คืนที่เสธแดงถูกยิงผมไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากทหารสไนเปอร์ที่ประจำการบนตึกสูงเริ่มยิงประชาชน คืนนั้นมีคนถูกยิงนำตัวส่งโรงพยาบาลหลายราย เช้าวันถัดมาผมออกจากพื้นที่ชุมนุมทางฝั่งสวนลุมพินีนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยความอิดโรย
บ่ายวันถัดมาคือวันที่ 14 พค. 2553 ผมกลับไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงอีกแต่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปที่เวทีปราศัยได้เพราะทหารเริ่มปิดถนน จุดที่ผมไปได้ไกล้ที่สุดคือสี่แยกบ่อนไก่ซึ่งห่างจากเวทีราชประสงค์หลายกิโล บ่อนไก่เป็นพื้นที่ๆคนเสื้อแดงถูกยิงตายมากที่สุดก่อนจะมีการสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นบอกต่อๆกันว่ามีกลุ่มอันธพาลการเมืองที่นิยมฟาสซิสต์แอบอยู่ตึกสูงฝั่งตรงข้ามยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคน หลังพระอาทิตย์ตกทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด ไม่มีแสงไฟบนท้องถนน ไม่มีแสงไฟบนตึกสูงหรือร้านค้า ไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟในบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนั้น
เวลาประมาณสองทุ่มผมพบรถกระบะ 2 คันจอดอยู่ริมถนน เมื่อเดินเข้าไปไกล้จึงพบว่าเป็นรถของชาวบ้านในละแวกนั้นที่ช่วยกันนำอาหารสำเร็จรูป เสบียง น้ำดื่มไปมอบให้กับเวทีราชประสงค์เพื่อดูแลผู้ชุมนุมอีกนับหมื่นที่ยังปักหลักชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อทราบดังนั้นผมจึงไปช่วยพวกเขาขนเสบียงขึ้นรถ และเมื่อสอบถามเจ้าของรถซึ่งเป็นชายร่างท้วมว่ามีคนนั่งไปเป็นเพื่อนหรือไม่เขาบอกไม่มี ผมจึงอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อนเขา
รถขนเสบียงไปมอบให้กับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ที่ผมเห็นคืนนั้นเป็นรถกระบะสองคัน คันที่ผมนั่งไปด้วยวิ่งนำเป็นคันแรก คนขับต้องปิดไฟหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเห็น วิ่งช้าๆฝ่าแนวยิงของทหารจากบ่อนไก่ไปยังถนนพระรามสี่ เลี้ยวขวาลัดเลาะเข้าไปในย่านชุมชนซอยร่วมฤดี บางขณะต้องวิ่งลัดเลาะไปด้านข้างสวนลุมพีนีมองเห็นทหารยืนถือปืนประจำการในความมืด ค่อยๆ วิ่งเช่นนี้ราว 20 นาทีจนไปถึงหลังเวทีปราศรัยซึ่งเป็นเตนท์เสบียง ผมช่วยขนเสบียง 3 รอบตั้งแต่เวลา 20.00-24.00 น. จากนั้นจึงไปฟังปราศรัยร่วมกับผู้ชุมนุม (หลายปีต่อมาผมได้มีโอกาสพบกับชายเจ้าของรถที่ผมนั่งไปกับเขา เขาเป็นนักธุรกิจเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และได้มาร่วมทำกิจกรรมกับผมหลายครั้ง ผมและเพื่อนๆเรียกเขาว่าเฮียอ้วน)
หลังจากวันนั้นอีก 1-2 วันผมยังสามารถไปฟังการปราศัยที่ราชประสงค์ได้ผ่านถนนซอยที่มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งส่งผู้โดยสาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น ทหารเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ประชาชนถูกยิงตายทุกวัน ผู้ที่ถูกยิงมีทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เริ่มมีการโต้ตอบจากฝ่ายผู้ชุมนุม ใต้ทางด่วนแถวบ่อนไก่ผมเห็นผู้ชุมนุมบางคนรวบรวมขวดเครื่องดื่มชูกำลังประเภทกระทิงแดงที่อยู่แถวนั้นมาทำระเบิดเพลิงไว้ปาใส่แนวทหาร พวกเขาซื้อนำมันเบนซินใส่แกลลอนเล็กๆและมาแบ่งใส่ขวดราวครึ่งหนึ่ง เจาะฝาให้เป็นรู ตัดผ้าชิ้นเล็กๆพันเป็นเกลียวแล้วแหย่เข้าไป นั่นคือการทำระเบิดเพลิง (หรือที่เรียกว่า Molotov) ผมไปยืนดูร่วมกับประชาชนแถวนั้นที่มาให้กำลังใจ ไม่มีใครขัดขวางเขา ผมเห็นเขาตัดเศษผ้าทำชนวน กรอกน้ำมันเบนซินลงขวดเล็กๆ เมื่อเขาทำเสร็จราว 10-12 ขวดก็รวบรวมทั้งหมดใส่กระเป๋าและเดินจากไป
ไม่นานนักสถานการณ์ของผู้ชุมนุมก็แย่ลง การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์เริ่มได้ผลมากขึ้น จำนวนผู้ชุมนุมเริ่มลดลด แต่หน้าเวทียังแน่นขนัดไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน พวกเขาทนหิว ทนร้อน ทนตากแดด นั่งฟังแกนนำปราศรัยบนท้องถนนที่ร้อนระอุแม้ในยามค่ำคืน สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของผู้ชุมนุมไม่ใช่ปัญหาเรื่องเสบียงหรือความกลัวทหารแต่คือการเข้าห้องน้ำ โชคดีอยู่บ้างที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่หน้าเวทีราชประสงค์ใช้ไฟสำรองและเปิดห้องน้ำที่อยู่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุม
คืนสุดท้ายที่ผมเข้าไปฟังได้ปราศรัยคือวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลาราว 23.00 น. ผมจำได้ว่าเดินไปเข้าห้องน้ำของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเดินออกจากห้างผมพบชายสองคนนั่งอยู่ข้างทาง เมื่อสังเกตดูพบว่าชายคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนกำลังปลอบโยน เมื่อหยุดฟังจับใจความได้ว่าชายที่ร้องไห้คือคนเสื้อแดงที่ถูกทหารยิงด้วยกระสุนยางที่เบ้าตาเมื่อวันที่ 10 เมย. 2553 เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอควักดวงตาของเขาข้างนั้นออกและพันแผลให้เขาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าเมื่อดูทีวีพบว่ามีการตัดน้ำตัดไฟเขาจึงหนีออกมาและเดินทางมาราชประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงต่อ ระหว่างนั้นมีผู้คนมามุงดูจำนวนมาก และเมื่อทราบเหตุการณ์หลายคนได้มอบเงินช่วยเหลือ ผมจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งอายุไม่เกิน 40 ปีแต่งกายดีเป็นนักธุรกิจเทเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋านับหมื่นบาทให้ ชายผู้นั้นยกมือไหว้ขอบคุณและเดินจากไป เหตุการณ์นี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกอย่างก็กลายเป็นปกติ
ราววันที่ 17 พค.ผมก็ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่เวทีราชประสงค์ได้อีก ไม่แม้กระทั่งพื้นที่บ่อนไก่ จุดที่ไกล้ที่สุดที่ผมไปได้คือคลองเตย ที่นั่นมีแกนนำชาวบ้านคือครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะได้ตั้งเวทีช่วยเหลือประชาชน ผมเห็นเริ่มมีการเขียนป้ายผ้าเพื่อติดในพื้นที่ชุมนุม ข้อความว่า “ตำรวจเป็นมิตรและปกป้องประชาชน” ฯลฯ ผมไปอาสาช่วยเขียนป้ายผ้า และพยายามเขียนให้ดีที่สุดที่จะทำได้ ในวันนั้นสื่อมวลชนเริ่มลงข่าวว่าคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผาในหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเผาไปเพื่ออะไร
วันสุดท้ายที่ผมไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงคือวันที่ 18 พค. 2553 บริเวณใต้ทางด่วนคลองเตย ผมเห็นมีประชาชนจำนวนมากช่วยกันเผายางรถยนต์ มีรถกระบะที่วิ่งขนยางรถยนต์จากที่อื่นมาวางซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นใคร บนพื้นมีใบปลิวกระจายเต็มไปหมด ผมหยิบใบปลิวมาอ่าน มีข้อความที่บอกว่าเป็นคู่มือของประชาชนในการปกป้องชีวิตไม่ให้ถูกสไนเปอร์ยิง เช่น ให้ผู้ชุมนุมสวมหมวกนิรภัย ให้เผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดม่านควันสีดำ ม่านควันนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ทหารสไนเปอร์มองเห็น ฯลฯ
ในขณะนั้นผมไม่ทราบว่าใบปลิวจำนวนมากนี้ปลิวว่อนอยู่บนท้องถนนได้อย่างไร แต่ผมเห็นประชาชนจำนวนมากช่วยกันคนละไม้คนละมือเผายางรถยนต์อย่างขะมักเขม้น เมื่อหมดแล้วก็ช่วยกันขับรถไปขอรับบริจาคหรือไปบรรทุกมาจากปั้มน้ำมันละแวกนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความเชื่อจริงๆว่าเปลวควันที่ลุกโขมงบนท้องฟ้าจะช่วยปกป้องชีวิตพวกเขาจะสไนเปอร์ที่ยิงมาจากตึกสูงได้
ผมใช้เวลานานหลังจากออกมาทำกิจกรรมกว่าจะเข้าใจว่าใบปลิวดังกล่าวเป็นฝีมือของทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่นำไปโปรยบริเวณพื้นที่ชุมนุม เป้าหมายเพื่อลวงให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าการเผายางรถยนต์ให้เกิดม่านควันเป็นวิธีในการป้องกันตัวและเอาชีวิตรอดจากสไนเปอร์ ไม่มีใครมองออกว่านั่นคือแผนการของทหารที่สร้างให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวก “เผาบ้านเผาเมือง” ตามวลีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นย้ำกับสื่อมวลชนบ่อยๆ สำหรับผมมันเป็นบทสคริปที่เขียนขึ้นให้คนกรุงเทพหวาดกลัวคนเสื้อแดง สร้างให้พวกเขากลายเป็นผู้ร้ายของคนกรุงและชาวโลก
และเมื่อสถานการณ์สุกงอม ทหารก็ก้าวออกมา …
………………………….
The Democracy Movement in Thailand : An Activist’s True Story ( Chapter 3 ) เบื้องหลังของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย
Cr: FB ฟอร์ด เส้นทางสีแดง















