หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

ต้องเข้าใจบริบทก่อนนะครับ
กลุ่มที่เข่นฆ่า​นักศึกษา​ฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นมวลชนจัดตั้ง
เช่น.. นวพล.. กระทิงแดง..ลูกเสือชาวบ้าน, กลุ่มอาชีวะฯ.. เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมาการชุมนุมเรียกร้องจากกลุ่มต่างๆ
ก็มีไม่ขาดระยะ ทั้งที่มีเหตุผลสมควร
และไม่สมควร และว่ากันว่าในสมัยนั้น
นักศึกษามีอำนาจต่อรองและกล้าแสดงออกมากขึ้นแต่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง
ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม
กับฝ่ายขวาคือฝ่ายอนุรักษ์นิยม
มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด
ผู้นำนักศึกษา ชาวนา กรรมการล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นเวที
และศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมีการชุมนุมกันบ่อยครั้ง
กล่าวได้ว่าสังคมการเมืองไทย
ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ในแง่สังคมนั้นพลังมวลชนกลุ่มต่างๆที่เคยถูกอำนาจรัฐกดขี่และบีบเค้น
มีโอกาสออกมาแสดงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในด้านต่างๆ ในด้านการเมือง
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
มีความพยายามในการวางรากฐาน
ประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นมีการร่างรัฐธรรมนูญ มีการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยออกสู่ประชาชนหมู่มาก
มีการอภิปรายปัญหาบ้านเมือง
การรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เช่น สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน (สสส.)
และประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เป็นต้น

ในช่วงนี้ทหารและตำรวจ ต่างก็สงวนบทบาทท่าทีในขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษา
ก็เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นมีการแยกตัว ออกเป็นสองกลุ่มคือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทยกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่แตกออกไปจากลุ่มแรกเพราะเริ่มมีความคิดในทางการเมืองต่างกันและบางพวกก็ไปสังกัดกลุ่มจัดตั้งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐและมีกิจกรรมที่ถ่วงดุลกลุ่มนิสิตนักศึกษา

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518
ข่าวการปลดปล่อยอินโดจีนด้วยชัยชนะ
ของคอมมิวนิสต์ได้เขย่าขวัญรัฐบาล
และชนชั้นปกครองของไทย
ความกลัวและเกลียดคอมมิวนิสต์ในหมู่คนไทยเป็นอย่างแผ่กว้างและลึกซึ้ง
คณะรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรก
นับแต่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
ทว่าในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ประกาศยุบสภา โดยอ้างว่า
ถูก ส.ส.กดดันการเลือกตั้งทั่วไปถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2519
ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่มีการฆ่ากันตาย
ถึงกว่า 30 ศพ บ่อยครั้งที่การปราศรัยหาเสียงถูกขัดจังหวะด้วยระเบิดซึ่งเป้าของการโจมตีคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย
ที่ถูกประณามว่า “ไม่ใช่คนไทย”
และเหตุการณ์ที่รุนแรงสะเทือนขวัญผู้คนมากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2519
เมื่อคนร้ายลอบสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน

ผลการเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน 2519
พลิกความคาดหมาย เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้ประกาศยุบสภาเพื่อหวังเพิ่มที่นั่ง
ของพรรคกิจสังคม กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง
พรรคที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายพ่ายแพ้อย่างหมดรูปขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าคณะทหาร นักการเมืองและพ่อค้า กำลังคิดก่อตั้งคณะปฏิรูปการปกครองเพื่อมายึดอำนาจรัฐบาลใหม่นี้
แสดงให้เห็นว่าสภาวการณ์ที่วุ่นวาย
ทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2519

ในส่วนฝ่ายของนักศึกษานั้น
กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมคือนักเรียนอาชีวะ ทำให้ชนชั้นนำ
มีความวิตกอย่างมากในพลังของนักเรียนอาชีวะจึงมีความพยายามการแยกสลาย
พลังนักเรียนอาชีวะออกจากขบวนการนักศึกษาโดยเริ่มจากการส่งนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวาเข้าควบคุมศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย
แล้วใช้องค์กรนี้ในการเคลื่อนไหวต่อต้าน
ฝ่ายขบวนการนักศึกษาซึ่งความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
กับฝ่ายขบวนการนักศึกษานั้น
เริ่มเห็นชัดตั้งแต่กรณีพลับพลาไชยเป็นต้นมาที่ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายนักศึกษาจากนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายอาชีวะในทิศทางตรงข้ามอีกหลายครั้งเช่น ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะและ สหพันธ์นักศึกษาครูได้จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี
และเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐ
เพื่อแสดงการขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือประเทศไทย และได้มีการมอบกระเช้าดอกไม้แก่อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทยด้วย

ต่อมา เมื่อแยกนักเรียนอาชีวะออกจากนักศึกษาแล้วก็จัดตั้งกลุ่มนักเรียนอาชีวะอันธพาลกลุ่มหนึ่งขึ้นเป็นกลุ่มกระทิงแดง
เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการก่อกวน
ขบวนการนักศึกษาด้วยอาวุธใช้ความเหี้ยมโหดรุนแรงต่อต้านการต่อสู้
ด้วยสันติวิธีของขบวนการนักศึกษา

กลุ่มกระทิงแดง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่ขบวนการนักศึกษากำลังเคลื่อนไหวเรื่องการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง
กลุ่มกระทิงแดงส่วนมากประกอบด้วยอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวะได้รับการสนับสนุนและจัดตั้งจากเจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพให้เป็นกองกำลังอาวุธปฏิกิริยาหรืออันธพาลการเมืองที่อยู่เหนือกฎหมาย
ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดจนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” คือ พ.อ.สุดสาย หัสดิน ซึ่งยืนยันว่าจะต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝ่ายนักศึกษา เพราะฝ่ายนักศึกษาพยายามเปลี่ยนทิศทางของประเทศประเทศให้ตกอยู่ในภาวะคอมมิวนิสต์แทรกแซงรัฐบาลก็อ่อนแอ พ.อ.สุดสาย ได้เปรียบเทียบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว
นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา
จะต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน
ส่วนกำลังที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ สุชาติ ประไพหอม, เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ,และสมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นต้นสำหรับที่มาของชื่อกลุ่ม สมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้าฝ่ายกำลังพล ได้อธิบายว่า“ไอ้การที่เราตั้งชื่อกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมานี่เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไรดีทุกคนเห็นว่าชื่อกระทิงแดงนี่ดีเพราะกระทิงแดงเป็นสัตว์ป่า
สัตว์อนุรักษ์ สัตว์สงวน”

กลุ่มกระทิงแดงนั้น เป็นกองกำลังอภิสิทธิ์
ทั้งนี้เพราะสามารถออกมาให้สัมภาษณ์
ขู่ว่า จะสังหารใครต่อใครและยังก่อการปาระเบิดกลางเมืองได้โดยไม่ถูกจับกุม
เช่นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2517
เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้ามา
ในประเทศครั้งแรกกระทิงแดงก็ออกแถลงการคัดค้าน โดยอ้างว่าการต่อต้านจอมพลถนอมนั้นเป็นการก่อการไม่สงบ แต่ในที่สุดฝ่ายกระทิงแดงกลับปาระเบิดพลาสติกนับสิบลูกที่สนามหลวง เพื่อให้ประชาชนแตกตื่น

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
นายเผด็จ ดวงดี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกระทิงแดงก็เปิดเผยหลักการทำงานของกระทิงแดงว่า..“…จำเป็นต้องใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ในประเทศไทยต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่ากระทิงแดง
ยังได้รับการสนับสนุนจากทางราชการอีกด้วยเช่น กระทิงแดงจะมีวิทยุวอล์กกี-ทอล์กกีของตำรวจไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกัน
และใช้รถตำรวจรวมทั้งสเตชั่น เวกอน
วิ่งไปรอบเมืองเมื่อกระทิงแดงขว้างระเบิดพลาสติกเข้าใส่นักศึกษาหลายครั้ง
ถึงแม้ว่าจะมีตำรวจอยู่ใกล้ก็มิได้ใส่ใจ
รวมทั้งในกรณี 20 มีนาคม พ.ศ. 2519
ที่ นายสุชาติ ประไพหอม ผู้นำกระทิงแดง
ประกาศตั้ง.. “แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์”และประกาศให้ไม่ให้ประชาชนใช้ถนนราชดำเนิน
ถ้าไม่เชื่อจะไม่รับรองความปลอดภัย
และเมื่อฝ่ายนักศึกษานัดชุมนุม
ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็มีสมาชิกกระทิงแดงมาโยนระเบิดก่อกวน ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม
กระทิงแดงขนอาวุธสงครามประเภทระเบิดกลางกรุงมาตั้งไว้ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนนักศึกษาประชาชน
ที่กำลังเคลื่อนไปยังสถานทูตอเมริกาผ่าน
ฝ่ายนักศึกษาต้องอ้อมออกไปทางบางลำภูเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะผ่านบริเวณราชดำเนินอันทำให้กระทิงแดงไม่อาจจะหาเหตุปะทะได้ปรากฏว่าในระยะสองปีเศษๆที่กระทิงแดงปฏิบัติการกวนเมือง
แทบจะไม่เคยถูกตำรวจจับกุมหรือถ้าถูกจับกุมก็จะได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่น่าเชื่อจนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
กระทิงแดงก็เป็นด่านหน้าสุดที่ร่วมกับกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าบุกปราบปรามนักศึกษา

นอกเหนือจากการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง
ก็ยังมีการจัดตั้งกลุ่มพลังฝ่ายปฏิกิริยาต่างๆเพิ่มเติมอีกมาก โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการทำลายขบวนการนักศึกษา
กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ มีจำนวนมากและได้รับการสนับสนุนอันดียิ่งจากอำนาจและกลไกของรัฐในขณะนั้นที่สามารถระบุชื่อได้ เช่น กลุ่มนวพลชมรมอาชีวะเสรี กลุ่มลูกเสือชาวบ้านกลุ่มเพ็ชรไทย กลุ่มช้างดำ กลุ่มพิทักษ์ไทยสหพันธ์นักศึกษาครูแห่งประเทศไทยกลุ่มแนวร่วมรักชาติ กลุ่มประชาชนผู้รักชาติ กลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบขบวนการปฏิรูปแห่งชาติ สหพันธ์ครูอาชีวะ กลุ่มกรรมกรเสรี กลุ่มค้างคาวไทย กลุ่มกล้วยไม้ไทย กลุ่มวิหคสายฟ้า. กลุ่มสหภาพแรงงานเอกชน ชมรมแม่บ้าน

ในบรรดากลุ่มฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทนำในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คือ กลุ่มหรือขบวนการนวพล
กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 โดยความหมายของชื่อกลุ่ม
แปลความได้ว่า “กำลังใหม่, พลังเก้า”
ผู้ก่อตั้งคือกลุ่มทหารในกองอำนวยการ
รักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)
เช่น พลเอก วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ อดีต
เจ้ากรมข่าวทหาร พลเอก สายหยุด เกิดผล. เสนาธิการ กอ.รมน. เป็นต้น

พล.อ.วัลลภ ได้อธิบายเหตุผลในการตั้งนวพลว่า ชาติจะอยู่รอดได้ด้วยสถาบันวัดกับวังจึงต้องระดมประชาชนเพื่อป้องกัน
สองสถาบันหลักนี้พล.อ.วัลลภ ได้กล่าวถึงภูมิพล​ เพื่อให้กำลังใจแก่ฝ่ายนวพลว่า..
ภูิพล.. มีความห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่และเคยมีกระแสพระราชดำรัสกับบรรดาผู้ที่เข้าเฝ้าใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ นับตั้งแต่พนมเปญและไซ่ง่อนตกอยู่ในมือของคอมมิวนิสต์ว่า
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระองค์จะไม่เสด็จ
ออกจากประเทศไทยเป็นอันขาดโดยหลักแล้ววิธีการของกลุ่มนวพลก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยเครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุมการเขียนบทความต่าง ๆ

ผู้นำสำคัญอื่นๆ ของนวพลนั้นได้แก่ พลโท สำราญ แพทยกุล ซึ่งเป็นองคมนตรี เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทอย่างยิ่งพลโทสำราญได้เป็นนวพลอันดับแรกหรือหมายเลข 001 เป็นที่ทราบกันต่อมาว่ากลุ่มนวพลได้รับการสนับสนุนทางการเงินและวัสดุอุปกรณ์จากบางส่วนในกองทัพบกและกรมตำรวจ
และอย่างน้อยก็ได้รับการสนับสนุนเป็นส่วนตัว ปรากฏว่านวพลประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างองค์กรและขยายสมาชิกผู้ดำเนินงานของนวพลก็ใช้วิธีการชุมนุมประชาชนเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนโดยเรียกร้องให้เกิดความรักชาติและต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างหวือหวา
ในการดำเนินการ นวพลใช้โครงสร้างการจัดตั้งแบบกลุ่มย่อยตามแบบคอมมิวนิสต์
ผู้นำที่ส่อแววดีจะถูกคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมทางการเมืองในระดับจิตวิทยา ในปลายปี พ.ศ. 2518 นวพลอ้างว่า
มีสมาชิกปฏิบัติการกว่าล้านคนแม้ตัวเลขนี้จะเกินจริงอยู่บ้างแต่ก็เห็นได้ว่านวพลได้กลายเป็นองค์กรฝ่ายขวาที่ใหญ่โต และมีอิทธิพลมาก

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกคือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฏีกาในยุคนั้น
ต่อมาได้รับการดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนายวัฒนา เขียววิมล ปัญญาชนจากอเมริกาซึ่งเป็นวิทยากรประจำ และเป็นผู้ประสานงานองค์การ นายวัฒนาได้ให้อธิบายว่า “นวพลคือพลังใหม่ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”จากนั้นก็คือ พระภิกษุกิตติวุฒโฑ (พระเทพกิตติ ปัญญาคุณ)ผู้ซึ่งประกาศต่อสาธารณชนวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2519 โดยให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์จตุรัส ว่า..การฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่กลับได้บุญ เปรียบเหมือนการฆ่าปลาเพื่อตักบาตรถวายพระส่งผลให้ฝ่ายขวานำไปใช้เป็นคำขวัญว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”
และก่อให้เกิดความเกลียดชังและเคียดแค้นนักศึกษาจนนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยกิตติวุฒโฑให้เหตุผลว่า ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์
ดังนั้นการฆ่าคอมมิวนิสต์จึงไม่บาป
แต่เป็นการฆ่ามาร ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่
ของคนไทยที่จะต้องทำการฆ่านั้นหากเป็นการทำเพื่อประเทศชาติแล้วแม้จะเป็นบาปแต่ก็ได้บุญในแง่ของการป้องกันประเทศจากศัตรูมากกว่าจะได้บาป
กิตติวุฒโฑเปรียบเทียบการฆ่านี้ว่า
เหมือนกับการฆ่าปลาถวายพระการฆ่าปลาเป็นบาปแต่การนำปลานั้นมาตักบาตรถวายพระถือว่าได้บุญมาก พระกิตติวุฒโฑยังกล่าวว่าการที่นักศึกษาต้องการขับไล่พระถนอมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีแต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไล่พระ รวมถึงในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ ก็ได้แถลงย้ำว่า “การบวชของพระถนอม ครั้งนี้ ได้กราบบังคมทูลขออนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งการขอเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้น พระถนอมจึงเป็นผู้บริสุทธิ์”

นวพลตั้งเป้าที่จะดำเนินการอยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับท้องถิ่นและในหมู่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะจึงโฆษณาตนเองว่าเป็นองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”และความรู้สึกต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้นมีมากจนกระทั่งฝ่ายนวพลได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โจมตี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเดินทางไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 กลุ่มนวพลได้จัดตั้งพรรคการเมือง
ลงสมัครแข่งขันด้วยคือพรรคธรรมาธิปัตย์โดยมี นายเมธี กำเพ็ชร เป็นหัวหน้าพรรคโดยใช้คำขวัญที่ล้อคำขวัญของพรรคสังคมนิยมว่า “เมื่อท้องนาสีทองผ่องอำไพประชาชนไทยจะมีข้าวกิน”
แต่ปรากฏว่าพรรคนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเลือกตั้งที่มีขึ้นกลุ่มนวพลจะพยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชนและจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่ากระทิงแดง เช่นสมาชิกนวพลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนังสือพิมพ์ดาวสยามซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตีขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอดอย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางส่วนที่เสนอว่านวพลก็มีการแจกเงินและสะสมลูกระเบิดหรืออาวุธอื่นๆ
เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย
และบางคนเชื่อว่าผู้ที่ขับรถพังประตู
เพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัย
ในเช้าของวันที่ 6 ตุลาคมเป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ
ยิ่งกว่านั้นมีบางคนที่ตั้งข้อสงสัยว่า
บุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ
หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม
คงได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยทหาร
เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณ
ได้ถึงขนาดนี้

บทบาทของกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพลที่เข้าไปมีบทบาทในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาปะทุเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จะขอกลับมาเมืองไทยเพื่อดูแลบิดาที่ป่วยโดยมีพลเอกประภาส จารุเสถียรเดินทางกลับเข้ามาก่อน
จึงเกิดการเดินขบวนต่อต้านแล้วขยายตัวไปเป็นการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แม้จะได้รับคำสั่งห้ามชุมนุม
จากทางมหาวิทยาลัยแล้วก็ตามซึ่งในระหว่างนั้นก็มีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียกตัวเองว่าขวนการกระทิงแดง
ล้อมอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมอาวุธระเบิดมือและปืนแล้วได้ขว้างระเบิดที่ท้องสนามหลวงและกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต​ 2​ คนและ​ บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า​ 38 คน
เหตุการณ์สงบลงเมื่อพลเอกประภาส
เดินทางออกไปนอกประเทศอีกครั้ง
การชุมนุมจึงสลายตัว ในวันที่ 22 สิงหาคม

แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519
จอมพลถนอม กิตติขจร ก็กลับเข้าประเทศจนได้ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์จากนั้นก็ตรงไปยังวัดบวรนิเวศเพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์และเมื่อบวชเรียบร้อยก็ขนานนามว่าสุกิตติขจโรภิกษุ ในกรณีนี้ วิทยุยานเกราะได้นำคำปราศรัยของจอมพลถนอมมาออกอากาศมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่าจอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศครั้งนี้เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบิดาจึงได้บวชเป็นพระภิกษุตามความประสงค์ของบิดา และไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดเลย จากนั้นวิทยุยานเกราะได้ตักเตือนมิให้นักศึกษาก่อความวุ่นวายมิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องมีการประหารสักสามหมื่นคน เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นจากภัย

ในวันที่ 5 ตุลาคม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์มีการประกาศงดสอบทุกสถาบันซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการที่พระถนอมเข้ามาเมืองไทยทว่าในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอ
ของนักศึกษาที่ลานโพธิ์โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ เลขาธิการชมรมแม่บ้านเข้าแจ้งความต่อนายร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามให้จับกุมผู้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์สยามมกุฎราชกุมาร และในเวลา 17.30 น.นายสมศักดิ์ มาลาดี จากกลุ่มกระทิงแดงพร้อมด้วยนักเรียนอาชีวศึกษากลุ่มประชาชนรักชาติประมาณ 50 คนพูดโจมตี ศนท.ผ่านเครื่องขยายเสียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวออกไป จากนั้นกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพลและกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆก็เข้าปิดล้อม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีตผู้นำนักศึกษาผู้หนึ่ง เล่าว่า“… กระทิงแดงนี่เขามีปืน มีระเบิดมือแต่เขาไม่ใช้บ่อย เขาใช้ระเบิดพลาสติกหรือระเบิดขวดเราชุมนุมที่ธรรมศาสตร์นี่เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุด
เพราะมันกันพวกระเบิดขวดทั้งหลาย
ตึกบังหมดทุกทาง ขว้างให้ตายก็ไม่ถึง
แต่เป็นชัยภูมิที่แย่ที่สุดสำหรับการปราบ
ด้วยอาวุธสงครามเพราะคุณขังตัวเอง
แต่ในเมื่อคุณไม่มี SENSEว่าจะเกิดการปราบด้วยอาวุธสงครามคุณถึงเลือกใช้ธรรมศาสตร์เพราะคุณมี SENSE ว่าระเบิดขวด ระเบิดพลาสติก หรือปืนพกมันเข้าไม่ถึง …”

ในเวลา 20.35 น. ชมรมวิทยุเสรี
ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า“ขณะนี้มีกลุ่มคนก่อความไม่สงบได้ดำเนินการไปในทางที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้

-มีการนำธงชาติคลุมตัวละครแสดงเป็นคนตายที่ข้างถนนหน้ารัฐสภา
-มีการใช้สื่อมวลชนที่มีแนวโน้มเอียง
เช่นเดียวกับผู้ก่อความไม่สงบ ลงบทความ
หรือเขียนข่าวไปในทำนองที่จะทำให้เกิดช่องว่างในบวรพุทธศาสนา
-มีนักศึกษาผู้หนึ่งทำเป็นผู้ถูกแขวนคอ
โดยผู้ก่อความไม่สงบที่มีใบหน้าคล้ายกับ
พระราชวงศ์ชั้นสูงองค์หนึ่งพยายามแต่งใบหน้าเพิ่มเติมให้เหมือน”

ทั้งนี้พยายามจะแสดงให้เห็นว่ากรณีพระถนอมและผู้ที่ถูกแขวนคอเป็นเพียงข้ออ้างในการชุมนุมก่อความไม่สงบเท่านั้น
แต่ความจริงต้องการทำลายชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชมรมวิทยุเสรีคัดค้านการกระทำดังกล่าวในทุกๆ กรณี
ขอให้รัฐบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้
โดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการนองเลือดอันอาจจะเกิดขึ้นหากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้วอาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

นอกจากนี้สถานีวิทยุยานเกราะ
และชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืน
เรียกร้องให้ประชาชนและลูกเสือชาวบ้าน
ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษกระทั่งเวลา 01.40 น. กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงกลุ่มคนที่อออยู่หน้าประตูพยายามจะบุกปีนรั้วเข้าไป
มีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นและมีการยิงตอบโต้ประปรายแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ
หลังจากนั้นมีการเผารถจักรยาน
หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงป้อมยามถูกเผา ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์มิได้ห้ามปรามแต่อย่างได

หน่วยรักษาความปลอดภัยของ ศนท.
จับกระทิงแดงได้คนหนึ่งขณะบุกเผาโปสเตอร์เมื่อนำตัวไปสอบสวนจึงได้รู้ว่า กระทิงแดงทุกจุดรอบธรรมศาสตร์
ได้เตรียมปฏิบัติการเต็มที่โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งและในเวลานั้นมีกระทิงแดงกว่า 100 คนแทรกตัวปะปนอยู่ในหมู่นักศึกษาประชาชนแล้วเพื่อเตรียมประสานทั้งข้างนอกและข้างใน
ในมหาวิทยาลัย เวลา 02.00 น.
กลุ่มนวพลในนาม “ศูนย์ประสานงานเยาวชน”มีแถลงการณ์ความว่า “ขอให้รัฐบาลจับกุมกรรมการ ศนท. ภายใน 72 ชั่วโมง หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ นวพลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

ในตอนเช้า เมื่อ ประตูพังตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาลต่างทะลักเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตำรวจหลายสิบคนขึ้นรถผ่านประตูเข้าไปเมื่อเข้าไปข้างในแล้วต่างกรูลงจากรถใช้อาวุธหนักอย่างปืนกลระดมยิงเข้าสู่ประชาชนและนักศึกษา ราว 08.10 น.พลตำรวจตรี เสน่ห์ สิทธิพันธ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)อาวุธครบมือบุกเข้าไปใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอกจึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์
ช่วง 08.30-10.00 น. นักศึกษาและประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยตลอดคืนต่างแตกตื่นวิ่งหนีที่หนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบบางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจได้ถูกลากออกไปแขวนคอและแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆนานานักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิตแล้วถูกเปลือยผ้าประจาน
โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุแสดงท่าอนาจารประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คน
ออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน
ตรงข้ามอนุเสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม
ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวงโดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผาศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ

10.30 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9โดยสรรพสิริ วิรยศิริ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และท้องสนามหลวงออกอากาศไปทั่วประเทศ สมาชิกกลุ่มกระทิงแดง นวพล และตำรวจที่เข้าปราบปรามทั้งหมดได้รับการพ้นโทษจากกฎหมายนิรโทษกรรม

ตำรวจ กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน
และกลุ่มนวพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ได้รับกระเช้าเยี่ยมพระราชทานจากภูมิพลสิริกิตติ์​ และ​ ชื้อพระวงศ์​

สภาพสังคมในช่วงดังกล่าวได้ผลักดันให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลต้องหนีเข้าป่าเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยการกวาดล้างครั้งใหญ่ไม่เพียงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ทว่าได้ลุกลามขยายตัวออกไปทั่วประเทศ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมถูกเก็บจากแผง ผู้ที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลก็ถูกข้อหาเป็นภัยสังคม

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น