่พอดีช่วงนั้น ถึงขั้นชวนให้ไปวางพวงมาลาวันรพีด้วยกัน เพียงแต่ต่างมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คุณพ่อไม่ได้แค่สอน แต่ยังทำให้ดูเป็นตัวอย่างถึงความชอบเรียนหนังสือ ความชอบของคุณพ่อทำให้คุณพ่อเรียนจบมาทั้งหมด 5 ปริญญา คือ

  1. ปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  3. ปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  4. ปริญญาโท จากคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (หรือนิด้า)
  5. ปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines

นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณพ่อไม่ได้เรียนจบแต่แค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นของคุณพ่อจึงไม่ได้มีแค่ทหารและตำรวจ แต่รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่คุณพ่อได้มีโอกาสเรียนหนังสือร่วมด้วย

หลักสูตรต่างๆ ที่คุณพ่อเรียน ถือได้ว่าเกือบรอบด้านที่บุคคลคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ ซึ่งถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ คงจะมีเกินกว่า 5 ปริญญาที่คุณพ่อได้มาแล้วข้างต้น…สิ่งที่คุณพ่อเรียนมาและการคลุกคลีอยู่กับคนทั่วไปที่ไม่ใช่แค่ทหารนี่แหละมั้ง ที่ทำให้คุณพ่อใกล้ชิดสังคมพลเรือน มีความเข้าใจในชีวิตของประชาชนคนธรรมดา ที่ต้องขวนขวายหาความรู้ สร้างโอกาสทำมาหากินด้วยตนเอง สร้างเนื้อสร้างตัวโดยไม่มีบันไดชั้นยศ

ในอีกด้านหนึ่ง ทุกๆ ปี ชีวิตหลายคนต้องหยุดชะงักเพราะถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร โดยไม่มีสิ่งใดมารองรับหรือชดเชยเวลาชีวิตที่เสียไป กองทัพได้คิดไหมว่า…เมื่อปลดประจำการไปแล้ว ชีวิตเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร???

หากผู้มีอำนาจสนใจอนาคตของทหารสักนิด คงจะวางแผนส่งเสริมให้ทหารสามารถเข้าถึงการศึกษาแบบพลเรือนได้ เช่น การให้ทุนการศึกษาแก่ชายไทยที่ถูกเกณฑ์ทหาร ยิ่งประจำการนานยิ่งได้ทุนเรียนนาน ให้เขามีอนาคตจากการรับใช้ชาติ หลังปลดประจำการแล้วมีโอกาสในหน้าที่การงานที่สูงกว่าช่วงก่อนเกณฑ์ทหาร ทหารชั้นประทวนและสัญญาบัตรถ้าได้เรียนกับพลเรือน ก็อาจจะเข้าใจชีวิตของพลเรือนมากขึ้นด้วย “ทหารจำเป็นต้องเข้าใจชีวิตประชาชน ไม่ใช่แยกกันอยู่แบบไทยทุกวันนี้”

คุณจะเป็นทหารที่ดีของประชาชนได้อย่างไร
หากคุณไม่ผ่านชีวิตและมีความใกล้ชิดกับประชาชน

ถ้าคุณพ่อยังอยู่
ก็อยากถามคุณพ่อเหมือนกัน
ว่าเกณฑ์ทหารยังจำเป็นอยู่ไหมสำหรับประเทศนี้

คิดถึงคุณพ่อทุกวัน
น้องเดียร์
13 พ.ค. 65

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

12ปีพฤษภา53 ตอนที่ 4 จากบทบรรยาย “ยุทธการยิงนกในกรง”(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


.
ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 2
.
ปฏิบัติการขั้นที่ 2 ขั้นการวางกำลังตรึงพื้นที่รอบนอกเพื่อป้องกันการเติมคนของผู้ชุมนุม นปช. ขั้นตอนนี้ในรายงานระบุว่าใช้เวลา 4 วัน คือตั้งแต่วันที่ 15 – 18 พฤษภาคม ปฏิบัติการของทหารได้กระทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ได้เป็นผู้ชุมนุมรวมอยู่ด้วย ยังผลให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นและเกิดความไม่พอใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่ และได้มีการออกมาชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ปฏิบัติการของทหารในขั้นตอนที่ 2 นี้ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่โหดร้ายแบบเต็มรูปแบบ มีการใช้ความป่าเถื่อนของเผด็จการในการเข่นฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายชีวิตในหลายพื้นที่ดังต่อไปนี้
.
บริเวณบ่อนไก่ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ผู้เสียชีวิตได้แก่
.
1) นายมานะ แสนประเสริฐศรี เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.
2) นายพรสวรรค์ นาคะไชย เสียชีวิตเพราะถูกยิงที่ท้อง เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.
3) นายวารินทร์ วงศ์สนิท ถูกยิงบริเวณหน้าอก เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.
4) นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง ถูกยิงเส้นเลือดแดงใหญ่ทะลุ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.
.
นอกจากย่านบ่อนไก่บริเวณศาลาแดงก็มีการเสียชีวิต นั่นคือ นายวงศกร แปลงศรี ซึ่งถูกยิงด้วยปืน ทำลายขั้วปอดเสียชีวิต ย่านบ่อนไก่ก็ยังถือว่าเป็นสมรภูมิของการสังหารประชาชนทั่วไป เพราะในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ในย่านนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย ซึ่งมีรายนามดังนี้
.
1) นายสมชาย พระสุพรรณ เวลาประมาณ 09.30 น. ถูกยิงที่หัว
2) นายสุพรรณ์ ทุมทอง เวลาประมาณ 10.00-10.30 น. ถูกยิงที่หัว
3) นายวุฒิชัย วราคัม เวลาประมาณ 14.140-14.41 น. ถูกยิงที่บริเวณหลัง
4) นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ เวลาประมาณ 14.00-16.00 น. ถูกยิงที่บริเวณท้อง
5) นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสุกล เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง
6) นายประจวบ ประจวบสุข เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง
7) นายสมัย ทัดแก้ว เสียชีวิตจากการรักษาหลังถูกยิงบริเวณหลังลำไส้ทะลุไขสันหลัง
.
นอกจากย่านบ่อนไก่ซึ่งเป็นพื้นที่การฆ่าของเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสวนลุมพินี ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้น นั่นคือการตายของนายสุพจน์ ยะทิมา ซึ่งได้ถูกกระสุนปืนจากทหารยิงเข้าที่หัว เสียชีวิตในช่วงค่ำของวันนั้น
.
การสูญเสียชีวิตในย่านราชปรารภในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ทั้งผู้ชุมนุมและผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม กับอีก 6 รายของยุทธการกระชับวงล้อมของทหาร ซึ่งมีรายนามดังนี้
.
1) นายสมาพันธ์ ศรีเทพ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกยิงที่หัว
2) นายสุภชีพ จุลทรรศน์ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกกระสุนปืนความเร็วสูงที่หัว
3) นายอำพล ชื่นสี เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. ถูกยิงช่องท้อง
4) นายชาญณรงค์ พลศรีลา เสียชีวิตเวลา 15.50 น. ถูกยิงที่ท้อง
5) นายอุทัย อรอินทร์ เสียชีวิตเวลา 15.00 น. ถูกยิงหลังทะลุเข้าหัวใจ
6) นายธนากร ปิยะผลดิเรก เสียชีวิตเวลา 16.30 น. ถูกยิงบริเวณหน้าแก้มขวา
.
นี่คือ 6 ศพจากปฏิบัติการย่านราชปรารภวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ด้วยปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่สนใจแก้ปัญหาการเมือง
.
บริเวณซอยรางน้ำ ย่านราชปรารถ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้นอีก 2 ราย นั่นคือ
.
1) นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ เวลาประมาณ 21.00 น. ถูกยิงทะลุผ่านลำไส้ใหญ่ และ
2) นายสมพาน หลวงชม เวลาประมาณ 22.00 น. ถูกยิงบริเวณในหน้าทะลุคอ
.
และในบริเวณนี้ก็มีอีก 1 ศพ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 นั่นคือกรณีของ นายออง ละวิน มูฮัมหมัด อารี ซึ่งเป็นสัญชาติพม่า ซึ่งถูกยิงขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ถูกยิงหน้าอกทะลุ เวลา 17.30 น. บ่งบอกได้ว่าทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกภาษา คือเป้าหมายในภารกิจห่ากระสุนจริงของทหารครั้งนี้
.

คนเสื้อแดง #ยุติธรรมไม่มี12ปีเราไม่ลืม

UDDnews #ยูดีดีนิวส์

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ครบรอบ 10 ปี การเสียชีวิต อากง – อำพล ตั้งนพกุล “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว”

วันที่ 8 พฤษภาคม

อำพล ตั้งนพคุณ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 หลังถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือของ สมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น และข้อความสั้น 4 ข้อความ มีเนื้อหาแสดงความอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี

‘อากง’ เป็นคำที่ อานนท์ นำภา หนึ่งในทีมทนายความเรียกอำพล ในฐานะลูกความ ตามหลานๆ คดีนี้เกิดในปี 2553 ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากการล้อมปราบสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับการใช้มาตรา 112 เข้มข้นขึ้นในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ปลายปี 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษอำพลจากการส่ง SMS จำนวน 4 ข้อความ รวมเวลา 20 ปี ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ระหว่างเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ‘อากง’ อำพล ตั้งนพกุล ก็เสียชีวิตในเรือนจำ จากโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555

รสมาลิน ภรรยาของอำพล กล่าวกับโลงศพสามีในวันรับร่างจากเรือนจำว่า “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว”

ย้อนรอยคดีอากง

พฤษภาคม 2553 สมเกียรติ ครองวัฒนสุข ได้เข้าแจ้งความถึงข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถรวม 4 ข้อความ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า โทรศัพท์ที่ส่งข้อความมามีหมายเลขประจำเครื่อง (หมายเลขอีมี่) 3589060000230110 และเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อไปยังหมายเลขของ ปรวรรณ ตั้งนพกุล และ ปิยะมาศ ตั้งนพกุล บุตรสาวอำพล จากสอบปากคำพบว่า เป็นการโทรออกจากโทรศัพท์ของอำพล

หลังถูกจับกุม อำพลไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และถูกคุมขังในเรือนจำอยู่ 63 วัน ต่อมาเขาได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัวช่วงสั้นๆ จนกระทั่งเมื่ออัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ศาลก็สั่งไม่ให้ประกันตัวอีกครั้ง และเขาต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตลอดระหว่างต่อสู้คดี

อำพลให้การว่า เบอร์โทรศัพท์ 08-1349-3615 ที่ใช้ส่งข้อความไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด และมีข้อมูลเพิ่มว่า เดือนเมษายน 2553 ได้นำโทรศัพท์ไปซ่อม แต่ไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์เครื่องนี้

แต่จากการตรวจสอบ หมายเลข 08-1349-3615 เป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียน ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ที่มีหมายเลขอีมี่เดียวกับโทรศัพท์ของอำพล และใช้อยู่กับซิมการ์ดหมายเลข 08-5838-4627 ซึ่งเป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียนในเครือข่ายบริษัท ทรู มูฟ ของอำพล

คำพิพากษาส่วนหนึ่งระบุว่า

“ในประเด็นที่จำเลยนำสืบอ้างว่าส่งข้อความไม่เป็นและไม่ทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ของสมเกียรติเป็นของใคร และไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์ของตน เป็นเพียงข้ออ้างที่จำเลยรู้เห็นเพียงคนเดียว ทั้งยังมีเอกสารระบุว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขของจำเลยมีการส่งข้อความเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมีการส่งข้อความจำนวนมาก พยานหลักฐานที่นำสืบมาจึงไม่น่าเชื่อถือ

“แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08-1349-xxxx ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสมเกียรติโดยตรง แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงย่อมจะต้องปกปิดการกระทำ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานแวดล้อม ซึ่งจากพยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อพิรุธ จึงมีน้ำหนักว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย”

ทนายความของอำพลพยายามต่อสู้คดีในประเด็นการพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า การใช้หมายเลขอีมี่เชื่อมโยงว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้ และสามารถซ้ำกันได้ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดที่จะชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้กดพิมพ์ข้อความ และส่งข้อความดังกล่าว

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ลงโทษ 4 กรรม จำคุกกรรมละ 5 ปี รวมเวลา 20 ปี ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า อำพลหูไม่ค่อยดี แม้การพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วยังสอบถามทนายถึงผลของคำตัดสินว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้น อำพลพยายามยื่นขอประกันตัวเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์คดี แต่ศาลไม่ให้ประกันตัว อำพลจึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ให้คดีสิ้นสุด เพื่อเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อำพลเสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายสรุปได้ว่า อำพลเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอาการสืบเนื่องจากโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย

รสมาลิน ภรรยาของอำพล กล่าวกับโลงศพสามีในวันรับร่างจากเรือนจำว่า “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว”

จดหมายจากอากง ถึง ทนายอานนท์ นำภา

11 เมษายน 2555 อำพล ตั้งนพกุล ได้เขียนจดหมายจากเรือนจำถึง ทนายอานนท์ นำภา ซึ่งในวันครบรอบ 10 ปีการเสียชีวิตของอำพล ทนายอานนท์ได้โพสต์รูปจดหมายฉบับนี้บนเฟซบุ๊กเป็นการรำลึก ใจความของจดหมายที่เขียนถึงหนึ่งในทีมทนายความผู้ต่อสู้คดี 112 คือ

สวัสดีครับ คุณอานนท์ ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหาเลย เหตุเพราะว่าผมเขียนไม่ค่อยเก่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก สายตาก็ไม่ดีเลย เลยไม่ค่อยอยากเขียน กับหลานๆ ผมก็ไม่เคยเขียนไปนะ ทั้งๆ ที่คิดถึงพวกเขามาก อาจเพราะว่าคุณหนุ่มเขาทำหน้าที่นี้แทนผมไปก็ได้ เขียนไปคุยเรื่องของผมให้หลานๆ ฟังอยู่เรื่อยๆ ผมเลยไม่ได้เขียนไป คุณหนุ่มเขียนเสมือนผมเขียนแหละ

ผมเองสบายดีครับโดยเฉพาะช่วงนี้ ที่รู้ข่าวว่าคุณอานนท์จะทำเรื่องขออภัยโทษรายบุคคลให้พร้อมๆ กับเพื่อนครอบครัว 112 ทั้ง 11 คน ผมดีใจและมีความหวังมากๆ ที่จะได้รับอิสรภาพในเร็วๆ นี้ พร้อมๆ กับเพื่อนๆ ที่ร่วมอดทนต่อสู้กันมาและผมเชื่อว่าทางออกทางนี้ดีที่สุด เพราะคดีอย่างผมยังไงก็ไม่มีทางที่จะนิรโทษกรรมกับเขาหรอก ทุกวันนี้ผมก็ออกกำลังกายตอนเช้าๆ ทุกวัน บางวันผมก็ทำคนเดียว แต่บางวันผมก็ทำกับคุณหนุ่ม เรื่องความเป็นอยู่พวกเราก็กินด้วยกันที่แดน 8 พวกเราเกาะกลุ่มกันดีครับ ก็มีหนุ่ม หมี สุริยันต์ ไมตี้ และเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบคนเสื้อแดงอีกหลายคนคอยดูแลกันและกัน คุณอานนท์อย่าได้กังวล ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่ เหนื่อยที่จะต่อสู้เพื่อค้นหาความยุติธรรมให้กับตัวเองและคนในครอบครัว ผมหมดกำลังใจหลายครั้ง คิดถึงแต่ลูกเมียและหลานๆ ก็มีแต่คุณหนุ่มที่จะคอยชาร์จแบตให้ คุณหนุ่มจะบ่นว่าเสมอ ผมเป็นพวกแบตเสื่อมชาร์จได้ไม่กี่นาทีก็ต้องกลับมาชาร์จอยู่เรื่อยๆ คิดแล้วก็เห็นใจหนุ่มเขานะ แต่ผมก็ท้อจริงๆในแต่ละวันผมจะเฝ้ารอ อุ๊มาเยี่ยม บางวันพาหลานๆ มา ทำให้ผมมีกำลังใจยิ้มได้บ้าง นี่แหละคือความสุขของผมสามารถหาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

คุณอานนท์ ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมจะพยายามอดทนและมีกำลังใจสู้ต่อไป หวังแต่เพียงว่าคุณอานนท์ และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ จะช่วยกันผลักดันการขออภัยโทษของพวกเราในกรณีพิเศษเพื่อว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับหลานๆ ลูกเมียเสียทีผมบอกตามตรงเลยนะครับว่าผมคิดถึงหลานๆ มากที่สุดเลยครับผมเขียนจดหมายถึงหลานทีไรผมก็น้ำตาไหลทุกทีเลยเลยไม่อยากเขียนไปหา

คุณอานนท์ครับ ฝากกราบขอบคุณคนที่มาเยี่ยมให้กำลังใจผมและนักโทษ 112 ทุกคนด้วยครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้

ขอขอบพระคุณมากครับ

สิทธิการประกันตัวที่หายไปของผู้ต้องหาคดี 112

นอกจากอำพล ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี จนปัจจุบัน สิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหาตามความผิดมาตรา 112 ก็ยังเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึง ด้วยเหตุผลว่า เกรงจะหลบหนี หรือกระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้ สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีก่อนที่ศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุด เป็นสิทธิพื้นฐานที่มาจากหลักการที่ว่า ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ถูกกล่าวหา เป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

แต่สำหรับคดี 112 หลังจากมีการนำมาตรา 112 กลับมาใช้อย่างเข้มงวดในปี 2563 ช่วงกระแสการชุมนุมทางการเมืองและการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ทำให้หลายครั้ง ผู้ต้องหาคดี 112 ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว จนต้องมีการอดอาหารประท้วง เช่น เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์, รุ้ง – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ล่าสุดคือ ตะวัน – ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ เก็ท – โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

จุดร่วมหนึ่งของคดี 112 เมื่อ 10 ปีที่แล้วกับคดีผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกวันนี้คือ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และยังเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา หนึ่งในคณะผู้พิพากษาคดี อากง – อำพล ตั้งนพกุล ซึ่งเคยถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อปี 2564 เกี่ยวกับคดี 112 เนื่องจากเป็นผู้ลงนามคำสั่งไม่ให้ประกันตัวแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมือง อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ หมอลำแบงค์ – ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ในวันที่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำจากคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ขณะที่มีอีกกระแสต่อต้านว่า การเปิดเผยข้อมูลและชื่อคนในครอบครัวของผู้พิพากษาชนาธิปเป็นการกระทำที่ล้ำเส้นและไม่เหมาะสม

การแสดงความรับผิดชอบของ พลตำรวจตรีสุพิศาล
ปี 2564 พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่เคยมีส่วนร่วมในการจับกุม อำพล ตั้งนพกุล โพสต์ข้อความขอรับผิดในกรณีที่เกิดขึ้น หลังจากมีเสียงทวงถามในโลกออนไลน์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553

จากกรณีที่มีการสอบถามกันเข้ามาถึงประเด็นที่ผมในฐานะผู้บังคับการกองปราบปราม มีส่วนร่วมในการจับกุมอากง หรือ คุณอำพล ตั้งนพกุล เมื่อปี 2553 ในข้อหาเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้น ผมขอน้อมรับความผิดในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวในขณะที่มีหน้าที่ในภาครัฐ ปี 2554 และขออภัยต่อดวงวิญญาณอากงและครอบครัว รวมถึงขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทุกคนที่อาจจะเกิดจากการทำงานในหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาแล้วด้วย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไป แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงถือปฏิบัติเช่นเดิมตลอดมา เวลาผ่าน ความเข้าใจของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผมตระหนักแล้วว่าการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้และมาตราอื่นๆ ตลอดจน กฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน รัฐบาล และสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่ำแย่ลงจากความไม่เป็นธรรมในหลายแง่มุม ด้วยน้ำมือของผู้ควบคุมและกำกับ ตลอดจนนโยบายเป็นสำคัญ

งานการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส. ต้องมีหน้าที่และอำนาจ ในการตราออก แก้ กฎหมาย เพื่อให้เป็นธรรมจึงสำคัญยิ่ง

และด้วยตระหนักว่าไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ แต่สามารถมุ่งมั่นลงมือทำงานเพื่อแก้ไขปัจจุบัน และกำหนดอนาคตของสังคมที่ดีกว่านี้ได้ ผมจึงตัดสินใจเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว ในปี 2561 ร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาคือพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นด้วยกับนโยบายด้านการปฏิรูปกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

ผมภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งใน ส.ส. และเป็นอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขปรับปรุงชุดกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมถึงมาตรา 112 ด้วยและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

แม้สิ่งที่ผมทำจะไม่สามารถทดแทนความผิดพลาดได้ และคงไม่ทำให้ครอบครัวอากงให้อภัยผม แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น หลังจากนี้จะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงานแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวในอดีตเดิมที่อยู่ในวังวนของการครอบงำ ในอาณัติ การที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายใต้รัฐราชการ อันเป็นการจำกัดสิทธิพลเมืองบางอย่างออกไปด้วยตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เราทุกคนควรจะมีสิทธิอันพึงมีที่เท่ากันนะครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก: iLaw

อ่านเรื่องคดี ‘อากง’ อำพล ตั้งนพกุล https://plus.thairath.co.th/topic/speak/101478

Illustration:
Nuttal-Thanapohn Dejkunchorn

ไทยรัฐพลัส
Cr:ThairathPlus
https://www.facebook.com/thairathplus/

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ซุนวู : ปราชญ์ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามร่วมสมัยเจ้าของหลักการ ‘รู้เขารู้เรา’


.
ตำราพิชัยสงครามเป็นตำราว่าด้วยการทำศึกสงครามเพื่อเอาชนะฝ่ายศัตรู ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามที่นักยุทธศาสตร์ให้การยอมรับและนำมาศึกษามีมากมายหลายเล่ม ในโลกตะวันตกเราได้ยินชื่อของคาร์ล ฟอน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) และอองตวน-อองรี โฌมินี่ (Antoine-Henry Jomini) ในโลกตะวันออกเราได้ยินชื่อซุนวู (เรียกกันอีกชื่อว่า ซุนจื่อ) ซึ่งรายหลังนั้นแม้จะมีชีวิตในช่วงหลังพุทธกาลไม่นานนัก (ประมาณ 2500 ปีมาแล้ว) แต่ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ (The Art of War) ที่เขาแต่งขึ้นกลับได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลในยุคปัจจุบันไม่ต่างจากสองคนแรกที่เพิ่งกล่าวไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในวงการทหารไปจนถึงวงการอื่น ๆ
.
คัมภีร์พิชัยสงครามของจีนในยุคโบราณมีหลายเล่ม แต่งโดยปราชญ์หลายท่าน อาทิ เจียงจื่อหยา ซือหม่าหรางจวี ซุนวู อู๋ฉี่ ซุนปิน จูกัดเหลียง ฯลฯ แต่ตำราพิชัยสงครามของซุนวูกลับเป็นที่รู้จัก อ้างถึง และได้รับการยอมรับมากที่สุด ก่อนจะกล่าวถึงแนวคิดของเขา ควรทำความเข้าใจชีวประวัติและความสำเร็จของเขากันก่อน
.

ชีวประวัติ

.
ซุนวู มีพื้นเพเดิมเป็นชาวแคว้นฉี (ปัจจุบันคือบริเวณมณฑลซานตง) ในช่วงปลายยุควสันตสารท หรือยุคชุนชิว เกิดเมื่อ 544 ปีก่อนคริสตกาล (1 ปีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน) ตระกูลเดิมของเขาคือตระกูลเถียนอันเป็นตระกูลขุนศึกของแคว้น ต่อมาเถียนซู่ ผู้เป็นบิดามีความดีความชอบจึงได้รับประทานเมืองเล่ออันจากเจ้าแคว้นฉี พร้อมทั้งได้รับแซ่ใหม่ว่า “ซุน” ตระกูลซุนและเถียนจึงถือเป็นญาติสนิทกัน ลุงของซุนวูก็ไม่ใช่ใครอื่น คือเถียนหรางจวี ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แคว้นฉีนามว่า ซือหม่าหรางจวี ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามวิถีแห่งแม่ทัพ (The Methods of Sima) แน่นอนว่า เขาจึงได้รับการหล่อหลอมองค์ความรู้และแนวคิดทางการทหารเอาไว้เป็นทุนเดิมจากครอบครัวของเขา
.
แต่แล้วโชคชะตาพลิกผัน เกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายในแคว้นฉีทำให้ซุนวูต้องหนีออกจากบ้านเกิดเนื่องจากเถียนหรางจวีลุงของเขาถูกใส่ร้ายจนถูกไล่ออกจากราชการและถึงแก่กรรมในเวลาไม่นาน ครอบครัวของซุนวูได้รับผลกระทบจนต้องหลบหนีออกจากเมืองเล่ออัน ซุนวูได้มาพำนักอาศัยอยู่ในแคว้นอู๋ (ปัจจุบันคือบริเวณมณฑลเจียงซู) โดยเข้ารับราชการในตำหนักของเจ้าชายจี้กวงผู้เป็นรัชทายาทของแคว้น เขาได้พิสูจน์ความสามารถและความเด็ดขาดในการบัญชาการทัพด้วยการฝึกนางสนมพร้อมทั้งลงโทษพระชายาองค์โปรดของเจ้าชายผู้ฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่นำพาต่อการทักท้วงของเจ้าชาย แสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดในวินัยกองทัพและความเด็ดขาดในการบัญชาการรบ
.
ซุนวูร่วมงานกับอู๋จื่อซวีเป็นกำลังสำคัญให้แคว้นอู๋กลายเป็นมหาอำนาจ โดยทั้งคู่ช่วยให้เจ้าชายจี้กวงชิงราชสมบัติและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นอู๋ ทรงพระนามว่า อู๋อ๋องเหอหลวี ได้สำเร็จ จากนั้นนำทัพออกทำสงครามกับแคว้นฉู่ด้วยการใช้กลยุทธ์ก่อกวนแคว้นฉู่ให้อ่อนล้า จนกระทั่งสามารถเอาชนะกองทัพแคว้นฉู่ได้ในยุทธการป๋อจวี่และยึดเมืองหยิ่งตู นครหลวงของแคว้นฉู่ได้เป็นผลสำเร็จ แคว้นอู๋ขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจขับเคี่ยวกับแคว้นใหญ่อื่น ๆ อย่างเช่น จิ้น ฉิน ฉู่ และฉี หลังจากนั้นเขาได้รับใช้อู๋อ๋องฟูไช กษัตริย์องค์ถัดมาจนช่วยให้ฟูไชได้ขึ้นเป็นเจ้าอธิราชผู้มีอำนาจเหนือเหล่าแว่นแคว้นในปลายยุคชุนชิวได้เป็นผลสำเร็จ
.
อย่างไรก็ตาม อู๋อ๋องฟูไชบริหารราชกิจเหลวแหลก เชื่อฟังคำประจบสอพลอของขุนนางกังฉินและนางไซซีผู้ที่เยว่อ๋องโกวเจี้ยนจากแคว้นเยว่ส่งมาบั่นทอนความมั่นคงของแคว้นอู๋ ขณะเดียวกันก็ละเลยต่อคำทัดทานของแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์อย่างอู๋จื่อซวีจนรายหลังถูกประหารชีวิตด้วยการบังคับให้ฆ่าตัวตาย ซุนวูไม่อาจทนอยู่ภายใต้สภาวะแรงกดดันทางการเมืองดังกล่าวได้ จึงลาออกจากราชการกลับไปทำไร่นาที่ชนบทและเขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื่อจนจบ ปิดฉากชีวิตการเป็นนักการทหารผู้เปี่ยมความสามารถแห่งแคว้นอู๋
.

หลักการสำคัญของตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ

.
ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อที่เขียนโดยซุนวู มีทั้งสิ้น 13 บท เริ่มตั้งแต่การวางแผนการรบไปจนถึงการใช้จารชน หลักการสำคัญของคัมภร์ดังกล่าวสามารถสรุปได้ดังนี้
.
1.รู้เขารู้เรา – ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อเน้นให้ขุนศึกประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบของฝ่ายตัวเองและฝ่ายตรงข้าม โดยพิจารณาจากหลักการปกครอง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ขุนศึก วินัยกองทัพ กำลังทหาร ไปจนถึงทรัพยากรที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการสงครามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดชัยชนะในการทำศึก อีกทั้งหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้และสูญเสียโดยไม่จำเป็น
.
อย่างไรก็ตาม การรู้ข้อมูลของฝ่ายศัตรูนั้นไม่อาจทำได้อย่างเที่ยงตรงหากปราศจากการใช้จารชนเพื่อสืบรู้สภาพความเป็นไปในกองทัพและสภาพบ้านเมืองของฝ่ายศัตรู ในบทที่ 13 ของตำราดังกล่าวว่าด้วยการใช้จารชนจึงเน้นเรื่องการหาข้อมูลของจารชนสองประเภทนั่นคือ จารชนชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นคนพื้นเมืองที่รู้ข้อมูลภายในของแคว้นฝ่ายศัตรู กับจารชนกลับเป็นซึ่งเป็นคนของตัวเองเข้าไปสืบราชการลับในแว่นแคว้นฝ่ายศัตรูก่อนรอดชีวิตกลับมารายงานต่อแคว้นต้นสังกัด
.
2.ชนะโดยสูญเสียให้น้อยที่สุด – ถือเป็นหัวใจสำคัญของตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ ชัยชนะที่เป็นเลิศที่สุดคือชัยชนะโดยไม่เกิดความสูญเสียในการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ 3 ว่าด้วยยุทโธบายเชิงรุกที่เน้นความสำคัญของการเอาชนะทางยุทธศาสตร์มากกว่าการใช้สงครามเบ็ดเสร็จเข้าทำลายศัตรู ในขณะที่การใช้กำลังทหารเข้าตีเมืองของข้าศึกเป็นเรื่องสุดวิสัย หากแม่ทัพไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเหนือจากนี้ เนื่องจากการตีเมืองข้าศึกเป็นการสูญเสียกำลังคนและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ยิ่งกว่านั้น ซุนวูให้ความสำคัญกับการโจมตีจุดอ่อนของศัตรูเพื่อให้ได้ชัยชนะมาอย่างง่ายดายและเสียเลือดเนื้อให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการโจมตีจุดแข็งของศัตรูอันนำมาซึ่งความพ่ายแพ้และความสูญเสียโดยไม่จำเป็น ในจุดนี้เราจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่องสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) ของเคลาเซอวิทซ์ที่เน้นการทำลายทุกสิ่งของข้าศึกกับสงครามที่เน้นชัยชนะของซุนวูโดยหลีกเลี่ยงการรบที่ไม่จำเป็น
.
3.การศึกควรใช้อุบาย – ซุนวูให้ความสำคัญต่อการใช้กลยุทธ์และอุบายที่แยบยลซึ่งลวงให้ข้าศึกเกิดความสับสนและขาดความระมัดระวังจนเปิดเผยจุดอ่อนของตนออกมา ในขณะที่ฝ่ายตนไม่เปิดเผยจุดอ่อนใด ๆ ให้ศัตรูรับรู้ จึงช่วยให้สามารถโจมตีข้าศึกได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งเป็นการควบคุมสถานการณ์ของฝ่ายตนให้เกิดความได้เปรียบ ซุนวูกล่าวถึงในบทที่ 6 ว่าด้วยตื้นลึกหนาบาง ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้อุบายลวงฝ่ายตรงข้ามในหลายรูปแบบ เช่น ข้าศึกอิ่มหนำจงทำให้อดอยาก ข้าศึกหยุดพักพึงก่อกวน ปกปิดไม่ให้ข้าศึกทราบจุดที่จะเข้าตี เป็นต้น อีกทั้งในบทที่ 1 ว่าด้วยการวางแผนยังแทรกแนวทางการใช้อุบายในการรบเข้าไปด้วย เช่น แสร้งทำเป็นรบไม่ได้ รังควานข้าศึกที่ฮึกเหิมให้อ่อนเปลี้ย เป็นต้น จึงถือว่าซุนวูเน้นการรบด้วยมันสมองมากกว่าการปะทะด้วยกำลังรบเป็นหลัก
.
4.ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ – ซุนวูให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการทำศึกตามสถานการณ์เสมอ จึงต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่ฝืนตัวเองเพื่อทำศึก โดยเฉพาะในบทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องยุทธานุภาพ ที่เน้นว่าอานุภาพการรบไม่ได้มาจากจำนวนทหารที่มากมายแต่มาจากการกลยุทธ์ รวมถึงการรบในแบบและนอกแบบสลับกันไปตามสถานการณ์
.
นอกจากนี้ซุนวูยังกล่าวถึงลักษณะต้องห้ามของผู้นำทัพและการทำสงคราม เช่น แม่ทัพผู้บุ่มบ่าม ใจร้อน เจ้ายศ ลุ่มหลงในอุดมคติ และขี้ขลาด ความดันทุรังใช้กำลังทหารในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย การสั่งการตามอำเภอใจ เป็นต้น ผู้มีลักษณะเช่นว่านี้ย่อมไม่อาจประเมินสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้และยืดหยุ่นพลิกแพลงกลยุทธ์ให้เหมาะสม ย่อมนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด
.
5.ดำรงตนอยู่บนความได้เปรียบ – ถือเป็นศิลปะที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการชัยชนะ นั่นคือการวางตนอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบตลอดเวลาเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะได้ชัยชนะหรือประสบผลสำเร็จอย่างไม่ยากเย็นนัก ซุนวูได้แทรกเอาไว้ในหลายบท ยกตัวอย่างเช่น บทที่ 6 ว่าด้วยตื้นลึกหนาบาง ทัพที่มาถึงภูมิประเทศก่อนย่อมได้เปรียบอีกฝ่ายที่มาทีหลัง นอกจากนี้ในบทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องยุทธานุภาพ ระบุถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนรบโดยคำนึงความได้เปรียบของตนเป็นหลัก
.
6.วินัยและความสามารถในการปกครองกองทัพ – เป็นคุณสมบัติสำคัญของแม่ทัพ ต่อให้มียุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง กลอุบายที่แยบยล มีฝีมือทางการรบ แต่หากแม่ทัพขาดศิลปะในการใช้คน ย่อมทำให้กองทัพขาดความสามัคคี สิ่งที่ปรากฏชัดอยู่ในบทที่ 1 ว่าด้วยการวางแผน แม่ทัพจะต้องมีการปกครองกองทัพอย่างเข้มงวดแต่ปูนบำเหน็จและลงโทษอย่างเป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา จึงจะก่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
.
ถือได้ว่าแนวคิดการทำสงครามของซุนวูให้ความสำคัญกับการทำสงครามโดยอิงยุทธศาสตร์และกลอุบายเป็นสำคัญ เพื่อให้อยู่บนความได้เปรียบในสถานการณ์แห่งการเผชิญหน้า มากกว่าการทำสงครามเบ็ดเสร็จอันก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นวงกว้าง ซึ่งในบางครั้งการทำสงครามประเภทหลังก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่เป็นทางเลือกสำคัญของการทำสงครามโดยเน้นผลสำเร็จที่ชัยชนะมากกว่าความเสียหายเป็นวงกว้าง
.

การยอมรับตำราพิชัยสงครามซุนจื่อทั้งในและนอกวงการทหาร

.
ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อซึ่งเขียนโดยซุนวูนั้นได้รับการยอมรับในหมู่นักการทหารทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก อย่างไรก็ตามตำราดังกล่าวยังได้รับการยอมรับในวงการอื่น ๆ ด้วย
.
ตำราของซุนวูได้รับการยอมรับให้เป็นหนังสือประกอบการเรียนที่โรงเรียนการทหารในหลายประเทศ แม้แต่ในประเทศในโลกตะวันตกอย่างเช่น โรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสปอยท์ (United States Military Academy at West Point) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (The United States Army Command and General Staff College) ของสหรัฐอเมริกา โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิร์สท์ (The Royal Military Academy Sandhurst) ของอังกฤษ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกของเยอรมนี (Die Führungsakademie der Bundeswehr) ฯลฯ ต่างใช้งานเขียนชิ้นนี้ประกอบการศึกษานโยบายทางการทหารและความมั่นคง
.
ในประวัติศาสตร์ นักการทหารและผู้นำประเทศผู้มีชื่อเสียงหลายคนต่างใช้ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อในการดำเนินนโยบายจนได้รับความสำเร็จอย่างเป็นที่ยอมรับ เช่น โจโฉในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีน ทาเคดะ ชินเง็นในยุคเซ็นโกคุของญี่ปุ่น เหมาเจ๋อตุงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายพลโว เหงียน เกี๊ยบของเวียดนาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
.
ในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตำราดังกล่าวสะท้อนหลักความจำเป็นทางการทหารซึ่งเน้นการโจมตีทางการทหารเพื่อบั่นทอนกำลังและทำให้ฝ่ายศัตรูยอมแพ้โดยไม่จำต้องทำลายกองทัพ พลเรือน และทรัพย์สินของพลเรือน โดยถือว่าการโจมตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัยอันกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินพลเรือนของฝ่ายศัตรู ยิ่งกว่านั้น ในบทที่ 2 ยังกล่าวถึงการปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างมีมนุษยธรรมและใช้งานตามสมควร ซึ่งสอดคล้องต่อหลักการที่ปรากฏในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก
.
สำหรับการยอมรับในวงการอื่น จะเห็นได้ว่ามีการนำเอาหลักการในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อมาใช้ในกับการบริหารธุรกิจเพื่อการปกครองภายในองค์กรไปจนถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางองค์กรสำหรับการแข่งขันในตลาด ยิ่งกว่านั้นในวงการกีฬาก็มีการนำเอาตำรานี้มาใช้ในการวางแท็กติกสำหรับการแข่งขันกับทีมตรงข้าม ซึ่งบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากในเรื่องนี้คือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ โค้ชจอมแท็กติกผู้พาทีมชาติบราซิลเป็นแชมป์โลกในปี 2002 โดยเขาได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามประกอบการวางแท็กติกรับมือกับทีมต่าง ๆ เสมอ
.
นับได้ว่าซุนวูผู้เป็นนักการทหารในยุคชุนชิว นอกจากอุดมไปด้วยสติปัญญาและความสามารถทางการทหารจนนำพาแคว้นเล็กอย่างแคว้นอู๋ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแล้วยังแต่งตำราพิชัยสงครามอันทรงคุณค่า ถึงแม้ว่างานเขียนของเขามีอายุมากกว่า 2500 ปี แต่ก็ยังไม่ล้าสมัย ทั้งได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างทั้งในด้านการทหารไปจนถึงวงการกีฬา ถือได้ว่าซุนวูเป็นปราชญ์แห่งสงครามร่วมสมัยอย่างแท้จริง
.
ผู้เขียน ณัฐวัฒน์ กฤตยานวัช
.
ฐานข้อมูล:
http://chinaknowledge.de/Literature/Diverse/sunzibingfa.html
https://www.thecasecentre.org/products/view?id=85816
https://militaryhistorynow.com/2012/10/03/move-over-sun-tzu-west-point-offers-military-history-reading-list/
https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/Online-Exclusive/2018-OLE/Aug/Art-of-War/
https://www.london.edu/think/management-in-times-of-change-lessons-from-the-art-of-war
http://cilij.co.uk/2020/08/30/sun-tzus-art-of-war-and-the-first-principles-of-international-humanitarian-law/
https://daydaynews.cc/en/history/425783.html
https://www.unzeen.com/article/365/
.
ติดตาม The People ได้ที่ช่องทางต่อไปนี้
Website: https://thepeople.co
Youtube: https://youtube.com/c/THEPEOPLECoOfficial
Instagram: https://www.instagram.com/thepeoplecoofficial/
Twitter: https://twitter.com/thepeople_co
Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/the-people/id1526772438
Spotify: https://spoti.fi/3asK57Y
Soundcloud: https://bit.ly/3oMj6wE
Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/60e2f5e06799ca0c85fcf4b3
Clubhouse: https://www.clubhouse.com/club/the-people-talk
.
อ่าน ซุนวู: ปราชญ์ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามร่วมสมัย ในรูปแบบเว็บไซต์ได้ที่: https://thepeople.co/sun-tzu-the-art-of-war/
.

ThePeople #History #ซุนวู #ตำราพิชัยสงคราม

หมวดหมู่
วันสำคัญ

30 เมษายน 1945อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฆ่าตัวตาย


.
วันที่ 30 เมษายน 1945 คือวันที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำอันเหี้ยมโหดแห่งนาซีเยอรมัน บุคคลที่นำพาเยอรมนีไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำการสังหารหมู่ชาวยิวส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตไปนับล้านคน ได้ปลิดชีวิตตัวเองลงด้วยกระสุนปืนพร้อมกับ เอฟา เบราน์ (Eva Braun) ภรรยาของเขาที่กินยาพิษไซยาไนด์ฆ่าตัวตายตาม
.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือใคร?
.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 1889 ในประเทศออสเตรีย เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาสอบเข้า Academy of Fine Arts สถาบันศิลปะชั้นนำของยุโรป แต่กลับถูกปฏิเสธถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้เงินที่เขานำติดตัวมาหมดเกลี้ยง จนต้องเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน และรับจ้างทั่วไปเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ต่อมาฮิตเลอร์ได้เจอกับ ไรน์โฮลด์ ฮานิช ผู้ที่มองเห็นฝีมือด้านศิลปะของเขา ทั้งคู่จึงตกลงเป็นหุ้นส่วนทำงานศิลปะกันร่วมกัน โดยฮิตเลอร์รับหน้าที่เป็นผู้วาดทิวทัศน์ในกรุงเวียนนา และฮานิชรับหน้าที่ขายภาพ ภายหลังพบว่าฮานิชโกงส่วนแบ่ง จึงแยกทางกัน
.
ต่อมาเขาเดินทางกลับเยอรมนี และสมัครเป็นพลทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 การสมัครเป็นทหารถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นบุคคลที่ถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์โลกมากที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1921 เขาได้เป็นผู้นำพรรคนาซี และได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1933 พร้อมกับประกาศรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นตำแหน่งในชื่อ ‘ผู้นำแห่งจักรวรรดิ’ (Führer) และอีก 5 ปีต่อมา ฮิตเลอร์ก็ได้นำเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ
.
จุดจบของฮิตเลอร์ เริ่มต้นขึ้นในระหว่างปี 1942-1943 ฝ่ายอักษะเริ่มพ่ายแพ้ โดย 10 วันสุดท้ายก่อนจะฆ่าตัวตายในวันที่ 30 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในบังเกอร์ลึกลงไปใต้ดินถึง 50 ฟุต พร้อมกับภรรยาและคนใกล้ชิด โดยกิจวัตรประจำวันของเขาช่วงนั้น คือประชุมกับนายทหารและข้าราชการ
.
ในบันทึกของ ไฮนซ์ ลิงเงอ (Heinz Linge) คนรับใช้ส่วนตัวของฮิตเลอร์เขียนถึง ‘วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์’ ไว้ว่า ในคืนวันที่ 26 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้รับข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบุกโจมตีของกองทัพโซเวียตที่ยิงโจมตีตึกบัญชาการเหนือบังเกอร์ที่เขาหลบซ่อนอยู่ ในวันนั้นเขาจึงเรียกตัว ฮันนา ไรตช์ (Hanna Reitsch) นักบินทดสอบหญิงที่อยูในบังเกอร์หลบภัยให้เข้าพบและกล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนฝ่ายเยอรมันจะพ่ายแพ้ หากรัสเซียบุกยึดเมืองได้เมื่อไร เขาและภรรยาจะฆ่าตัวตาย และร่างจะถูกนำไปเผาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูนำไปประจานได้ พร้อมกันนั้นเขายังมอบขวดยาพิษให้กับฮันนาและนายพลประจำกองทัพอากาศอีกด้วย
.
ในวันที่ 27 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์เรียกบริวารมาประชุมและให้ทุกคนซ้อมแผนฆ่าตัวตาย ในวันต่อมา (28 เมษายน 1945) ฮิตเลอร์ได้เขียนพินัยกรรมส่วนตัว รายละเอียดส่วนหนึ่งระบุว่า เขาขอยกทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ให้พรรคนาซี แต่หากพรรคไม่มีแล้วก็ขอมอบให้กับรัฐบาล พร้อมกันนั้นในพินัยกรรมฉบับนี้ยังมีข้อความโอ้อวดเรื่องการใช้กำลังและการปกครองของฮิตเลอร์เอง มิหนำซ้ำยังโยนความผิดทุกอย่างให้ฝ่ายอื่นอีกด้วย เช่น ชาวยิว
.
วันที่ 30 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองพร้อมกับภรรยา การเสียชีวิตของฮิตเลอร์ถูกประกาศจากฝ่ายเดียว คือฝ่ายเยอรมันที่กล่าวว่า ฮิตเลอร์ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย แต่ขณะเดียวกันการตายของฮิตเลอร์ยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าฮิตเลอร์ยังไม่ตายเพราะเป็นประกาศจากเยอรมนีฝ่ายเดียว ไม่มีหลักฐานอื่นมาประกอบ เช่น รูปถ่าย พร้อมกันนั้นฝ่ายโซเวียตก็ยืนยันว่า ไม่พบศพของฮิตเลอร์และบราวน์ จนเกิดสมมติฐานหลายอย่างว่า ฮิตเลอร์อาจหลบหนีไปยังสเปนหรืออาร์เจนตินา และบางคนคิดไปไกลถึงว่า ฮิตเลอร์อาศัยเทคโนโลยีของนาซีเพื่อหนีไปสร้างฐานทัพบนดวงจันทร์
.
ภาพ: AFP
.
ที่มา :

TheMomentum #StayCuriousBeOpen #OnthisDay #TheMomentumOnThisDay #วันนี้ในอดีต #นาซี #ฮิตเลอร์ #ยิว #เยอรมนี #สงครามโลกครั้งที่2 #อดอล์ฟฮิตเลอร์

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

กลอนสุดท้ายสมัคร : ไม่มีเทวดาบนฟ้า

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติขาดกันแต่เพียงนี้
ที่เคยหลงจงรักและภักดี
มาบัดนี้ไม่มีเยื่อไม่เหลือใย

เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชั่วชีวิต
เคยหลงผิดถึงขั้นตายแทนได้
หลงตามลมชวนเชื่อทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทยตาสว่างเห็นทางธรรม

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็จบกันเลิกเลี้ยงชุบอุปถัมภ์
จะตอบแทนให้สาสมโสมมระยำ
ให้หลาบจำทำชั่วต้องชดใช้

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้
และไม่มีเหนือมนุษย์ฉุดรั้งได้
ประเทศชาติประชาชนประชาธิปไตย
คือหลักชัยไทยทั้งชาติประกาศพ่วง

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวช
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงนั้นกลับต่ำจนตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
เฝ้าจงรักภักดีไม่รู้คลาย
ขอกัดฟันลาตายไม่ถวายพระพร

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ร.9 ดีจริงหรือ?

ในโพสต์นี้จะรวบรวมถึงข้อวิจารณ์ต่างๆเกี่ยวกับ ร.9 ในแง่ตัวบุคคล โดยไม่รวมถึงโครงสร้างสถาบันและคนรอบตัว

โดยทั่วไปแล้วการชื่นชม ร.9 ว่าดีนั้น จะมี 3 ลักษณะสำคัญคือ ทำเพื่อประชาชน(โครงการพระราชดำริ,มูลนิธิต่างๆ) พระอัจฉริยภาพ(ดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์) และสุดท้ายด้านความพอเพียง(กษัตริย์ติดดิน) ซึ่งข้อดีแต่ละอันนั้นมีข้อวิจารณ์ดังนี้

  1. การทำเพื่อประชาชนของ ร.9 ผ่านโครงการต่างๆนั้น เป็นไปได้ว่า ร.9 มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนจริงๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นแฝง เช่น ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่การดำเนินการในโครงการต่างๆนั้น ล้วนใช้ภาษีประชาชน/เงินบริจาคทั้งสิ้น โครงการต่างๆเหล่านี้อาจมีที่สำเร็จบ้าง แต่ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าโครงการเหล่านั้นคุ้มค่ากับการลงทุนจริง ยกตัวอย่างเช่น โครงการพอ.สว. เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต่างจากการประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ทุกคนสามารถใช้บริการได้ทั่วถึง หลายโครงการได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ ร.9 ได้แก้ตอนพูดในวันเกิดปี 2534 ว่า “ขาดทุนคือกำไร” เป็นการบอกว่าแม้รัฐจะขาดทุนแต่ประชาชนได้กำไร ดีกว่าปล่อยให้รัฐดำเนินการเองซึ่งประชาชนจะต้องรอนาน อย่างไรก็ดีโครงการเหล่านี้ไม่มีการตรวจสอบ มีงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงรัฐ และไม่สามารถวิจารณ์ได้
  2. อัจฉริยภาพ เป็นสิ่งที่ได้รับการโปรโมทอย่างหนักจากสื่อต่างๆ แต่ความสามารถด้านต่างๆนั้นไม่สามารถพิสูจน์จริงได้ เนื่องจากการเป็นกษัตริย์ทำให้คนรอบตัวมีแต่จะชมเชย แม้จะทำได้ไม่ดีก็ไม่กล้าบอกตรงๆ และหลายครั้งมีการอวยจนเกินมนุษย์ เช่น เป็นพระโพธิสัตว์ ฯลฯ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ อัจฉริยภาพตรงนี้กลายเป็นบรรทัดฐานว่าพระองค์เก่งกว่าทุกคน และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ไม่สามารถโต้แย้งใดๆได้ เช่น ในวันเกิดปี 2536 ที่ ร.9 เร่งรัดให้ทำโครงการของตน โดยอ้างว่ามันทำได้ ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรขัดขวาง ซึ่งหากเป็นกษัตริย์ประเทศอื่น การทำอย่างนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากกษัตริย์ต้องไม่มีอำนาจในการควบคุมรัฐบาล
  3. ความพอเพียง เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากการเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ซึ่งผู้นำยุคสงครามเย็นต่างต้องชูประเด็นว่าตนเข้าถึงชาวนาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์อย่างเกาหลีเหนือที่มีปรัชญาJuche ให้พึ่งตนเอง สตาลินทีวางแผนเพื่อพัฒนาชาวนาโซเวียต เช่นเดียวกับ ร.9 ผู้นำการพัฒนาของไทย ในรูปแบบสหรัฐที่เน้นการสร้างเขื่อน ต้นแบบมาจาก Tennessee Valley Authority โดยบรรดาเขื่อนต่างๆนั้นมีทั้งที่อเมริกาสนับสนุนรัฐบาลไทยให้สร้างและนำชื่อของเจ้านายไปตั้งชื่อเขื่อน และเขื่อนที่ ร.9 อยากสร้างเอง ความพอเพียงของ ร.9 ยังถูกโฆษณาซ้ำๆผ่านภาพยาสีฟันรีดแบน รถโตโยต้าโซลูน่า แปลงนาวังสวนจิตรที่มีมหาดเล็กดูแล ฯลฯ ทั้งหมดนี้ถูกนำไปโฆษณาว่า ทำไมพระราชาที่สุขสบายต้องอยู่อย่างพอเพียง โดยไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ว่าหากกษัตริย์ไทยไม่ทำภาพลักษณ์นักพัฒนาแล้ว ชะตากรรมคงไม่ต่างจากกษัตริย์ลาวหรืออิหร่าน เรื่องความพอเพียงยังถูกใช้สั่งสอนประชาชน ซึ่งก็มีบางส่วนที่ยอมรับหมดใจ โดยไม่ได้ดูประชากรไทยส่วนใหญ่ว่ายากจนและมีปัญหาที่ดินปัญหาหนี้สินเพียงใด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงใช้ไม่ได้จริงและเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

ในทางกลับกัน ส่วนที่วิจารณ์กันในเรื่องข้อเสียของ ร.9 มีประเด็นดังนี้

  1. เป็นผู้ปลงพระชนม์ ร.8 ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรืออุบัติเหตุ โดยคำให้การของ ร.9 ในเรื่องนี้นั้นเปลี่ยนไปตลอด และมีการอ้างถึงสายลับญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ (ทางเพจไม่ขอยืนยันว่าความจริงเป็นอย่างไร)
  2. เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา การฆ่านักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก โดยในเวลานั้นมีกลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งทางวังให้การสนับสนุน ทำร้ายกลุ่มนักศึกษา ในเวลาต่อมา พล.ท. สำราญ แพทยกุล บุคคลสำคัญของกลุ่มนวพลได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี
  3. เป็นผู้รับรองการรัฐประหารหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญคือการขับไล่จอมพลป. ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งชัดเจนว่าร.9 เป็นผู้ให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ร.9 ยังมีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร/ให้คำปรึกษาก่อนรัฐประหารอีกหลายครั้ง เช่น ครั้งที่ พล.ร.อ.สงัด รัฐประหาร แล้วตั้งธานินทร์เป็นนายก
  4. ความไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งร.9 เป็นผู้มีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ครั้งสำคัญคือ กรณีตุลาการภิวัฒน์ ในยุคของทักษิณ

นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียว การปลูกฝังต่างๆ การปิดปากผู้วิจารณ์ ย่อมทำให้ ร.9 ถูกมองว่าดีเลิศ และเป็นภาพลักษณ์ของสถาบันที่คนไทยต้องรักและเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

Cr. FB:กูcolt

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

รสช.ยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย

23 กุมภาพันธ์ 2534

ย้อนกลับไปวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ทำการ ‘ยึดอำนาจ’ รัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
.
รัฐบาลพลเอกชาติชายถือเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเต็มใบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2529 หลังจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ยินยอมสละอำนาจ และเปิดโอกาสให้พลเอกชาติชายในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว ซึ่งมีผลงานโดเด่นมากมาย เช่น การยุติสงครามในอินโดจีน และการออกกฎหมายประกันสังคมในช่วงเวลาอันสั้น
.
แต่สำหรับรัฐบาลชาติชายกับกองทัพบกดูจะไม่ลงรอยกันนัก เพราะการเผชิญหน้ากับนักวิชาการหัวก้าวหน้าซึ่งเป็คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่เป็นระยะ และเมื่อมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจากฟากฝั่งรัฐบาล จนเกิดคำว่า ‘บุฟเฟต์คาบิเนต’ ที่กลายเป็นฉายาเรียกขานคณะรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย สัญญาณที่อาจนำไปสู่รัฐประหารจึงเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2533 จากการปล่อยให้ ‘รถโมบายล์’ ของช่อง 9 อสมท. ซึ่งร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล ไปจอดใกล้กับหน่วยทหาร ที่ทำให้ทหารไม่พอใจ และรู้สึกว่าเป็นการดักฟัง
.
หรือการที่พลเอกสุนทรถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า “การปรับ ครม. ไม่น่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ การแก้ปัญหาที่ดีต้องแก้ปัญหาของประชาชนจะดีกว่า เพราะในขณะนี้ ปัญหาของประชาชนถึงขั้นวิกฤตแล้วทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม”
.
จนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 กองทัพก็จัดการ ‘รัฐประหาร’ รัฐบาลพลเอกชาติชาย ระหว่างที่ขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน บน.6 เพื่อนำพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี ไปเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยระหว่างที่เครื่องบินกำลังเคลื่อนตัว นายทหาร 2 นายในชุดซาฟารีสีน้ำตาลก็กระชากปืนจากเอว ควบคุม รปภ. ทั้ง 20 คนไว้ พร้อมสั่งให้เครื่องบินลดความเร็วลง ซึ่งพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ตกอยู่ในสภาพถูกควบคุมตัวตามแผนที่วางไว้
.
การรัฐประหารภายใต้ชื่อ ‘คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ’ หรือ รสช. ระบุถึง 5 ข้อหาฉกรรจ์ของคณะรัฐบาลชุดนี้ ได้แก่ 1. รัฐบาลฉ้อราษฏร์บังหลวง 2. แทรกแซงข้าราชการ 3. เผด็จการทางรัฐสภา 4. ทำลายสถาบันทหาร และ 5. บิดเบือนคดีที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (คดีลอบปลงพระชนม์)
.
ส่วนพลเอกชาติชายถูกควบคุมตัวราว 2 สัปดาห์ จนกระทั่งคณะรัฐประหารไปเชิญ อานันท์ ปันยารชุน นักธุรกิจชื่อดัง อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาเป็นนายกฯ และพลเอกสุนทรก็ดำเนินการตามพิธีรีตอง โดยนำคณะ รสช. รวมถึงนายกฯ อานันท์เข้าไปขอขมา และปล่อยตัวพลเอกชาติชายออกจากบ้านพักรับรองกองทัพอากาศ พร้อมกับตกลงให้ พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย์เดินทางไปพำนักยังต่างประเทศชั่วคราว
.
หลังจากบริหารประเทศเป็นเวลา 1 ปี ทุกข้ออ้างของการรัฐประหารไม่ได้ถูกคลี่คลายหรือแก้ไขแต่อย่างใด อีกทั้งคณะ รสช. ยังทำการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ และตัดสินใจใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่มาจากทั้งการตั้งกติกาเอง ตั้งพรรคทหารที่คุมได้ทั้งนั้น สุดท้ายก็นำไปสู่เหตุประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน และจบลงด้วยความรุนแรงในเหตุการณ์ ‘พฤษภาเลือด’ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เมื่อทหารตัดสินใจใช้กำลังสลายการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน และนับจากนั้นเป็นต้นมา ทหารต้องว่างเว้นจากการเมืองไทยไปนานกว่าหนึ่งทศวรรษ
.
รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้ใน B-holder Podcast EP2: รัฐประหาร รสช. ต้นตำรับการยึดอำนาจ ‘เสียของ’ และบทเรียนที่ทหารไทยไม่เคยเรียนรู้
.
ช่องทางการรับฟัง
YouTube: https://youtu.be/AV95m6Os_sU
SoundCloud: https://bit.ly/3LMzs1m
Apple Podcasts: apple.co/3vOhdzO
Spotify: spoti.fi/3tq4uBD
.
ภาพ: AFP
.

#TheMomentum #StayCuriousBeOpen #OnThisDay #รัฐประหาร #รสช #สุนทรคงสมพงษ์ #ชาติชายชุณหะวัณ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

[ครบรอบ 1 ปี อภิปราย “ตั๋วช้าง” สู่เบื้องหลังการลี้ภัย “ปวีณ” ปัญหาในวงการตำรวจที่ยังดำรงอยู่]


เมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2565) ผมได้อภิปรายถึงกรณีคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 และชะตากรรมของหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนคดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ตั้งแต่การถูกขัดขวางในระหว่างกระบวนการทำงาน การกลั่นแกล้งในทางหน้าที่การงาน การเข้ามาเกี่ยวข้องคนกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นข้าราชบริพาร ไปจนถึงการถูกบีบให้ลาออกและลี้ภัยในท้ายที่สุด ที่ซึ่งหลายท่านกล่าวว่านี่อาจเปรียบได้กับ #ตั๋วช้างภาค2 ที่ยังสร้างความเสื่อมทรามแก่วงการตำรวจอยู่ไม่รู้จบสิ้น
.
ช่างพอดีกับที่วันนี้ของเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่อง #ตั๋วตำรวจ หรือการใช้เส้นสายในวงการตำรวจเพื่อการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การที่นายตำรวจหลายคนต้องกลายไปเป็นคนคุมธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ได้เข้าถึงเส้นสายเหล่านั้น
.
ความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งมีได้ตั้งแต่การ “ยกเว้นหลักเกณฑ์” คือการได้เลื่อนขั้นไปตำแหน่งที่สูงกว่าโดยไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งเดิมให้ครบระยะเวลาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ซึ่งบางกรณีที่ผมได้ยกมานั้นก็น่าสงสัยว่าเป็นเพราะเรื่องความสามารถ หรือเพราะนายตำรวจคนนั้นเป็นญาติใกล้ชิดกับข้าราชการชั้นสูงผู้ทรงอิทธิพลกันแน่
.
พอนายตำรวจพวกนี้เริ่มเติบใหญ่ ก็พัฒนามาเป็นผู้ออกตั๋ว ใช้เส้นสายตัวเองคอย “สนับสนุน” ตำรวจนายอื่นๆ ให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง (แม้ตำรวจเหล่านั้นจะอยู่นอกสายบังคับบัญชาของตัวเอง ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปเสนอเลื่อนขั้นอะไรได้เลยก็ตาม) ซึ่งกรณีที่ผมยกมานั้นมีความน่าสนใจเพิ่มเติมตรงที่เป็นตั๋วที่ออกมาผ่านการให้ไปเข้าหลักสูตร “จิตอาสาพระราชทาน” ที่ก็บริหารจัดการกันเองในหมู่ญาติพี่น้องของนายตำรวจที่ออกตั๋วนั้น
.
ต่อมาด้วยเรื่อง “ตำรวจราบ” ที่เป็นอีกด้านหนึ่งของบรรดานายตำรวจต่างๆ ที่ถูกคำสั่งคัดตัวให้ออกจากสังกัด สตช. ไปเป็นตำรวจในวัง โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลที่แท้จริงและถามความสมัครใจตั้งแต่ต้น ต่อมาเมื่อมีนายตำรวจจำนวนหนึ่งขอปฏิเสธไม่เข้าร่วม ก็ปรากฏว่าถูกสั่งให้ไป “ธำรงวินัย” เป็นระยะเวลากว่า 11 เดือน พร้อมทั้งถูกดองไม่ให้เติบโตในหน้าที่การงานอย่างที่ควรจะเป็น (อันที่จริงกรณีนี้มีความคล้ายกับกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณ ที่ปฏิเสธข้อเสนอให้เข้าไปทำงานในวัง เพราะอยากทำคดีค้ามนุษย์ต่อมากกว่า จนนำไปสู่การถูกบีบให้ลาออก)
.
และปิดท้ายด้วย #ตั๋วช้าง หรือเอกสารขอรับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งนายตำรวจ ที่เป็นการติดต่อกันระหว่าง ผบ.ตร. กับราชเลขานุการ เพื่อทำในสิ่งที่พวกตนไม่มีอำนาจ และส่งผลเป็นการนำพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องในเรื่องที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจของพระองค์ การเช่นนี้ไม่เป็นคุณต่อทั้งประเทศ, วงการตำรวจ และสถาบันพระมหากษัตริย์เลยแม้แต่น้อย
.
1 ปีผ่านมานับแต่วันนั้น ผมได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของตำรวจชั้นผู้น้อยนายอื่นๆ อีกหลายกรณี เช่นคำบอกเล่าจากครอบครัว “ตำรวจราบ” นายอื่นๆ ที่ต้องไปทำงานยืนยาม-ทำสวนในวัง ลาไปงานศพคนรู้จักไม่ได้ จะลาออกก็โดนดอง, เรื่องของตำรวจกองกำกับการอารักขาที่ดูแลเขตพระราชฐาน ที่ถูกบังคับกักตัวนานเป็นเดือน (ขณะที่ประชาชนกักตัวแค่ 14 วัน) โดยไม่ให้พบปะครอบครัวและไม่แยกกลุ่มความเสี่ยงโรค COVID-19 หรือบรรดานายตำรวจที่ถูกเกณฑ์มาจากต่างจังหวัดเพื่อใช้สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ ที่ต้องมากินนอนในสภาพสุดลำเค็ญ ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นกรณีอื้อฉาวที่เกิดจากการกระทำของตำรวจอีกมากมาย เช่นกรณีอดีต ผกก.สภ.นครสวรรค์ คลุมถุงดำผู้ต้องหา ที่ก็มีประวัติเชื่อมโยงกับหลักสูตร “จิตอาสาพระราชทาน” ด้วย เป็นต้น
.
และที่น่าเศร้าคือตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราก็ยังไม่เห็นว่าปัญหาเส้นสายในวงการตำรวจได้มีการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนมั่นใจได้เลย มิหนำซ้ำเรายังได้ค้นพบเบื้องลึกเบื้องหลังกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณเพิ่มเติมมาอีก ที่ก็เห็นว่าหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมครั้งนี้ยังคงอยู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวมาได้เนิ่นนานหลายปี
.
ผมและพรรคก้าวไกลขอยืนยันที่จะตรวจสอบปัญหาความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น ทั้งในวงการตำรวจและวงการเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการโค่นล้มระบอบปรสิตนี้ คืนคนซื่อตรงกลับสู่ระบบราชการ และไม่ให้มีนายตำรวจคนใดต้องมาประสบชะตากรรมแบบ พล.ต.ต.ปวีณหรือตำรวจราบ 96 นายอีก
.
(ดูคลิปการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องตั๋วช้าง ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=UAMUa7nfuFQ)
.
(ดูเนื้อหาคำอภิปรายไม่ไว้วางใจและสไลด์ประกอบ เรื่องตั๋วช้าง ได้ที่
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.648079912615326&type=3)

Facebook : Rangsiman Rome

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น