หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุใดคนเสื้อแดงจึงต้องเผายางรถยนต์ก่อนสลายการชุมนุม

คืนที่เสธแดงถูกยิงผมไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากทหารสไนเปอร์ที่ประจำการบนตึกสูงเริ่มยิงประชาชน คืนนั้นมีคนถูกยิงนำตัวส่งโรงพยาบาลหลายราย เช้าวันถัดมาผมออกจากพื้นที่ชุมนุมทางฝั่งสวนลุมพินีนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยความอิดโรย

บ่ายวันถัดมาคือวันที่ 14 พค. 2553 ผมกลับไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงอีกแต่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปที่เวทีปราศัยได้เพราะทหารเริ่มปิดถนน จุดที่ผมไปได้ไกล้ที่สุดคือสี่แยกบ่อนไก่ซึ่งห่างจากเวทีราชประสงค์หลายกิโล บ่อนไก่เป็นพื้นที่ๆคนเสื้อแดงถูกยิงตายมากที่สุดก่อนจะมีการสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นบอกต่อๆกันว่ามีกลุ่มอันธพาลการเมืองที่นิยมฟาสซิสต์แอบอยู่ตึกสูงฝั่งตรงข้ามยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคน หลังพระอาทิตย์ตกทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด ไม่มีแสงไฟบนท้องถนน ไม่มีแสงไฟบนตึกสูงหรือร้านค้า ไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟในบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนั้น

เวลาประมาณสองทุ่มผมพบรถกระบะ 2 คันจอดอยู่ริมถนน เมื่อเดินเข้าไปไกล้จึงพบว่าเป็นรถของชาวบ้านในละแวกนั้นที่ช่วยกันนำอาหารสำเร็จรูป เสบียง น้ำดื่มไปมอบให้กับเวทีราชประสงค์เพื่อดูแลผู้ชุมนุมอีกนับหมื่นที่ยังปักหลักชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อทราบดังนั้นผมจึงไปช่วยพวกเขาขนเสบียงขึ้นรถ และเมื่อสอบถามเจ้าของรถซึ่งเป็นชายร่างท้วมว่ามีคนนั่งไปเป็นเพื่อนหรือไม่เขาบอกไม่มี ผมจึงอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อนเขา

รถขนเสบียงไปมอบให้กับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ที่ผมเห็นคืนนั้นเป็นรถกระบะสองคัน คันที่ผมนั่งไปด้วยวิ่งนำเป็นคันแรก คนขับต้องปิดไฟหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเห็น วิ่งช้าๆฝ่าแนวยิงของทหารจากบ่อนไก่ไปยังถนนพระรามสี่ เลี้ยวขวาลัดเลาะเข้าไปในย่านชุมชนซอยร่วมฤดี บางขณะต้องวิ่งลัดเลาะไปด้านข้างสวนลุมพีนีมองเห็นทหารยืนถือปืนประจำการในความมืด ค่อยๆ วิ่งเช่นนี้ราว 20 นาทีจนไปถึงหลังเวทีปราศรัยซึ่งเป็นเตนท์เสบียง ผมช่วยขนเสบียง 3 รอบตั้งแต่เวลา 20.00-24.00 น. จากนั้นจึงไปฟังปราศรัยร่วมกับผู้ชุมนุม (หลายปีต่อมาผมได้มีโอกาสพบกับชายเจ้าของรถที่ผมนั่งไปกับเขา เขาเป็นนักธุรกิจเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และได้มาร่วมทำกิจกรรมกับผมหลายครั้ง ผมและเพื่อนๆเรียกเขาว่าเฮียอ้วน)

หลังจากวันนั้นอีก 1-2 วันผมยังสามารถไปฟังการปราศัยที่ราชประสงค์ได้ผ่านถนนซอยที่มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งส่งผู้โดยสาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น ทหารเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ประชาชนถูกยิงตายทุกวัน ผู้ที่ถูกยิงมีทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เริ่มมีการโต้ตอบจากฝ่ายผู้ชุมนุม ใต้ทางด่วนแถวบ่อนไก่ผมเห็นผู้ชุมนุมบางคนรวบรวมขวดเครื่องดื่มชูกำลังประเภทกระทิงแดงที่อยู่แถวนั้นมาทำระเบิดเพลิงไว้ปาใส่แนวทหาร พวกเขาซื้อนำมันเบนซินใส่แกลลอนเล็กๆและมาแบ่งใส่ขวดราวครึ่งหนึ่ง เจาะฝาให้เป็นรู ตัดผ้าชิ้นเล็กๆพันเป็นเกลียวแล้วแหย่เข้าไป นั่นคือการทำระเบิดเพลิง (หรือที่เรียกว่า Molotov) ผมไปยืนดูร่วมกับประชาชนแถวนั้นที่มาให้กำลังใจ ไม่มีใครขัดขวางเขา ผมเห็นเขาตัดเศษผ้าทำชนวน กรอกน้ำมันเบนซินลงขวดเล็กๆ เมื่อเขาทำเสร็จราว 10-12 ขวดก็รวบรวมทั้งหมดใส่กระเป๋าและเดินจากไป

ไม่นานนักสถานการณ์ของผู้ชุมนุมก็แย่ลง การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์เริ่มได้ผลมากขึ้น จำนวนผู้ชุมนุมเริ่มลดลด แต่หน้าเวทียังแน่นขนัดไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน พวกเขาทนหิว ทนร้อน ทนตากแดด นั่งฟังแกนนำปราศรัยบนท้องถนนที่ร้อนระอุแม้ในยามค่ำคืน สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของผู้ชุมนุมไม่ใช่ปัญหาเรื่องเสบียงหรือความกลัวทหารแต่คือการเข้าห้องน้ำ โชคดีอยู่บ้างที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่หน้าเวทีราชประสงค์ใช้ไฟสำรองและเปิดห้องน้ำที่อยู่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุม

คืนสุดท้ายที่ผมเข้าไปฟังได้ปราศรัยคือวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลาราว 23.00 น. ผมจำได้ว่าเดินไปเข้าห้องน้ำของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเดินออกจากห้างผมพบชายสองคนนั่งอยู่ข้างทาง เมื่อสังเกตดูพบว่าชายคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนกำลังปลอบโยน เมื่อหยุดฟังจับใจความได้ว่าชายที่ร้องไห้คือคนเสื้อแดงที่ถูกทหารยิงด้วยกระสุนยางที่เบ้าตาเมื่อวันที่ 10 เมย. 2553 เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอควักดวงตาของเขาข้างนั้นออกและพันแผลให้เขาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าเมื่อดูทีวีพบว่ามีการตัดน้ำตัดไฟเขาจึงหนีออกมาและเดินทางมาราชประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงต่อ ระหว่างนั้นมีผู้คนมามุงดูจำนวนมาก และเมื่อทราบเหตุการณ์หลายคนได้มอบเงินช่วยเหลือ ผมจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งอายุไม่เกิน 40 ปีแต่งกายดีเป็นนักธุรกิจเทเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋านับหมื่นบาทให้ ชายผู้นั้นยกมือไหว้ขอบคุณและเดินจากไป เหตุการณ์นี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกอย่างก็กลายเป็นปกติ

ราววันที่ 17 พค.ผมก็ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่เวทีราชประสงค์ได้อีก ไม่แม้กระทั่งพื้นที่บ่อนไก่ จุดที่ไกล้ที่สุดที่ผมไปได้คือคลองเตย ที่นั่นมีแกนนำชาวบ้านคือครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะได้ตั้งเวทีช่วยเหลือประชาชน ผมเห็นเริ่มมีการเขียนป้ายผ้าเพื่อติดในพื้นที่ชุมนุม ข้อความว่า “ตำรวจเป็นมิตรและปกป้องประชาชน” ฯลฯ ผมไปอาสาช่วยเขียนป้ายผ้า และพยายามเขียนให้ดีที่สุดที่จะทำได้ ในวันนั้นสื่อมวลชนเริ่มลงข่าวว่าคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผาในหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเผาไปเพื่ออะไร

วันสุดท้ายที่ผมไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงคือวันที่ 18 พค. 2553 บริเวณใต้ทางด่วนคลองเตย ผมเห็นมีประชาชนจำนวนมากช่วยกันเผายางรถยนต์ มีรถกระบะที่วิ่งขนยางรถยนต์จากที่อื่นมาวางซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นใคร บนพื้นมีใบปลิวกระจายเต็มไปหมด ผมหยิบใบปลิวมาอ่าน มีข้อความที่บอกว่าเป็นคู่มือของประชาชนในการปกป้องชีวิตไม่ให้ถูกสไนเปอร์ยิง เช่น ให้ผู้ชุมนุมสวมหมวกนิรภัย ให้เผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดม่านควันสีดำ ม่านควันนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ทหารสไนเปอร์มองเห็น ฯลฯ

ในขณะนั้นผมไม่ทราบว่าใบปลิวจำนวนมากนี้ปลิวว่อนอยู่บนท้องถนนได้อย่างไร แต่ผมเห็นประชาชนจำนวนมากช่วยกันคนละไม้คนละมือเผายางรถยนต์อย่างขะมักเขม้น เมื่อหมดแล้วก็ช่วยกันขับรถไปขอรับบริจาคหรือไปบรรทุกมาจากปั้มน้ำมันละแวกนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความเชื่อจริงๆว่าเปลวควันที่ลุกโขมงบนท้องฟ้าจะช่วยปกป้องชีวิตพวกเขาจะสไนเปอร์ที่ยิงมาจากตึกสูงได้

ผมใช้เวลานานหลังจากออกมาทำกิจกรรมกว่าจะเข้าใจว่าใบปลิวดังกล่าวเป็นฝีมือของทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่นำไปโปรยบริเวณพื้นที่ชุมนุม เป้าหมายเพื่อลวงให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าการเผายางรถยนต์ให้เกิดม่านควันเป็นวิธีในการป้องกันตัวและเอาชีวิตรอดจากสไนเปอร์ ไม่มีใครมองออกว่านั่นคือแผนการของทหารที่สร้างให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวก “เผาบ้านเผาเมือง” ตามวลีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นย้ำกับสื่อมวลชนบ่อยๆ สำหรับผมมันเป็นบทสคริปที่เขียนขึ้นให้คนกรุงเทพหวาดกลัวคนเสื้อแดง สร้างให้พวกเขากลายเป็นผู้ร้ายของคนกรุงและชาวโลก

และเมื่อสถานการณ์สุกงอม ทหารก็ก้าวออกมา …

………………………….

The Democracy Movement in Thailand : An Activist’s True Story ( Chapter 3 ) เบื้องหลังของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

Cr: FB ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำรวจกราดยิง คาดเมายา เครียดต้องขึ้นศาล ปืนก่อเหตุซื้อเองถูกกฎหมาย

สถานีตำรวจภูธรนาวัง
สรุปผลการจับกุม ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ ผบ.หมู่(ป) สภ.นาวัง คดีครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต

ประวัติโดยย่อ : ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 2531 บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.ยานนาวา ต่อมา ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.นาวัง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ตามคำสั่ง ภ.4 ที่ 1338/2562 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2562

เมื่อย้ายมาที่ สภ.นาวัง เริ่มมีปัญหาทะเลาะกับแฟน เนื่องจากแฟนไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเริ่มมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนร่างกายซูบผอม มีอารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งเพื่อนข้าราชการตำรวจต่างทราบดีและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

เมื่อออกปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยธนาคารออมสิน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ กลับไปนอนอยู่ในรถ ซึ่งจอดไว้หน้าธนาคาร เมื่อผู้จัดการธนาคารออมสิน ได้ขอความช่วยเหลือโดยให้คุ้มกันการเคลื่อนย้ายนำเงินเข้าเครื่อง ATM กลับแสดงอาการไม่พอใจ ทำท่าจะชักปืนขู่ ทำให้ผู้จัดการต้องโทรศัพท์แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้เริ่มคบกับ น.ส.หญิง ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งทำงานเป็นพนักงานร้านคาราโอเกะ (ปัจจุบันปิดกิจการเนื่องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ) จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.หญิงฯ เคยเป็นแฟนกับ นายเดย์ (ไม่ทราบนามสกุล) ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดหนองบัวลำภู

เมื่อคบกับ น.ส.หญิงฯ มักพาเพื่อนมามั่วสุมดื่มสุรา และส่งเสียงดัง ที่ห้องพักข้าราชการตำรวจเป็นประจำ เป็นที่เดือดร้อนรำคาญ แก่ข้าราชการตำรวจ และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเมื่อเมาสุราแล้ว ส.ต.อ.ปัญญาฯ จะชอบนำอาวุธปืนมายิง ทำให้ไม่มีคนกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเคยนำอาวุธปืนไปยิงสุนัขของประชาชน จนต้องมีข้าราชการตำรวจไปไกล่เกลี่ยให้ไม่ดำเนินคดี

เมื่อเดือน กรกฏาคม 2564 ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้มั่วสุมดื่มสุราในห้องพัก และส่งเสียงดังรบกวน และได้มีเพื่อนข้าราชการตำรวจไปตักเตือนให้หยุด แต่ ส.ต.อ.ปัญญาฯ กลับด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และเข้ามาทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกัน และผู้บังคับบัญชาได้เรียกตัวมาทำทัณฑ์บนไว้

พ.ต.อ.สุวัฒชัย มะลิทอง ผกก.สภ.นาวัง ในขณะนั้น ได้เรียกเจ้าตัวมาสอบถาม และเจ้าตัวได้ยอมรับว่าได้เสพสารเสพติดตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว และรับปากกับผู้บังคับบัญชาว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงได้ทำการยึดอาวุธปืนประจำกาย ของ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไว้ เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายต่างๆ

สภ.นาวัง ได้ดำเนินการตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตามโครงการตำรวจสีขาว ไม่ไห้ข้าราชการตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ยังได้รับรายงานว่า ส.ต.อ.ปัญญาฯ ยังมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.หนองบัวลำภู ได้เข้าตรวจค้นจับกุม ปรากฏหลักฐานตามบันทึกจับกุม ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ให้การรับสารภาพ

เมื่อถูกจับกุมได้ซักถาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ให้ถ้อยคำว่า “สูบยาบ้ามาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนมียาบ้าเป็นร้อยๆ เม็ดไม่เห็นมีใครมาจับกุม” อย่างไรก็ตาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ รับสารภาพว่า ยาบ้าของกลางที่ชุดจับกุมพบ เป็นของตนเอง โดยได้รับมาจากอดีตตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการแล้ว

เมื่อ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ถูกจับกุมและย้ายออกจากบ้านพักแล้ว ข้าราชการตำรวจ สภ.นาวัง รู้สึกผ่อนคลาย และทำงานโดยไม่มีความหวาดระแวงต่อเพื่อนร่วมงาน

#กรรมกรข่าว


#สรุปข้อเท็จจริงทางคดีเบื้องต้นได้ดังนี้

   ▪ สาเหตุล่าสุดคาดว่า เครียด ต้องขึ้นศาลเรื่องยาเสพติดวันพรุ่งนี้ บวกกับเมายา

   ▪ ดูจากจุดเกิดเหตุแล้ว มีอาการคลุ้มคลั่ง ใช้มีดเป็นหลักในการก่อเหตุ

   ▪ หลังออกจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แล้วพบเห็นใครก็ใช้ปืนและมีดทำร้าย

   ▪ จากนั้นเข้าไปในบ้าน ตำรวจปิดล้อม และพบว่าเสียชีวิตแล้วพร้อมภรรยาและลูก

   ▪ ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นปืน 9 มม. ซื้อส่วนตัว ถูกต้องตามกฎหมาย

   ▪ ตำรวจเตรียมถอดบทเรียนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการปิดล้อมคนร้ายและระงับเหตุให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   ▪ เบื้องต้นขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่บ้านของผู้ก่อเหตุอยู่ใกล้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ และเด็กไม่มีอาวุธในการต่อสู้

   ▪ ยอมรับว่าเขาเป็นอดีตตำรวจ แต่เราให้ออกไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ตำรวจแล้ว แต่เรายอมรับว่าเป็นอดีตตำรวจจริงๆ แต่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อมี
มาตรการป้องกันต่อไป

   ▪ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่ามีประวัติเรื่องยาเสพติดก่อนเข้ารับราชการตำรวจ

   ▪ จากนี้จะตรวจเลือดว่ามีปริมาณสารเสพติดในร่างกายเท่าไร

ขณะที่ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เผยว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่ในห้องทำงาน ได้ยินเสียงดังด้านนอก คิดว่าใครมาจุดประทัด ก่อนจะเห็นคนร้ายใช้ปืนยิงครูที่อยู่ด้านนอก จากนั้นก็เดินไป

ครูที่เห็นจึงรีบไปล็อกประตูในศูนย์ แต่คนร้ายใช้ปืนยิงใส่ประตู พวกตนและเพื่อนครูจึงโทรศัพท์ และปีนกำแพงไปเรียกคนมาช่วย

ส่วนเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะนอนหลับอยู่ รวม 24 คน รอดชีวิต 1 คน

“ผู้ก่อเหตุเคยมาส่งลูกชายที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แต่ลูกชายไม่ได้มาเรียน 1 เดือนแล้ว วันนี้เห็นมาก็คิดว่าจะมารับนม ไม่คิดว่าจะมาก่อเหตุแบบนี้”

#กราดยิงหนองบัวลําภู #TheStandardNews

8-9 ก.พ. 2563 : ทหารคลั่งกราดยิงโคราช
24 มิ.ย. 2564 : ทหารคลั่งกราดยิงโรงพยาบาลสนาม
13 ก.ย. 2565 : ทหารคลั่งยิงเพื่อนในค่ายทหาร
6 ต.ค. 2565 : อดีตตำรวจคลั่งกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก

องค์กรเหล่านี้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปหน่วยงานแต่ทำไมถึงได้มีเหตุสลดซ้ำ ๆ เกิดขึ้นทุกปี? นี่เป็นคำถามจากประชาชนที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของความบ้าคลั่ง และเราต้องการการปฏิรูปอย่างจริงจังไม่ใช่คำสัญญาโป้ปดมดเท็จ

ทุกองค์กรล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่องค์กรของพวกท่านมีปืนอยู่ในมือ มันจึงไม่ควรมีคนเลวอย่างเด็ดขาด! ปัญหายาเสพติด ส่วยใต้โต๊ะ โกงเงิน หักหัวคิว การกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา ควรจะหมดไปจากระบบราชการ ในเมื่อคนที่ควรจะปกป้องประชาชนกลายเป็นคนที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง มันก็คงไม่ต่างอะไรจากโจรในเครื่องแบบ

ไม่มีใครรู้ปัญหาในองค์กรได้ดีเท่าคนที่อยู่ในองค์กรนั้เอง อยู่ที่ว่าพวกท่านจะปฏิรูปแก้ไข ล้างบางอย่างจริงจัง หรือซุกปัญหานั้นไว้ใต้พรมปล่อยไปเลยตามเลยเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แล้วรอให้มีคนคลั่งออกมาก่อเหตุซ้ำอีกหน ซึ่งคราวหน้าอาจเป็นคนใกล้ตัวท่านหรือว่าตัวท่านเองก็ได้

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น