หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จดหมายของ ปรีดี พนมยงค์ 2024

เรียน สมาชิกทุกท่านครับ

บัดนี้ก็เดินทางมาเป็นเวลา 75 ปี แล้วที่ อนัน ได้เสียชีวิตด้วยน้ำพระหัตถ์ของพระอนุชา ผมขอกล่าวขอโทษแก่ราษฎรทุกคนที่ผมต้องปิดบังความจริงในวันนั้น ถ้าผมเปิดเผยความจริงในวันนั้นเราอาจจะเป็นประเทศแห่งประชาธิปไตยแล้วก็ได้ แต่ในเมื่อผมทำผิดพลาดไปแล้วเราก็มาเริ่มต้นใหม่กัน

1-ทำไมผมต้องไปเชิญมาอีกทั้งๆที่เราสามารล้มได้แล้ว
-เพราะ”ผมกลัว”คำเดียวสั้นๆเลยครับข้อนี้เป็นความผิดผมเอง

2-ทำไมเลือกสายมหิดล
-เพราะสายนี้เป็นสายที่อ่อนที่สุด

3-ผมเขียนจดหมายจริงไหม
-จริงครับ ผมเขียนสมัยที่ลี้ภัยไปอยู่จีนก่อนที่จะย้ายไปฝรั่งเศสแต่ผมล้มเลิกไปก่อน พอกาลเวลาผ่านไปสักพักผมเลยนำข้อมูลที่เขียนไปไว้ที่ฝรั่งเศส

4-ทำไมต้อง2024
-จดหมายลับหรือจดหมายต่างๆที่ยังเปิดเผยไม่ได้ข้อมูลส่วนใหญ่ทางรัฐจะเป็นคนระบุเวลาเปิดให้โดยดูตามอายุของจดหมายและความเป็นไปได้

5-ผมเป็นชู้กับสังวาลย์?
-ไม่จริงครับ ผมรักภรรยาของผมมาก

6-ใครฆ่าอนัน
-พระอนุชาครับ

7-เหตุจูงใจที่มีคนฆ่าอนัน
-เพราะความคิดของผมมีอิทธิพลต่ออนันมากเกินไป จึงทำให้ทางสังวาลย์และทางวังเกิดการกังวลและกลัว

8-ผมแตกหักกับแปลก
-ใช่ครับ เริ่มแตกหักกันช่วงWW2 แต่ในช่วงปี2500 แปลกส่ง จดหมายมาขอโทษแล้วครับ

สมาชิกท่านใดสงสัยอะไรสามารถพิมพ์ทิ้งไว้ได้ครับเดี๋ยวผมจะมาตอบ

สุดท้ายนี้ผมก็ขอกราบขอโทษลูกหลานทุกท่านครับที่ทำประเทศ ฉิบหายขอโทษจากใจจริงครับ ปรีดี พนมยงค์ 9 มิถุนายน 2564

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Nowดาราไทยกับการเมืองราคาของการเป็นบุคคลสาธารณะ

เป็นที่ปฏิเสธได้ยากว่าดาราไทยส่วนมากจะไม่แสดงความเห็นทางด้านสังคมและการเมือง โดยหลายกรณีจะอ้างว่า เป็นเรื่อง sensitive โดยเหตุผลจริง ๆ ที่ทุกคนล้วนรู้กันอยู่ คือพวกเขาเหล่านั้นกลัวการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะมีผลต่องานของเขา

เห็นตัวอย่างได้อย่างมากมายในดารารุ่นก่อน ๆ ในยุคความขัดแย้งทางการเมืองสูงอย่างเหลืองและแดง

ฝ่ายเหลืองอย่างกรณีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงที่กล่าวยกย่องกษัตริย์และสาปส่งคนเห็นต่างที่ถูกยกย่องเป็นคนดีในสังคม มีงานเข้า ได้รับรางวัลและโอกาสมากมาย

ส่วนฝ่ายตรงข้ามอย่างดาราเสื้อแดงที่สุดท้ายกลับได้รับผลกระทบในทางตรงกันข้าม เช่น โด่ง อรรถชัยที่ต้องลี้ภัย หรือทอม ดันดีที่ต้องกลายเป็นนักโทษคดี 112

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การเลือกข้างของคนมีชื่อเสียง คือการชี้ชะตาต่ออนาคตทางการงาน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางสังคมได้อย่างหน้าตาเฉยมาเป็นระยะเวลายาวทาง และยังคงจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีผลกระทบหรือความเสียหายมาถึงตนเอง

แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดที่น้าค่อมเสียชีวิตไป มีการออกมาแสดงความไว้อาลัยครั้งนี้อย่างมาก แต่กลับเงียบไม่ปริปากแม้แต่น้อยถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ

บุคคลสาธารณะไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี, กษัตริย์, นักการเมือง หรือแม้แต่ดาราเอง ควรเข้าใจตรงกันว่า ทุกคนล้วนอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชนคนไทย

อีกทั้งในขณะที่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของคนไทย แย่ลงเรื่อย ๆ จนประชาชนไม่ได้มีเวลา หรือ อรรถรสมาเสพผลงานความบันเทิง มาซื้อสินค้าของพวกคุณ มันก็จะทำให้เราเห็นกรณีดาราออกมาให้สัมภาษณ์มาเรียกร้องความเห็นใจ ขอแรงเงิน แรงใจ (กาละแมร์, ม้า อรนภา) เพื่อให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์ สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากพวกกลุ่มคนเห็นแก่ตัว

การที่รัฐไทยกำลังก้าวเข้าไปอยู่ในฐานะของรัฐล้มเหลว ไม่ว่าคุณจะเป็น ดารา ผู้จัด influencer เบื้องหน้า เบื้องหลัง อะไรก็ตาม ภายใน 10 ปีพวกคุณไม่มีทางจะหนีพ้นผลกระทบที่เลวร้าย ที่จะตามมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เว้นแต่ว่าพวกคุณจะเป็น 1% ของประเทศนี้
§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาตอนที่ 1

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
เมื่อต้องเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยแล้วถือว่า เป็นคู่มวยที่เปรียบเทียบกันได้ค่อนข้างยาก เพราะประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อเสียงในเรื่องการศึกษาหลักสูตรการศึกษารวมถึงมีมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
ในทางกลับกันประเทศไทยยังต้องปรับปรุงในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะเทียบได้คือ การตั้งงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศเป็นสัดส่วนเปรียบเทียบกับงบทั้งหมดและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ในประเทศสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของรัฐ การศึกษาเป็นภาคบังคับในช่วงอายุเริ่มตั้งแต่ 5 ถึง 8 ขวบและสิ้นสุดที่ระหว่างอายุ 16 ถึง 18 ปีขึ้นอยู่กับรัฐ
เมื่อมองเข้าไปในตัวงบประมาณแล้ว สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนมากกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก
จากข้อมูลค่าใช้จ่ายรายปีต่อนักเรียนในสถาบันการศึกษาในกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับโรงเรียนประถมและมัธยมในสหรัฐอเมริกาในปี 2559–2560 อยู่ที่ 7.39แสนล้านดอลลาร์หรือ 14,439 ดอลลาร์ต่อนักเรียน 1 คนต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นประกอบไปด้วยเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษา ค่าเล่าเรียนของตัวนักเรียนและอุปกรณ์ต่าง ๆ
จากข้อ มูลนี้เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกาขึ้นแท่นเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุดในโลกรองจากลักเซมเบิร์ก ออสเตรียและนอร์เวย์ ตามลำดับและเมื่อมองถึงการจัดสรรงบประมาณในปี 2560 สหรัฐอเมริกาใช้เงิน 3.17%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไปกับการศึกษาและในทางสถิติตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2562 การใช้จ่ายของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นทุกปี
ประเทศไทยในขณะเดียวกันก็ลงทุนด้านการศึกษาอย่างมหาศาลในช่วงปี 2538 ถึงปี 2556 งบเฉลี่ยที่ตั้งให้กระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นอยู่ที่ 20.34% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดโดยต่ำสุดอยู่ที่ 16.22%ในปี 2545 และสูงสุดอยู่ที่ 28.39% ในปี 2543 ทั้งนี้เฉลี่ยจาก 114 ประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 15.00%
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นช่วงหลังรัฐประหาร งบประมาณที่แบ่งให้กระทรวงศึกษาก็ “ลดลงอย่างต่อเนื่อง” แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ ณ ปี 2563 อยู่ที่ราว 5.43 แสนล้านดอลลาร์ แต่งบประมาณที่กระทรวงศึกษาได้ไปในปีเดียวกันคือ 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งงบประมาณด้านการศึกษาที่กระทรวงศึกษาได้รับลดลงอย่างมากจนแตะระดับต่ำสุดใหม่ในปีงบประมาณ 2564 คือ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์เทียบเท่ากับ 2.19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศปี 2019 หรือคิดเป็น 10.9% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด (จากที่เคยมีงบอยู่ที่ประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด)
กระทรวงศึกษาถือเป็นกระทรวงสำคัญที่ได้งบสูงสุดของประเทศเสมอมา แล้วเราอยู่ที่ไหนในการจัดอันดับการศึกษา แล้วเงินทั้งหมดนี้ไปไหน? คำตอบอยู่ในรายงานโดย IMD World Competitiveness Yearbook 2015 เปรียบเทียบประเทศสมาชิก 61 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 48 ในด้านการศึกษา จะเรียกเรื่องนี้ว่าความจริงอันปวดร้าวก็ได้ เพราะนอกจากประเทศไทยจะไม่ได้อยู่อันดับต้น ๆ แล้ว เรายังรั้งท้ายแถมตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอีกด้วย
คำถามสุดท้ายคืองบที่กระทรวงศึกษาได้มาไปอยู่ไหนหมด จากรายงานบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติของประเทศไทยพบว่าประมาณ 80% ของงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายประจำซึ่งส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไปปรับปรุงการศึกษาได้โดยตรง
โดยสรุปคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยและงบประมาณกระทรวงศึกษาในระยะหลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทั้งนี้หากจะพูดให้แฟร์กับทุกฝ่ายสมัยช่วงก่อนรัฐประหารปี2557ประเทศไทยลงทุนโดยใช้งบไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดลงในกระทรวงศึกษา แต่การศึกษาของเราก็ยังไม่ไปไหน มาในวันนี้การตัดงบประมาณลงกึ่งหนึ่งก็อาจจะยิ่งทำให้วิกฤตคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแย่ลง ความคาดหวังของประชาชนผู้เสียภาษีเพื่อลูกหลานจะได้มีการศึกษาที่ดีก็อาจจะยิ่งริบหรี่ยิ่งกว่าเดิม

Reference
1) https://www.infoplease.com/us/education/state-compulsory-school-attendance-laws
2) https://www.cbsnews.com/news/us-education-spending-tops-global-list-study-shows/
3) https://nces.ed.gov/fastfacts/display.asp?id=66#:~:text=Question%3A,constant%202018%E2%80%9319%20dollars).
4) https://www.statista.com/statistics/238733/expenditure-on-education-by-country/
5) https://www.statista.com/statistics/219500/elementary-and-secondary-public-school-expenditures-in-the-us-by-state-prozent-of-gdp/
6] https://educationdata.org/public-education-spending- statistics#:~:text=Federal%2C%20state%2C%20and%20local%20governments,of%20public%20education%20funds%2C%20respectively.
7]https://www.theglobaleconomy.com/Thailand/Education_spending_percent_of_government_spending/ 8] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/886985
9] https://news.thaipbs.or.th/content/285252
10] https://www.cia.gov/the-world-factbook/countries/thailand/
11] “Five challenges to raise competitiveness: IMD”. The Nation. 2015-05-27. Retrieved 27 May 2015. 12] “Thailand Drops in Competitiveness Rankings”. InvestAsian. 2015-06-03. Retrieved 3 June 2015. 13] https://en.wikipedia.org/wiki/International_rankings_of_Thailand#cite_note-45
[14] https://www.the101.world/supakorn-interview/

§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

17 กุมภาพันธ์ 2498 ประหารชีวิต ชิต, บุศย์, เฉลียว จำเลยคดีสวรรคตในหลวง ร.8

.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์สวรรคตด้วยพระแสงปืนอย่างมีเงื่อนงำเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
.
ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 3 คน คือ เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และ บุศย์ ปัทมศริน อ้างอิงจากแถลงการณ์กระทรวงมหาดไทย ดังนี้
.
แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทย
ตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนีย์ และนายบุศย์ ปัทมะศิรินทร์ จำเลยในคดีต้องหาว่าประทุษร้ายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และจำเลยทั้งสามได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษนั้น
.
บัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสามเสีย ทางราชทัณฑ์จึงได้นำตัวจำเลยทั้งสาม ไปประหารชีวิตตามคำพิพากษา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 เวลา 05.00 น. ณ เรือนจำกลางบางขวาง ต่อหน้าคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวางเป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายแพทย์เชื้อ พัฒนเจริญ และนายหลอม บุญอ่อน รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมเรือนจำกลางบางขวางเป็นกรรมการ ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเป็นการเสร็จไปแล้ว จึงขอแถลงมาให้ทราบทั่วกัน
กระทรวงมหาดไทย
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
.
#คดีสวรรคตในหลวงร8 #TheStandardNews

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เหรียญสร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๒

จอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในคณะราษฎรสายทหาร ผู้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ของไทยในปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ที่มีแนวโน้มเป็นลัทธิคลั่งชาติ ดังเช่น การออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ’
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชประแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทำให้ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน เป็นอีกหนึ่งในผลงานของรัฐบาลจอมพล.ป. พิบูลสงคราม
จุดมุ่งหมายของการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ เกิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะสร้างอนุสรณ์เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลทเกลียวในชาติ และพิทักษ์รัฐธรรมนูญของชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้นำมาซึ่งความสถาพรแก่ชาติ รัฐบาลจึงจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาพื้นที่เหมาะสมแก่การสร้างอนุสาวรีย์ เมื่อพิจารณาที่เหมาะสมนั้น จึงเห็นว่าบริเวณถนนราชดำเนินที่กำลังมีการปรับปรุงอยู่ในขณะนั้น เป็ยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งในขณะนั้นยังมีการก่อสร้างสะพานเฉลิมวันชาติในบริเวณเดียวกัน
โดยสร้างขึ้นตามแบบที่หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ส่งเข้าประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และได้รางวัลชนะเลิศมา ซึ่งการออกแบบนั้นได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึง ‘รัฐธรรมนูญ’ ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า
พิธีก่อฤกษ์อนุสาวรีย์ได้ถือฤกษ์วันชาติไทยในขณะนั้น คือ วันที่ ๒๔ มิถนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นวันก่อฤกษ์ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธีมณฑล พิธีเริ่มต้นขึ้นในเวลา ๙ นาฬิกา ๑๖ นาที เสร็จสิ้นเมื่อเวลา ๙ นาฬิกา ๕๗ นาที
ในการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และนายสิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ตอนหนึ่งว่า
“อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่เชิดชูเกียรติของประเทศ และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่ง”

หนึ่งใน ‘เหรียญ’ ที่ได้สร้างขึ้นมาในห้วงระยะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ที่หยิบยกมากล่าวถึงให้ได้รู้จักกัน คือ ‘เหรียญสร้างชาติ’ เป็นเหรียญปั๊มรูปเสมา มีหูในตัว สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๒
ด้านหน้า เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ด้านหลัง มีอักษรไทยจารึกว่า ‘สร้างชาติ’
เหรียญดังกล่าวนี้กล่าวกันว่าได้มีการจัดทำพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนั้นยังมีบางส่วนที่ได้นำมาให้หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ทำการปลุกเสก ซึ่งในเหรียญส่วนนี้มีการลงจารอักขระด้านหน้าเหรียญด้วย
กล่าวสำหรับหลวงพ่อผิน พุทธสโร หรือ ‘พระครูวิบูลศีลาจาร’ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๔ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ที่วัดโพธิ์กรุ มีพระอธิการแย้ม วัดกุฎีดาว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้ศึกษาวิชาทั้งพระธรรมวินัย หนังสือไทย หนังสือขอม อักขระวิธี และวิชาความรู้ด้านอื่นๆ เช่น เวทมนตร์คาถา และความรู้ด้านอื่นๆ กับพระอธิการอิน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ จนแตกฉาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ สืบต่อจากพระอธิการอิน ในขณะนั้นมีอายุได้เพียง ๒๗ ปี เท่านั้น ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าช้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘
และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ ‘พระครูวิบูลศีลจาร’

หมวดหมู่
ตาสว่าง

คอลัมน์ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” by Thai Rights Now

15 กุมภาพันธ์

ศาสนากับการเมืองไทย

จากความเชื่อสู่การปกครอง

ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เมืองไทยคือเมืองพุทธ” และเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางศาสนามาผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็ตามพวกเราก็จะขอนำเรื่องนี้มาเสนอ โดยนำกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยจนนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมายในสังคมไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๓๑:
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา ๖๗:
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลาย พระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย

เห็นได้ว่าแม้กระทั่งในตัวกฎหมายของรัฐธรรมนูญเองนั้นก็มีความขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ มาตรา 31 ช่วงแรกบอกว่าทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งคำว่าศีลธรรมในที่นี้ก็คือกรอบของศาสนาพุทธที่เอามาครอบไว้ มิหนำซ้ำ ยังมี มาตรา 67 ที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครอง ศาสนาพุทธ และส่งเสริมในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท และพึงส่งเสริมให้ชาวพุทธมีส่วนร่วมในกลไกดังกล่าวอีก สรุปแล้ว การเป็นคนสัญชาติไทยในประเทศไทยนั้นมีสิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้เสมอหน้าเท่าเทียมกับศาสนาพุทธจริงหรือ คำตอบคือไม่ ไม่จริงเลยสักนิด

จากตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญข้างต้นที่กล่าวมา จะขอแยกเป็น 2 ปัญหาหลักใหญ่คือ 1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย และ 2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท

1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย
กฎหมายทุกมาตราในรัฐธรรมนูญไทยปี 60 ที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีแม้แต่มาตราเดียวที่เขียนรองรับกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย แล้วการที่กลุ่มคนที่ไม่มีศาสนามิได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะเป็น ปรปักษ์ หรือ ภัยความมั่นคงต่อศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง อีกทั้งสิ่งที่ทำให้คนอยู่รวมกันอย่างสงบสุขในสังคมก็มิใช่เป็นศาสนา แต่เป็นกฎหมายแต่ดูเหมือนว่าทางนิตินัยกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกกีดกันออกจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งทางด้านพฤตินัยก็ทำให้คนกลุ่มนี้โดนกีดกันทางสังคมเช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อีพวกไม่มีศาสนาแล้วมันจะนำเดินชีวิตอย่างไง” “แล้วมีอะไรยืดเหนียว” “ทำไมเป็นพวกบาปหนา” “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการที่จะเลือกนับถือ (หรือไม่นับถือ) ศาสนาอะไรก็ได้

2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของสาเหตุปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือการแทรกแซงการนับถือศาสนาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ตัวศาสนาพุทธเถรวาท (ทุกศาสนามีความทรงคุณค่าและศักดิ์ในตัวเอง) แต่ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่อุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อีกทั้งมีการส่งเสริมในการเผยแผ่หลักคำสอนออกไป มันทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักเกิดปัญหาเรื่อง minority discrimination หรือ การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ลองคิดดูว่าหากคุณไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่คุณต้องยืนเข้าแถวตอนเช้าท่ามกลางกลุ่มคนที่สวดมนต์, คุณต้องดูถ่ายทอดสดพิธีกรรมทางศาสนาที่คุณไม่ได้นับถือในทุกช่องทีวี, คุณต้องเรียนวิชาพุทธศาสนา แทนที่จะเป็นวิชาศาสนาศาสตร์, ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่หากเกิดการก่อตัวเป็นระยะเวลาอันยาวนาน อีกทั้งการถูกรัฐเลือกปฏิบัติก็สามารถนำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ได้

ดังนั้นสิ่งที่รัฐไทย ควรทำคือต้องให้ สิทธิเสรีภาพในการนับถือ หรือไม่นับถือศาสนาอะไรก็ได้ และไม่ควรด้อยค่าศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยการอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติ แต่สิ่งที่ควรทำคือการสนับสนุนและส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา อย่างเท่าเทียมกัน ย้ำอีกครั้ง ตัวศาสนาเอง มิใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาของเหตุการณ์บ้านเมืองหรือการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย แต่ตัวปัญหาที่แท้จริงคือ การแทรกแซงและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐไทยต่างหากที่เป็นตัวปัญหา

ดูเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม: https://ilaw.or.th/sites/default/files/%2060.pdf

§

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now: https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
วันสำคัญ

“วาเลนไทน์”คือชื่อของนักบุญ St. Valentine

ในสมัยกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 แห่งกรุงโรม St. Valentine เป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์ใกล้ๆ กรุงโรม สมัยนั้นกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 ออกกฎห้ามมีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะทรงต้องการให้ผู้ชายทุกคนไปเป็นทหารเพื่อทำศึกสงคราม สร้างกรุงโรมให้เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง หากผู้ชายที่มีครอบครัวไปเป็นทหารจะมีห่วงและมีอารมณ์อ่อนไหวเกินกว่าจะเป็นนายทหารที่ดี ถ้าหากไม่มีการแต่งงานผู้ชายจะสนใจการรบมากขึ้น
บาทหลวงวาเลนไทน์รู้สึกเห็นอกเห็นใจหนุ่มสาวที่มีความรัก จึงแอบจัดพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวที่ต้องการแต่งงานหลายคู่อย่างลับๆ โดยภายในงานจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และบาทหลวง พวกเขาต้องกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย
เรื่องรู้ถึงหูคลอดิอุสเข้าจนได้ ในที่สุด นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับเข้าคุกและถูกทรมานอย่างสาหัส ระหว่างที่อยู่ในความเชื่อและศรัทธาในความรักเช่นกัน
ขณะที่ถูกขังอยู่ในคุกรอการประหาร บาทหลวงวาเลนไทน์ได้รู้จักกับผู้คุมชื่อแอสทีเรียส ซึ่งมีลูกสาวตาบอด และขอให้เขาช่วยรักษา เหมือนปาฏิหาริย์เธอสามารถมองเห็นได้อีก ลูกสาวของผู้คุมจึงมักมาเยี่ยมและให้กำลังใจบาทหลวงอยู่เสมอ กระทั่งก่อนเสียชีวิตเขาได้เขียนจดหมายถึงเธอ และลงท้ายว่า “From your Valentine” นักบุญวาเลนไทน์ เสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 ในคุกแห่งนั้นนั่นเอง
ต่อมา สันตะปาปา Gelasius ยกย่องให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของนักบุญวาเลนไทน์ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” และ “มิตรภาพ”
ดังนั้นความหมายแท้จริงของวันวาเลนไทน์คือ
กล้าหาญ เสียสละ มิตรภาพ ความดีงาม ความรักที่มีแก่เพื่อนมนุษย์ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง การเป็นผู้ให้ ปรารถนาดีเพื่อนมนุษย์ อดทน เมตตา

ข้อมูลและภาพ

FB:นัฐกานต์ ดิษยกุลวงศ์

หมวดหมู่
ทักษิณ

จดหมายก่อนเข้าเรือนจำ ถึง พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

เป็นอีกครั้งที่เราต้องเข้าไปต่อสู้หลังซี่กรง ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ม.ล.จุลเจิม ซึ่งเป็นมือประสานเชื้อพระวงศ์ออกมากดดันศาลผ่านโพสต์เฟซบุ๊ก ก็โปรดคิดดูเถิดว่าใครอยู่เบื้องหลังการฝากขังเราในครั้งนี้

เกิดเป็นคนรักสิทธิเสรีภาพ คนรักประชาธิปไตยในประเทศศักดินาย่อมต้องต่อสู้ข้างในบ้าง ข้างนอกบ้าง เป็นปกติธรรมดา แต่เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชนได้ เมื่อผมเข้าไปต่อสู้อยู่ข้างใน ก็ขอให้ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคงในหลักการ โดยส่วนตัวผมจะยืนหยัดต่อสู้ไปจนกว่าเราจะบรรลุข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1. ขับไล่พลเอกประยุทธ์ และคณะ
2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกหมวด ทุกมาตรา ให้เป็นฉบับประชาชน
3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ยังมีอีกหลายภารกิจที่ผมกำลังดำเนินการ น่าเสียดายที่จะต้องฝากฝังไว้ให้เพื่อน ๆ และมิตรสหายดูแลแทนชั่วคราว ผมเห็นทีจะต้องไปผจญภัยในแดนสนธยาแล้ว ขอให้ทุกคนตระหนักว่า

“ตราบใดที่เรายังสู้ เราก็ยังไม่แพ้
ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ เผด็จการก็ยังไม่ชนะ”

ด้วยรักและศรัทธาในสถาบันประชาชน

พริษฐ์ ชิวารักษ์

หมวดหมู่
จดหมายจากเพื่อน

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน”

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน” ทนายอานนท์ ส่งจดหมายน้อยถึงมวลชน หลังศาลไม่ให้ประกันคดีชุมนุมที่สนามหลวง ครั้งปักหมุดคณะราษฎร
#ม็อบ9กุมภา
#ม112
#ยกเลิก112
#ยกเลิกม112
#ปล่อยเพื่อนเรา

หมวดหมู่
ทักษิณ

คำมั่นสัญญาหลังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“…ผมจะไม่ยอมทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำตามกฎหมายเท่านั้น ผมจะขอเป็นผู้นำที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น พี่น้องที่เคารพครับ ผมจะขอทำหน้าที่เป็นรัฐบาลที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต”

คือคำมั่นสัญญาที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไว้หลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

หลังนำพรรคไทยรักไทย ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งถึง 248 เสียง และสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถือเป็นรัฐบาลชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และอยู่ครบวาระ 4 ปี

#ณวันนั้น

ที่มา : ทักษิณ ชินวัตร ชีวิตและงาน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น