พญาละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก
จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน
จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก
แล้วแต่งลักษณะราชสาสน์ให้ออกญาวงศาธิบดี
พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก
เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาสน์
คุมเครื่องราชบรรณาการมา
ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูต
เข้าไปยังกรุงเทพมหานคร
เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดำรัส
ให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร 3 นัดแล้ว
พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาสน์
ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัฐราชธานี
ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ
สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎราชกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน
ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้
รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณี
กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน
มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร
อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อยองอาจยุทธนาการ
ด้วยพญาราชสีห์อันมเหศวรศักดานุภาพ
ก็ถึงแก่กาลพินาศจากไอสุริยสวรรยานั้น
ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน
แลข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้
จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวมหาพรหม
อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั่วจักรวาล
ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการมาโดยราชประเพณี
สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง
ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระสุธรรมราชา
พญาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก
สั่งให้ตอบพระราชสาสน์ไปว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวร
แก่ราชบุตรนัดดานักพระสัฏฐาหามิได้
แลซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึงกาลนิราลัยนั้น
ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมา
ให้ผลเห็นประจักษ์
แลให้พญาละแวกองค์ใหม่นี้
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร
โดยยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด
แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตรา
แก่ทูตานุทูตโดยสมควร
อยู่สามวันทูตก็กราบถวายบังคมลา
ไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี”
การพระราชพิธีอาสวยุทธ
ที่กระทำกันใน จ.ศ. 945 ปีมะแมเบญจศก
(พ.ศ. 2126) นั้นน่าจะผิด
เพราะปีศักราชดังกล่าว
ยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อ
แต่เมื่อสอบกับพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว
ควรปรับเป็น จ.ศ. 955 มะเส็งศก (พ.ศ. 2136)
ช้ากว่ากัน 10 ปี
ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. 949
ปีกุ นพศก (พ.ศ. 2130)
ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก 10 ปี
เช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. 959 ปีระกา
นพศก (พ.ศ. 2140) โดยทั้งสองเหตุการณ์
จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศทั้งสิ้น
ตรงตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า พระองค์ที่ 4
(สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) เล่าถึงการพระราชพิธีอาสยุชแข่งเรือ (อาสวยุทธ) ไว้ว่า
“เดือน 11 การอาสยุชพิทธี
มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี
เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภค
กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา
เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู
สมเด็จพระอรรคมเหสีพระภรรยาธรง
พระสุวรรณมาลา
นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ
พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพร
ดารากรธรงเสื้อ
ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ
พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า
สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือ
สมเดจ์พระอรรคมเหสี
สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาย
ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข”
ส่วนพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
ที่ตามมาในกระบวนเสด็จฯ
ทางชลมารคของสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จพระอัครมเหสีนั้น
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์คงเป็นพระราชโอรส
ของสมเด็จพระนเรศที่ประสูติ
แต่สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์เดียวกันนี้เอง พระองค์จึงควรมีฐานันดรศักดิ์
เป็นที่ “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า”
รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร (สมเด็จพระเอกาทศรถ ครองราชย์ พ.ศ. 2148-53) ซึ่งสมเด็จพระนเรศทรงยกย่อง
ให้เกียรติพระอนุชาร่วมพระชนนี
ผู้นี้ให้มีฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์
ดังพบพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับความพิสดารเรียกสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวรรวมกัน
ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”
“พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศในคำให้การ
ขุนหลวงหาวัดของพม่า
คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ)
ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับคำให้การชาวกรุงเก่า
(พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า)
ตามต้นฉบับในหอเมืองร่างกุ้งของพม่า
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงสันนิษฐานว่า
หลังจากกองทัพพม่าตีพระนครศรีอยุทธยาแตก
ใน พ.ศ. 2310
พม่าได้จดคำให้การของเชลยศึก
ที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยศรีอยุทธยา
โดยอาศัยล่ามมอญที่รู้ภาษาไทย
จดคำให้การเป็นภาษามอญ
แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลัง
ซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วว่า
คำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุทธยา)
ของพม่า
ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบ
ต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระราชบิดาใน จ.ศ. 952 ปีขาลโทศก
(พ.ศ. 2133) ความว่า
“ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุทธยา
ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน
อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง
จึงทำการปราบดาภิเษก
แล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ
จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพ
แล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5
และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง 5
ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน
แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษี
พระนามชื่อพระมณีรัตนา
แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น
แล้วครอบครองราชสมบัติ
เมื่อจุลศักราช 952 ปีขาลโทศก
อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช”
เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
ในกรุงพระนครศรีอยุทธยาใน พ.ศ. 2133
กรมฝ่ายในได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระมณีรัตนา”
ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี
พร้อมด้วยพระสนมอีกจำนวนหนึ่ง
ตามทรรศนะของข้าพเจ้าเข้าใจว่า
พระนางคงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสาย
มาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ
ของสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2091-2106
และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2110-12)
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
(ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2106-10 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2112)
โดยอาศัยการเทียบเคียง
จากพระนามของ “พระรัตนมณีเนตร”
เจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ที่มีพระนามคล้ายคลึงกัน
คำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าถึง
เรื่องราวของพระรัตนมณีเนตรว่า
“ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทรงทราบว่า
พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง
จึงทรงจัดพระราชธิดามีนามว่ารัตนมณีเนตร
กับเครื่องบรรณาการให้ทูตจำทูลพระราชสาสน์
เจรีญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา
มีใจความในพระราชสาสน์ทูลขอช้างเผือกด้วย
พระมหาจักรวรรดิ์ก็พระราชทานช้างเผือกพังให้ กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงษาวดีๆ
ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา
ไม่อยู่ในยุติธรรม ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง
ให้ช้างเผือกพังไปกับพระเจ้าล้านช้าง
เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้นว่า
นอกจากเราแล้วจะไม่ให้แก่ใครเลย
ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง
คอยแย่งชิงช้าง ซึ่งพระมหาจักรวรรดิ์
พระราชทานไปแก่พวกล้านช้าง
เมื่อทูตเมืองล้านช้างนำช้างไปถึงที่พวกหงษาวดี
ซุ่มอยู่
พวกหงษาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้าง
แย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้
นำไปถวายพระเจ้าหงษาวดี…”
เรื่องที่พระเจ้าล้านช้างถวาย “พระรัตนมณีเนตร” พระราชธิดาแด่พระมหาจักรวรรดิ์
พระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยา
เพื่อแลกเปลี่ยนกับช้างเผือกนั้น
แท้ที่จริงมีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวราชาธิราช สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุตทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียก “พระเทพกษัตรีย์”)
พระราชธิดาในที่ประสูติแต่ “พระสุริโยทัย”
พระอัครมเหสีที่สิ้นพระชนม์กับคอช้าง
แทนพระราชสวามีในศึกหงสาวดี จ.ศ. 910 วอกศก (พ.ศ. 2091)
ซึ่งเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ
สำหรับเป็นที่พระอัครมเหสี (เอกอัครราชกัลยาณี) ของพระองค์เมื่อ จ.ศ. 925 กุนศก (พ.ศ. 2106)
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

