หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 4

แต่ขณะนั้น “พระเทพกษัตรเจ้า” ประชวรอย่างหนัก สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
จึงทรงตัดสินพระทัยส่ง “พระแก้วฟ้า”
พระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนมไปแทน
แต่เมื่อทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงทราบว่าเจ้าหญิงศรีอโยทธยา
ที่ส่งไปมิใช่ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จึงแต่งทูตนำ “พระแก้วฟ้า”
มาส่งคืนยังราชสำนักศรีอโยทธยา
ใน จ.ศ. 926 ชวดศก (พ.ศ. 2107)
แล้วขอพระราชทาน “พระเทพกษัตรเจ้า” อีกครั้งตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรก
พระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เล่าว่า..

“ศักราช 925 กุนศก…ในปีเดียวนั้น
พระเจ้าล้านชางให้พระราชสาส์น
มาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้า
แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่
พระเจ้าหล้านช้าง
แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร
จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระแก้วฟาพระราชบุตรี
ให้แก่พระ (เจ้า) หลานชาง

ศักราช 926 ชวดศก พระเจ้าล้านช้าง
จึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี
ลงมาส่งยังพระนครษรีอยุทธยา
แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้านั้น
แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้า
ไปแก่พระเจ้าล้านช้าง
ครั้งนั้นพระเจ้าหงษารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น
จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง
แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้
ไปถวายแก่พระเจ้าหงษา…”

เชลยศึกศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 เริ่มลืมเลือนเรื่องที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุต (พระเจ้าล้านช้าง)
ส่งทูตมาทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จากสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ไปเสียบ้างแล้วในบางส่วน
จึงเล่าผิดเพี้ยนปนเปกันไปว่า
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงเป็นผู้ส่งพระราชธิดามาถวาย
แด่สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า “พระรัตนมณีเนตร”
เป็นพระนามที่แปลงมาจาก
พระนามของ “พระแก้วฟ้า” อย่างแน่นอน

การที่ “พระมณีรัตนา” มีพระนามคล้ายคลึง
กับ “พระรัตนมณีเนตร” (พระแก้วฟ้า) นั้น
อาจมีนัยยะสำคัญบางประการที่บ่งบอกว่า
พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่า
ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ
จากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง)
ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศ

การที่สมเด็จพระนเรศทรงอภิเษกสมรส
กับพระมณีรัตนาเจ้าหญิงจากราชวงศ์ละโว้
สายสุพรรณภูมิ
อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรม
ในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา
ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
เพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่
ภายหลังจากที่พิชิต
กรุงพระนครศรีอโยทธยาได้สำเร็จ
ใน พ.ศ. 2112
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคง

ด้วยความที่ “พระมณีรัตนา”
และ “พระรัตนมณีเนตร”
มีพระนามคล้ายคลึงกันอย่างมาก
จนแทบแยกกันไม่ออก
ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่า “พระมณีรัตนา”
อาจเป็นบุคคลเดียวกับ “พระรัตนมณีเนตร”
คือ “พระแก้วฟ้า” พระขนิษฐาต่างพระมารดา
ของ “พระวิสุทธิกษัตรีย์”
(มีพระนามเดิมว่า “พระสวัสดิราช”)
พระนางจึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา
ของสมเด็จพระนเรศ
และพระนางอาจกินตำแหน่ง
สมเด็จพระอัครมเหสีอีกทางหนึ่งด้วยก็เป็นได้? เพราะไม่พบหลักฐานยืนยันว่า “พระแก้วฟ้า”
ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
นำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดี
เมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. 2112

มณีจันทร์ ในภาพยนตร์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ภาคยุทธหัตถี (ภาพจากคลิป “ราชาภิเษก ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd)
“โยธยามี้พระญา” พระมเหสีอยุทธยา
ของสมเด็จพระนเรศในพงศาวดารพม่า
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094-2124)
ทรงพิชิตเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101
พระองค์ทรงปล่อยให้เจ้านายเชียงใหม่
ยังคงปกครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม
จนกระทั่งพระนางวิสุทธิเทวีเจ้า
สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2121
การสืบทอดสันตติวงศ์ในเมืองเชียงใหม่
เกิดขาดช่วง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงโปรด
ให้ “อนรธาเมงสอ” พระราชโอรส
เสด็จไปเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่แทน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
เรียกพระองค์ว่า “ฟ้าสาวัตถีนรธามังคอย”

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
(ครองราชย์พ.ศ. 2121-50)
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ที่ประสูติแต่ “ราชเทวี” พระมเหสี
ซึ่งมีนามเดิมว่า “สิ่นทวยละ” เป็นพระธิดา
ของจตุคามณิแห่งดีแปยิน
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองโปรด
ให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสออภิเษกสมรส
กับ “เซงพยูเชงเมดอ” (แปลว่ามารดาเจ้าช้างเผือก) พระธิดาของพระเจ้าแปรตะโดธรรมราชา
พระอนุชาของพระองค์

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
มีพระราชโอรสธิดาด้วยมารดาเจ้าช้างเผือก
ทั้งสิ้น 3 พระองค์ด้วยกัน

  1. “เมงตุลอง” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกพระองค์ว่า พระทุลอง)
    หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
    ทรงสวรรคตใน พ.ศ. 2124
    และพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงพระเชษฐา
    ไม่ทรงพระปรีชาสามารถเยี่ยงพระราชบิดา
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    จึงหันมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักศรีอยุทธยา
    เมื่อสมเด็จพระนเรศเสด็จยกทัพ
    ขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีเป็นครั้งที่ 2
    พระองค์มีพระราชกำหนดให้
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ยกทัพโดยเสด็จไปในราชการสงครามด้วย
    แต่พระองค์ทรงติดขัดเรื่องที่ออกญารามเดโช
    ข้าหลวงศรีอโยทธยาที่ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้เป็นกำลังจำนวนมาก
    ทำให้เจ้าเมืองล้านนาต่างพากันกระด้างกระเดื่อง
    ต่อพระองค์
    จนไม่อาจทิ้งเมืองไปได้
    จึงมีรับสั่งให้เมงตุลองพระราชโอรส
    คุมทัพเชียงใหม่ไปช่วยราชการสงคราม
    แทนพระองค์

หลังเสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ 2
เมงตุลองได้เสด็จลงมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอโยทธยา
และพระองค์ทรงอภิเษกสมรส
กับพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศ
ครั้น “พระมหาเทวี” พระมารดา
ของพระองค์สิ้นพระชนม์
พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
ทรงขอพระราชทานเมงตุลอง
กลับขึ้นไปแต่งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระศพพระมหาเทวียังเมืองเชียงใหม่
แล้วส่ง “พระไชยธิป” พระอนุชา
ของเมงตุลองมาเป็นตัวจำนำแทน

  1. “พระไชยธิป” พระอนุชาของเมงตุลอง
    (พระทุลอง)
    ปรากฏพระนามอยู่ในพระราชพงศาวดารฯ
    ฉบับความพิสดารของไทย
    แต่ไม่ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า
    สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะเป็นพระอนุชา
    ร่วมอุทรของเมงตุลอง
    พระองค์ทรงมาประทับยังพระนครศรีอโยทธยา
    ในฐานะตัวจำนำแทนพระเชษฐา
  2. “โยธยามี้พระญา” พระราชธิดาองค์โต
    ของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้
    ในคำอธิบายพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ทรงถวายพระราชธิดาให้แก่
    สมเด็จเอกาทศรุทรอีศวร
    ในคราวเดียวกับที่เปลี่ยน
    เอาพระไชยธิปมาเป็นตัวประกันแทนเมงตุลอง
    ภายหลังพระนางได้รับการแต่งตั้ง
    ให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
    พงศาวดารพม่าจึงมักเรียกพระนางว่า
    โยธยามี้พระญา แปลว่ามเหสีอยุทธยา

เรื่องราวของโยธยามี้พระญา (มเหสีอยุทธยา)
พบมีบันทึกอยู่แต่ในพงศาวดารพม่า
และน่าเสียดายที่เรื่องราวของพระนาง
ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์ไทยและพม่า
ภายหลังจากที่พระนางเสด็จมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ในฐานะพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

“เจ้าขรัวมเหสีจันทร์” พระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
จดหมายเหตุฟานฟลีต
(The Historical Account of the War of Succession Following the Death of King Pra Interajasia, 22nd King of Ayuthian Dynasty)
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet)
หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก
ของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุทธยา
เรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1604
(นับอย่างไทยโบราณอยู่ในห้วง พ.ศ. 2182)
ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
(ครองราชย์ พ.ศ. 2172-99)
ได้กล่าวถึงพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระองค์ดำ)
ไว้ในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระอินทราชา
(พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. 2154-71)
กริ้วพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
และน้องชาย
(สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชครองราชย์ พ.ศ. 2199) ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ

“ขณะนั้นออกญากลาโหม
เพิ่งมียศเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์
และมีอายุประมาณ 18 ปี
วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้
เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย
โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้
เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง 2 คน
ขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน
และได้โจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด
ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนา
และกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย
ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกัน
พระเจ้าแผ่นดินปลอม
ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม
และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบ
และโถมเข้าสู้อย่างดุเดือด
จนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวัง
และนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว
ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น
โดยพระหมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลัง
ถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น
พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวพระหมื่นศรีสรรักษ์
และให้นำมายังพระราชวัง
แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ
จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์
และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
ในขณะที่ทรงพิโรธหนัก
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สม
กับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้
ออกญาศรีธรรมาธิราช
จำต้องได้รับผลการกระทำนี้
พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขา
ถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า

พระหมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว
จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้
พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา 3 ทีที่ขาทั้ง 2 ข้าง
จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า
แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน
รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน
ที่ส่วนทั้ง 5 ของร่างกาย
พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืด
เป็นเวลา 5 เดือน
จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์
(Zian Croa Mady Tjan)
ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ
คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ
ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก”

จดหมายเหตุฟานฟลีตในฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสเรียกพระนามพระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด)
ว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” (Zian Croa Mady Tjan)
พึงสังเกตว่าพระนามนี้ดูคล้ายคลึง
กับ “พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด
จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณพบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต
จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศว่า “Tjau Croa Mahadijtjan”
แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด
ข้าพเจ้าเห็นควรแปลถ่ายพระนามของพระนาง
เป็นภาษาไทยว่า “เจ้าขรัวมเหสีจันทร์”
มากกว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์”
ตามฉบับแปลภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้เจ้าขรัวมเหสีจันทร์
จึงน่าจะเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศ
คนละพระองค์กับ “พระมณีรัตนา”
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมเหสีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว
โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้
ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
กับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
อย่างแน่นอน
เพราะมิเช่นนั้นพระนางผู้เป็น
เจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ
คงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ใ
ห้พ้นโทษอย่างแน่นอน
ซึ่งข้อสงสัยนี้ต้องสอบค้นหาความจริงกันต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น