หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เราพักเรื่องโอเลี้ยงไว้นิดนึง ตัดมาที่เรื่องคุณบัวหลวง เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน เอาจริงๆ นะคะ คุณพลรักลูกคนนี้มากที่สุด เพราะฉลาดที่สุด และมีความมั่นใจสูง แต่เค้าไม่อยากเรียนที่เมืองไทย ในที่สุดพ่อก็ตามใจให้ไปเมืองนอก แต่พอส่งคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษ คุณบัวหลวงเลยขอไปอเมริกา ในที่สุด ก็ได้ไปจริงๆ ได้เข้าเรียนปริญญาตรีในมหาลัยที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ Massachusetts Institute of Technology (MIT) แต่เพราะการไปเรียนที่ MIT ทำให้ชีวิตของบัวหลวงต้องเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อคุณพ่อพลด้วย เย็นได้รับคำสั่งให้ตามไปดูแลคุณบัวหลวง ดังนั้น เย็นจึงรู้เรื่องคุณบัวหลวงอย่างดี…ระหว่างที่เรียนที่ MIT นั้น คุณบัวหลวงเกิดไปพบรักกับฝรั่งอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อคุณพีท เจ่นเซ่น ความรักมันพัฒนาไปเร็วมากค่ะ และคุณบัวหลวงก็ไม่ยอมบอกคุณพ่อ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรู้ว่า หากบอกคุณพ่อ ก็คงต้องถูกสั่งให้เลิกกัน เหมือนคุณลุงที่เสียชีวิตไปแล้ว พอคุณย่ารู้ว่า ไปมีแฟนเป็นผู้หญิงสวิส ก็สั่งให้เลิกกันทันที มาถึงยุคคุณบัวหลวง ไอ้ความคิดโบราณว่าห้ามมีแฟนเป็นฝรั่งยังไม่หมดไป ส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะคุณพลกำลังวางแผนสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวเปอร์เฟ็ค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอำนาจทางจริยธรรมจองคุณพลเอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นการยกสถาบันประธานของบริษัทให้อยู่สูงขึ้นไปอีก แต่ต้องการใช้ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว เป็นเครื่องลบเหตุการณ์ที่ตัวเองสังหารคุณนนท์ด้วย ลูกจ้างจะได้คิดว่า โอ้โห คุณพลดีอย่างนี้ ไม่มีทางที่เค้าจะฆ่าพี่ชายได้… คุณๆ เข้าใจที่เย็นพูดไหมคะ…ในที่สุด เรื่องก็รู้ถึงหูคุณพล แต่มันสายไปแล้ว ทั้งสองคนได้แต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ การแต่งงานกันครั้งนั้น เป็นการทำร้ายจิดใจคุณพลมาก เพราะบัวหลวงกลายมาเป็นตัวทำลายแฟนครอบครัวสุขสันต์ของคุณพล ซึ่งคุณพลตอบสนองด้วยการ ตัดยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของบัวหลวง แม้ตอนแรกๆ บัวหลวงทำท่าไม่แคร์ แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าตัวเองพลาด…จากนั้น เมื่อจบตรีที่ MIT แต่งงานแล้ว ก็ได้ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ซานดิเอโก้เพราะสามีได้งานที่นั่น คุณบัวหลวงเป็นคนฉลาด ลงเรียนปริญญาโทที่ UCLA (University of California, Los Angeles) นับเป็นคนเดียวในบ้านที่จบปริญญาสูงสุด (ปริญญาโท) ในต่างประเทศ และก็มีลูกคนโต ตั้งชื่อว่า บุษราคัม ในโอกาสที่มีเบบี้คนแรก เรียกว่าเป็นหลานคนที่สองของบ้าน รองจากภาริณี ซึ่งเป็นลูกสาวของโอเลี้ยงกับถั่งเช่า หลังจากที่คุณบัวหลวงพยายามจะทำให้พ่อยกโทษให้ ก็เลยวางแผนอุ้มลูกแบเบาะไปให้เค้าดูถึงเมืองไทย แผนเดิมเชื่อว่า พ่อจะให้อภัย เพราะแม่ปากแดงช่วยพูดชงให้แล้ว ก็เลยกลับบ้านอย่างเชื่อมั่น….แต่เมื่อถึงไทย กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พ่อก็ยังใจแข็ง แม้แม่จะพยายามช่วยพูด ก็ไม่เป็นผล นี่เป็นเพราะพ่อรักบัวหลวงมาก เมื่อบัวหลวงดื้อโดยการไปแต่งงานกับฝรั่งมังค่า ก็เลยถูกลงโทษแบบนี้ จากที่วางแผนจะอยู่เป็นเดือน เลยเก็บของกลับอเมริกาภายในไม่กี่วัน ไปใช้ชีวิตตามลำพังกับสามีฝรั่งต่อ จนมีลูกอีกสองคน คือลูกชาย น้องพวง และลูกสาวคนเล็ก น้องสิริกัลยา ส่วนไอ้ข่าวลือที่ว่า คุณบัวหลวงและลูกๆ ต้องอยู่ได้ความยากลำบาก อันนั้นไม่จริงค่ะ แม้พ่อจะไม่คืนดีกับเค้า แต่ก็ยังส่งเสียบัวหลวง เอาเงินภาษีลูกจ้างส่งมาเลี้ยงอย่างเต็มที่ค่ะ คุณบัวหลวงก็ได้แต่รอวันที่พ่อจะใจอ่อน แต่ก็ไม่เป็นผล…อยู่อเมริกาไปสักพัก คุณบัวหลวงเริ่มเบื่อ ไอ้การใช้ชีวิตแบบอเมริกันชน ไม่ได้รับการประคบประหงมเหมือนตอนอยู่ไทย ไปไหนก็มีคนรองมือรองตีน ทำให้คุณบัวหลวงเบื่อหน่าย ไอ้ความเบื่อหน่ายก็นำไปสู่การเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น จนเย็นสังเกตได้ว่า ผัวคุณบัวหลวงเริ่มรำคาญเช่นกัน แต่คุณบัวหลวงก็ไม่แคร์ เพราะคิดเสมอว่าเป็นลูกสาวท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ มีแต่คนเอาใจสารพัด จะเอาอะไรก็ต้องได้ จึงทำตัวเป็นเจ้าหญิงที่นำความรำคาญมาสู่ผัว….มีอยู่สัปดาห์หนึ่งในปี 2541 คุณบัวหลวงออกไปธุระต่างเมือง และเอาเย็นไปด้วย กำหนดไปแค่ 2-3 วัน แต่คุณบัวหลวงตัดสินใจกลับเร็วกว่ากำหนด แต่ไม่ได้แจ้งสามี คิดว่าจะมาเซอร์ไพรซ์เค้า เมื่อมาถึงบ้าน เปิดประตูเข้าไป คุณพระช่วย สามีคุณบัวหลวงกำลังแอบแซ่บกับคนใช้ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งจ้างมาไม่นาน แถมมันอายุน้อยกว่าคุณบัวหลวงมาก คุณบัวหลวงร้องกรี๊ดๆๆๆ ไม่ยอมๆๆๆ แม้สามีขอโทษยังไง ก็ขอเลิกกับเค้า ซึ่งคุณบัวหลวงก็มาถึงจุดเดือดเหมือนกัน เค้าบอกเย็นว่า พอกันที ในเมื่อชีวิตคู่ไม่มีความสุข และชีวิตทั่วไปก็น่าเบื่อ ก็เลยเก็บของกลับเมืองไทยในปี 2543…พอกลับมา พ่อก็ยังไม่ใจอ่อน ด้วยความที่คุณบัวหลวงต้องทำตัวเด่นเสมอ เลยต้องหาโน่นหานี่ทำ ในด้านหนึ่ง บัวหลวงก็ต้องการทำให้ลูกจ้างมันเห็นว่าเค้าเป็นคนแคร์สังคม เลยจัดตั้งโครงการอิชิบัง เอาภาษีลูกจ้างมาสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง นอกจากนั้น ก็มีงานร้องเพลงบ้าง จัดคอนเสิร์ตให้ลูกสาวคนโตของคุณบัวหลวงบ้าง และในที่สุด ก็ตัดสินใจเล่นหนัง คุณบัวหลวงเล่นหลายเรื่องค่ะ ส่วนใหญ่รับบทเดียวที่ถนัด นั่นคือบทก้อนหิน…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณบัวหลวงไปลอสแองเจลิสค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลุงสนามหลวงและสหาย

นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.62 ผู้ลี้ภัยการเมืองของไทยและนักจัดรายการ ‘วิทยุใต้ดิน’ 3 คน ถูกส่งตัวจากเวียดนามมายังประเทศไทยเมื่อ 8 พ.ค.62 แม่ของหนึ่งในนั้นคือสยาม ธีรวุฒิ ก็ตระเวนยื่นหนังสือยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาลูก และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดเกี่ยวกับสามคนนี้ ทั้งสามคน ประกอบไปด้วย ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวสุทธิ์, กฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด และ สยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง

….มีรายงานข่าวว่า ทั้งสามหลบหนีออกจากลาวไปยังเวียดนาม หลังจาก สุรชัย แซ่ด่าน, ไกรเดช ลือเลิศ หรือกาสะลอง, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ภูชนะ ถูกอุ้มหายจากบ้านพักในลาว ก่อนจะพบศพกาละลองกับภูชนะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และนำอวัยวะในช่องท้องออก แทนที่ด้วยเสาปูน ลอยอยู่ในแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากหายตัวไปนานถึง 16-17 วัน จากนั้น รายการของลุงสนามหลวงและพรรคพวกก็ยุติลง แหล่งข่าวหลายคนให้ความเห็นว่า พวกเขาต่างแยกย้ายกบดานหนีการไล่ล่า โดยต่อมา ลุงสนามหลวงแจ้งข่าวว่าขอยุติการจัดรายการชั่วคราว

…ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมดังกล่าว ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวหลายครั้ง เพื่อขอตัวผู้ต้องหาคดี 112 แต่ทางนั้นไม่ส่งตัวให้ เพราะเขาไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ 112 ขณะที่สื่อมวลชนรายงานว่า ช่วงที่สุรชัยและพวกหายตัวไปนั้น เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะเดินทางเยือนลาวเพื่องานประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ทวีขึ้นในหมู่ผู้เคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากทั้งสามคนนี้ก็ล้วนมีบทบาทเคลื่อนไหวจัดรายการทาง Youtube เช่นเดียวกับกลุ่มสรุชัย ทั้งยังโดดเด่นกว่า

….สำหรับลุงสนามหลวง เขาเป็นผู้ที่มีประวัติการต่อสู้ทางการเมืองยาวนาน เป็นที่รู้จักในหมู่ ‘สหายเก่า’ ในหมู่ประชาชนที่ตื่นตัวต่อต้านรัฐประหาร คมช. ปี 2549 และเป็นศัตรู (ทางความคิด) ลำดับต้นๆ ของฝ่ายความมั่นคงไทย ชื่อจริงเค้าคือชูชีพ ชีวสุทธิ์ เกิดปี 2496 เข้าศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2515 เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และเป็นรุ่นพี่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 1 ปี เขาเป็นคนหัวดี แม้ตอนสอบเข้าจะรุ่งโรจน์แต่ต่อมาความสนใจทางการเมืองก็เปลี่ยนชีวิตเค้า

…หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตอีสานใต้ เขาเป็นนักสู้ เรียกได้ว่าฝ่าวิกฤติต่างๆ มามาก สมัยอยู่กับ พคท.ได้รับมอบหมายให้ไปบุกเบิกเขตจันทบุรีซึ่งค่อนข้างยากลำบากเพราะมีการสู้รบกัน 3 ฝ่ายระหว่างเขมรแดง เขมรเสรี และ พคท. แต่เขารอดชีวิตกลับมาได้ เมื่อสิ้นสุดยุค พคท.นักศึกษาคืนเมือง เขากลับมาศึกษาต่อที่คณะสาธารณสุขศาสตร์จนสำเร็จ แล้วต่อมาก็ทำธุรกิจด้านส่งออกจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้” เพื่อนชูชีพระบุ

….เพื่อนๆ เห็นว่าเขาไม่เคยหยุดอุดมการณ์ประชาธิปไตย และพยายามเผยแพร่ความคิดผ่านเวทีต่างๆ เสมอ เช่นในพันทิป และมีบทบาทต่อเนื่องจนถึงช่วงรัฐประหาร 2549 จากนั้นเจอคดี 112 จึงหลบไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เคยถูกจับขังคุกขี้ไก่ในลาว ระยะหลังเขาเลี้ยงชีพด้วยการขายเรื่องทาง Youtube คุณชูชีพเป็นที่รู้จักกันดีตามสถานีวิทยุข่าวสารและการจราจร นามที่เขาใช้เพื่อโฟนอินตามรายการต่างๆ คือ “ชูชีพ” ไม่มีผู้จัดรายการข่าวทางวิทยุคนไหนไม่เคยรับสายชูชีพ และไม่มีคนฟังวิทยุข่าวคนไหนไม่รู้จักชูชีพ ทุกเรื่องที่เขาเล่าล้วนมีแต่สาระ และวาระที่เขาโฟนอินล้วนแต่ถูกจังหวะเวลา เสียงที่เขาพูดมีเอกลักษณ์จดจำง่าย เป็นคนฉลาดหลักแหลม เป็นผู้แสวงหาข้อมูลทุกๆ ด้านและบ้าการเมือง

….ปี 2548-2549 หลังเป็นนักวิเคราะห์การเมืองลึกลับมานาน ชูชีพตัดสินใจเปิดตัวอย่างชัดเจนในฐานะประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินสายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนั้นอยู่ในบริบท “ก่อน” รัฐประหาร 2549 ช่วงเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และภาคีเครือข่ายในทุกสายงานเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังไม่เชื่อในระบบเลือกตั้งและเรียกร้องนายกพระราชทาน ชูชีพออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องยึดถือในระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ประชาชนได้เลือกตั้ง องคาพยพต่างๆ ต้องไม่ขัดขวางการจัดเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 ทั้งยังฟ้อง พธม.ในข้อหามาตรา 112 เพราะนำสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

…เค้าได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อธำรงสถาบัน สถาบันสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพวกเขา เค้าคือหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญในยุควิกฤตทางการเมืองไทย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ในความผิดมาตรา 112 แต่นับตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมาก็ไม่มีใครเห็นชูชีพปรากฏตัว ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า เขาได้หลบหนีไปจีนอยู่พักหนึ่งก่อนจะเข้าไปที่ลาว มีการเล่าว่า “เท่าที่ฟังในช่วงแรก กลุ่มลุงสนามหลวงใช้คำหยาบคายน้อย ส่วนใหญ่ออกไปในทางเสียดสีล้อเลียนให้ชนชั้นนำดูตลกขบขันเสียมากกว่า… พวกนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นสื่อที่ต้องมีมาตรฐานวิชาชีพ เขากำลังต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เขาเห็นว่าเป็นเผด็จการและอันตรายต่อเสรีภาพและชีวิตประชาชน เขาเป็นองค์กรเคลื่อนไหว การพูดจาที่ก้าวร้าวหยาบคายอาจจะเพื่อตอบสนองความรู้สึกกดดันคับข้องใจไม่มีทางออกของประชาชนกลุ่มหนึ่งอยู่

ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหววิทยุใต้ดินอีกคนหนึ่งบอกว่า ในช่วง 1-2 ปีแรกนั้น กลุ่มเหล่านี้ยังไม่มีการนำเสนอทางออกทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐอย่างเป็นเรื่องเป็นราว การพูดถึง “สาธารณรัฐ” เริ่มมีประปรายในช่วงปลายปี 2558 ขณะที่สื่ออย่างเนชั่น-คมชัดลึกซึ่งมักรายงานข้อมูลฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า กลุ่มของลุงสนามหลวงได้พูดถึง “สหพันธรัฐไท” ในปลายปี 2559 หลังจากที่โกตี๋ไปร่วมจัดรายการด้วย ต่อมาราวกลางปี 2560 โกตี๋ถูกอุ้มหาย หลายคนคาดว่าเป็นเพราะสไตล์การปลุกระดมดุเดือดและรุนแรงของเขา ต่อมาในเดือนกันยายน 2561 ปรากฏข่าวการกวาดจับประชาชนที่เกี่ยวพันกับ ‘สหพันธรัฐไท’ หลายคน พวกเขาถูกทหารควบคุมตัวเข้าค่ายทหารหลายวัน ก่อนส่งตำรวจเพื่อแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 (ยุงยงปั่นป่วนให้กระด้างกระเดื่อง) และมาตรา 209 (อั้งยี่)

….ไม่มีใครรู้เป็นแน่แท้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ประยุทธ์ เดินทางไปประเทศลาว มีกำลังทหารจากประเทศไทยเข้าไปในประเทศลาวจำนวนมาก ในขณะที่ทีมงาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ติดตามไล่ล่าจนลุงสนามหลวง และทีมงานอีกสองคนคือ สยาม ธีรวุฒิ กับกฤษณะ ทัพไทย ต้องหลบหนีเดินทางออกจากลาวไปที่ สิงคโปร แล้วเดินทางกลับมาที่เวียดนามราววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ถูกทางการเวียดนามจับกุมทั้งสามคนในข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอม ถูกขังอยู่ในนครโฮจิมินห์ จนกระทั่งถูกส่งตัวกลับไทยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือจากสถานทูตไทย ณ กรุงฮานอย ส่วนชะตาชีวิตของคนทั้งสามนั้น ไม่ทราบได้ ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น และปฏิเสธว่ายังไม่มีการส่งตัวกลับ หรือไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น

…หลังการนั้น มีการจับภรรยาและลูกชายของชูชีพเข้าค่ายทหาร 7 วันก่อนปล่อยตัว และเมื่อมีข่าวว่า ชูชีพ-สยาม-กฤษณะ ถูกส่งตัวกลับมาไทยและยังเงียบหายอยู่จนปัจจุบัน ครอบครัวของชูชีพยังคงเงียบเสียง มีเพียงแม่ของสยามที่ตระเวนยื่นหนังสือ ส่วนกฤษณะนั้นไม่เป็นที่รู้จักและยากจะสืบค้นประวัติของเขา

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลฝากความหวังไว้กับลูกชายมาก เพราะลูกชายเท่านั้นที่จะได้สืบต่อการเป็นประธานบริษัท ตามกฎที่ตั้งไว้โดยคุณลุงกะเทย ตามธรรมเนียมเศรษฐีเก่า เค้ามันส่งลูกไปเรียนอังกฤษ คุณลุงพลเลยส่งน้องโอเลี้ยงไปโรงเรียนประจำที่อังกฤษ เย็นได้ติดตามไปดูแลด้วยค่ะ โอ้ย อย่าให้เม้าท์ ไปสร้างแต่ปัญหา คุณพลไม่มีเพื่อนคบ เรียนไม่เก่งด้านวิชาการ เนื่องจากไม่มีใครคบ เลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ตอนนั้นคุณโอเลี้ยงตัวอ้วนๆ ค่ะ เลยโดยเพื่อนล้อ แต่คุณโอเลี้ยงไม่ยอม ก็บูลลี่เพื่อนกลับโดยใช้ความรุนแรง นิสัยใช้ความรุนแรงแบบนี้ จึงติดด้วยมาถึงตอนโต ที่ไม่พอใจใคร ก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ…แม้ด้านวิชาการไม่เก่ง แต่วิชาที่เป็นเรื่องการใช้กายภาพและวินัย คุณโอเลี้ยงถนัดมาก และมักรับอาสาเป็นผู้คุม อีกเช่นกัน ไอ้ความรักการมีวินัยแบบนี้ ก็ติดตัวมาเช่นกัน เพราะเมื่อต่อมา คุณโอเลี้ยงได้เรียนวิชาทหาร ก็เอาวินัยแบบนี้ไปใช้ ตอนหลังๆ เย็นเห็นคุณโอเลี้ยงสั่งให้ลูกน้องทำท่ายกอกอึ๊บ เย็นยังขำแทนเลยค่ะ ประสาท…คุณโอเลี้ยงมีนิสัยประหลาด นอกจากจะไม่มีใครคบแล้ว ยังถูกพ่อแม่ตามใจ คือคุณโอเลี้ยงไม่ชอบทานอาหารน่าเบื่อของอังกฤษ อย่างเชฟเพิร์ดพายเนี่ยไม่เอาเลย อย่างซันเดย์โรสท์ก็ไม่เอา กินฟิซแอนด์ชิปส์พอได้ คุณพลเลยสั่งให้ผู้จัดการสาขาลอนดอน คอยเอาอาหารไทยไปส่งให้ที่โรงเรียนประจำ และคุณโอเลี้ยงก็เอาอาหารซ่อนไว้ใต้เตียง ดึกๆ ก็งัดออกมากิน ถึงได้อ้วนตุ้ยนุ้ยค่ะ…พอเรียนอังกฤษได้สักพัก คุณพลเห็นว่าลูกชายไม่ชอบ และอยากเรียนวิชาทหาร เนื่องจากไม่ชอบอังกฤษ เลยไม่ให้เรียนต่อที่นั่น จะย้ายไปเรียนอเมริกาก็ยังไงอยู่ เพื่อประเทศนั้นเป็นสาธารณรัฐ อาจจะไม่เหมาะกับประธานบริษัทในอนาคตอย่างคุณโอเลี้ยง เลยตัดสินใจส่งไปออสเตรเลียแทนค่ะ สาเหตุอาจมาจากการที่ออสเตรเลียอยู่ห่างไกลจากสงครามเย็นตอนนั้น คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทายาทคนเดียวของครอบครัวด้วย และอีกส่วนหนึ่ง ก็ต้องการประสานสัมพันธไมตรีกับออสเตรเลีย เพราะยังถือว่าอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษอยู่….ในที่สุดได้ย้ายไปอยู่โรงเรียน King’s School แถวๆ Parramatta ที่ๆ มีคุกที่เคยขังลูกน้องคุณโอเลี้ยง มันชื่อตุ๋ยค่ะ มันถูกจับในข้อหาค้าแป้งมันเกินราคาตลาด จากนั้น เมื่อคุณโอเลี้ยงจบมัธยมปลาย ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนทหารที่ชื่อว่า Duntroon อยู่ที่เมืองหลวงแคนเบอร์ร่า ขณะเดียวกัน คุณโอเลี้ยงก็เรียนที่มหาวิทยาลัย New South Wales ด้วย จนจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์…ในระหว่างที่ฝึกทหารอยู่นั้น คุณโอเลี้ยงรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย เป็นอิสระจากครอบครัว วันหยุดก็มักขับรถจากแคนเบอร์ร่าไปเที่ยวที่ซิดนีย์บ่อยๆ ไปมั่วกับผู้หญิงไทยที่นั่น จนคุณพลต้องเตือนหลายครั้ง กลับมาที่โรงเรียน Duntroon คุณโอเลี้ยงไม่ได้คิดว่ามันจะฝึกโหดแบบนั้น เพราะออสเตรเลียมันไม่ถือหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่คิดว่าเป็นลูกประธานบริษัท หมายถึงทุกคนต้องฝึกโหดเท่ากัน ทีนี้ โรงเรียนทหาร Duntroon แม้จะมีชื่อเสียงดี แต่ก็มีมุมมืดหลายอย่างที่เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวออสเตรเลีย อาทิ มีการใช้อำนาจแก่พลทหารไปในทางที่ผิด มีการล่วงละเมิดทางเพศ และมีการฝึกที่โหดร้ายป่าเถื่อน จากการที่เย็นมีโอกาสแอบไปที่ Duntroon ก็ได้ข้อมูลว่า แม้คุณโอเลี้ยงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจผิดๆ แบบนั้น แต่คุณโอเลี้ยงก็เห็นคนทำทารุณกรรมคนอื่นๆ จนเก็บมาเป็นภาพฝังใจ จนนำเอามาใช้กับลูกน้องตัวเอง เรื่องนี้แม้แต่นักวิชาการออสเตรเลียเองถึงกับเอ่ยปากบอกกับเย็นว่า ออสเตรเลียอาจต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายป่าเถื่อนของคุณโอเลี้ยงในทุกวันนี้….ระหว่างที่อยู่ออสเตรเลีย สงครามเย็นเดินหน้าเต็มที่ คุณโอเลี้ยงมีโอกาสได้กลับไปไทย และได้ช่วยคุณพ่อพลและคุณแม่ปากแดง ในการเดินทางไปอีสาน เพื่อไปให้กำลังใจกับยามของเราในการต่อสู้กับยามของเวียดนาม ลาว และกัมพูชา คุณโอเลี้ยงชอบสงครามแบบนี้ ชอบใช้ปืน เอาจริงๆ วิชาทหารจึงถือว่าเหมาะกับคุณโอเลี้ยงมาก แต่การวางอนาคตลูกชายของคุณพลไม่ได้อยู่แค่เรื่องวิชาที่เรียน แต่รวมไปถึงอนาคตของการเป็นประธานบริษัทและครอบครัว (เมีย) ของคุณโอเลี้ยงด้วย…ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 คุณโอเลี้ยงได้รับการสถาปนาเป็นผู้สืบต่อมรดกคนต่อไปของบริษัท และในโอกาสนี้ ก็ได้จับคุณโอเลี้ยงคลุมถุงชน ให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง คือลูกสาวของพี่ชายคุณแม่ปากแดง นับตั้งแต่วันแรก คุณโอเลี้ยงก็รู้ว่าไม่ได้รักน้องถั่งเช่า (ชื่อเมีย) แต่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานด้วย เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะสม ตอนหน้า เย็นจะมาเล่าเรื่องนี้ต่อ รวมถึงวีรกรรมของพี่บัวหลวงที่อเมริกาด้วยค่ะ…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณโอเลี้ยงไปที่ออสเตรเลียค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ศพที่ลอยขึ้นมาเหนือลำน้ำโขงนั้น ถือเป็นความป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุดกับคนที่ทำร้ายผู้ลี้ภัยทั้งสามคน ที่โหดร้ายกว่านั้น ในกรณีของคุณสุรชัย แซ่ด่าน แม้แต่ศพก็ยังไม่คืนครอบครัวของเค้า มันทำให้การไว้ทุกข์ไม่มีวันจบสิ้น ในจุดนี้ ดิชั้นขอประนามของร้ายที่กระทำการอุกอาจได้ถึงเพียงนี้…อย่างที่เราทราบกัน สภาพศพที่ลอยเหนือน้ำนั้น ถูกห่อด้วยกระสอบสีน้ำตาล เมื่อเปิดห่อก็จะพบกับศพที่ถูกมัดมือ มัดเท้า ใบหน้าถูกตีจนเละ สภาพที่ถูกมัดอยู่ในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งยืน หรือเรียกว่าอยู๋ในท่าคุกเขาก็ได้ มือไผล่หลัง นอกจากนี้ ท้องถูกผ่า เอาไส้ออก แล้วเทปูนซีเมนต์ลงไป ก่อนที่จะมัดด้วยกระสอบและเอาตาข่ายมัดอีกทีเพื่อเอาไปถ่วงน้ำ เรื่องการสังหารแบบนี้มีผู้ให้ความเห็นในหลายทฤษฎี อาทิ การเอาซีเมนต์เทใส่ท้องนั้นก็เพื่อให้การถ่วงน้ำมันเป็นไปได้ง่ายขึ้น หรือเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับศพ แต่เอาจริงๆ แล้ว ท้องคนเราจะรับซีเมนต์ได้เท่าไหร่ ซึ่งเมื่อสภาพศพขึ้นอืดเต็มที่ ซีเมนต์ตรงนั้นก็เอาไม่อยู่ ดังนั้น มันเลยมีการวิเคราะห์กันว่า หรือคนร้ายจงใจให้ศพลอยขึ้นมาเพื่อข่มขู่ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ว่า หากไม่ยุติการพูดเรื่องเจ้า จุดจบต้องเป็นแบบนี้เช่นกัน แต่ส่วนตัวแล้ว ดิชั้นไม่ค่อยเชื่อทฤษฎีนี้เท่าใด เพราะในกรณีของเบียร์และโกตี๋ คนร้ายจงใจที่จะทำให้ศพสาบสูญ แล้วทำไมถึงอยากให้ศพทั้งสามลอยขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ขณะเดียวกัน หากไม่จงใจให้ศพลอยเหนือน้ำ ก็เท่ากับเป็นความผิดพลาดในเรื่องการอำพรางศพ อันนี้ก็ไม่น่าเชื่อถืออีก เพราะดิชั้นค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่ลงมือสังหารล้วนเป็นมืออาชีพ จะอยู่ในกองทัพหรือฝ่ายตำรวจก็ตาม ดังนั้น การปล่อยให้ศพปรากฏต่อสาธารณชน จึงยังเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น…หลังจากข่าวนี้ปรากฏต่อสาธารณะไม่นาน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากนักการทูตประเทศยุโรปประเทศหนึ่ง ที่โทรศัพท์มาถามจากกระทรวงการต่างประเทศของเค้า เพื่อสอบถามความเห็นของดิชั้นเรื่องการตายของบุคคลทั้งสาม เอาจริงๆ ดิชั้นไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่ปรากฏในสื่อ จึงทำให้การสนทนาวันนั้น นักการทูตท่านนั้นไม่ได้อะไรมากไปจากดิชั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักการทูตคนนั้นต่างหากที่ให้ข้อมูลดิชั้นมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากงานทางด้าน intelligence (ข่าวกรอง) โดยบอกกับดิชั้นถึงขั้นตอนการสังหาร ดังนี้…เหยื่อทั้งสามถูกอุ้มจากบ้านพักในลาว จากนั้น ข้ามไปสังหารฝั่งไทย ในช่วงเวลาของการสังหาร เหยื่อทั้งสามถูกบังคับให้คุกเข่า มือไผล่หลัง ถูกมัดมือและเท้า ในเหตุการณ์ทั้งหมด มีการบันทึกภาพไว้ (จริงๆ มีการบันทึกภาพไว้ทั้งหมดในการสังหารเหยื่อแต่ละคน เพื่อนำไปให้วชิราลงกรณ์ดู อันเนื่องมาจากวชิราลงกรณ์ชอบดู และเพื่อเป็นการยืนยันว่าเหยื่อเสียชีวิตจริง) จากนั้น ให้เหยื่อแต่ละคนกล่าวคำขอโทษราชวงศ์ที่เคยล่วงเกินมาก่อน เมื่อมีการขอโทษแล้ว คนร้ายได้เดินไปด้านหลังของเหยื่อ แล้วใช้เชือกรัดคอจนขาดใจตาย วิธีการรัดคอก็เป็นวิธีที่ใช้กับเหยื่อรายอื่นๆ รวมถึงต้าร์ วันเฉลิมด้วย จนเสียชีวิตในท่านั่งคุกเข่าแบบนั้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมื่อศพลอยเหนือน้ำ ก็อยู่ในท่าคุกเข่าแบบเดียวกัน นอกจากนี้ ก่อนถ่วงน้ำ ยังมีการเอาไม้ตีใบหน้าจนเละ ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการปกปิดรูปพรรณสัณฐานของเหยื่อ ให้จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร….นักการทูตฝรั่งท่านนั้นเล่าด้วยว่า การผ่าท้องยัดคอนกรีตอาจมีที่มาที่ลึกล้ำกว่านั้น กล่าวคือ อาจไม่เป็นเพียงแค่การต้องการถ่วงน้ำเท่านั้น มันมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าลืมว่าเจ้าไทย โดยเฉพาะวชิราลงกรณ์ เชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์ โชคลางอย่างมาก นักการทูตให้ความเห็นว่า การคว้านท้องออก เอาอวัยวะภายในออก มาจากความเชื่อที่ว่า เป็นการเอา identity ออกจากร่างกาย หมายความว่า เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว จำร่างตัวเองไม่ได้ เพราะอวัยวะภายในไม่เหลือแล้ว เมื่อกลับสู่ร่างเดิมไม่ได้ ทำให้ต้องร่อนเร่ และไม่สามารถกลับมาชำระความแค้นได้อีก นี่บอกตรงๆ ดิชั้นไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ไม่แปลกใจที่เจ้าไทย ผู้นำไทย เชื่อเรื่องพวกนี้อย่างงมงาม อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ผู้นำไทยหลายคนมักเดินทางไปขอให้หมอดูอีทีที่พม่าดูเรื่องไสยศาสตร์เรื่องพวกนี้อยู่มาก วชิราลงกรณ์เชื่อเรื่องแบบนี้แบบหัวปักหัวปำ….สุดท้าย ทำไมไม่คืนร่างสุรชัยให้ครอบครัว หลังจากที่ได้พบศพ ซึ่งตอนแรกไม่เป็นข่าวใหญ่ แต่พอผู้สื่อข่าวในท้องถิ่นกระพือข่าว ทำให้ทางการต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ในแง่การสอบสวนและการชันสูตรศพ โดยออกมายอมรับว่าสองศพแรกคือสหายของคุณสุรชัยจริง ส่วนนี้อาจเพื่อรอดูการตอบสนองจากสาธารณชนด้วย และก็เป็นอย่างที่คาด สังคมโกรธแค้น ที่ทำไมต้องทำกับผู้เห็นต่างขนาดนั้น จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง ณ แยกราชประสงค์ ทั้งๆ ที่ในระหว่างนั้นมีการห้ามมิให้ชุมนุมใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนร้องขอความเป็นธรรมให้กับเหยื่อ จนในที่สุด ทางการตัดสินใจที่จะไม่เดินหน้าต่อใดๆ เรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า การคืนศพสุรชัยให้ครอบครัว จะยิ่งทำให้สร้างความโกรธมากขึ้น เลยคิดว่า การทำให้ศพหายไปเลยจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 5

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว ป กุ้งเผาเครียดแค้นใจที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออีกลุ่มประธานบริษัท จนต้องถูกถีบออกมา จึงได้ขอให้คนใกล้ชิดติดต่อปรีดา เพื่อนที่ทั้งรักและเกลียด เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้งในการล้มอีประธาน โดยมองว่า วิธีเดียวที่จะล้มได้ก็คือ การต้องขุดเรื่องการตายของคุณนนท์กลับคืนมา ในเบื้องต้น ปรีดาเห็นดีด้วย แต่ได้บอกว่า ขอให้ ป กุ้งเผาเดินหน้าไปก่อน และตัวเองจะตามไป ทั้งคู่เตรียมตัวที่จะกลับเมืองไทย

…กลับมาที่กรุงเทพ ดิชั้นยังเป็นคนใช้บ้านคุณพลอยู่ ค่ำวันหนึ่ง คุณพลเรียกที่ปรึกษามาคุย เพราะรู้ว่า ป กุ้งเผาอาจจะกลับมารื้อฟื้นเรื่องคดีคุณนนท์ จึงต้องวางแผนทั้งรุกและรับ ในด้านแผนรุกนั้น ได้มีการติดต่อไปยังบริษัทอเมริกันที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ ตอนนั้น อเมริกามีอิทธิพลมาก และได้ร่วมมือกับบริษัทของคุณพลในการต่อสู้กับบริษัทของเวียดนาม กัมพูชา และลาว เมื่อคุณพลบอกว่า ป กุ้งเผากำลังคิดไม่ดีกับบริษัท ไอ้กันก็ยินดีช่วยทันที เพราะผลประโยชน์ของอเมริกาอยู่ในตัวลุงพล การที่ ป กุ้งเผาหนีไปญี่ปุ่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะญี่ปุ่นคือพันธมิตรของอเมริกา หลังจากที่อเมริกาเอาปรมาณูไปทิ้งที่บริษัทญี่ปุ่น 2 แห่งที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จนทำให้ประธานของญี่ปุ่นต้องแพ้ราบคาบ จากนั้น ญี่ปุ่นก็อยู่ในอาณัติอเมริกา ที่เย็นได้ยินแต่ไม่ถนัดนั้น คือคุณพลขอให้อเมริกาจัดการ ป กุ้งเผา เพื่อไม่ให้กลับมาไทยได้ แต่ด้วยวิธีใด ตอนนั้นดิชั้นยังไม่ทราบ

…ใน่อีกส่วนหนึ่ง คุณพลขอให้จ้างนักเขียนชาวอังกฤษ แต่งนิยายขึ้นหนึ่งเล่ม ให้ชื่อว่า กงจักรดอกบัว (รูปที่แนบมานี้) เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่า คุณนนท์ฆ่าตัวตาย เพราะความรักไม่สมหวัง คือคุณนนท์มีแฟนเป็นชาวสวิส ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ไม่สามารถแต่งงานกันได้ แต่ทฤษฎีฆ่าตัวตายนั้นมันอ่อน อย่างไรก็ตาม การสั่งให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1964 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ป กุ้งเผาตาย แสดงว่า จนเวลาล่วงเลยมาถึง 18 ปี หลังจากที่คุณนนท์เสียชีวิต คุณพลยังไม่อาจนอนหลับตาสนิทได้ เพราะกลัวเรื่องที่ตัวเองเป็นคนฆ่าพี่ชาย จะกลับมาหลอกหลอนอีก

…เช้าวันนั้น วันที่ 11 มิถุนายน ปี 1964 ป กุ้งเผายังมีสุขภาพดีทุกอย่าง กินข้าวได้ ออกกำลังกาย ไปจ่ายตลาดได้ บ้านคุณ ป กุ้งเผาอยู่เมือง Sagamihara ชานเมืองโตเกียว เย็นเคยได้แวะไปหาข้อมูล และได้มีโอกาสไปคุยกับเพื่อนบ้านคุณ ป กุ้งเผา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนบอกว่า ป กุ้งเผาเป็นคนมีมิตรไมตรีดี และเช้าวันที่เสียชีวิตก็ยังสุขภาพดีอยู่เลย จากนั้น ดิชั้นสังเกตว่า จากบ้านคุณ ป กุ้งเผา เดินไปไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นฐานทัพบริษัทอเมริกัน จึงผูกเรื่องได้ว่า การให้ ป กุ้งเผาไปอยู่ที่นั่น ก็เพื่อให้อยู่ในสายตาของบริษัทอเมริกัน ดังนั้น ข่าวที่ว่า ป กุ้งเผาจะร่วมมือกับปรีดา ในการขุดคุ้ยคดีคุณนนท์ก็อาจจะมาจากตรงนี้

…ตอนเย็น คุณ ป กุ้งเผาทานอาหารปกติ เป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหมูทอด ทานเสร็จไม่นาน เวลา 2 ทุ่มกว่าๆ คุณ ป กุ้งเผาเสียชีวิตกระทันหัน คาดว่าน่าจะมาจากการถูกลอบวางยาพิษ ซึ่งเย็นคอนเฟิร์มได้ว่า บ้านคุณพลเก่งเรื่องการวางยาพิษ เพราะหลายปีต่อจากนั้น ชู้ของป้าปากแดงก็ตายด้วยยาพิษเหมือนกัน บรื๊อออ เมื่อคุณ ป กุ้งเผาตาย ทำให้คุณปรีดายกเลิกแผนการกลับไทย และล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์ แต่ได้ทิ้งจดหมายลึกลับให้เปิดได้ในปี 2024 เย็นอยากรู้จังว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณพลหรือไม่

….กลับมาไทยอีกครั้ง ตอนนี้ ทางสู่อำนาจของคุณพลโล่งแจ้ง ไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอีกแล้ว ตอนนี้ ยอมทั้งหลายก็เค้ามาเป็นพันธมิตรกับคุณพล แถมยังได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาด้วย จากนี้ คุณพลเดินทางสานสัมพันธ์กับยามต่อ เพราะมันสำคัญต่อความมั่นคงทางอำนาจของคุณพล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มการเดินทางเยือนลูกจ้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นฐานเสียง ที่ใครบอกว่าไอ้ผู้จัดการหน้าเหลี่ยมมันใช้นโยบายประชานิยมซื้อลูกจ้างจริงๆ แล้ว ลุงพลทำมาก่อนทั้งสิ้น

….ในช่วงนี้ ลุงพลกับเมียจึงเริ่มเดินทางหาเสียงในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับอเมริกาทั้งสิ้น โดยไปเยือนบริษัทเวียดนามใต้เป็นแห่งแรกในปี 1959 ในปีต่อมาก็ไปหลายแห่ง อินโนนีเซีย พม่า เยอรมันตะวัตกและหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษที่ก่อนหน้านี้ ประธานคนเก่าไม่ต้อนรับคุณพล เพราะเชื่อว่าคุณพลคือฆาตกรฆ่าพี่ชาย แต่ทริปที่สำคัญที่สุดคือไปอเมริกา ที่ได้รับการต้อนรับดังดาราฮอลลีวู้ด ได้ไปพบเอลวิส เพรสลีย์ จนอเมริกันชนปลื้มในคู่ผัวเมีย เย็นติดตามคณะไปด้วย ต้องยอมรับว่า การต้อนรับโอ่อ่าจริงๆ

…การเดินทางต่างประเทศมีไปถึงปี 1967 ซึ่งคุณพลกลับไปอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หยุดการเดินทางจนกระทั่งปี 1994 ที่ไปลาวเพื่อไปเปิดสะพานข้ามแม่น้ำของสองบริษัท การไม่เดินทางต่างประเทศอีก เพราะคุณพลต้องการทุ่มเทให้กับการสร้างอำนาจในบริษัทอย่างเต็มที่ ในทศวรรษที่ 1960 นี้ ลูกๆ ของคุณพลเริ่มโตแล้ว คุณพลส่งลูกชายคนเดียว ในบ้านเรียกกันว่า น้องโอเลี้ยง ไปเรียนที่อังกฤษในปี 1966 ก็ไปก่อความวุ่นวายที่นั่น จนในที่สุดต้องส่งไปเรียนที่สุดขอบโลกที่ประเทศจิงโจ้ ส่วนลูกสาวคนโต บัวหลวง ก็ไปเรียนที่อเมริกา ก็ดันไปมีผัวฝรั่งให้พ่อช้ำใจ ตอนหน้า เย็นจะกลับมาเล่าความปวดหัวของลูกๆ คุณพลค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ”สหายภูชนะ”
ไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง”สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เกิดวันที่ 24 ธันวาคม พ. ศ. 2485 ที่ตำบลท่าพระยาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมือง มีอาชีพซ่อมวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน ต่อมา สุรชัยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเมือง หลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จากการเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคลื่อนไหวแบบยุทธวิธีกองโจรในป่า จากนั้น สุรชัยได้เข้าร่วมการเมืองในระบบรัฐสภา ด้วยการเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ จากการชักชวนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้สมัครพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นอกจากนี้ สุรชัย ได้เคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ คมช. ที่สนามหลวง และต่อมาได้แยกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มแดงสยามร่วมกับจักรภพ เพ็ญแข โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่ม นปช. อีกต่อไป…ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 สุรชัย ถูกตำรวจจับตามหมายศาลอาญาเลขที่ 27/2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากปราศัยบริเวณท้องสนามหลวง ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังปล่อยตัวออกจากเรือนจำ สุรชัยก็เคลื่อนไหวทางการเมืองน้อยลง มีเพียงการนำสิ่งของ สัญลักษณ์ การต่อสู้ทางการเมือง เช่น หมวก เสื้อยึด ไปจำหน่ายตามที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สุรชัย ก็ตัดสินใจลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศลาว จนศาลทหารได้ออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.….ผ่านมาจนถึงปี 2561 สุรชัยและผู้ติดตามรวมสามคนหายตัวจากที่พักในลาวในวันที่ 12 ธันวาคม ข่าวความคืบหน้า มีเพียงการพบศพสองศพที่ริมแม่น้ำโขง จากการตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาตรงกับ ‘สหายกาสะลอง’ และ ‘สหายภูชนะ’ สองผู้ติดตามที่หายตัวไปพร้อมกับสุรชัย ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 12 ธ.ค. วันนั้น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นวันที่สุรชัย จะได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วันถัดมา เพื่อนผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งอยู่ในลาวจะเดินทางไปหาเขาที่บ้านพัก และพบว่าสุรชัย พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนคือไม่อยู่ที่บ้าน กระทั่ง 10 วันให้หลัง เพื่อนผู้ลี้ภัยอีกคนได้เดินทางไปหาพวกเขาที่บ้านพักอีกครั้ง ก็ได้สังเกตพบว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้านเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่า บ้านพักไม่ได้ล็อคกุญแจ ส่วนรถตู้ที่เคยใช้งานประจำก็ยังจอดอยู่ และเครื่องใช้ส่วนตัวก็ไม่ได้หายไป พบแต่เบาะแสของการดื่มกิน คือมีเบียร์ที่เปิดไว้หลายขวด และอาหารที่ยังเหลือบนโต๊ะ คาดว่า การอุ้มหายอาจจะมาจากนกต่อ เช่นเดียวกับในกรณีของเบียร์ หรือดีเจซุนโฮ….ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ในช่วงที่สุรชัยและผู้ติดตามหายตัวไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินทางไปเยือนนครเวียงจันทร์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้ลี้ภัยว่า ช่วงเวลานี้จะต้องหลบจากที่อยู่เดิมสักพักหนึ่งก่อน ทว่าสุรชัยเลือกที่จะไม่หลบไปไหน และเลือกที่จะอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน….ข่าวคราวของสุรชัยและผู้ติดตามทั้งสองคน เงียบหายไปเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม และสื่อหลักอย่างข่าวสด และสำนักข่าวไทย เผยแพร่ข่าวการก่ออาชญากรรมโหด ฆ่าผ่าท้องควักไส้ออก และนำแท่งปูนยัดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำไปทิ้งถ่วงลงแม่น้ำโขง สภาพศพถูกมัดแขนและขา รัดคอ ถูกทุบจนใบหน้าเละ เนื้อหาในข่าวช่วงนั้นระบุว่ามีการพบศพทั้งหมด 3 ครั้ง การรายงานข่าววันแรกคือวันที่ 26 ธ.ค. ที่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน แต่กลับมีข่าวต่อมาว่า ศพดังกล่าวได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำแม้จะมีเชือกขนาดใหญ่ผูกที่ศพ ถัดมาอีกวัน 27 ธ.ค. มีการพบศพที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม และวันที่ 29 ธ.ค. ที่ บ้านท่าสำราญ ต.อาจสามารถ มีการพบศพอีก 2 ศพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ศพที่พบในสองวันหลังเป็นหนึ่งในศพที่ถูกอ้างว่าหลุดลอยไปกลับกระแสน้ำ กระทั่งวันที่ 21 ม.ค. 2562 ผลการพิจสูจน์ DNA ได้ยืนยันชัดเจนว่า ศพทั้งสองที่ถูกพบนั้นคือสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ขณะที่สุรชัย ยังไม่ใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว และหากเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่มีใครพบว่าศพของเขาอยู่ที่ใด….การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสุรชัย ในช่วงที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศลาวนั้น เขาได้จัดรายการวิทยุลงใน You Tube หรือที่เรียกในหมู่ผู้ฟังว่า “วิทยุใต้ดิน” นำเสนอเนื้อหาที่พิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย รัฐบาลเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์ กระนั้นก็ตามต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ลี้ภัยเองแม้จะมีจุดร่วมกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมือง แต่กรอบมุมมองต่อสถานการณ์ และแนวทางการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ทางการเมืองจากนอกประเทศก็แตกต่างกันไป และการเคลื่อนไหวของสุรชัยเองก็เป็นคนละส่วนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่ม “สหพันธรัฐไท”….มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การหายตัวไปของสุรชัย และการพบศพผู้ติดตามทั้งสองคนซึ่งลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงนั้น อาจมีเป็นผลจากปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มสหพันธรัฐไท ได้เชิญชวนให้คนที่ติดตามวิทยุของกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยใส่ชุดดำ และติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มซึ่งมีลักษณะคล้ายธงชาติไทย แต่เป็นธงที่มีเพียงสีขาวและสีแดง ไม่มีสีน้ำเงิน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่นบริเวณสกายวอล์คเชื่อมห้างมาบุญครอง และต่างจังหวัด จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกจำกุมดำเนินคดีไปหลายราย….ทางด้านป้าน้อย หรือปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สุรชัยเสียชีวิตแล้วจริงๆ โดยศพ 1 ใน 3 ที่พบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.61 ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมนั้น เป็นศพของสุรชัย เพราะดูจากสภาพศพและขาขวาที่งอเพราะเคยโดนรถชน อีกทั้งเป็นศพที่หายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปพิสูจน์พลิกศพ จึงเหลืออยู่แค่ 2 ศพ จึงเชื่อว่า เป็นการทำลายหลักฐาน และน่าจะมีการนำศพไปฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง คงไม่ใช่นำไปเผาเพราะศพเปียกทำลายยาก มีการสันนิษฐานว่าสุรชัย และพวกอีก 2 คน อาจจะถูกนำตัวออกมาจากฝั่งลาวแล้วนำตัวมาสังหารอย่างโหดเหี้ยมในฝั่งไทย เพราะหากสังหารในฝั่งลาวแล้วโยนศพลงแม่น้ำโขง ศพคงไม่ลอยมาไกลถึงฝั่งไทยและลอยขึ้นในสถานที่ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้…. สุรชัยเคยบอกว่า หากตัวเองเสียชีวิตแต่ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขออย่าเพิ่งเผาศพ แต่ให้แห่ไปทุกจังหวัด มาวันนี้ ศพที่จะแห่ยังไม่มีให้เห็น…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องการสังหารคนทั้งสาม ที่มีวิชาไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวพันด้วย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมื่อคุณพลสามารถกำจัดผู้จัดการ ป กุ้งเผาไปได้ ด้วยความร่วมมือของหัวหน้ายามและผู้จัดการคนใหม่ คุณสลัด เค้าก็เริ่มการสร้างอุดมการณ์ประธานชาตินิยม อุดมการณ์นี้สร้างบนปัจจัย 3 ข้อคือ ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตยให้คุณพล ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณสล้ดได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณที่คุณปู่เคยยกเลิกไปแล้ว เอากลับมาใหม่ ทั้งในเรื่องการหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ เพราะเป็นการยกสถานะคุณพลให้เป็นเทพ แน่นอน คุณพลต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นประธานที่เต็มไปด้วยทศพิธราชธรรม

…การสร้างความศักดิ์สิทธิ์มันมาพร้อมกับการคงไว้ซึ่งกฏหมายหมิ่นประธาน ที่มีโทษสูง คือนอกจากจะเป็นเทพแล้ว ลูกจ้างห้ามด่าเทพ อวยได้อย่างเดียว ถ้าด่าท่านประธาน ก็จะติดคุกหัวโต การอวยอย่างเดียวนี้เอง กลายมาเป็นโปรแกรมแห่งชาติ ผ่านการศึกษาและสื่อตลอด 24 ชม ต่อวัน ทุกๆ 2 ทุ่ม จะต้องมีข่าวภารกิจท่านประธานและครอบครัว ในหนังสือเรียน ก็จะมีการโฆษณารูปท่านประธานมีเหงื่อหยดปลายจมูก เด็กๆ สมัยนั้น รวมถึงลูกชาวบ้านอย่างดิชั้น บางทียังเผลอร้องไห้เมื่อเห็นรูปนั้น

…นอกจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็คือการสร้างความนิยม ตรงนี้แหละที่นำมาซึ่งการสร้างโครงการในดำริของท่านประธานที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท้องถิ่นให้ลูกจ้างอยู่สบาย แต่บางทีคนใช้อย่างดิชั้นก็งง เวลาเดินทางไปกับคุณพลและคุณนายปากแดง แม้ไปถิ่นธุรกันดาล และสองผัวเมียคู่นี้ก็รับเงินบริจาคจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วย ส่วนโครงการหลายพันโครงการ เอาจริงๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นมาก ไม่มีใครกล้าตำหนิโครงการท่านประธานเพราะกลัวติดคุก แต่ต้องยอมรับว่า ท่านประธานได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อไปพบลูกจ้าง เหมือนนักร้องดาราที่ไปพบแฟนคลับนั่นเอง

…ไอ้การสร้างความนิยมนี่เองที่นำไปสู่การเริ่มการตั้งงบประมาณอวยคุณพลอย่างหูดับตับไหม้ คือทั้งงบประมาณของทั้งบริษัท และงบประมาณขององค์กรย่อย ต่างทุ่มให้กับการโฆษณาชวนเชื่อคุณพล มีการติดรูปคุณพลทั่วทุกมุมถนน มีการสร้างซุ้ม ศาลา บนสะพายลอย แม้แต่ถิ่นธุรกันดารก็ยังมีการเอารูปหรือปฏิทินไปแจกชาวบ้าน จนกลายเป็นหลักปฏิบัติว่า ทุกบ้านต้องมีรูปของคุณพลกับป้าปากแดงเสมอ บ้านของเย็นเองที่หนองบัวลำภูก็มีรูปครอบครัวคุณพลติดตระหง่านทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าประตูส้วม

…ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือการสร้างภาพลักษณ์ลุงพลให้เป็นนักประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันตลก เพราะความเป็นคุณลุง ที่สืบต่ออำนาจในบริษัทจากครอบครัว ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ลองสังเกตุดีๆ เย็นเอาสุนทรพจน์ที่คุณพลพูดทุกๆ วันเกิดแก่ลูกจ้างมาฟัง มันจะมีข้อความวนเวียนไปมา ไม่พ้นเรื่องความดีความชั่ว ความสะอาดความสกปรก ความซื่อสัตย์การคอร์รัปชั่น ลุงพลจะแอบด่าผู้จัดการลูกจ้างเนียนๆ ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดี คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและเอาแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เพราะการพูดแบบนั้น เท่ากับเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพความดีและความสะอาดให้ตัวเอง เย็นยอมรับว่า อีลุงพลมันเก่งเรื่องนี้มาก

…ไม่เพียงเท่านั้น แม้คุณพลต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัท แต่ทุกครั้งที่ลูกจ้างทะเลาะกันยาม คุณพลต้องเข้ามาห้าม แต่จะห้ามก็ต่อเมื่อได้เกิดการนองเลือดแล้ว เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากันได้เข้ามาห้ามความรุนแรง จนคุณพลได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพเแห่งบริษัท หรือ stabilising force จนลูกจ้างกรุงเทพมันมักเรียกร้องให้คุณพลแทรกแซงกิจการบริษัททุกครั้งที่มีปัญหา เท่ากับเป็นการชักชวนให้คุณพลละเมิดกฎบริษัทนั่นเอง

…พอได้สามสิ่งที่ตั้งใจ หรือเรียกว่าอุดมการณ์ประธานชาตินิยม เราเริ่มสังเกตุเห็นความกล้าของลุงพลมากขึ้น ในการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จนหลายครั้งข้ามหน้าผู้จัดการไป ลุงพลได้รับการสนับสนุนจากคุณสลัด ที่ได้สร้างวาทกรรมเรื่องความมั่นคงของคุณพลเท่ากับความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น ในฐานะผู้จัดการและหัวหน้ายาม จึงมีความจำเป็นที่ต้องปกป้องคุณพล นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอีพวกยามมันจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับกิจการบริษัทด้วย จนมีรัฐประหารบริษัทหลายครั้ง

…ช่วงนั้นเอง ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว คุณ ป กุ้งเผายังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับมาไทยเพื่อล้างแค้น เค้าได้แอบติดต่อคุณปรีดาผ่านตัวกลาง ซึ่งตอนนั้น คุณปรีดาอยู่ที่กรุงปารีสแล้ว โดยทั้งสองวางแผนที่จะกลับไทย โดยปรีดาถามว่า ถ้าจะกลับไทย เราจะกลับไปอย่างไร คุณ ป กุ้งเผาบอกว่า เราออกมาจากทางไหน ก็กลับทางนั้น นั่นหมายถึงการถูกเขี่ยออกมาเพราะเรื่องที่คุณนนท์ตายลึกลับ หมายความ คุณ ป กุ้งเผา และคุณปรีดา จะกลับไปเพื่อมาเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์

…เรื่องรู้ถึงหูคุณพล จึงรู้สึกเครียด เพราะกลัวว่า ความลับที่ตัวเองสังหารพี่ชายโดยบังเอิญจะถูกเปิดออก จึงได้ปรึกษาผู้แทนบริษัทอเมริกันว่าจะทำอย่างไรกับ ป กุ้งเผาดี…. คำตอบที่ได้คือ… ความตายเช่นเดียวกัน

….รูปตอนดิชั้นอายุ 30 ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

โกตี๋

…เราเรียกเค้าสั้นๆ ว่า “โกตี๋” แต่ชื่อจริงคือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เกิดเมื่อปี 2512 ที่จังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย ในปี 2552 เพื่อต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเป็นดีเจวิทยุเสื้อแดง สถานีวิทยุประชาชน เอฟเอ็ม 104.10 คลองสาม ปทุมธานี เป็นเจ้าของสถานีวิทยุเพื่อมวลชน เรดการ์ด เรดิโอ และแกนนำ นปช.ที่มีบทบาทในจังหวัดปทุมธานี

….โกตี๋ นับได้ว่าเป็นกลุ่มแดงฮาร์ตคอร์ ในระดับเดียวกับกลุ่มของนายขวัญชัย สารคำ ประธานชมรมคนรักอุดร สร้างผลงานเข้าตานายใหญ่ จากการนำมวลชนเสื้อแดงปฏิบัติการร่วมล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยา เมื่อปี 2552 แต่หลังจากการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์ของกองทัพ ในปี 2553 จึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ รวมถึงกลุ่มของโกตี๋ต่างกระจัดกระจายกันไป

….เส้นทางของโกตี๋ก่อนเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้ เริ่มมาจากการเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และกลุ่ม 24 มิถุนา ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นอกจากนี้ ยังเคยเป็นการ์ดให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อีกด้วย จากนั้นได้ผันตัวเองมาเป็นแกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานีในนาม “กลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย” พร้อมกับตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่ปทุมธานีเมื่อปี 2554

…การเป็นแกนนำเสื้อแดงปทุมธานีนี่เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักโกตี๋มากขึ้น เช่น เมื่อปี 2555 โกตี๋ได้นำคนเสื้อแดงปิดถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณสำนักงานเขตดอนเมือง เพื่อทวงถามเงินช่วยเหลือจากกรณีผู้ประสบอุทกภัย แต่นั่นยังไม่ทำให้ชื่อเสียงของโกตี๋เป็นที่รู้จักมากเท่ากับการนำมวลชนเสื้อแดงออกไล่ล่าพรรคประชาธิปัตย์ไปทุกแห่งที่พรรคมีการจัดเวทีผ่าความจริงเพื่อโจมตีการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างปี 2555-2556 โดยมีอยู่หลายครั้งที่เวทีดังกล่าวของพรรคต้องล้มเลิกกลางคัน เพราะไม่สามารถทนต่อกระแสกดดันของคนเสื้อแดงกลุ่มโกตี๋ได้

….ในช่วง กปปส.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มโกตี๋กลายมาเป็นดาวเด่นของขบวนการเสื้อแดง แทน นปช. แต่ใช้แนวทางฮาร์ดคอร์จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “อริสมันต์สอง” ในหลายวีรกรรม เช่น พามวลชนไปรบกับพุทธอิสระบริเวณเวทีแจ้งวัฒนะ จนเกิดการปะทะกันหลายครั้งและมีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ ยังท้ารบกับประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.ขณะนั้น) และยังนำป้ายผ้าสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศขึ้นที่เขตดอนเมือง จนกระทั่งถูกกองทัพบกแจ้งความให้เอาผิดกับโกตี๋ รวมถึงการประกาศจะจัดการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แบบถึงลูกถึงคน ที่เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์

….ถึงแม้ว่าโกตี๋จะระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช.อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดกระทำในนามส่วนตัว แต่เขาก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำพรรคเพื่อไทย และเดินทางไปมาหาสู่ถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทยหลายครั้ง และเคยให้สัมภาษณ์พิเศษ เมื่อปี 2555 ถึงสาเหตุที่ทำไมต้องเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์ว่า “เพราะ นปช.ถอยเกินไป คุณสันติ อหิงสาไง พวกเราถึงตาย แต่วันนี้ผมสันตินะ แต่ผมไม่อหิงสา ผมจะสู้แบบนี้ คุณดีมาผมดีไป แต่ถ้าคุณแรงมาผมแรงไป คุณยิงหนังสติ๊กมาผมเอาก้อนหินไป คุณเอาดาบมาผมซามูไรไป คุณจุดสามแปดผมจุดสี่ห้า อะไรที่มีต้องสู้ไปจะสู้ไปกราบไปไม่ได้ สู้ไปถอยไปไม่เอา ต้องสู้ไปต่อยไป สู้ไปตีเข่าไป สู้ไปแทงคอไป นั่นแหละมันถึงจะชนะ”

….ในสงครามรบของขบวนเสื้อแดง-เพื่อไทย กับเครือข่าย กปปส.-พรรคประชาธิปัตย์ โกตี๋ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ไม่มีราคา หากแต่เลือกต่อกรกับผู้นำเหล่าทัพ เพื่อถีบตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักจนสามารถ “ต่อกร-ก่อกวน” กับฝ่ายต้าน ยิ่งลักษณ์ ได้ดุเด็ดเผ็ดร้อน โดยเฉพาะการใช้แนวทางฮาร์ดคอร์ แต่หลังจากที่เค้าไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศพาดพิงสถาบัน จนรัฐบาลต้องลอยแพให้ตำรวจดำเนินคดีกับโกตี๋ มิฉะนั้นถ้ายังอุ้มอยู่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่อยู่ใน “สภาพเป็ดง่อย” ก็อาจพังพาบเร็วกว่าที่คาด จนไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนายกรัฐมนตรีสิ้นสภาพ โกตี๋เองถึงกับรับรู้ชะตากรรมก่อนเปรยถึง ยิ่งลักษณ์ว่า “กำลังฆ่าคนที่ศรัทธาไม่ต่างจากเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล”

….ทั้งหมด นำไปสู่แผนการอุ้มฆ่า โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากคนที่ใกล้ชิดกับโกตี๋ว่า เค้าได้ถูกกลุ่มชายชุดดำ ประมาณ 10 คน คลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรหม พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าจับตัวไป เมื่อเวลา 9.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นในลาว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 ขณะที่โกตี๋กำลังจะลงจากรถ เพื่อจะเข้าบ้านพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำดังกล่าว ได้แอบซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านก่อนที่ โกตี๋จะมาถึง และเมื่อโกตี๋กำลังจะก้าวลงจากรถพร้อมเพื่อนอีก 2 คน กลุ่มชายชุดดำดังกล่าวก็ได้กระจายกำลังกัน เข้าจับกุมทั้ง 3 คน โดยเอาผ้าคลุมหน้าทุกคน พร้อมเอาผ้ายัดปาก และมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็แยก โกตี่ พาไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ ส่วนเพื่อนโกตี๋อีก 2 คน ถูกลากมาขังไว้รวมกันไว้ภายในบ้าน จากนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ออกจากบ้านไป

….หลังจากเพื่อนโกตี๋ทั้ง 2 คน ดิ้นหลุดจากการถูกมัด ก็ได้เรียกให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วย โดยแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบแล้ว เพื่อนโกตี๋ที่ถูกจับเล่าให้ฟังว่า ชายชุดดำที่เข้ามาจับกุมพวกตนนั้น พูดภาษาไทย และใช้ที่ช๊อร์ตไฟฟ้าช๊อร์ตเข้าที่ต้นคอตน จากนั้นก็ซ้อมแต่ละคน พร้อมขู่ไม่ให้พูด ไม่ให้ร้อง ขณะเดียวกันเขาบอกว่า ยังได้ยินเสียงโกตี๋พูดว่า “โอ้ย หายใจไม่ออก” จากนั้น เสียงโกตี๋ ก็เงียบไป ซึ่งเพื่อนทั้งสองคนได้แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แล้ว จนถึงวันนี้ ไม่มีใครรู้เบาะแสการอุ้มหายของโกตี๋ไปมากกว่านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า เค้าถูกนำตัวข้ามไปฝั่งไทย และถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลและครอบครัวกลับมากรุงเทพในปี 1951 พร้อมด้วยทารกน้อย เพศหญิง ที่มีชื่อว่า บัวหลวง ช่วงที่กลับมาถึงใหม่ๆ นั้น คุณพลมีอายุเพียง 24 เท่านั้น ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ อีกทั้งยังอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎการบริหารบริษัท คุณพลมีภารกิจอันใหญ่หลวง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างไรให้รอดพ้นจากคำลือคำเล่าอ้างที่เค้าคือคนฆ่าพี่ชาย เรื่องนี้มันกลายมาเป็นปัญหาความชอบธรรมตราบใดก็ตามที่เค้าดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท นอกจากนี้ อีกคำถามที่สำคัญคือ ตระกูลคุณพลจะพลิกผันกลับมาสู่อำนาจอีกทีได้อย่างไร เพื่อนำคืนวันเก่าๆ ที่บรรพบุรุษเค้าได้สร้างไว้ ซึ่งการทำอย่างนั้นคือการประกาศสงครามกับยามทั้งประเทศ

….การที่ต้องเก็บความลับเรื่องพี่ชาย ทำให้คุณพลไม่เคยยิ้ม เพราะรู้ว่าตัวเองปกปิดความผิดไว้ จนนักข่าวฝรั่งมันเอาไปเขียนหนังสือในอีกหลายสิบปีต่อมาเรื่อง ท่านประธานไม่เคยยิ้ม คุณพลบอกกับแม่ (ดิชั้นแอบได้ยินว่า) จะต้องเพียรพยายามสร้างภาพลักษณ์ชองคนดีเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง การทำความดีที่ว่านี้ เริ่มขึ้นเร็วมาภายในไม่กี่ปีหลังจากที่คุณพลกลับจากสวิตเซอร์แลนด์

…เหมือนมีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นใจให้ความตั้งใจของคุณพลสำเร็จลุล่วง กลับมาไทยได้ไม่นาน ก็เกิดความขัดเแย้งระหว่างบริษัทอเมริกันกับบริษัทโซเวียต จนหลายๆ คนเรียกว่าเป็นสงครามเย็น ทีนี้ อีบริษัทจีนมันเข้าร่วมฝ่ายโซเวียต ขณะที่ไทย เลือกข้างอเมริกันเพราะเราต้องการประกาศให้ประชาคมโลกเห็นว่า บริษัทของเรามีความเป็นประชาธิปไตย ไอ้ความสนิทสนมกับบริษัทอเมริกันนี้เอง ที่ทำให้คุณพลกลายมาเป็นประธานที่มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขัดต่อกฎบริษัทที่ประธานต้องอยู่เหนือธุรกรรมทั้งหมด

…ในปี 1955 บริษัทอเมริกันแสดงความเห็นว่า เพื่อเป็นการสกัดคู่แข่งที่มาจากบริษัทเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ซึ่งต่างอยู่ภายใต้อาณัติของโซเวียต) คุณพลอาจจะต้องเดินทางไปดูบริษัทในภาคอีสานมากขึ้น จึงเริ่มมีการจัดการเดินทางไปเยือนภาคกลางและอิสาน เพื่อไปดูแลว่าลูกจ้างเป็นอย่างไร เป็นครั้งแรกที่ลูกจ้างได้พบเห็น สัมผัสท่านประธาน หลังจากมองได้แต่ในรูปภาพ การไปเยือนบริษัทในต่างจังหวัดเหล่านี้ในที่สุดได้ปูทางไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาลูกจ้างหลายพันโครงการ ส่วนใหญ่ก็ขโมยความคิดมาจากลูกจ้างคนอื่นๆ และส่วนหนึ่งของโครงการก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หลอกเอาไว้

…ในช่วงนั้น ผู้จัดการบริษัทคือ ป กุ้งเผา ซึ่งมีทัศนะคติไม่ดีต่อท่านประธาน เพราะจริงๆ แล้ว ต้องการกำจัดตระกูลท่านประธานทั้งหมด และเปลี่ยนการบริหารบริษัทใหม่ให้เป็นการเลือกตั้งตัวประธานเอง คุณพลก็เกลียดคุณ ป กุ้งเผามาก และใช้ความพยายามหลายอย่างในการสร้างความแตกแยกในหมู่ยาม เพื่อเป็นการโค่นล้มคุณ ป ซึ่งต่อมา คุณพลก็พบว่า การที่สร้างความแตกแยกนั้นเป็นผลดีต่อตำแหน่งประธานของตัวเอง และได้พยายามสนับสนุนยามอีกคนให้ขึ้นมามีอำนาจ นั่นคือคุณสลัด ในปี 1957 คุณสลัดก็ทำสำเร็จในการขับไล่คุณ ป ออกจากตำแหน่ง จนต้องหนีตะเพิดไปญี่ปุ่น และต่อมาก็เสียชีวิตที่นั้น ส่วนคุณปรีดานั้น ลงจากตำแหน่งผู้จัดการไปนานแล้ว ด้วยเรื่องของการปกป้องการตายของคุณนนท์ คือมีคนของกลุ่มลูกเจ้ากลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่ากลุ่มแมลงสาป ได้ไปตะโกนที่โรงหนังว่า คุณปรีดาฆ่าคุณนนท์ จนทำให้ในที่สุด คุณปรีดาต้องหนีออกจากไทย ไปจีน และจากนั้นถึงต่อไปที่ฝรั่งเศส ส่วนแพะทั้งสาม พุธ จิต ฉลอง ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1955 แม้คุณพลรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นคนฆ่า แต่ก็ยังปล่อยให้มีการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้ง 3 มันจำเป็นต้องการมีการสร้างแพะ เพราะเป็นการซักขาวให้คุณพลหลุดจากคดีนั่นเอง แต่ในที่สุด กลับยิ่งทำให้มัวหมองมากขึ้น

…นับจากการมาถึงของคุณสลัด เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับคณะยาม มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของท่านประธาน มันเป็นความร่วมมือของท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ยามเข้ามาวุ่นวายในธุรกิจ จากนี้ มีโครงการมากมายและพิธีกรรมที่รื้อฟื้นใหม่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้คุณพล ขณะที่การรุกรานของบริษัทจากเวียดนามก็ใกล้ตัวเข้ามา พันธมิตรบริษัทอเมริกันก็เข้ามาช่วยสนับสนุนคุณพลกับเหล่ายาม ผลักดันให้กลายมาเป็นผู้มีอำนามากที่สุดในบริษัท

…ถึงตอนนี้ ปี 1959 ดิชั้น อีเย็นเป็นสาวเต็มตัว อายุเบญจเพศพอดีค่ะ ดิชั้นได้ทันเห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คิดว่า ดิชั้นควรจะจบเรื่องของดิชั้นดีกว่า เพราะเมื่อเทียบกับระดับความรุนแรงแล้ว กรณีของดิชั้นยังน้อยมาก และยังโชคดีที่มีชีวิตรอดมาได้ แต่ขอจบตรงนี้ว่า หลังจากเรื่องเกิดกับดิชั้น ตำรวจก็ทำงานอย่างหนัก แต่ 1 ปีผ่านมา ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ แม้ว่าดิชั้นกับตำรวจญี่ปุ่นจะยังคงสื่อสารกันตลอดเวลา ในใจของดิชั้นเชื่อว่า ป่านนี้ ตำรวจคงรู้ตัวคนร้ายแล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ถูกจ้างโดยฝ่ายไทย แต่คิดว่า การจับกุมอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับทางฝ่ายไทย ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสถานะที่ลำบาก ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็ถูกสังคมญี่ปุ่นมองว่าไร้ความสามารถในการจับคนร้าย ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่จะกระทบถึงไทย จึงใช้วิธีฆ่าเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก่อน คือยังสัญญาว่าการสอบสวนยังดำเนินอยู่ แต่ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ (เอาตามจริง ใครที่รู้ระบบการทำงานของตำรวจญี่ปุ่นจะพบว่า หากญี่ปุ่นไม่แน่ใจในตัวคนร้ายกว่า 95% เค้าจะไม่จับ เพราะกลัวจับผิด) เรื่องของดิชั้นจึงคาอยู่อย่างนี้
————
อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ

อิทธิพล สุขแป้น (เบียร์) เป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2529 ต่อมาในปี 2550 เบียร์เข้าเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเริ่มสนใจการเมือง โดยเข้าร่วมกับกลุ่มเสรีปัญญาชน ต่อสู้กับร่วมกับคนเสื้อแดงในระดับแนวหน้า ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 ทำให้เบียร์เกิดความรับรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่ตาสว่าง แต่ยังกล้าที่จะพูดถึงปัญหาที่สำคัญที่มาจากสถาบันกษัตริย์อีกด้วย โดยการปราศรัยและการแสดงความคิดเห็น นำเสนอไปถึงการปฏิวัติสังคม

….ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เมื่อกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้จัดงานทวงคืนวันชาติไทย ที่ท้องสนามหลวง เบียร์นำตำราของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาที่หลังเวที แล้วขอขึ้นพูดปราศรัยว่า “ผมกำลังศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของสังคม หลังจากผ่านยุคมืด สมัยกลางความเจริญหยุดลง ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ สังคมแบ่งเป็นกษัตริย์-ขุนนาง กดขี่เอารัดเอาเปรียบทาส-ไพร่ ออกกฎหมายห้ามใครดูหมิ่นหรือต่อต้าน หากฝ่าฝืนจะถูกจับกุมเข่นฆ่า แต่ประชาชนก็ลุกขึ้นสู้ จนสังคมเสื่อมทรามในที่สุดสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ยุครุ่งเรืองทางปัญญา ความคิดวิทยาศาสตร์และความเจริญก้าวหน้ามาแทนที่ยุคเก่าจนเกิดการปฏิวัติสังคมเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่ยุโรปและอเมริกา” คือเบียร์สามารถปราศรัยให้ผู้มาชุมนุมฟังอย่างเร่าร้อน และการพูดถึงไอเดียของสาธารณรัฐ นั่นคือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์นั่นเอง

…กลุ่มเสรีปัญญาชนเติบโตอย่างรวดเร็วมีสมาชิกถึง 50 คน และที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอีกนับพันคน แต่ละคนล้วนแล้วแต่กระตือรือร้นที่จะใช้ความรู้ทั้งจากตำราและจากประสบการณ์ที่เป็นจริงในสังคมไทย เพื่อสร้างสังคมใหม่ใหม่ ตามวิวัฒนาการสังคมที่พวกเขาเรียนรู้มา พร้อมๆกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้สร้างเครื่องมือทันสมัย ในการเผยแพร่ความรู้ใหม่ชนิดที่เรียกว่าถึงเวลาที่จะรื้อถอนโครงสร้างสังคมยุคเก่าให้หมดไป

…ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เบียร์จึงถูกเรียกให้ไปรายงานตัว และถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา112 เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศลาว ระหว่างที่ใช้ชีวิตเป็นผู้ลี้ภัยนั้น เค้าทำหน้าที่เป็นสื่อจัดทำรายการวิทยุ-โทรทัศน์ผ่านยูทูป เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเสื้อแดงที่รับฟังข่าวสารผ่านยูทูปในนามของ ”ดีเจซุนโฮ” ซึ่งชื่อนี้เป็นความคล้องจองกับตระกูลเดิมของพ่อแม่เขาที่ปราจีนบุรี แต่อย่าวงที่เราๆ รู้ การลี้ภัยไปต่างแดน ไม่ได้สุขสบายทุกคน ดิชั้นโชคดีมีงานทำ แต่หลายคนต้องทุกข์ทรมานจากความอัตคัตขัดสนในการดำรงชีพ และต้องคอยหลบภัยจากการถูกไล่ล่าจากทางการรัฐบาลไทย ผู้ลี้ภัยในลาวจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนกลุ่มละ 4-5 คน กระจัดกระจายตามที่หลบภัยหลายแห่งด้วยกัน ส่วนเบียร์ต้องหาเลี้ยงชีพตนเองด้วยการทำปลาร้าทรงเครื่องขายจึงอยู่ในนครเวียงจันทน์ เริ่มแรกอยู่ร่วมกับ “ใหญ่ พัทยา“ ตอนหลังจึงแยกตัวออกจากกัน

…ในวันที่ 21 มิถุนายน 2559 เบียร์เดินทางออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารคนไทย ที่บ้านโพธิ์ศรี ห่างจากที่หลบภัยของเบียร์ราว 5 กิโลเมตร ระหว่างนี้มีสายเรียกเข้าจากใหญ่ พัทยา มาชวนกินเบียร์ต่อที่ร้านเนื้อย่างเกาหลี KK จากนั้น ประมาณเวลา 21.00 น. จึงแยกย้ายกันกลับ แต่เพียงแค่ระยะทางห่างจากร้านที่กินเบียร์อยู่ด้วยกันราว 800 เมตร ก็เกิดเรื่องขึ้น เบียร์ถูกทำร้าย ปรากฏให้เห็นร่องรอยการต่อสู้ มอเตอร์ไซต์ของเบียร์ล้มลง ปราร้าทรงเครื่องแตกกระจาย และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเบียร์ที่เงียบหายไปในความมืด เบียร์ถูกอุ้มหายตัวไปในคืนวันนั้น

…การอุ้มฆ่าครั้งนี้ใช้ “นกต่อ” ให้ตัวเขาออกมาจากบ้านพัก หลายคนอาจหมายถึงใหญ่ พัทยา แต่ใหญ่ได้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเบียร์ ในเวลาต่อมา ได้ปรากฏเป็นบทสนทนาผ่านไลน์ที่เก็บบันทึกไว้ได้ และมีการเปิดเผยออกมาอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในบทสนทนานี้ ระบุถึงการรับจ้างทำงานด้วยเงิน 300,000 บาท และได้เตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติการครั้งนี้นั่นก็คือ ตาข่ายดักปลา และอุปกรณ์ในการจัดการศพสำหรับถ่วงน้ำนั่นเอง

…แต่บทสนทนาทางไลน์ ไม่อาจนำมาใช้เพื่อติดตามการหายตัวไปของเบียร์ได้ และ ก็ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก เพราะเป็นเหยื่อรายแรก มีการปล่อยข่าวกันในหมู่คนเสื้อแดงด้วยนซ้ำว่า เบียร์หนีไปเอง (เหมือนกับปที่มีคนใส่ร้ายวันเฉลิมเรื่องค้ายา) จนกระทั่งเมื่อศพของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โผล่ขึ้นทึ่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ศพของภูชนะ หรื ชัชชาญ บุปผาวัลย์ โผล่ขึ้นที่ ต. ธาตุพนม ศพของกาสะลอง โผล่ที่บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ โดยศพทั้งสามห่อหุ้มด้วยตาข่าย แต่ไม่ใช่ตาข่ายดักปลา แต่เป็นตาข่ายใช้ทำเล้าไก่ที่ปรากฏมีจำหน่ายในตลาดของจังหวัดนครพนม (ปล แต่จนทุกวันนี้ เรายังไม่ได้ศพของสุรชัย แซ่ด่านคืน)

…“ตาข่าย” จึงมีความหมายได้ว่า การอุ้มฆ่าผู้ลี้ภัยที่ประเทศลาวทั้ง 5 คนนี้ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน อย่างแยกกันไม่ออก โดยมีจุดร่วมอยู่อันหนึ่งนั่นคือ “ตาข่ายกับสายน้ำ” ส่วนการอุ้มฆ่าแต่ละคนนั้นใช้วิธีการที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดทำแบบแนบเนียน ไร้ร่องรอย รวดเร็ว จึงเชื่อว่าเป็นปฏิบัติการทางการทหารระดับสูงจากฝีมือการอุ้มฆ่ามืออาชีพ ขณะเดียวกัน กระแสข่าวจากตำรวจในพื้นที่ฝั่งประเทศลาวระบุว่า เบียร์ถูกอุ้มข้ามฝั่งมาที่ไทยและถูกสังหารในค่ายทหารแห่งหนึ่งแล้ว นำศพทิ้งหายไปกับกระแสน้ำของแม่น้ำโขง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น