หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

บันทึกเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งสวีเดนกรุงเทพฯแดนโลกีย์.. โสเภณี, บ่อน, ฝิ่น

ย้อนกลับไปในร.​ 6​ มีพระราชดำริ
ในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมโภชเป็นครั้งที่ 2
อย่างเช่นที่พระปฐมบรมราชวงศ์
และพระบรมชนกนาถได้ทรงเคยกระทำมา
โดยงานพระราชพิธีจัดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม พุทธศักราช 2454
ในครั้งนั้นได้เชิญพระราชอาคันตุกะรวม 14 ประเทศเข้าร่วมงานพระราชพิธีซึ่งมีทั้งที่เป็นพระราชวงศ์ เอกอัครราชทูตพิเศษ และอัครราชทูตพิเศษ

บรรดาพระราชอาคันตุกะ
โดยเฉพาะในฝ่ายพระราชวงศ์นั้น
มีเจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden)
ในครั้งนั้นได้ทรงบันทึก
เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ
ในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
คือกัมพูชาและพม่า โดยใช้ชื่อหนังสือ
ว่า In The Land of The Sun : Notes and Memories of a Tour in The East
ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการแปล
และเรียบเรียงในส่วนของเมืองไทย
และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อ
“ดินแดนแห่งแสงตะวัน”

เจ้าชายวิลเลียมเสด็จพระราชดำเนิน
โดยเรือเดินสมุทร เอส.เอส. ไคลสท์ (The S.S. Kleist) จากเมืองท่าเจนัว
ใช้เวลา 3 สัปดาห์ถึงกรุงเทพมหานคร
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน จากนั้นได้เสด็จ
เข้าประทับที่พระราชวังสราญรมย์
ซึ่งทางราชการจัดถวาย
และได้ทรงเข้าร่วมตลอดงานพระราชพิธี
ในบันทึกของพระ องค์กล่าวถึง
ความประทับใจไว้ดังนี้..

“สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกของข้าพเจ้า
คงต้องจบลงตรงนี้
อาจสรุปได้โดยไม่เกินความเป็นจริงว่า
ทุกพิธีเฉลิมฉลองของโบราณแต่ดั้งเดิมนั้น
เป็นของแท้และมีความเป็นเลิศ
ไม่มีใครเทียบเท่า
คาดว่าความอลังการที่คู่ควร
พระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราษฎรกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน
และอากาศร้อนจัด
คงก่อให้เกิดความรู้สึกอันอบอุ่น
แก่ทั้งประชาชนและประเทศชาติได้
ท้ายที่สุดนี้ข้าพเจ้ามิอาจละเลย
ที่จะขอกล่าวคำสรรเสริญจากใจจริง
ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
กับการดำเนินการอย่างยอดเยี่ยม
ต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมงาน
อย่างซับซ้อนและมากขั้นตอน
รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
ที่ดีอย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นวิธีดำเนินงานที่ปรากฏ
ให้เห็นอย่างเด่นชัด
มาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จพระราชพิธี”

เมื่อล่วงพ้นพระราชภารกิจที่สำคัญนี้
ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม
สถานที่ซึ่งแสดงถึงความเป็นมา
ของบ้านเมืองอย่างกรุงศรีอยุธยา
เหมือนกับพระราชอาคันตุกะพระองค์อื่น
แต่จากบันทึกดังกล่าวทำ ให้ทราบว่า
ทรงโปรดปรานการท่องเที่ยวและผจญภัย
เช่น การล่าสัตว์ โดยได้ทรงล่าเสือ
ในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และล่าควายป่าบริเวณท้องทุ่ง
ในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ในปัจจุบัน และแม้จะเสร็จสิ้น
พระราชภารกิจในเมืองไทย
ก็มิได้เสด็จกลับสวีเดนในทันที
แต่ได้เสด็จต่อไปยังพม่าและกัมพูชาอีกด้วย

ด้วยพระอุปนิสัยดังกล่าว
ทำให้ระหว่างประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ได้เสด็จไปเยี่ยมชม
สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ
หลายแห่งทั้งที่เป็นวัดวาอาราม
อย่างชาวตะวันตกรายอื่น
และย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน
ในบริเวณสำเพ็ง
แต่สิ่งที่ทรงแตกต่างออกไป
คือการที่ทรงตระหนักถึงความไม่ดี
ของทุกเมืองในโลกหรือที่ทรงเรียกว่า “ด้านมืด”
และทรงปรารถนาที่จะรับรู้
ดังข้อความจากบันทึกตอนหนึ่งว่า

“ในเรื่องความเป็นเมืองในอุดมคติ กรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทุกเมืองที่จะต้องมีด้านมืด ซึ่งก็คงจะไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกเรื่อง และก็อย่างที่ข้าพเจ้าพยายามยึดถือเหตุผลอยู่เสมอว่าก่อนที่เราจะรู้จักกับสิ่งใด เราก็ควรที่จะได้รู้จักกับด้านดีและด้านเลวของสิ่งนั้นเสียก่อน บ่ายวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้ออกไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ดีไม่งามต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร”

เจ้าชายวิลเลียมทรงทราบข้อมูล
และได้รับการเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชม
จากหัวหน้าตำรวจชาวอังกฤษในกรุงเทพฯ
ที่โดยสารมาพร้อมกันในเรือไคลสท์
ระหว่างเสด็จมาร่วมงานพระราชพิธี
และสิ่งที่เป็น “ด้านมืด” จากคำบอกเล่า
ของหัวหน้าตำรวจนายนี้คือเรื่องฝิ่นและการพนัน

ตลาดขนาดใหญ่ของการค้าฝิ่นอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฝิ่นสัมพันธ์กับตลาดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานชาวจีนที่ตอบสนองต่อการเติบโต
ของเศรษฐกิจการค้าข้าว
ซึ่งมีแหล่งปลูกข้าวในที่
ราบลุ่มเจ้าพระยารอบเขตกรุงเทพฯ
พร้อมกับการตั้งโรงสีขึ้นมารองรับ
สิ่งที่ตามมาคือการใช้แรงงานกุลีในโรงสี
ที่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุง เทพฯ
โรงสีขนาดใหญ่จะมีกุลีประมาณ 200 คน
ส่วนโรงสีขนาดเล็กประมาณ 100 คน
จึงมีความต้องการฝิ่นเพราะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดกำลังและสามารถทำงานหนักได้
ซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญจนสามารถ
ทำให้เจ้าภาษีฝิ่นขาดทุนหรือกำไรได้ทีเดียว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแรงงานชาวจีน
ในกิจการค้าขนาดย่อยและกรรมกรรับจ้างอื่นๆ

ความต้องการฝิ่นที่มีอย่างมาก
มีผลทำให้การเก็บภาษีฝิ่น
เป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ
เห็นได้จากปริมาณภาษีชนิดนี้
ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงปี พ.ศ. 2439-41 จำนวน 1,099,200 บาท
ปี พ.ศ. 2442-44 จำนวน 1,920,000 บาท
และปี พ.ศ. 2445-47 จำนวนถึง 3,071,200 บาท

สำหรับการพนัน หรือโรงบ่อนเบี้ย
ทางรัฐบาลได้มีการส่งเสริมกิจการนี้
นับตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5
ภายหลังจากที่ประสบปัญหา
ขาดแคลนรายได้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประเทศ
ในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัย
ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2430
มีการให้สัมปทานบ่อนเบี้ยมากขึ้น
ทำให้มีบ่อนเบี้ยถึง 413 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
อีกทั้งรัฐให้การช่วยเหลือ
ในด้านนโยบายด้วยการออกกฎหมาย
ห้ามราษฎรเล่นการพนันชนิดอื่นภายนอกบ่อนเบี้ย

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2430-60
รัฐบาลเข้ามาควบคุมกิจการนี้มากขึ้น
เพื่อให้การเก็บรายได้มีความรัดกุม
จึงมีการลดจำนวนบ่อนเบี้ยลง
ทำให้อากรบ่อนเบี้ยเพิ่มขึ้น
จาก 2,777,100 บาท ในปี พ.ศ. 2438
เป็น 5,732,517 บาท ในปี พ.ศ. 2448
ขณะเดียวกันก็ได้มีมาตรการส่งเสริม
ให้คนเข้าใช้บริการมากขึ้น
ได้แก่ การย้ายที่ตั้งโรงบ่อน
จากถนนใหญ่เข้าสู่ชุมชนในตรอกซอกซอย
และสร้างบ่อนเบี้ยให้มีขนาดใหญ่
การเพิ่มเวลาเปิด-ปิดโรงบ่อน
พร้อมทั้งลดอัตราค่าบริการให้ถูกลง
รวมไปถึงการให้ความปลอดภัย
แก่ผู้ใช้บริการด้วยการจัดพลตระเวน
เข้าไปดูแล ประกอบกับกลยุทธ์
ของโรงบ่อนในการดึงดูดลูกค้า
ด้วยการใช้มหรสพประเภทต่างๆ
ทำให้โรงบ่อนกลายเป็นศูนย์กลาง
แห่งความบันเทิงและการพนัน
นานาชนิดของชุมชน

การเดินทางเพื่อสัมผัส “ด้านมืด” ของกรุงเทพฯ
เริ่มต้นในตอนบ่ายคล้อยของวันหนึ่ง
โดยใช้รถลากเป็นพาหนะ
เจ้าชายวิลเลียมเสด็จ
พร้อมกับหัวหน้าตำรวจนายหนึ่ง
ซึ่งมีปืนพกมาด้วย
การท่องเที่ยวครั้งนี้ทรงถึงกับบันทึกไว้ว่า..

“…เป็นการเที่ยวชมที่คงไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนใด
ทำมาก่อนอย่างแน่นอน”

รถลากได้พาพระองค์
ลัดเลี้ยวเข้าสู่ตรอกซอกซอยเล็กๆ
ที่แทบปราศจากผู้คน
ขณะที่บรรยากาศดูลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ได้เริ่มรับรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
ดังข้อความจากบันทึกว่า

“…เมื่อเราผ่านถนนอันกว้างขวางนั้นมาแล้วเราก็จะเข้าสู่ทางแคบๆ เป็นซอกซอยคดเคี้ยว เป็นย่านที่มีคนอยู่อย่างบางตา มีโคมไฟกระดาษแขวนประดับอยู่หน้าประตูตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ซึ่งนี่ก็คือ ‘ด้านมืด’ ของกรุงเทพฯ…”

เมื่อเจ้าชายวิลเลียมเสด็จถึงโรงยาฝิ่น
ทรงบรรยายถึงสภาพที่สัมผัสได้ในครั้งแรกว่า

“…ตลอดทางเดินแคบๆ ที่ผ่านเข้าไปนั้นเป็นช่องทางที่เพดานต่ำจนข้าพเจ้าต้องก้มตัว จากนั้นเราจึงเข้ามาถึงโรงยาที่มีแสงไฟสลัวมัวซัว ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับบรรยากาศหวานเอียนๆ ชวนให้สำลัก ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยควันสีน้ำเงินจางๆ ซึ่งในตอนแรกนั้นมันบดบังสายตาของข้าพเจ้า จากนั้นสายตาของข้าพเจ้าจึงคุ้นกับความมืดมากขึ้นเรื่อยๆ…”

และการที่มีหัวหน้าตำรวจติดตามมาด้วย
ทำให้การชมบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ง่ายขึ้น ชายชาวจีนเจ้าของโรงยา
นำนักท่องเที่ยวคณะนี้
มายังห้องของลูกค้าซึ่งบรรยากาศ
แย่ยิ่งกว่าตอนแรก ซึ่งมีสภาพดังนี้

“บรรยากาศในห้องนี้ดูราวกับว่าชวนให้เกิดอาการสำลักและหายใจไม่ออกมากขึ้นกว่าเดิม บนเตียงไม้เตี้ยๆ ตามแนวกำแพงมีชายชาวสยามเปลือยกายท่อนบนนอนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างกำลังดื่มด่ำอยู่กับพิษของฝิ่นซึ่งกำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ตรงหน้าแต่ละคนมีตะเกียงเล็กๆ วางอยู่ซึ่งเป็นอุปกรณ์ใช้ในการเตรียมยาเสพติดนั้น ฝิ่นจำนวนพอเหมาะถูกนำมาวางบนปลายเข็มและนำไปลนไฟจนกระทั่งมันอ่อนตัวกลายเป็นเมือกขนาดกำลังดี นิ้วมืออันสั่นเทาได้หยิบเอาเม็ดสีดำเล็กๆ นั้นวางให้ตรงที่ได้อย่างยากเย็น นานทีเดียวกว่าพวกเขาจะหยิบมันใส่ไว้ในกล้องยาได้ ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเป็นวิธีการที่จะทำให้ซึมซาบรสชาติในการเสพฝิ่นจำนวนนั้นให้ออกฤทธิ์ไปได้อย่างช้าๆ

สำหรับคนที่เป็นเจ้าทาสของเจ้าภาษีฝิ่นนั้น
วิธีการเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นเป็นอิสระได้
ก็คือความตาย
เขาจะเริ่มต้นด้วยการดูดกล้องเดียวทีละน้อยๆ
ก่อนในไม่ช้าก็จะเริ่มต้นดูดเพิ่มอีกกล้องหนึ่ง
และก่อนที่ชายเคราะห์ร้าย
จะได้ทันรู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปนั้น
เขาก็ได้ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวทั้งวัน
ในสภาพที่สะลึมสะลือไม่รู้สึกรู้สมไปเสียแล้ว
เฝ้าแต่สูดควันกลิ่นฉุยจากกล้องหนึ่ง
ไปอีกกล้องหนึ่ง
บางโอกาสก็ตกอยู่ในอาการสัปหงก
ตกอยู่ในอาการประสาทหลอนขั้นลึก
เห็นอะไรก็ขำไปเสียหมด
ทั้งยังมีอาการเพ้อฝันด้วย”

ความน่าสังเวชของผู้ติดฝิ่น
และบรรยากาศที่แวดล้อม
แม้จะเป็นโรงยาฝิ่น “ชั้นดี” ของกรุงเทพฯ
ในจำนวนนับร้อยแห่งตามที่ทรงทราบมา
ก็ทำให้พระ องค์ถึงกับบรรยายว่า

“…ข้าพเจ้าจากสถานที่แห่งนั้นมาด้วยอาการขยะแขยงและดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมานั่งอยู่ในรถลากอีกครั้ง…สำหรับข้าพเจ้านั้นแห่งเดียวก็เกินพอแล้ว…”

หลังจากนั้นได้เสด็จยังโรงบ่อนเบี้ยซึ่งมีบรรยา
กาศที่แตกต่างออกไปดังนี้ “

…บรรยากาศที่นี่คึกคักและเร้าใจ ที่ตรงทางเข้าแคบๆ นั้นชาวจีนและชาวสยามต่างเบียดเสียดไหล่เกยกันดูสับสนปนเปละลานตา บางคนกำลังจะกลับ บางคนก็เพิ่งจะมาถึง แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดนั้นก็คือส่วนใหญ่คือคนที่เพิ่งจะมาถึง และต่างก็รีบลุกลี้ลุกลนจนทำให้เดินชนกันอย่างรุนแรงในทางเดินแคบๆ นั้น…”

“ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด”
ข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม

โรงบ่อนเบี้ยที่ได้พบเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
มุงด้วยสังกะสี
ภายในใช้ไม้ตีตารางกั้นแทนผนัง
มีตะเกียงน้ำมันพอให้แสงสว่าง
บรรดาลูกค้านั่งเล่นพนันอยู่บนพื้น
โดยมีเสื่อขาดๆ รองรับ
ความแปลกแยกจากลูกค้าปกติ
ทำให้ความบันเทิงที่กำลังดำเนินอยู่
ต้องสะดุดลงชั่วคราว

“…เสียงฮือฮาเอะอะได้เงียบลงชั่วขณะ
ตอนที่เราได้เดินเข้ามา
ทุกคนในนั้นต่างเหลียวมาจ้องดูชายผิวขาว
ที่ได้เสี่ยงภัยล่วงล้ำเข้ามายังสถานที่หย่อนใจ
ที่ให้สิทธิ์เฉพาะชนชาวผิวเหลืองเท่านั้น
แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็หันกลับมาเล่นพนัน
กันอย่างเต็มเหนี่ยวอีกครั้ง…”

ผู้มาเยือนได้อธิบายถึงวิธีเล่นพนันที่นิยมกันคือ
เจ้ามือจะนำเบี้ยหอยออกมากองทีละ 4
โดยที่ครั้งสุดท้ายจะเป็นการตัดสิน
ถ้าเหลือเบี้ยหอยอยู่ 1 เบี้ย
ผู้แทงหมายเลข 1 จะเป็นผู้ชนะ
ถ้ามีหอย 2 เบี้ย หมายเลข 2 ก็ชนะ
ซึ่งมีเลขเพียง 4 ตัวให้เลือกพนัน
หากทายถูกจะได้รับเงินมากถึง 3 เท่า
ของเงินที่เดิมพัน
การพนันแบบนี้เรียกว่าเล่นถั่ว
ซึ่งชาวจีนนำเข้ามาแพร่หลาย
ในตอนปลายสมัยอยุธยา
และภายในโรงบ่อนยังมีนักพนัน
กำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันอีกประเภทหนึ่ง
โดยบนเสื่อของนักพนัน
จะวาดรูปกากบาทอันใหญ่
เจ้ามือจะใช้ไม้ทำเครื่องหมาย
กากบาทไว้ในกรอบโลหะสี่เหลี่ยม
และวางเครื่องหมายนั้นตรงกลางเสื่อ
แล้วจึงปั่นเบี้ย
เมื่อเปิดฝาออกใครที่แทงจำนวนเบี้ย
ในช่องกากบาทตรงกับเบี้ยที่ออกมา
ก็จะเป็นผู้ชนะ
การพนันชนิดนี้เรียกว่าโปกำ
ซึ่งเป็นการพนันที่ถูกดัดแปลงจากการเล่นถั่ว
และโปปั่นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
ของผู้เล่นชาวไทย

ภาพชีวิตของนักพนันที่ดำเนินไป

“การนับเป็นไปอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองเขม็ง
ไปที่หอยตัวขาวๆ เหล่านั้น
บางทีชีวิตของเขาหรือคนอื่นๆ
อาจจะขึ้นอยู่กับหอยกองนั้นก็เป็นได้
และแล้วการนับก็สิ้นสุด หมายเลข 3 ชนะ
เหรียญเงินถูกเขย่าขลุกขลิกอยู่ข้างใต้
ไม้คราดอันยาวของเจ้ามือ
และทำการแบ่งแจกจ่าย
ให้เหล่าผู้ชนะที่โชคดี
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เพราะเจ้ามือเกิดเงินหมดขึ้นมา
จึงเกิดเสียงเอะอะเอ็ดตะโร
เสียงตะโกน เสียงสบถดังระงม

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์
ดูเหมือนจะเรียบร้อยลงไปได้โดยง่าย
หลังจากที่มีการเจรจากัน
ถุงขนาดใหญ่จึงได้ถูกล้วงขึ้นมาจากใต้โต๊ะ
เสียงเหรียญดังกรุ๋งกริ๋งอยู่ในภาชนะ
ซึ่งกลิ้งข้ามพื้นโต๊ะสีเขียว
ส่งไปให้กับกลุ่มตนที่แทงหมายเลข 3
จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเช่นนี้ เจ้ามือเป็นชายชาวจีนร่างเล็ก
มีดวงตายิบหยีหางตาชี้
เขาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง
จากการคด โกงได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
โดยการทำให้เงินทองเหล่านั้นหายวับไป
อยู่ตามซอกพับของเสื้อสกปรก
ที่เขาใส่อยู่ได้อย่างรวดเร็ว
แล้วเกมพนันก็ดำเนินต่อไป
ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น”

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม “ด้านมืด”
ของกรุงเทพฯ ของเจ้าชายวิลเลียม
อาจไม่ได้ทำให้สังคมไทยขณะนั้น
ตระหนักถึงพิษภัยร้ายแรงแต่อย่างใด

ยาเสพติดชนิดอื่นระบาดอย่างหนัก
ทั้งเฮโรอีนและยาบ้าในเวลาต่อมา
และในส่วนของนักพนัน
เมื่อรัฐบาลประกาศให้การพนัน
ชนิดที่เล่นในโรงบ่อนเบี้ยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ก็ทำให้กิจการนี้ต้องยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2460
ส่งผลให้การเล่นไพ่เป็นที่นิยมมากขึ้น
หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่การขายหวยใต้ดิน
ได้ถูกยกระดับขึ้นมาไว้บนดินอย่างสง่างาม
ทำให้หวยกลายเป็นการพนันแห่งชาติไปแล้ว ปรากฏการณ์คลั่งหวยของประชาชน
ทุกงวดวันที่ 1และ 16 ของเดือน
และการจับบ่อนการพนันขนาดใหญ่
รวมถึงการเล่นพนันบอลโลกแต่ละครั้ง
ซึ่งอาจตรงกับข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม
ในเรื่องดังกล่าวว่า..

“…ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักการพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเขาก็ได้รับโอกาสและมีช่องทาง ที่จะเล่นการพนันได้อย่างสบายอกสบายใจเสียด้วย…”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น