หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

การล่มสลายขอจักรวรรดิศักดินา

“…หลังจากสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ และตามด้วยความวุ่นวายของกบฎอี้เหอถวน จีนพ่ายแพ้แก่ชาติมหาอำนาจ จนต้องยินยอมแบ่งมณฑลและเมืองท่าต่างๆ ให้ชาติตะวันตกใช้ประโยชน์ เรียกว่าเขตอิทธิพล (Spheres of influence)
.
โดยตกลงยกแมนจูเรียและคาบสมุทรเหลียวตงให้เป็นเขตอิทธิพลของรัสเซีย แต่ญี่ปุ่นก็หมายตาแมนจูเรียไว้เช่นกัน ในตอนนี้จีนอ่อนแอเกินไปที่จะต้านทานชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ทั้งญี่ปุ่นและรัสเซียตกลงกันเองว่าจะแบ่งภาคเหนือของจีนและเกาหลี โดยญี่ปุ่นเสนอว่าจะยอมรับอิทธิพลของรัสเซียเหนือแมนจูเรีย ส่วนญี่ปุ่นจะครอบครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด
.
อย่างไรก็ตาม รัสเซียไม่ยินยอมและเสนอว่าพื้นที่บนคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่เส้นขนานที่ ๓๙ ขึ้นไปจะต้องเป็นพื้นที่กันชนระหว่างแมนจูเรียและเกาหลี เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น
.
การเจรจาระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นล้มเหลว นำไปสู่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War) ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัสเซียในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ ทำให้ทั่วโลกตะตะลึงอีกครั้งที่ญี่ปุ่นสามารถพิชิตได้ทั้งจีนและรัสเซีย แต่นั้นมาญี่ปุ่นได้รับการยอมรับเป็นมหาอำนาจใหม่ ที่สำคัญก็คือญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจเหนือเกาหลีอย่างเต็มที่รวมถึงแผ่อิทธิพลเข้าไปในแมนจูเรียของจีน
.
ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ เสนาบดีในรัฐบาลเกาหลีที่นิยมญี่ปุ่นใช้อำนาจโดยพลการ ลงนามสนธิสัญญากับญี่ปุ่น (Japan–Korea Treaty 1905) หรือสนธิสัญญาอึลซา ตกลงลดทอนกองทัพเกาหลีและแทนที่ด้วยกองกำลังของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือเกาหลีจะโอนอำนาจการต่างประเทศให้ญี่ปุ่น นับเป็นการปิดปากเกาหลีมิให้มีสิทธิ์มีเสียงในเวทีโลก…
.
ด้วยสนธิสัญญาอึลซา ทำให้เกาหลีหมดสภาพที่จะช่วยเหลือตัวเอง ในอีก ๒ ปีต่อมาต้องทำสนธิสัญญาเปลี่ยนสถานะเกาหลีเป็นรัฐอารักขา (Japan–Korea Treaty 1907) และในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ ทำสนธิสัญญายกอำนาจการปกครองให้ญี่ปุ่นผนวกแผ่นดินเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น (Japan–Korea Treaty of 1910)
.
นับแต่นั้นประเทศเกาหลีหรือโชซอนไม่มีอยู่ในโลก มีเพียงอาณานิคมโชเซนของญี่ปุ่น
.
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ใช้เกาหลีเป็นฐานรองรับการขยายอิทธิพลเข้าไปในจีนตอนเหนือ โดยมีแมนจูเรียเป็นเขตอิทธิพล
.
อะไรและใครที่เป็นสาเหตุของการล่มสลายของจักรวรรดิศักดินาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?…”


.

  • “ปะกิ่ง” ที่โรยรา –

กรกิจ ดิษฐาน

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ สูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ :
วาระสุดท้ายของแมนจูจากภาพถ่ายที่พบในสยาม
.
When The Mighty Dragon Falls:

A Pictorial Journey of China Unearthed in Siam.

หนังสือที่จะตามแกะรอยปริศนาเบื้องหลังของภาพถ่ายที่เพิ่งค้นพบในสยาม ที่บอกเล่าการเดินทางดูงานด้านการทหารในเอเชียตะวันออกหลังจากที่ญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียได้หมาดๆ และกำลังจะกลืนเกาหลีเป็นอาณานิคม พร้อมท้งยังสยายปีกเข้าไปกุมอิทธิพลเหนือจีนตอนเหนือ
.
ย้อนไปถึงจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของสยามกับมหาอำนาจในเอเชีย จากจีนสู่ญี่ปุ่น ผ่านสายตาของช่างภาพผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นบนเส้นทางการขยายอำนาจของญี่ปุ่นเหนือจีนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออก ภายใต้การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดของชนชั้นนำชาวสยามเพื่อวางหมากบนกระดานการเมืองโลกที่พร้อมจะพลิกผันได้อยู่เสมอในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายนั้น.
.

มันไม่ใช่แค่อัลบั้มภาพธรรมดา แต่อาจเรียกได้ว่าเป็น Photojournalism ชิ้นแรกๆ ของสยามโดยบุคคลที่เดินทางไปถึงสมรภูมิสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น เป็นประจักษ์พยายานความเสื่อมทรุดของจีน และฉากสุดท้ายของเกาหลีก่อนตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น

ทั้งยังถ่ายทอดภาพต้นฉบับเหล่านี้ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพความละเอียดสูง พร้อมเทคนิคการพิมพ์ที่ทันสมัย
.
จัดพิมพ์สี่สี ด้วยกระดาษอาร์ตคุณภาพดีจากต่างประเทศ
รูปเล่มขนาดใหญ่ หุ้ม Jacket สวยงามภาพประกอบมากกว่า ๒๐๐ ภาพ
มีคำบรรยายภาษาอังกฤษทุกภาพ
.
พร้อมจัดทำบทกล่าวนำและบทสรุปของผู้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ
รวมทั้งจัดพิมพ์อัลบั้มต้นฉบับไว้ภายในเล่มอีกด้วย
.

เพื่อให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับสาระของเนื้อหาและชุดภาพประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ “สามเส้า” สยาม – จีน – ญี่ปุ่น ที่ค้นพบในครั้งนี้

ราคาพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2565 นี้เท่านั้น !

สำนักพิมพ์ สยาม เรเนซองส์ จัดเซตหนังสือสุดคุ้มให้อ่านกันอย่างเพลิน ๆ
หรือจะเก็บสะสมก็เป็นที่น่าสนใจ
.

หนังสือสูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ
::: ราคาพิเศษเล่มละ 1,692 บาท :::
จากราคาปกติ 1,880 บาท
.
และหนังสือชุดพิเศษ
.
หนังสือสูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ + หนังสือพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ ถึงเซอร์จอห์น เบาริง
::: ราคาพิเศษชุดละ 1,938 บาท :::
จากราคาปกติ 2,280 บาท
.

จำนวนจำกัด 25 ชุดเท่านั้น !!!

ชมตัวอย่างหนังสือ
“สูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ : วาระสุดท้ายของแมนจู จากภาพถ่ายที่พบในสยาม” ได้ที่
.

https://www.facebook.com/marketplace/shops/item/2273194939471632/

#SiamRenaissance

#China #EarlyPhotography

#สูญแผ่นดินสิ้นอำนาจ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นี่คือบทความตาสว่างยุคแรกๆ ที่อาจารย์ใจล์ อึ๊งภากรณ์ เขียนวิจารณ์กษัตริย์ภูมิพลเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ภูมิพลเพิ่งเสียชีวิต

อ.ใจล์ เป็นบุตรชาย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และเป็นอดีตอาจารย์ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬา เป็นอาจารย์ในจุฬาฯไม่กี่คน ที่ออกมาประท้วงต้านการรัฐประหาร ปี 2549 อาจารย์เดินทางไปประเทศอังกฤษ และไม่กลับมาไทยอีกเลย ในปี 2550 เพราะ โดนหมายจับมาตรา 112 หลังจากตีพิมพ์หนังสือวิชาการชื่อ A coup for the rich ที่มีการอ้างอิงหนังสือ The King Never Smiles ที่ทุกคนรู้จักดี (อ. ไม่ได้มีสถานะลี้ภัย เพราะ แกมีสัญชาติอังกฤษอยู่แล้ว แค่กลับไทยไม่ได้เฉยๆ)

——————————————

ใจ อึ๊งภากรณ์
13 ตุลาคม ปี 2016

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ และไม่มีอุดมการณ์ดีๆ ของตนเองเลย แต่ในขณะเดียวกันเป็นคนโลภทรัพย์และหลงตัวเอง เขาใช้ชีวิตของอภิสิทธิ์ชนอันไร้ประโยชน์ ขณะที่ล้อมรอบไปด้วยขี้ข้าที่คอยเลีย หมอบคลาน และชมว่านายภูมิพลเป็น “เทวดา” แท้จริงแล้วนายภูมิพลเป็นคนน่าสมเพชที่ไม่น่าสงสาร เป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของสังคมไทย และพร้อมจะปล่อยให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกเข่นฆ่าเหมือนผักเหมือนปลา

ตลอดชีวิตของเขา เขามีส่วนสำคัญในการให้ความชอบธรรมกับเผด็จการที่ทำให้สังคมไทยล้าหลังและขาดประชาธิปไตยจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงท้ายของชีวิต นายภูมิพลปล่อยให้ประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยถูกทหารฆ่าตาย และปล่อยให้ทหารใช้คดี 112 เพื่อจำคุกผู้บริสุทธิ์ที่คัดค้านเผด็จการ โดยที่ทหารอ้างตลอดว่ากำลัง “ปกป้อง” นายภูมิพลและครอบครัว

นายภูมิพลอาสาด้วยความเต็มใจ ที่จะเป็นเครื่องมือของทหาร ที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตยและความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน สำหรับนายภูมิพลการทำหน้าที่ดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเขาเองมากมาย นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลบังอาจที่จะเสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” นี่คือนิสัยของคนที่ “ทำนาบนหลังคนอื่น” ไม่ต่างจากกษัตริย์ทั่วโลก

ข้าทาสบริวารต่างๆ ของภูมิพล ต้องคอยส่งเสริมรูปภาพหยดเหงื่อที่ปลายจมูกของนายภูมิพล เพื่อสร้างภาพหลอกลวงว่าเขาทำงานหนักได้ อย่างไรก็ตามรูปถ่ายแบบนี้ดูเหมือนจะมีรูปเดียว เพราะนายภูมิพลไม่เคยออกแรงให้เหงื่อออกจริงๆ ไม่เหมือนชาวไร่ชาวนาหรือกรรมกร และนายภูมิพลไม่เคยละอายใจที่จะมีคนมาคลานต่อหน้าตนเองเหมือนสัตว์ หรือใช้ภาษาโบราณราชาศัพท์ เหมือนกับว่าเขาเป็นเทพเจ้า

นายภูมิพลเกิดที่สหรัฐและใช้ชีวิตวัยรุ่นอันแสนสบายในสวิสแลนด์ การที่เขาชอบขับรถสปอร์ดเร็วๆ ทำให้เขาต้องสูญเสียลูกตาข้างหนึ่งในอุบัติเหตุ ก่อนหน้านั้นในปี ๒๔๘๙ นายภูมิพลได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เมื่อพี่ชายถูกยิงตาย เหตุการณ์นี้อธิบายได้สองทางคือ เป็นการฆ่าตัวตายของพี่ชายเอง หรือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการเล่นปืนกับนายภูมิพล ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราแน่ใจได้คือนายภูมิพลทราบข้อมูลทุกอย่างและอยู่ในสถานที่เมื่อเกิดเหตุ แต่นายภูมิพลไม่มีความซื่อสัตย์หรือคุณธรรมพอที่จะพูดความจริง ปล่อยให้คนบริสุทธิ์สามคนถูกประหารชีวิต และปล่อยให้ท่านอาจารย์ปรีดีถูกป้ายร้ายจากคู่แข่งทางการเมือง หลังจากนั้นนายภูมิพลก็หากินกับการเป็นกษัตริย์ในรูปแบบที่เห็นแก่ตัว ขาดความซื่อสัตย์ ขาดคุณธรรม และขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนมาตลอด

ในช่วงเผด็จการทหารที่ป่าเถื่อนและคอร์รับชั่น หลังรัฐประหารของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายสฤษดิ์ได้ขยันสร้างแนวร่วมกับพวกรักเจ้าเพื่อเชิดชูกษัตริย์และแสวงหาความชอบธรรมกับตนเองและอำมาตย์ทั้งหลาย เพราะตั้งแต่ยุครัชกาลที่๗ ผ่านการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์จนกระแสสาธารณรัฐมาแรง ในยุคนั้นแม้แต่ผู้นำทางทหารหลายคนอย่างเช่นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ไม่ต้องการกษัตริย์ นายสฤษดิ์กับพวกที่คลั่งเจ้าอาศัยบรรยากาศสงครามเย็น เพื่อส่งเสริมและเชิดชูนายภูมิพลในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลสหรัฐก็ช่วยโดยการแจกรูปภาพนายภูมิพลให้ประชาชน ใครไม่นำไปแขวนไว้ในบ้านต้องถูกกล่าวหาว่าเป็น “แดง”

เมื่อนายสฤษดิ์ตายไปด้วยโรคตับแข็ง นายภูมิพลเสียใจมากเพราะผู้อุปถัมภ์ของตนดับไป แต่ก็สามารถทำงานร่วมกับนายถนอมและนายประภาส ลูกน้องสฤษดิ์ที่ขึ้นมาเป็นเผด็จการโกงกินรุ่นใหม่ได้ดี ในช่วงนี้และช่วงสฤษดิ์ นายภูมิพลไม่เคยมีจิตสำนึกพอที่จะวิจารณ์การคอร์รับชั่นของทหารและการที่สังคมไม่มีสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเลย เขาไม่เคยเปลี่ยน ยุคนั้นเป็นยุคที่เผด็จการทหารเริ่มเชิดชูโครงการหลวงทั้งหลาย แต่โครงการดังกล่าวของนายภูมิพล ไม่ได้พัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนเท่าไร โดยเฉพาะถ้าเทียบกับนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลไทยรักไทย

ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นไล่เผด็จการทหารจนสำเร็จ ฝ่ายอำมาตย์จึงเรียกร้องให้นายภูมิพลออกโรงเพื่อปกป้องระบบอภิสิทธิ์ชน นายภูมิพลจึงออกมาพูดทางโทรทัศน์และฉวยโอกาสสร้างภาพว่าตนเป็น “กษัตริย์ประชาธิปไตย” อย่างไรก็ตามเมฆดำแห่งการต่อสู้ทางชนชั้นก็มาท้าทายอำมาตย์ ยุคนั้นเป็นยุคสงครามสหรัฐในเวียดนาม

นักศึกษาและประชาชนต่างต้องการให้สังคมไทยพัฒนาและมีความเป็นธรรม คนจำนวนมากเริ่มสนใจความคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ นายภูมิพลจึงร่วมมือกับอำมาตย์อื่นๆ ในการพยายามปกป้องทรัพย์สินและตำแหน่งด้วยการก่อตั้งกลุ่มอันธพาลฝ่ายขวาเช่นลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มอันธพาลเหล่านี้ พร้อมกับตำรวจ ตชด. ได้ก่อเหตุนองเลือดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ในวันเดียวกันมีการทำรัฐประหาร และตั้งรัฐบาลเผด็จการป่าเถื่อนที่ปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยและเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด หลังจากนั้นเพียงสองเดือน ในวันเกิดของเขาปีนั้น นายภูมิพลได้แสดงความพึงพอใจกับเหตุการณ์นี้ และอ้างว่ารัฐประหารเป็น “สิ่งจำเป็น” เพราะประเทศไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป”

ท้ายยุครัฐบาลนายเปรม พื้นที่ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้างขึ้นและมีการเลือกตั้งนายชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือน แต่ในไม่ช้าฝ่ายทหารภายใต้การนำของนายสุจินดาก็ทำรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยอีกครั้ง นายภูมิพลก็ออกมาชมนายสุจินดาตามหน้าที่กษัตริย์เด็กดีที่ร่วมหากินกับทหาร แต่โชคดีที่ประชาชนไม่ฟัง จึงมีการลุกฮือล้มเผด็จการในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ พอสถานการณ์ชัดเจนว่าประชาชนชนะ นายภูมิพลก็ออกมาฉวยโอกาสสร้างภาพอีกครั้งเพื่ออ้างว่าตนรักประชาธิปไตย

หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งเสรี และนักการเมืองทั้งหลายก็แข่งกันหมอบคลานและเชิดชูนายภูมิพลว่าเป็น “มหาราช” หรือ “สุเปอร์แมน” ที่เก่งในทุกเรื่อง ทั้งนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่นักการเมืองและนักธุรกิจทั้งหลายเอง นายภูมิพลดูเหมือนว่าจะหลงตัวเองไปด้วย นักการเมืองคนหนึ่งที่เชิดชูนายภูมิพลคือ นายทักษิณ ซึ่งนายกคนนี้สามารถครองใจประชาชนและชนะการเลือกตั้งได้หลายรอบ

ใน “สงครามยาเสพติด” ที่มีการวิสามัญเข่นฆ่าประชาชนบริสุทธิ์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ นายภูมิพลไม่มีความกล้าหาญที่จะออกมาตำหนิการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยรักไทยเลย แต่กลับชมนายกทักษิณว่าทำในสิ่งที่จำเป็น มันพิสูจน์ว่านายภูมิพลไหลลื้นไปตามกระแสเสมอ

ในรอบห้าปีแรกของรัฐบาลไทยรักไทย นโยบายสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายกองทุนหมู่บ้าน สามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในลักษณะที่ไม่เคยเกิดในอดีตและไม่เคยเกิดจากโครงการหลวงในรอบหกสิบปี การครองใจประชาชนในระบบประชาธิปไตยแบบนี้ทำให้คู่แข่งของนายกทักษิณ โดยเฉพาะพวกอำมาตย์หัวเก่าและนายทหาร อึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง พวกนี้จึงก่อสถานการณ์และทำรัฐประหารเพื่อทำลายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ในการทำลายประชาธิปไตยรอบนี้ นายภูมิพลก็ให้ความชอบธรรมกับทหารและอำมาตย์ตามเคย และยอมให้ทหาร เสื้อเหลือง และม็อบสุเทพ ใช้ชื่อของเขาในการประพฤติตัวแบบโจร

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี ๒๕๕๓ ท่ามกลางการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าของทรราชอภิสิทธิ์และกองทัพไทย นายภูมิพลนิ่งเฉย ไม่มีความกล้าหาญ อุดมการณ์ หรือศีลธรรม พอที่จะออกมาห้าม ปล่อยให้พลเมืองล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก แค่เหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียวก็พิสูจน์ว่าการมีกษัตริย์เป็นประมุขไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับประชาชน ถ้ากษัตริย์ไม่พร้อมจะปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ และร้ายกว่านั้น การปกป้องกษัตริย์กลายเป็นข้ออ้างของทหารโจรที่จะฆ่าประชาชนด้วย เหตุการณ์นี้และทุกอย่างที่เกิดจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้พลเมืองไทยจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับระบบกษัตริย์ ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยต้องการให้ระบบกษัตริย์สิ้นไปจากแผ่นดิน

หลายคนในสังคมไทยเข้าใจผิดว่านายภูมิพลวางแผนและสั่งการให้เกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ แท้จริงแล้วนายภูมิพลไม่เคยมีอำนาจแบบนี้และไม่มีปัญญาหรือความกล้าที่จะเป็นผู้นำด้วย หน้าที่ของกษัตริย์ภูมิพลคือการให้ความชอบธรรมกับพฤติกรรมเลวๆ ของทหารและอำมาตย์ นี่คือสาเหตุที่ทหารและอำมาตย์สร้างภาพว่านายภูมิพลเป็น “เทวดาศักดิ์สิทธิ์” การคลั่งกษัตริย์ของฝ่ายทหารและนายทุนเพิ่มทวีขึ้นหลังการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตย ยุคหลังป่าแตก เพราะชนชั้นปกครองหัวเก่าต้องแข่งกับความชอบธรรมชุดใหม่ที่มาจากประชาธิปไตย เขาเลยเลือกสร้างความชอบธรรมที่มาจากการสร้างนิยายเรื่องภูมิพล ที่สำคัญคือพวกนั้นต้องการให้เราหลงเชื่อว่านายภูมิพลมีอำนาจล้นฟ้า เพื่อให้กษัตริย์เป็นหน้ากากปิดปังหน้าของเขาเอง

นอกจากการให้ความชอบธรรมกับการทำลายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำอีก นายภูมิพลมีหน้าที่เสนอลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อคัดค้านการกระจายรายได้และแช่แข็งความยากจน โดยมีการเสนอว่าคนจนต้องมีความพึงพอใจในสถานภาพของตนเองท่ามกลางความร่ำรวยของคนใหญ่คนโต ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงไปได้สวยกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดของพวกประชาธิปัตย์ ทีดีอาร์ไอ นายทุนใหญ่ และทหาร เพราะเป็นระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา มือใครสั้นต้องอดทนกับความจน” ทั้งสองแนวคิดนี้คัดค้านการใช้รัฐในการพัฒนาชีวิตประชาชน

ในช่วงท้ายของชีวิต ตั้งแต่นายประยุทธ์ทำรัฐประหารรอบใหม่ นายภูมิพลหมดสภาพ เกือบจะพูดไม่ออกและเดินไม่ได้ แต่สำหรับคนอย่างประยุทธ์ คนแก่นั่งรถเข็นน้ำลายยืด ยังใช้เป็นเครื่องมือได้เสมอ

นายภูมิพลใช้ชีวิตอันสุขสบายท่ามกลางนิยายโกหก มีการสร้างให้เขาเป็น “พ่อของชาติที่ทุกคนรัก” ทั้งๆ ที่ลูกหลานของเขาเองล้วนแต่ผิดปกติ โดยเฉพาะเจ้าฟ้าชายที่กดขี่สตรีและสนใจแต่ความสุขของตนเอง

มีการเสนอว่าภูมิพลเป็น “อัจฉริยะ” และมีการพูดว่านายภูมิพลมีชีวิต “เรียบง่าย” ผูกเชือกรองเท้าตัวเองได้ แต่ถ้าใครจะตั้งคำถาม เปิดโปงความจริง หรือวิจารณ์อะไรก็จะต้องโดนลงโทษอย่างหนักด้วยกฎหมายหมิ่นฯ 112

นายภูมิพลเป็นคนพิการในด้านความสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ชอบสังคมหมามากกว่าสังคมคน เมื่อเขาตายประชาชนไทยนับล้านคงหวังว่าสังคมและการเมืองเราจะพัฒนาและคืบหน้าสักที แต่คนที่คิดแบบนี้จะผิดหวัง เราจะไม่พบฟ้าสว่างหลังภูมิพลตาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดโดยอัตโนมัติ เรายังมีทหารเผด็จการและอำมาตย์อยู่ เราต้องทำลายอำนาจทหาร เราต้องสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ในระบบสาธารณรัฐที่ไม่มีกษัตริย์ และเราต้องนำทรัพย์สินมหาศาลและวังต่างๆ ของราชวงศ์มาเป็นของประชาชน เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า

จงเดินหน้าสู่สาธารณรัฐ จัดตั้งขบวนการก้าวหน้าของมวลชน! ประชาชนจงเจริญ!

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น