หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

รสช.ยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย

23 กุมภาพันธ์ 2534

ย้อนกลับไปวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ทำการ ‘ยึดอำนาจ’ รัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
.
รัฐบาลพลเอกชาติชายถือเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเต็มใบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2529 หลังจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ยินยอมสละอำนาจ และเปิดโอกาสให้พลเอกชาติชายในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว ซึ่งมีผลงานโดเด่นมากมาย เช่น การยุติสงครามในอินโดจีน และการออกกฎหมายประกันสังคมในช่วงเวลาอันสั้น
.
แต่สำหรับรัฐบาลชาติชายกับกองทัพบกดูจะไม่ลงรอยกันนัก เพราะการเผชิญหน้ากับนักวิชาการหัวก้าวหน้าซึ่งเป็คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่เป็นระยะ และเมื่อมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจากฟากฝั่งรัฐบาล จนเกิดคำว่า ‘บุฟเฟต์คาบิเนต’ ที่กลายเป็นฉายาเรียกขานคณะรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย สัญญาณที่อาจนำไปสู่รัฐประหารจึงเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2533 จากการปล่อยให้ ‘รถโมบายล์’ ของช่อง 9 อสมท. ซึ่งร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล ไปจอดใกล้กับหน่วยทหาร ที่ทำให้ทหารไม่พอใจ และรู้สึกว่าเป็นการดักฟัง
.
หรือการที่พลเอกสุนทรถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า “การปรับ ครม. ไม่น่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ การแก้ปัญหาที่ดีต้องแก้ปัญหาของประชาชนจะดีกว่า เพราะในขณะนี้ ปัญหาของประชาชนถึงขั้นวิกฤตแล้วทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม”
.
จนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 กองทัพก็จัดการ ‘รัฐประหาร’ รัฐบาลพลเอกชาติชาย ระหว่างที่ขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน บน.6 เพื่อนำพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี ไปเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยระหว่างที่เครื่องบินกำลังเคลื่อนตัว นายทหาร 2 นายในชุดซาฟารีสีน้ำตาลก็กระชากปืนจากเอว ควบคุม รปภ. ทั้ง 20 คนไว้ พร้อมสั่งให้เครื่องบินลดความเร็วลง ซึ่งพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ตกอยู่ในสภาพถูกควบคุมตัวตามแผนที่วางไว้
.
การรัฐประหารภายใต้ชื่อ ‘คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ’ หรือ รสช. ระบุถึง 5 ข้อหาฉกรรจ์ของคณะรัฐบาลชุดนี้ ได้แก่ 1. รัฐบาลฉ้อราษฏร์บังหลวง 2. แทรกแซงข้าราชการ 3. เผด็จการทางรัฐสภา 4. ทำลายสถาบันทหาร และ 5. บิดเบือนคดีที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (คดีลอบปลงพระชนม์)
.
ส่วนพลเอกชาติชายถูกควบคุมตัวราว 2 สัปดาห์ จนกระทั่งคณะรัฐประหารไปเชิญ อานันท์ ปันยารชุน นักธุรกิจชื่อดัง อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาเป็นนายกฯ และพลเอกสุนทรก็ดำเนินการตามพิธีรีตอง โดยนำคณะ รสช. รวมถึงนายกฯ อานันท์เข้าไปขอขมา และปล่อยตัวพลเอกชาติชายออกจากบ้านพักรับรองกองทัพอากาศ พร้อมกับตกลงให้ พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย์เดินทางไปพำนักยังต่างประเทศชั่วคราว
.
หลังจากบริหารประเทศเป็นเวลา 1 ปี ทุกข้ออ้างของการรัฐประหารไม่ได้ถูกคลี่คลายหรือแก้ไขแต่อย่างใด อีกทั้งคณะ รสช. ยังทำการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ และตัดสินใจใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่มาจากทั้งการตั้งกติกาเอง ตั้งพรรคทหารที่คุมได้ทั้งนั้น สุดท้ายก็นำไปสู่เหตุประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน และจบลงด้วยความรุนแรงในเหตุการณ์ ‘พฤษภาเลือด’ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เมื่อทหารตัดสินใจใช้กำลังสลายการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน และนับจากนั้นเป็นต้นมา ทหารต้องว่างเว้นจากการเมืองไทยไปนานกว่าหนึ่งทศวรรษ
.
รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้ใน B-holder Podcast EP2: รัฐประหาร รสช. ต้นตำรับการยึดอำนาจ ‘เสียของ’ และบทเรียนที่ทหารไทยไม่เคยเรียนรู้
.
ช่องทางการรับฟัง
YouTube: https://youtu.be/AV95m6Os_sU
SoundCloud: https://bit.ly/3LMzs1m
Apple Podcasts: apple.co/3vOhdzO
Spotify: spoti.fi/3tq4uBD
.
ภาพ: AFP
.

#TheMomentum #StayCuriousBeOpen #OnThisDay #รัฐประหาร #รสช #สุนทรคงสมพงษ์ #ชาติชายชุณหะวัณ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

[ครบรอบ 1 ปี อภิปราย “ตั๋วช้าง” สู่เบื้องหลังการลี้ภัย “ปวีณ” ปัญหาในวงการตำรวจที่ยังดำรงอยู่]


เมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2565) ผมได้อภิปรายถึงกรณีคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 และชะตากรรมของหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนคดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ตั้งแต่การถูกขัดขวางในระหว่างกระบวนการทำงาน การกลั่นแกล้งในทางหน้าที่การงาน การเข้ามาเกี่ยวข้องคนกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นข้าราชบริพาร ไปจนถึงการถูกบีบให้ลาออกและลี้ภัยในท้ายที่สุด ที่ซึ่งหลายท่านกล่าวว่านี่อาจเปรียบได้กับ #ตั๋วช้างภาค2 ที่ยังสร้างความเสื่อมทรามแก่วงการตำรวจอยู่ไม่รู้จบสิ้น
.
ช่างพอดีกับที่วันนี้ของเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่อง #ตั๋วตำรวจ หรือการใช้เส้นสายในวงการตำรวจเพื่อการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การที่นายตำรวจหลายคนต้องกลายไปเป็นคนคุมธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ได้เข้าถึงเส้นสายเหล่านั้น
.
ความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งมีได้ตั้งแต่การ “ยกเว้นหลักเกณฑ์” คือการได้เลื่อนขั้นไปตำแหน่งที่สูงกว่าโดยไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งเดิมให้ครบระยะเวลาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ซึ่งบางกรณีที่ผมได้ยกมานั้นก็น่าสงสัยว่าเป็นเพราะเรื่องความสามารถ หรือเพราะนายตำรวจคนนั้นเป็นญาติใกล้ชิดกับข้าราชการชั้นสูงผู้ทรงอิทธิพลกันแน่
.
พอนายตำรวจพวกนี้เริ่มเติบใหญ่ ก็พัฒนามาเป็นผู้ออกตั๋ว ใช้เส้นสายตัวเองคอย “สนับสนุน” ตำรวจนายอื่นๆ ให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง (แม้ตำรวจเหล่านั้นจะอยู่นอกสายบังคับบัญชาของตัวเอง ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปเสนอเลื่อนขั้นอะไรได้เลยก็ตาม) ซึ่งกรณีที่ผมยกมานั้นมีความน่าสนใจเพิ่มเติมตรงที่เป็นตั๋วที่ออกมาผ่านการให้ไปเข้าหลักสูตร “จิตอาสาพระราชทาน” ที่ก็บริหารจัดการกันเองในหมู่ญาติพี่น้องของนายตำรวจที่ออกตั๋วนั้น
.
ต่อมาด้วยเรื่อง “ตำรวจราบ” ที่เป็นอีกด้านหนึ่งของบรรดานายตำรวจต่างๆ ที่ถูกคำสั่งคัดตัวให้ออกจากสังกัด สตช. ไปเป็นตำรวจในวัง โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลที่แท้จริงและถามความสมัครใจตั้งแต่ต้น ต่อมาเมื่อมีนายตำรวจจำนวนหนึ่งขอปฏิเสธไม่เข้าร่วม ก็ปรากฏว่าถูกสั่งให้ไป “ธำรงวินัย” เป็นระยะเวลากว่า 11 เดือน พร้อมทั้งถูกดองไม่ให้เติบโตในหน้าที่การงานอย่างที่ควรจะเป็น (อันที่จริงกรณีนี้มีความคล้ายกับกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณ ที่ปฏิเสธข้อเสนอให้เข้าไปทำงานในวัง เพราะอยากทำคดีค้ามนุษย์ต่อมากกว่า จนนำไปสู่การถูกบีบให้ลาออก)
.
และปิดท้ายด้วย #ตั๋วช้าง หรือเอกสารขอรับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งนายตำรวจ ที่เป็นการติดต่อกันระหว่าง ผบ.ตร. กับราชเลขานุการ เพื่อทำในสิ่งที่พวกตนไม่มีอำนาจ และส่งผลเป็นการนำพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องในเรื่องที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจของพระองค์ การเช่นนี้ไม่เป็นคุณต่อทั้งประเทศ, วงการตำรวจ และสถาบันพระมหากษัตริย์เลยแม้แต่น้อย
.
1 ปีผ่านมานับแต่วันนั้น ผมได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของตำรวจชั้นผู้น้อยนายอื่นๆ อีกหลายกรณี เช่นคำบอกเล่าจากครอบครัว “ตำรวจราบ” นายอื่นๆ ที่ต้องไปทำงานยืนยาม-ทำสวนในวัง ลาไปงานศพคนรู้จักไม่ได้ จะลาออกก็โดนดอง, เรื่องของตำรวจกองกำกับการอารักขาที่ดูแลเขตพระราชฐาน ที่ถูกบังคับกักตัวนานเป็นเดือน (ขณะที่ประชาชนกักตัวแค่ 14 วัน) โดยไม่ให้พบปะครอบครัวและไม่แยกกลุ่มความเสี่ยงโรค COVID-19 หรือบรรดานายตำรวจที่ถูกเกณฑ์มาจากต่างจังหวัดเพื่อใช้สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ ที่ต้องมากินนอนในสภาพสุดลำเค็ญ ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นกรณีอื้อฉาวที่เกิดจากการกระทำของตำรวจอีกมากมาย เช่นกรณีอดีต ผกก.สภ.นครสวรรค์ คลุมถุงดำผู้ต้องหา ที่ก็มีประวัติเชื่อมโยงกับหลักสูตร “จิตอาสาพระราชทาน” ด้วย เป็นต้น
.
และที่น่าเศร้าคือตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราก็ยังไม่เห็นว่าปัญหาเส้นสายในวงการตำรวจได้มีการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนมั่นใจได้เลย มิหนำซ้ำเรายังได้ค้นพบเบื้องลึกเบื้องหลังกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณเพิ่มเติมมาอีก ที่ก็เห็นว่าหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมครั้งนี้ยังคงอยู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวมาได้เนิ่นนานหลายปี
.
ผมและพรรคก้าวไกลขอยืนยันที่จะตรวจสอบปัญหาความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น ทั้งในวงการตำรวจและวงการเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการโค่นล้มระบอบปรสิตนี้ คืนคนซื่อตรงกลับสู่ระบบราชการ และไม่ให้มีนายตำรวจคนใดต้องมาประสบชะตากรรมแบบ พล.ต.ต.ปวีณหรือตำรวจราบ 96 นายอีก
.
(ดูคลิปการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องตั๋วช้าง ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=UAMUa7nfuFQ)
.
(ดูเนื้อหาคำอภิปรายไม่ไว้วางใจและสไลด์ประกอบ เรื่องตั๋วช้าง ได้ที่
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.648079912615326&type=3)

Facebook : Rangsiman Rome

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายทั่วไปประเด็นเกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผม รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นเกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 ที่นำทีมสืบสวนสอบสวนโดย พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ซึ่งตลอดกระบวนการได้ถูกขัดขวางข่มขู่โดยบุคคลต่างๆ ด้วยหลากหลายวิธีการ และต่อมายังถูกโยกย้ายในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการให้เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต รวมถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของกลุ่มคนในแวดวงชนชั้นสูง ที่นำไปสู่การลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณในที่สุด ขอเชิญอ่านเนื้อหาคำอภิปรายทั้งหมดได้ที่นี่ครับ



ย้อนไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ TIP Report ประจำปี 2021 โดยลดระดับประเทศไทยจากกลุ่ม Tier 2 ลงไปอยู่ในกลุ่ม Tier 2 Watch List หรือเกือบแย่สุดจากทั้งหมด 4 ระดับ
.
เมื่อไปดูในรายละเอียดก็มีระบุไว้น่าสนใจหลายเรื่อง เช่นว่า มีการลักลอบขนคนผิดกฎหมายข้ามชายแดนระหว่างเมียนมาร์กับไทย มีการเรียกเก็บเงิน 10,000 ถึง 70,000 บาท โดยขบวนการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจในท้องที่บางคนปกปิดข้อมูลไว้ไม่ให้ถูกใช้ฟ้องคดี เพื่อปกป้องผู้ค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนก็ได้ประโยชน์ด้วย


อันที่จริงครั้งหนึ่งเราเคยมีความพยายามปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ที่อาจจะเป็นหนึ่งในครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีมา เอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ตั้งแต่นายหน้าค้ามนุษย์ที่เป็นบุคคลทั่วไป ไปจนถึงที่เป็นทหารระดับสูง กรณีที่ว่านั้นคือคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ที่นำทีมสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีโดย พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในช่วงปี 2558
.
การค้ามนุษย์นั้นไม่ได้มีแค่การบังคับไปขายบริการทางเพศ ไปเป็นแรงงานบนเรือประมง ไปเป็นขอทาน อย่างที่เราคุ้นๆ กันเท่านั้น ในกรณีชาวโรฮิงญานั้นคือชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่อยู่ในประเทศเมียนมาร์ ที่ต้องการอพยพไปมาเลเซีย และต้องใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย นั่นจึงเป็นที่มาของขบวนการที่หากินกับชีวิตและเลือดเนื้อของคน การเรียกเก็บเงินจากชาวโรฮิงญาหัวละหลายหมื่น จับยัดใส่เรือประมงที่ดัดแปลงไว้ขนคนแล่นเข้าน่านน้ำไทย พอขึ้นฝั่งมาก็เอามาขังไว้ที่ค่ายลับกลางป่าเขา บางคนเป็นผู้หญิงก็ถูกข่มขืน สามีต้องต้องทนดูภรรยาถูกกระทำ พ่อต้องทนดูลูกถูกชำเรา แต่ละคนถูกซ้อมทรมาน เปิดโทรศัพท์แล้วเฆี่ยนตีให้ญาติๆ ที่อยู่ปลายทางฟัง จะได้ไปหาเงินมาจ่ายค่าไถ่ ถ้าไม่มีจ่ายให้ ก็ปล่อยทิ้งไว้ในคอกให้อดๆ อยากๆ จะป่วยจะตายไปก็ไม่ต้องสน
.
กรณีสำคัญที่ถูกค้นพบ คือค่ายที่คุมขังและหลุมศพชาวโรฮิงญา ที่ถูกตรวจพบบริเวณเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 อันเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณปวีณต้องมาทำคดีนี้ โดยพบโรงนอน 26 โรง, หลุมศพ 35 หลุม, ศพ 36 ศพ บางศพชันสูตรพบว่าขาดสารอาหารตาย ผู้ป่วย 2 คนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีภาพที่เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกทลายค่ายกักกัน คือชายชาวโรฮิงญาคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ หนีตามคนอื่นๆ ไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเขาถูกบังคับให้นั่งยองๆ อยู่ในคอกทั้งวันจนขาลีบอ่อนแรง เดินไม่ได้แล้ว จะเคลื่อนที่ต้องใช้มือกระเถิบไป และต้องกินใบไม้ประทังชีวิต นี่หรือครับคือสิ่งที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน แบบนี้แหละที่เรียกว่าค้าทาส ที่เรียกว่าเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลา เป็นความอำมหิตของทุกคนที่กระทำและสนับสนุนอาชญากรรมนี้ให้ดำรงอยู่มาแล้วนับ 10 ปี
.
และการจะเอาคนจากยะไข่ลงเรือมาขึ้นบกที่ไทย ขังอยู่ในคอกได้ตั้งนานแบบนี้ ลำพังแค่อาชญากรทั่วไปทำไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีอาชญากรในเครื่องแบบร่วมด้วย ซึ่งคุณปวีณก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยการสืบสาวไปถึงนักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจและทหารหลายนาย โดยชื่อใหญ่สุดที่ตามจับได้คือ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 16 คุณปวีณทำคดีได้ขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ไทยจะถูกเพิ่มระดับใน TIP Report ขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเมื่อมีคนกล้าออกมาปราบปรามอย่างจริงจังขนาดนี้ คนที่คิดก่อการชั่วร้ายก็ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จะเคลื่อนไหวอะไรก็ลำบากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลนี้ก็เอามาเคลมเป็นผลงานของตัวเอง แต่แล้วชะตากรรมของเจ้าของผลงานตัวจริงอย่างคุณปวีณกลับต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนในวันนี้ 6 ปีผ่านไป ไทยก็ถูกลดระดับลงมา Tier 2 Watch List อีกครั้ง


ความไม่ชอบมาพากลต่างๆ หลายท่านอาจเคยรู้ เคยเห็นข่าว เคยฟังอภิปรายมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เรามาฟังจากปากคำของเจ้าตัวผ่านเอกสารชิ้นนี้ นี่คือ Statutory Declaration หรือคำให้การของคุณปวีณต่อทางการของประเทศออสเตรเลียเพื่อใช้ในการขอลี้ภัย ซึ่งเป็นกระบวนการตามกฎหมายของออสเตรเลีย ให้การโดยสาบานว่าเป็นความจริง และได้รับการยอมรับจากประเทศปลายทางแล้วให้คุณปวีณสามารถขอลี้ภัยได้ มีลายเซ็นของคุณปวีณกำกับทุกหน้า
.
และต่อจากนี้ไป ผมอยากให้พี่น้องตำรวจ พี่น้องข้าราชการ รวมถึงพี่น้องประชาชน เข้าไปดูคำให้การนี้ (สามารถดูได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/rangsimanrome/posts/497216888428042 หรือที่ทวิตเตอร์และเพจเฟซบุ๊คของพรรคก้าวไกล) แล้วลองนึกทบทวนดูว่าในชีวิตงานราชการของพวกท่าน ทั้งที่ต้องการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแท้ๆ แต่พวกท่านกลับต้องมาเจอเรื่องทำนองนี้เหมือนๆ กันกับที่คุณปวีณเจอหรือไม่?
.
เรามาเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 คุณปวีณในฐานะที่เป็นนายตำรวจมือฉมัง ผู้เคยมีผลงานอย่างการปราบมาเฟียแท็กซี่ที่ภูเก็ต การสืบสวนสอบสวนคดีโรงพักตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนหนึ่งที่เคยเป็นกำนันอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณปวีณจึงถูกมอบหมายให้มาทำคดีนี้ ปรากฏว่าเริ่มต้นมาจะต้องตามหาตัวพยานคนสำคัญคนหนึ่ง เมื่อถามตำรวจที่รับผิดชอบคดีอยู่ คือ พล.ต.ต. “ด.”, พ.ต.อ. “อ.” และ พ.ต.อ. “ฉ.” ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ข้อมูล จนคุณปวีณต้องไปตามหาพยานเองเพื่อขยายผลและออกหมายจับคนที่เกี่ยวข้อง
.
ต่อมามีการค้นบ้านพักกลุ่มผู้ต้องหาในจังหวัดระนอง ที่มี พ.ต.อ. “อ.” เป็นหัวหน้าชุด พบหลักฐานการโอนเงินของผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ลงชื่อผู้รับสำคัญๆ เช่น คุณจันทรา ปั้งซวด หรือเจ๊ง้อ หนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ในจังหวัดระนองที่ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ซึ่งผมก็ทราบข้อมูลมาว่าเจ๊ง้อคนนี้เนี่ยมีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงนายทหารระดับอดีต ผบ.ทบ. ที่อยู่ในรัฐบาลนี้ด้วย นี่ก็เพิ่งมีข่าวว่าลูกสาวเจ๊ง้อเพิ่งมาถูกจับเอาที่นนทบุรีเมื่อเดือนสิงหา 64 หลังจากคดีผ่านไปแล้วตั้ง 6 ปี แปลกดีนะครับ หายไปตั้งนาน เพิ่งมาจับได้หลังไทยโดนลดระดับเป็น Tier 2 Watch List เพียงไม่กี่เดือน สงสัยพอถูกลดระดับก็ต้องรีบกลับมาทำผลงานกระมัง
.
กลับมาที่สลิปโอนเงินต่อครับ อีกชื่อสำคัญที่รับเงินมา ก็คือ พล.ท.มนัส คงแป้น โดยมีรายการธุรกรรมเป็นวงเงินถึง 14 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าหลักฐานชิ้นนี้ คุณปวีณก็เพิ่งมารู้ทีหลังจากนักข่าว แล้วเพราะอะไรคุณปวีณถึงไม่รู้เรื่องนี้เองตั้งแต่แรก? นั่นก็เพราะ พ.ต.อ. “อ.” ที่เป็นหัวหน้าชุดบุกค้นไม่ยอมส่งหลักฐานให้ จนคุณปวีณต้องไปตามเอามาภายหลัง ซึ่งสลิปการโอนเงินนี้ได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการออกหมายจับ พล.ท.มนัสในเวลาต่อมา
.
อุปสรรคแรกที่คุณปวีณต้องเจอก็คือการขัดขวางกระบวนการสืบสวนสอบสวน การปิดบังพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งถ้าทำโดยฝ่ายอาชญากรก็นับว่าแย่แล้ว แต่นี่กลับทำโดยตำรวจเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันเอง นี่คือส่วนต่อขยายของขบวนการทั้งหมด ที่มีแฝงอยู่ในหน่วยงานตำรวจด้วยอย่างนั้นหรือไม่? พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรที่เคยคุมตำรวจตอนนั้น ทราบเรื่องนี้หรือไม่?


ต่อมาเมื่อออกหมายจับแล้ว ก็มีผู้ต้องหาทยอยมอบตัว เช่น คุณปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือโกโต้ง อดีตนายก อบจ. สตูล เมื่อถูกหมายจับก็ยอมมอบตัว แต่เลือกไปมอบตัวกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ในขณะนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะท่านก็เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดูพื้นที่สงขลาและสตูลมาก่อนเมื่อปี 2554 – 2555 ก็ไม่รู้ว่าเคยลองเดินสำรวจพื้นที่บ้างหรือเปล่าว่าตอนนั้นในพื้นที่ของท่านเคยมีค่ายโรฮิงญาอยู่กี่แห่ง
.
ส่วนกรณี พล.ท.มนัส ตามคำให้การของคุณปวีณ หลังออกหมายจับไม่กี่วัน เขาก็ได้รับสายโทรศัพท์จากนายตำรวจคนสนิทของ พล.อ.ประวิตร คนหนึ่ง ที่อ้างว่า พล.อ.ประวิตร ต้องการเห็น พล.ท.มนัสถูกปล่อยตัว หลังจากบทสนทนาดังกล่าว พล.ท.มนัสได้มามอบตัวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ในขณะนั้นถึงที่กรุงเทพฯ เมื่อมาถึง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถึงกับจัดเครื่องบิน ส่งตัวตรงจากกรุงเทพฯ มาควบคุมตัวไว้ที่หาดใหญ่ และเมื่อ พล.ท.มนัสทราบว่าพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว ก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง อ้างว่า ผบ.ตร. อนุญาตให้ประกันตัวแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ในคำให้การของคุณปวีณนะครับ เพราะแม้กระทั่ง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ผู้บังคับบัญชาสายตรงของคุณปวีณในขณะนั้น ก็ได้เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ บอกเล่าเช่นกันว่าได้ยิน พล.ต.อ.สมยศพูดกับ พล.ท.มนัสว่า “เราเป็นพี่เป็นน้องกัน จะให้ความเป็นธรรม สอบสวนปากคำเสร็จแล้วก็จะให้ประกันตัวไป” แล้วพอไม่ได้ประกัน พล.ท.มนัสก็มาโวยวายว่า “กูโดนหลอก ผบ.ตร. จะให้ประกันตัว แต่ไอ้รองเอกคัดค้านไม่ให้การประกันตัว”
.
ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ พล.ต.อ.สมยศเรียนเตรียมทหารรุ่น 15 พล.ท.มนัสเรียนรุ่น 16 ก็เป็นพี่น้องกันจริงๆ อย่างที่ พล.ต.อ.สมยศว่านั่นแหละครับ การที่ได้ไปมอบตัวกับ ผบ.ตร. เองเลยนั้น ถ้าเป็นอาชญากรทั่วไปคงไม่ได้รับเกียรติแบบนี้ นอกจากนี้การที่ ผบ.ตร. รวมถึง พล.อ.ประวิตรต้องการให้ พล.ท.มนัสได้ประกันตัว ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่แสดงให้เห็นว่าพวกท่านไม่เคารพกฎหมาย ใช้เส้นสายช่วยเหลือพวกพ้อง เพราะอันที่จริงคดีลักษณะนี้เป็นการกระทำนอกราชอาณาจักรด้วย ซึ่งตามกฎหมาย คนที่จะสั่งให้หรือไม่ให้ประกันได้ก็คืออัยการสูงสุด ไม่ใช่ ผบ.ตร. และไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรี


เมื่อมอบตัวเข้ามาแล้ว พล.ท.มนัสก็ยังไปก่อเรื่องข่มขู่พยานสำคัญ แล้วยังข่มขู่กับคุณปวีณว่าตัวเองเป็นคนมีพวก ไม่ใช่ตะเกียงหมดน้ำมัน ระวังตัวให้ดี นอกจากนี้คุณปวีณยังถูกกดดันจากทั้งทหารและตำรวจด้วยกันเอง อย่างครั้งหนึ่งมีนายตำรวจคนหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่เคยคุมเรื่อง “ตำรวจราบ” ตอนที่ผมอภิปรายตั๋วช้าง) บอกกับคุณปวีณด้วยว่าทางทหารไม่พอใจมากที่ออกหมายจับ พล.ท.มนัส
.
แต่ถึงขนาดนั้นแล้ว คุณปวีณก็ยังออกหมายจับนายทหารบกเพิ่มอีก 3 นาย ทหารเรืออีก 1 นาย แต่เมื่อรายงานผู้บังคับบัญชา กลับถูกตำหนิและสั่งให้เก็บหมายจับทหารไว้ไม่ให้สื่อรู้ พอใช้วิธีส่งหมายไปให้กองทัพแบบเงียบๆ ปรากฏว่าผลที่ตามมา พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ผู้บังคับบัญชาสายตรงของคุณปวีณที่รับผิดชอบคดีค้ามนุษย์ กลับถูกย้ายออกนอกสังกัดตำรวจไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
.
นั่นหมายความว่าถ้าไม่อยากให้สิ่งที่อุตส่าห์ทำมาต้องสูญเปล่า คุณปวีณต้องรีบสอบสวนเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนที่ พล.ต.อ.เอกจะถูกย้ายไปในวันที่ 30 กันยายน 2558 ซึ่งท้ายที่สุดทีมสอบสวนของคุณปวีณก็สามารถสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุด เป็นเอกสารจำนวน 699 แฟ้ม 271,300 แผ่นกระดาษ ออกหมายจับผู้ต้องหาได้ถึง 153 คน


ทั้งหมดนี้เหมือนจะจบลงได้ด้วยดี ซึ่งในส่วนของคดีปัจจุบันก็สามารถพิจารณาไปจนถึงศาลอุทธรณ์ พิพากษาลงโทษไปถึง 75 คน แต่สำหรับตัวคุณปวีณ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะในเวลาต่อมา 21 ตุลาคม 2558 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่มี พล.อ.ประวิตรนั่งเป็นประธาน ได้อนุมัติให้ย้ายคุณปวีณ จากรองผู้บัญชาการภาค 8 ไปรักษาราชการอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้
.
การย้ายไปชายแดนใต้นั้น ถ้าเป็นก่อนหน้าทำคดีค้ามนุษย์ คุณปวีณก็คงไม่ติดขัดอะไร แต่เมื่อคุณปวีณเป็นผู้รับผิดชอบทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาแ

Facebook : Rangsiman Rome

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น