หมวดหมู่
อาบอบนวด

อาบอบนวด EP.2 “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

.
อาบอบนวดทุกที่ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมาย พรบ.สถานบริการ พ.ศ. 2509

.
หากใครอยากเปิดกิจการนี้แทบตายห่า ก็ต้องดั้นด้นหาใบอนุญาตสถานบริการประเภท “อาบอบนวด” ให้ได้

.
ใบอนุญาตมีทั้ง ผู้รับอนุญาตเป็นชื่อบริษัท หรือ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด

.
หรือแม้กระทั่งเป็นชื่อบุคคลทั่วไป

.
แต่ก็มีกฎระเบียบ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนชื่อในใบอนุญาต พูดง่ายๆว่า กฎหมายห้ามซื้อขายใบอนุญาต

.
อ้าว! แล้วเขาซื้อขายกันได้ยังไงวะ?

.
ปัทโธ่! อยู่ไทยแลนด์ ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

.
หากเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ก็บอกแค่ผู้จัดการมีธุระกิจยุ่งเหยิง ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลาดูแลกิจการ จึงโอนให้คนใหม่เป็นผู้จัดการแทน (คือคนซื้อใบอนุญาตคนใหม่นั่นเอง)

.
โดยขั้นตอนแรก เมื่อตกลงซื้อขายก็ให้คนซื้อโอนชื่อเข้ามาถือหุ้นก่อนสัก 1% ตอนรับมัดจำ หลังจากนั้นค่อยโอนชื่อผู้รับอนุญาตให้เมื่อจ่ายหมด เสร็จสิ้นขั้นตอน ปรากฏชื่อและรูปถ่าย (ในใบอนุญาตจะมีรูปถ่ายติดด้วยว่าอนุญาตให้ใคร)

.
แล้วใบอนุญาตชื่อบุคคลทั่วไปล่ะ ไฉนถึงโอนได้อีก? ขนาดใบอนุญาตขับขี่เป็นชื่อเรา จะไปโอนให้เป็นชื่อคนอื่นยังไม่ได้เลย?

.
ก็อีกนั่นแหละ ไปฟ้องร้องศาลเอา ว่านายคนที่ถือใบอนุญาตอาบอบนวดเป็นหนี้สินติดค้างเราอยู่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระ จึงขอให้ศาลกรุณาพิพากษาให้โอนใบอนุญาตใบนี้ให้เราเสียเป็นค่าชำระหนี้สินที่ค้าง

.
แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!

.
ส่วนสนนราคาค่างวด ขนาดสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ห้องละ 200,000 บาทขาดตัว หากมี 100 ห้อง ก็ 20 ล้าน

.
ใบอนุญาตอาบอบนวดแต่ละใบมีระบุจำนวนห้องแตกต่างกัน เช่น บางใบก็ 6 ห้อง บางใบก็ 10 ห้อง หรือ 20 ห้อง

.
ไม่มีขอเพิ่มอีกแล้ว เพราะสมัยรัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาต อาบอบนวด ไนท์คลับเพิ่มเนื่องจากเป็นสถานอบายมุข จึงมีอยู่แค่ไหนแค่นั้น

.
หากจำไม่ผิด ทั่วประเทศไทยมีใบอนุญาตอาบอบนวดอยู่แค่ 113 ใบอนุญาต

.
ใบที่ผมซื้อมาครั้งแรกนั้น มี 106 ห้อง เจ้าของดั้งเดิมได้มาตั้งแต่ ปี 2509 ยังนึกสงสัยว่า อาบอบนวดสมัยนั้นทำไมถึงมีกันเป็นร้อยห้องได้วะ?

.
ช่างรุ่งเรืองใหญ่โตมาแต่เก่าก่อน

.
ตอนหลังถึงรู้จากเจ้าพ่ออาบอบนวดรุ่นเก๋าว่า จริงๆ มันมีแค่ 16 ห้อง แต่ไปเติม 0 ตรงกลางเลยกลายเป็น 106 ห้องซะเลย

.
ไหนๆ ก็เสียเงิน “เก๋าเจี๊ยะ” อยู่แล้ว จะเติมเลข 0 ข้างหลังก็เกรงใจยังไงอยู่ ดูห้องแยะมากไปถึง 160 ห้อง

.
เลยเกรงใจเอา 0 ไว้ตรงกลางดีกว่า

.
จาก 16 ห้อง เลยกลายเป็น 106 ห้องไปเสียฉิบ

.
ที่ว่านี่มัน 50 กว่าปีแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์คงไม่มี หละหลวมไปหน่อย

.
โถ ! นานสมัยนั้น จะเอาอะไรมาเหมือนสมัยนี้ได้เล่า?

.
เสร็จสรรพก็บอกต้นฉบับสูญหาย เป็นอันจบเรื่อง ได้ใบใหม่ จากเดิม 16 ห้อง เป็น 106 ห้อง

.
ยังนึกในใจว่าคนคิดหัวใสแท้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พ่อค้า + หมาต๋า ร่วมมือประสานกัน เหมือน นักการเมือง + ข้าราชการ สมัยนี้เชียวครับท่าน

.
ไฮไลท์สำคัญเรื่องใบอนุญาตอาบอบนวด คือ จำนวนห้องที่ผมหลงซื้อตั้ง 106 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 รวมเบ็ดเสร็จ หมดไป 21,200,000 บาท “ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท” ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อ 30 ปีก่อน

.
อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย

.
เพราะอะไรหรือ?

.
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่

.
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น

.
ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม

.
จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง

.
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า

.
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว

.
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน

.
ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ

.
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

.
ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก

.
ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?

.
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ

.
เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)

.
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน?

.
ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

.
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่?

.
ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”

.
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว?

.
คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้

.
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม

.
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ

.
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง

.
น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา

.
ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ

.
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่

.
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้

.
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน

.
หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่

.
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?

.
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น

.
กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน”

.
เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง

.
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา

.
ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า

.
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น

.
ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ

.
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงไหลทุกวี่ทุกวัน

.
ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

หมวดหมู่
วันสำคัญ

6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ

ผู้สนับสนุนจาก 20 ประเทศ และ 8 องค์กร หนุน อบจ. เสนอ UN
กำหนดวันที่ 6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ
ร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ผ่าน https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” (the International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันแสดงถึงการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาที่ตอนนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและต่างประเทศ
.
ข้อเสนอมีผู้สนับสนุนเริ่มต้นจากมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ Nathan Law นักกิจกรรมชาวฮ่องกง Mu Sochua แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา และ Jandeil Roperos ประธานสหภาพนักศึกษาแห่งชาติฟิลิปปินส์ รวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษาในไทย อาทิ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภานิสิตจุฬาฯ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มนักเรียนเลว
.
เนื้อหาในข้อเสนอได้อธิบายถึงความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่พรากชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากโดยรัฐในวันที่ 6 ตุลา ซึ่งเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงชี้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลานั้นเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นของขบวนการเคลื่อนไหวนักเรียนนักศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในหลากหลายประเทศ
.
ในปัจจุบัน สถานการณ์การใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนนักศึกษายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไทย รัฐใช้ความรุนแรงและมุ่งดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่แสดงออกอย่างสันติ แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพ ก็เพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นและยังคงขัดขวางการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ดังที่เห็นได้จากกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่อนุญาตให้จัดการรำลึกครบรอบ 45 ปีภายในมหาวิทยาลัย ในฮ่องกง มีกรณีที่ที่ทำการของนักศึกษาถูกบุกค้น ไปจนถึงขั้นยุบสหภาพนักศึกษา หรือในเมียนมาร์ที่นักศึกษาจำนวนมากถูกจับและถูกแจ้งข้อที่ต้องจำคุกเป็นเวลายาวนาน
.
เนื่องในโอกาส 45 ปี 6 ตุลา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า วันที่ 6 ตุลาคมเป็นวันที่เหมาะสมที่สมควรจะถูกสถาปนาเป็น วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาโลก เพื่อรำลึกผู้เสียชีวิตและบรรดาเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในสถาบันการศึกษาทั่วโลกในปัจจุบัน
.
อ่านเนื้อหาของข้อเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และร่วมลงชื่อผ่าน change.org ได้ที่ https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
ท่านสามารถร่วมแสดงออกผ่าน Social Media ของท่านโดยการชูป้ายที่มีข้อความสนับสนุนข้อเสนอ อาทิ #ProtectStudentsFreedomDay, #ProtectStudentsFreedom, #StopStudentsArrest, International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression หรือข้อความที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอื่น ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงข้อประเด็นและข้อเรียกร้องดังกล่าวในประเทศและในระดับนานาชาติ
.
[ องค์กรที่ร่วมสนับสนุนแรกเริ่ม ]
.
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะจุฬาฯ
Spring Movement
กลุ่มแสงโดม
พรรคโดมปฏิวัติ
กลุ่มนักเรียนเลว
.
[ รายชื่อผู้สนับสนุนแรกเริ่มจากต่างประเทศ ]
.
1.Nathan Law, Hongkong activist (HongKong)
2.Johnson Yeung (Hong Kong)
3.Perry Link, Professor of University of California (USA)

  1. Jhanisse Vaca Daza (Bolivia)
  2. James Lee Proudfoot (Australia)
    6.Lim Khiam, Taiwan Platform of Democratic Sustainability (Taiwan)
  3. Marc Batac (Philippines)
  4. Sao Khon Cho (Myanmar)
  5. Eero Kivistö (Finland)
  6. Xun-ling Au (UK)
  7. Vanessa Law (Hong Kong)
  8. Hideyuki Shimura (Japan)
  9. Narayan Liu (Sweden)
  10. Jessica Chiu (Norway)
  11. Hong Kong Committee in Norway
  12. Zoya Phan, activist(Burma)
  13. Eraldo Souza dos Santos (Brazil)
  14. Mu Sochua, (Cambodia)
  15. Issa Sarikamis (Turkey)
  16. Evgeniya Chirikova (Russia)
  17. Victoria Arana (Nicaragua)
  18. Befekadu Hailu (Ethiopia)
  19. Hector Ulloa, SAIH – Studentenes og Akademikernes Internasjonale Hjelpefond (Norway)
  20. Jandeil Roperos – President of National Union of Students of the Philippines
  21. Yasmin Ullah (Canada)
  22. Fred Burman (Congo)
  23. Edipcia Dubon (Nicaragua)
  24. Dr Ceri Oeppen (UK)
  25. Milk Tea Alliance – Friends of Myanmar

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
19 ต.ค.64

หมวดหมู่
อาบอบนวด

จุดเริ่มต้นและจุดจบ ของอาบอบนวด ep.1

.
ปิดตำนาน “เจ้าพระยา” อาบอบนวดอันโด่งดังในอดีต ของ “ป๋าวัง” อดีตนายทหารยศพันเอก เจ้าของผู้ล่วงลับ

.
ชายไทยอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ล้วนรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าแกทดสอบเด็กที่สมัครมาเป็นหมอนวดด้วยตัวเองทุกคน

.
คงเพราะเป็นทหารเก่ามาก่อน แกถึงแข็งแรงอย่างกับม้าปานนั้น

.
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ความเป็นมาของอาบอบนวดเกิดขึ้นมาในเมืองไทยได้อย่างไร?

.
ตามมา ผมจะเล่าให้ฟัง

.
ในยุคสมัยสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันเข้ามาเต็มเมืองไทย เพราะมีฐานทัพอากาศอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าอู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ไว้จอดพักเครื่องบินรบ ที่รอบินไปบอมบ์ถล่มเวียดกง

.
บรรดาทหารเหล่านั้นพอได้พักรบสักเดือนสองเดือน ก็แห่มาเที่ยวใช้ชีวิตในเมืองไทย เสมือนหนึ่งว่าไม่รู้ครั้งหน้าจะไปตายคาสนามรบหรือไม่? จึงจ่ายเงินซื้อความสำราญทุกรูปแบบ

.
บาร์ ไนท์คลับ อโกโก้ ตามวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าจึงถือกำเนิดขึ้นมากันมากมายเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง เศรษฐกิจรุ่งเรืองเพราะเงินดอลลาร์ เกิดพัทยา พัฒพงศ์ จนไปถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่

.
มี “เมียเช่า” ที่เรียก เมีย+เช่า เพราะฝรั่งไม่ชอบแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพักได้เดือนสองเดือนรอไปรบ ก็ถือโอกาสหาหญิงไทยกินอยู่หลับนอนอย่างกับผัวเมีย (ชั่วคราว) ไปเลย

.
ต่อมามีหนุ่มเจ้าสำราญจบนอกหัวใส เปิดโรงนวดแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ออนเซ็น” เริ่มแรกแค่แก้ผ้าลงอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่น โดยมีหมอนวดสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสีขาวสะอาดตามาช่วยบริการถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ นวดให้ลูกค้าชาย แต่ไม่ได้ลงแช่ด้วย

.
ที่ผมเล่ามามันเมื่อ 50 ปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2510

.
อาบอบนวดพัฒนาขึ้นหลังทหารฝรั่งกลับ ทิ้งมรดก “วัฒนธรรมเซ็กส์” ไว้ให้คนไทย แล้วก็มีอาบอบนวดเปิดขึ้นตามมามากมายหลายที่เพื่อต้อนรับชายไทยมีสตางค์แทน

.
บรรดา “อาโก” (คนจีนที่ชอบทำโรงแรม เป็น “จีนไหหลำ” คำว่า “อาโก” คือ อาเฮียในภาษาจีนแต้จิ๋วนี่เอง) ที่เคยเปิด “ซ่อง” หนุ่มรุ่นกระทงสมัยนั้นต้องเคยไปโรงแรมย่าน “วิสุทธิกษัตริย์ บางขุนพรหม” เพื่อเรียกเด็ก ก็ยกระดับพัฒนามาเป็นอาบอบนวดกันเป็นทิวแถว

.
สุดยอดยุทธจักร ต้องยกให้ฉายา “มิสเตอร์คลีน” เพราะแกชื่อ “สะอาด” รวยเงียบๆ เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมมากมายแถววิสุทธิกษัตริย์ไปยันแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่เรียกกันว่า “โรงแรมเบอร์” เป็นโรงแรมม่านรูด เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่คนรุ่นแก่รู้จักกันดีว่าเอาไว้พาผู้หญิงเข้า พอขับรถเข้าไปก็ปิดม่านทันทีไม่มีใครเห็น

.
ชื่อโรงแรมเป็นตัวเลขหมด เช่น 44, 55, 66 หรือ 99 ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงเรียกมาบริการเรื่องพรรค์อย่างว่ากันทั้งนั้น

.
เมื่ออาบอบนวดเฟื่องฟู ชายไทยรักสนุกไปอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง ถนนเพชรบุรีจึงติดลมบนของ “วงจรอบายมุข” ที่แม้ชายใดได้ลิ้มลองเป็นได้ถวิลหามาเยือนกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

.
เพราะอะไรหรือ?

.
ก็เพราะวิวัฒนาการสุดท้ายของอาบอบนวดจากการแช่น้ำอุ่นๆ คลายเมื่อยแล้วมานวดตัว ได้กลับกลายเป็นธุรกิจ “เซ็กส์” เต็มตัว เพราะเหล่าหมอนวดที่มีกฎเหล็กว่า “ห้ามร่วมประเวณีกับแขก” ล้วนฝืนกฎเพราะเจอเสี่ย หรือเหล่าชายหน้ามืดจ่ายเงินให้ต่างหากจากค่านวดอาบน้ำ เป็นปิดเกมด้วยนาบส่งท้าย

.
พอนานๆ เข้า เจ้าของเลยไปรวมเบ็ดเสร็จ ค่าอาบน้ำ + นวด + นาบ ในราคาเดียวเสียเลย และมีการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้แขกเบี้ยวหรือเสียรายได้ เพราะว่าบางคนตกลงราคากันเอง แต่เจ้าของไม่ได้ด้วย ก็เป็นปัญหาตามมาอีก

.
ทีนี้ พัฒนาการของอาบอบนวดที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ โดยสังคมไทยยอมหลับตาลงข้างหนึ่งมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตั้งกฎหมายที่เรียกว่า “พรบ.สถานบริการ” ออกมาควบคุม ทั้งไนท์คลับ บาร์รำวง ไปจนถึง อาบอบนวด ล้วนต้องมีใบอนุญาตทั้งสิ้น

.
มีสารพัดกฎเกณฑ์ออกมา ไม่ว่า ต้องมีช่องกระจกที่ประตูไว้ดูภายในให้เห็นว่าทำอะไรกันอยู่ หรือประตูห้ามล็อคต้องเปิดได้ตลอด มีระบุจำนวนห้อง รวมทั้งในใบอนุญาตมีระบุจำนวนอ่างไว้ชัดเจน ว่าอนุญาตให้เปิดได้กี่ห้อง กี่อ่าง?

.
แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ใครได้ถือหรือมีใบอนุญาตอาบอบนวดมูลค่าใบละหลายสิบล้าน วัดกันที่จำนวนห้องที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ละใบไม่เหมือนกัน ได้มากันอย่างไร? แล้วกฎหมายบังคับใช้ได้ไหม?

.
หรือแม้แต่มีวิธีหลีกเลี่ยงกันยังไง? สารพันวิธีการ “ซูเอี๋ย” (สมยอม) กันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ หมาต๋า เขาทำกันอย่างไร?

.
ไว้ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง มันส์สะเด็ดสะเด่าถึงใจพระเดชพระคุณครับ

.
เพราะผมใช้ทุกวิถีทางเหมือนกัน ถึงรู้ช่องทางเป็นอย่างดี

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น