หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

วิพากษ์แถลงการณ์ร่วมไทยกับซาอุดีอาระเบีย 25 ม.ค. 65โดย จักรภพ เพ็ญแข

ข่าวลือและข่าวมโนเกิดขึ้นมากในกรณีซาอุดีอาระเบีย ที่จู่ ๆ ก็เกิดการเยือนกรุงริยาร์ดของฝ่ายไทยขึ้นมา เราควรตั้งคำถามกับตัวเอง 2 ข้อเพื่อให้นำทางเราไปสู่คำตอบ ซึ่งถึงอาจจะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่ก็ใกล้เข้าไปหน่อย คำถามนั้นคือ:

  1. เบื้องหน้า: สาระจริง ๆ ของการรับระบอบไทยครั้งนี้คืออะไร?
  2. เบื้องหลัง: เกิดขึ้นได้เพราะอะไร?

คำถามที่ 1

อ่านแถลงการณ์ไทย-ซาอุดีอาระเบียให้ละเอียด ในนั้นได้บอกอะไรเราอย่างชัดเจนเกือบทั้งหมดแล้ว ผมจะขอว่าไปทีละข้อ และอาจจะรวบบางข้อเข้าด้วยกัน เพราะหลายข้อเป็นข้อความที่ว่างเปล่าแบบการทูตยุคโบราณเท่านั้น

ข้อ 1 ชัดเจนตั้งแต่ข้อแรกนี้เลยว่า งานนี้ไทยเป็นคนไปของอนง้อกับทางซาอุดีอาระเบีย เพราะรองนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ออกจดหมายเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ตามประเพณีการทูตแล้ว คนในตำแหน่งเดียวกันหรือเทียบเท่ากันเท่านั้นเขาจะเชิญกัน นายกฯ ต้องเชิญนายกฯ ด้วยกัน ไม่ใช่รองนายกฯ เชิญนายกฯ ซึ่งเท่ากับบอกกลาย ๆ ว่า คนตำแหน่งต่ำกว่าของบ้านฉัน ใหญ่เท่ากับคนตำแหน่งสูงกว่าที่บ้านเธอ ส่งสัญญาณตั้งแต่แรกว่าใครง้อใคร และใครตัวซี้ตัวสั่นรีบวิ่งไปหาเขาเมื่อได้ยินเสียงเคาะกะลา เรารู้ครับว่า เจ้าชายบินซัลมานฯ หรือ MBS คือผู้มีอำนาจจริงในซาอุดีอาระเบีย ถ้าจะคุยให้ได้เรื่องก็ต้องคุยกับคนนี้เท่านั้น เรื่องนี้ใครก็เข้าใจ แต่จะต้องไม่ลืมด้วยว่าประเทศไทยไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นคนรับใช้ หรือยอมตัวเป็นชาติไก่รองบ่อนของชาติใดอย่างเป็นทางการ การแสดงความเสมอภาคและเท่าเทียมระหว่างคู่เจรจาคือเกียรติภูมิของชาติอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในขั้นต้น แต่พออ่านข้อ 1 เลยทำให้คิดว่า หรือคนไทยเราบางคนไม่รู้จักคำว่า เกียรติภูมิ หรือ เกียรติยศ

ข้อ 2 คราวนี้ ไทยเป็นฝ่ายเอ่ยปากแสดงความเสียใจเกี่ยวกับกรณีที่พวกเราเรียกกันว่า คดีเพชรซาอุฯ ขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะระบุปีเสียด้วยว่า ระหว่าง พ.ศ. 2532-2533 ทั้งที่เรื่องจริงมันยาวนานกว่านั้นมาก อาจมีเจตนาเพื่อตัดบางกรณีที่ลามต่อเนื่องออกไป เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสืบสวนและสอบสวนเพิ่มแบบขยายประเด็น แบบนี้ต้องเรียกว่าตั้งข้อหาตัวเองแบบตำรวจบางคน คือช่วยตั้งข้อหาให้มันแคบเข้าไว้ แต่สาระสำคัญกว่านั้นอยู่ที่ตรงฝ่ายไทยชิงสรุปว่า เท่าที่ผ่านมา ได้ทำคดีนั้นอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ยินดีจะเปิดแฟ้มใหม่ให้กับซาอุดีฯ หากมี “หลักฐานเพิ่ม” คำถามที่เกิดขึ้นทันทีคือ หลักฐานใหม่พวกนี้มาจากไหน? มาจากฝ่ายไทยเอง หรือรอให้ฝ่ายซาอุดีฯ เขาจะส่งเป้าชี้มาให้เลยเสร็จสรรพ? เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่า ไทยจะยังไม่ได้อะไรเป็นมรรคเป็นผลอย่างที่ใครบางคนฝันกลางวันเอาไว้หรอกครับ ยกเว้นว่าอาจจะได้เอกอัครราชทูตที่ริยาร์ดส่งมาประจำที่กรุงเทพฯ สักคน และก็รอเรื่องอื่นไปจนกว่าทางซาอุดีฯ จะบอกมาอีกทีว่าฉันพอใจกับเรื่องเพชรซาอุฯ รอบใหม่แล้ว นั่นก็เท่ากับว่า การวิ่งไปคราวนี้เป็นเพียงภารกิจรักษาหน้าเท่านั้น คุยได้นิด ๆ ว่าเราจะกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบียแล้วนะ ถ้าถามต่อว่าแล้วว่าได้อะไรเป็นรูปธรรมกลับมาบ้าง ก็คงม้วนหน้าหลบเร้นไปตามระเบียบ

ข้อ 3, ข้อ 7, ข้อ 8 คือความว่างเปล่าแห่งทุ่งดอกไม้ (ฮา)

ข้อ 5 เงื่อนเวลาที่ระบุไว้ว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันคือ “อนาคตอันใกล้” และ “หลายเดือนข้างหน้า” ซึ่งฟังเผิน ๆ ก็ระบุได้ชัดเจนเพียงพอสำหรับงานระดับระหว่างประเทศ แต่เอาเข้าจริงก็เหมือนกับที่ผมเขียนไว้ใน ข้อ 2 นั่นคือ ถ้าจะได้อะไร ก็คงได้แค่เปลือกทางการทูต เช่น เปิดสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยกันใหม่ ส่งทูตใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วมานั่งตบยุงที่กรุงเทพฯ สักคน เป็นต้น ส่วนของที่เป็นเนื้อ ๆ ก็โปรดรอไปก่อนนะน้อง

ข้อ 6, ข้อ 9 แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวของเจ้าชายมกุฏราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งระบุไว้ในข้อนี้ว่าฝ่ายไทยไปรับหลักการมาเรียบร้อยแล้วและพร้อมจะเข้าร่วมโครงการด้วย เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ลึกซึ้ง ซึ่งผมขออนุญาตยังไม่เขียนละเอียดในตอนนี้ ขอฝากไว้ในฐานะคนไทยด้วยกันแต่เพียงว่า ทุนที่มาจากชาติต่าง ๆ นั้น บางครั้งก็มาพร้อมเงื่อนไขและกิจกรรมเสริมที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเมืองไทยก็ได้ ในโครงการเดียวกัน บางแง่ก็ดี แต่บางมุมก็ต้องคิดกันให้นานหน่อยก่อนจะหลุดปากตกลงอะไรออกไป ไม่ควรกระดี๊กระด๊าเกินสมควรในเรื่องแบบนี้

ข้อ 10 เป็นไปตามธรรมเนียมทางการทูต

คำถามที่ 2

เขียนข้างบนมายาวมากแล้ว ก็จะตอบคำถามที่ 2 แบบรวบรัดหน่อยครับ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ มาจากทางซาอุดีอาระเบียมากกว่าฝ่ายไทย ปัญหาของเจ้าชายมกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบียมีมาก ตั้งแต่ปัญหานโยบายเข้าสู่สงครามในเยเมน การกวาดล้างญาติมิตรในประเทศเพื่อเหตุผลเชิงอำนาจ (ซึ่งทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำมากมาย) จนถึงคดีฆาตกรรมศัตรูทางการเมืองอย่าง จามัล คาช็อกจี้ ที่ตุรกีซึ่งถูกสหรัฐอเมริกากล่าวโทษอยู่ ซาอุดีอาระเบียในยุคนี้ต้องแสวงหาพันธมิตรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครที่พูดว่าไทยจะไปทำอะไรให้ซาอุดีอาระเบียได้ อาจจะลืมไปว่าทุกประเทศมี 1 เสียงในเวทีระหว่างชาติเท่ากัน ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ต่อเขาโดยตรง

อีกนัยหนึ่ง MBS เป็นคนรุ่นหลังเพชรซาอุฯ จึงไม่มีความรู้สึกเกี่ยวข้องผูกพันอะไรในเรื่องนี้อีกแล้ว แถมญาติมิตรที่เคยคั่งแค้นในเรื่องนี้ ก็ถูกถอดจากอำนาจ ถูกจำคุก เกษียณ หรือตายไปแล้วจนเกือบหมดรุ่น ก็ทำให้ดูเสมือนว่าศักราชใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เขาจึงอยากสานต่อในเรื่องนี้เพราะความจำเป็นของตัวเอง ส่วนฝ่ายไทยก็คงคอยงอนง้อขอคืนดีอยู่ที่เก่า คาดว่าจะไม่ได้ทำอะไรเพิ่มใหม่ จนกิ่งอินทผลัมมันตกใส่กบาลเอง

สรุปแล้วเรื่องนี้ไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก การเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างประเทศต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องดูว่าต้องเอาอะไรไปแลก ถ้าของที่ต้องเสียไปมีค่าสูง เช่น เกียรติภูมิของชาติและประชาชน เป็นต้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการขายอวัยวะในร่างกายแล้วเอามาซื้อข้าวกิน อนาคตถ้ามีก็คงไม่สดใสนัก.

จักรภพ เพ็ญแข

26 ม.ค. 65


ที่มา : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3150813

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ตีแผ่หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand

การนำเสนอประเด็นใหม่ๆ ในกรณีสวรรคตของในหลวง ร.8 นั้น สาระสำคัญที่จะต้องนำมากล่าวถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การโต้แย้งข้อสันนิษฐานของคดีสวรรคต โดยใช้หลักวิชาทางการแพทย์มาสนับสนุน ซึ่งในหนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องชีวิตรักหนุ่มสาว เรื่องซุบซิบนินทา บนหลักฐานอ้างอิงที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ปวินเหมือนจะทำได้ดีในช่วงแรก จากการใช้เอกสารชั้นต้นเพื่อยืนยันตัวตนของ มารีลีน เฟอร์รารี แต่พอเข้าประเด็นหลัก ปวินกลับใช้หลักฐานอ้างอิงที่มาจากคำบอกเล่าของบุคคลที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง ร.8 กับมารีลีน ก็เป็นการอ้างอิงมาจากหนังสือกงจักรปีศาจ

ซึ่งปวินระบุเอาไว้เองในหนังสือว่า เป็นแหล่งอ้างอิงที่ “ไม่ถูกต้องแม่นยำนัก”

ในส่วนของการปกปิดแหล่งที่มา มีการอ้างว่าเป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย มาตรา 112 ซึ่งทีมงาน ฤๅ ก็ได้อธิบายไว้ในบทความวิจารณ์ตอนที่ 2 นี้ด้วย ว่าทำไมข้ออ้างของการไม่เปิดเผยแหล่งที่มานั้น จึงไม่เกี่ยวกับกฎหมาย มาตรา 112 แต่น่าจะเป็นการอ้างเพื่อปกปิดความบกพร่องของการใช้หลักฐานชั้นต้นมากกว่า

ซึ่งถือว่า นี่เป็นจุดอ่อนที่สุดของหนังสือเล่มนี้

ด้วยราคาของหนังสือ ผู้อ่านหลายคนคงคาดหวังว่าจะได้พบสิ่งใหม่ๆ หรือรูปแบบอะไรที่เหนือชั้นขึ้นไปในผลงานของปวิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเต็มไปด้วยความตื้นเขินของประเด็น และความอ่อนยวบของหลักฐานอ้างอิง ที่ไม่สามารถจัดให้หนังสือเล่มนี้เฉียดใกล้คำว่า “วิชาการ” และไม่อาจนำพาเป้าหมายของปวินให้ไปถึงจุดไหนได้เลย

อ่านบทความวิจารณ์หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ตอนที่ 2 แบบเต็มๆ ได้ที่นี่ https://bit.ly/3rFSNIh

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุการณ์ที่เจ้าฟ้าภูมิพลเหนี่ยวไก สังหารอานันทมหิดล ในห้องบรรทม

ในตอนเช้าของวันที่ 9 มิถุนายน 2489 กษัตริย์อานันทมหิดลยังประชวรอยู่ พระองค์บรรทมอยู่บนเตียงพร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาเล่น เจ้าฟ้าชายภูมิพลเสด็จเข้ามาข้างในห้องบรรทม กษัตริย์อานันทมหิดลจับปืนขึ้นจ่อไปที่พระเศียรของเจ้าฟ้าภูมิพล และกล่าวว่า “ฉันสามารถฆ่าเธอได้”

จากนั้น เจ้าฟ้าภูมิพลก็แย่งปืนมาและยกมันจ่อที่พระเศียรของกษัตริย์อานันทมหิดล และกล่าวว่า “ฉันก็ฆ่าเธอได้เช่นกัน”
กษัตริย์อานันทมหิดล กล่าวว่า “เหนี่ยวไกเลย! เหนี่ยวไกเลย!”
เจ้าฟ้าภูมิพลก็ทำตามนั้น และปลงพระชนม์กษัตริย์อานันทมหิดล

เจ้าฟ้าภูมิพลตกใจจนลนลานและหวาดกลัวไปหมด (แผนที่ของพระบรมมหาราชวังอยู่ในหนังสือกงจักรปิศาจ และห้องบรรทมที่กษัตริย์อานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวังที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะระดับสูง (VIPs)) หลังจากนั้น มหาดเล็กสองคนได้ถูกประหารชีวิตเนื่องจากอาชญากรรมที่ได้เห็นการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า เนื่องจากว่าเมื่อองค์พระมหากษัตริย์ตื่นจากบรรทมเมื่อไร พวกเขาจะต้องเข้าไปถวายการรับใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เจ้าฟ้าภูมิพลได้วิ่งเข้าออกจากห้องบรรทมไปยังเฉลียงและเข้าไปในห้องบรรทมของพระราชมารดาของพระองค์ เมื่อพระองค์ไปถึง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งออกมาจากห้องนอนนั้น (เรื่องนี้มาจากเรื่องเล่าจากการบอกเล่าของสมาชิกในพระบรมวงศานุวงศ์คนหนึ่ง) สร้างความตกตะลึงแทบช็อคให้กับเจ้าฟ้าภูมิพลในทันที กษัตริย์ภูมิพลเล่าเรื่องราวอันน่าสยดสยองของพระองค์ และเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มต้นที่จะดำเนินตามวิถีทางของมัน เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์กล่าวติเตียนนางสังวาลย์ พวกเขากล่าวว่าพระองค์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นพระราชมารดาของกษัตริย์และตัดสินใจอย่างทันท่วงทีที่จะเก็บกดความจริงเอาไว้เพื่อปกป้องเจ้าฟ้าภูมิพลและรักษาสิทธิของพระองค์ เพื่อสืบราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่ามันเป็นปณิธานของพระองค์เองที่จะคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของพระองค์

พระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่านางสังวาลย์ควรยืนยันที่จะเปิดเผยความจริงให้รับรู้กัน พวกเขาเชื่อว่าการเสด็จสวรรคตนั้นแท้จริงแล้วเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การฆาตกรรม และประชาชนควรได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขากล่าวว่า หลังจากนั้น เจ้าฟ้าภูมิพลควรสละราชสมบัติไปเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต และยินยอมให้ราชสมบัตินั้นผ่านไปยังสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นแทน วิธีการนี้จะเป็นวิถีทางที่น่ายกย่องซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสุจริตใจ ฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่าการสืบราชสมบัตินั้นจะถูกผ่านมายังพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร

#ยกเลิกระบอบกษัตริย์ #ศักดินาปรสิต

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

รักต้องห้ามของรัชกาลที่ 8

“เพราะว่าเรื่องความรักและการสกัดความรักนี้เป็นการเผยภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไทยว่าเป็นปุถุชนที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง ฉันไม่ชอบแฟนลูกชาย ไม่เหมาะกับลูกชายฉัน ฉันต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้คู่นี้คบกัน มันกลายเป็นละครช่อง 3 เป็นเรื่องปุถุชนธรรมดา มันจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ควรจะพูดถึง”

หนังสือเล่มใหม่ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ก่อตั้งเพจตลาดหลวง เล่าเรื่องราวที่ห้ามพูดในสังคมไทย ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 เพราะความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ต้องมาก่อน ความรักที่มีต่อ Marileine Ferrari จึงถูกกีดกันทุกวิถีทางก่อนจบลงด้วยโศกนาฏกรรมความตาย

• ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 มีจุดร่วมเหมือนกันที่เป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย

• บริบททางการเมืองไทยในทศวรรษ 1940 สถาบันกษัตริย์ไร้เสถียรภาพ รัชกาลที่ 8 ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของสถาบัน รวมถึงการกีดกันความรักระหว่างรัชกาลที่ 8 กับ Marileine Ferrari

• ความเชื่อเรื่องความเป็นไทยที่สูงส่งกว่าและเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่งจึงเป็นเรื่องต้องห้าม

• ปวินวิเคราะห์ว่าเหตุที่ความรักของรัชกาลที่ 8 ถูกปิดบังมาตลอด เพราะสถาบันกษัตริย์ไม่ต้องการให้สังคมไทยมองตนว่ามีรัก โลภ โกรธ หลงดังเช่นปุถุชนทั่วไป ซึ่งขัดแย้งกับสถานะความเป็นเทพ

• ปวินมองว่าการแต่งงานของรัชกาลที่ 10 กับคนสามัญถือเป็นสัญญาณที่ดีของการปรับตัว แต่ยังไม่เพียงพอ สถาบันกษัตริย์จำต้องปฏิรูปและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2021/12/96609

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น