มุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519
รายงานและวิเคราะห์ โดย”กรกิจ ดิษฐาน”
เอกสารเหล่านี้เคยเป็นความลับ
ก่อนหน้านี้สามารถอ่านได้จากคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตันดีซีเท่านั้นแต่เพราะองค์กร MuckRockผลักดันให้เปิดเผยเอกสารลับ
ตามกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังนั้น CIA จึงเผยแพร่ความลับเหล่านี้ในที่สุดเมื่อปี 2014
อย่างไรก็ตาม.เอกสารที่ได้รับการเปิดเผย
ยังมีหลายส่วนถูกทาดำทับไว้เพื่อปกปิดข้อมูล
ต่อไปนี้คือมุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519
จดหมายข่าวกรองแห่งชาติ
(National Intelligence Bulletin)
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า..
“ความรุนแรงปะทุขึ้นช่วงสั้นๆ
ในช่วงเช้านี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งผู้ประท้วงรวมตัวกันต่อต้านการปรากฎตัวในประเทศไทยของถนอม กิตติขจร
อดีตนายกรัฐมนตรีการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการกระตุ้นเร้าโดย
นักศึกษาอาชีวะติดอาวุธซึ่งมักถูกใช้งานโดยฝ่ายขวาอยู่บ่อยๆเพื่อข่มขู่นักศึกษาหัวรุนแรง”
เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519
กล่าวต่อไปว่า”แม้ว่ากองทัพจะระวังตัวอย่างเต็มที่มีการใช้กระบวนการมาตรฐานในช่วงที่เกิดความไม่สงบ
กองกำลังตำรวจที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเห็นได้ชัดว่าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีเสนีย์ให้ตัดสินใจเกี่ยวกับถนอม
แต่ข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นสถาบันฯ
ซึ่งเป็นเหตุให้มีการจับกุมตัว
ผู้นำนักศึกษาหลายคนอาจทำให้ฝ่ายอุนรักษ์นิยมต่อต้านการกดดันให้ถนอมเดินทางออกจากประเทศ”
เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของ CIA
ยังไม่ระบุถึงการยึดอำนาจในวันนั้น
โดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่และยังคาดว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปทว่า ในช่วงเย็นวันนั้น (เวลา 18.00 น.)ก็เกิดการทำรัฐประหารขึ้นและ CIA เพิ่งจะกล่าวถึงในวันรุ่งขึ้น
แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของสถานการณ์
ในวันที่ 7 ตุลาคม 2519 จดหมายข่าวข่าวกรองแห่งชาติระบุว่า”ยังไม่ชัดเจนว่าการยึดอำนาจกองทัพไทยวานนี้ เป็นการยึดอำนาจอย่างตรงไปตรงมาหรือเป็นนายกรัฐมนตรี (เสนีย์)ผู้วิตกและกังวลที่เชื้อเชิญ (ทหารเข้ามา)” ต่อมาข้อความทั้งย่อหน้ายาวๆถูกลบไป และเมื่อข้อมูลปรากฎอีกครั้งก็เอ่ยถึงการจัดองค์กรของคณะรัฐประหารและ CIA ประเมินว่า
กองทัพเชื่อจะได้รับการสนับสนุน
สถานการณ์ในกรุงเทพฯวันนั้นสงบเงียบ CIA ประเมินว่าพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เอนเอียงมาทางสหรัฐและเชื่อว่าคณะรัฐประหารจะไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลเสนีย์ที่หันไปสานสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม
ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐเคยใช้ไทย
เป็นฐานทัพในสงครามเวียดนาม
แต่เมื่อประสบความล้มเหลวในสงครามยืดเยื้อสหรัฐจึงถอนกำลังทหารออกไปจากเวียดนามและถอนทัพจากไทยในปี 2518 – 2519ทำให้รัฐบาลเสนีย์ตัดสินใจ
ที่จะใช้วิถีทางการทูตโดยติดต่อกับเวียดนามและได้ข้อตกลงว่าเวียดนาม
จะตั้งสถานทูตในไทยแต่มาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมและ “ขวาพิฆาตซ้าย” เสียก่อน(นอกจากนี้ CIA ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเวียดนาม
และการถอนทัพสหรัฐออกไปจากไทย
คือนายอานันท์ ปันยารชุน ปลัด
กระทรวงการต่างประเทศ
ได้ถูกสั่งย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูต
ผู้แทนพิเศษ)
เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
(The President’s Daily Brief)
วันที่ 8 ตุลาคม 2519 ระบุว่า
พลเรือเอกสงัดและคณะรัฐประหาร
(คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)
พยายามเน้นย้ำว่า..ทหารเข้ามาปูทางให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อไปในภายภาคหน้าแต่มีปัญหาเรื่องการหาพลเรือนมาร่วมรัฐบาลขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่า..
” กองทัพไทยสมคบกับสหรัฐในการนำตัวเผด็จการกลับประเทศโดยวางแผนที่จะโค่นล้มรัฐบาลตามระบอบรัฐสภา
รัฐบาลเวียดนามเตือนว่าหากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายสหรัฐฯก็จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย”
เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
วันที่ 11 ตุลาคม 2519 ระบุว่า พลเรือเอกสงัด ชลออยู่หวังจะให้มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วเพื่อที่จะเบี่ยงความทะเยอทะยานของคนในกองทัพบางฝ่าย
ที่อยากจะมีบทบาททางการเมือง
และในคณะรัฐประหารก็มีเสียงเรียกร้องให้รั้งอำนาจทหารไว้นานกว่านี้พลเรือเอกสงัดยังกังวลกับหัวหน้าพรรคชาติไทย
ในเวลานั้นและพันธมิตรของเขาในกองทัพว่าอาจวางแผนทำรัฐประหารซ้อน
ทำให้ต้องวางกำลังตรวจตราในกรุงเทพฯ
อย่างเข้มงวดเมื่อวันที่ 10 และในวันที่ 10
ยังเรียกเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาพบคณะรัฐประหาร เพื่อสอบถามเรื่องรัฐประหารซ้อน
สถานการณ์โดยรวมในกรุงเทพฯ สงบนิ่ง
นักศึกษาที่ถูกจับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เริ่มได้รับการประกันตัวออกมา
ฝ่ายซ้ายแตกแยกจนต่อไม่ติด
และต้องลงไปปฏิบัติการใต้ดิน
CIA ประเมินว่าภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐบาลใหม่ คือความทะเยอทะยานของคนในกองทัพที่ไม่อยากจะสละอำนาจที่ได้มา.. เร็วเกินไป
ปรากฎในเอกสารวันที่ 12 ตุลาคม 2519
ว่า คือ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ รองผู้บัญชาการทหารบกที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ฐานไม่มารายงานตัวและถูกสงสัยว่าจะทำรัฐประหาร
(และในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520
พล.อ.ฉลาด ก็ก่อกบฎขึ้นจริงๆ)
ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2519
เอกสารของ CIA ยิ่งประเมินว่า
ภัยคุกคามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ใช่ฝ่ายซ้ายหรือนักศึกษา
แต่เป็นการชิงอำนาจกันเอง..
“คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
เริ่มแสดงอาการของความไม่มีเอกภาพ
สาเหตุหลักเนื่องจากการแทรกแซง
ของพล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ที่ไม่อยากจะเสียอำนาจไป”
“การตัดสินใจของสงัดที่จะตั้งรัฐบาลพลเรือนอย่างรวดเร็วสาเหตุหลักก็เพื่อก่อกวนยศ”
นอกจากนี้ CIA ประเมินว่าการตั้งนายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพื่อที่จะต่อให้ติดกับรัฐบาลสหรัฐ
ขณะที่พลเรือเอกสงัดกำลังจัดการกับกลุ่มอำนาจในกองทัพที่เริ่มแตกแถว
การจัดการกับฝ่ายซ้ายก็เริ่มหนักมือขึ้น
ย้อนกลับไปที่เอกสารวันที่ 11 ตุลาคม 2519ยังระบุถึงการแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี โดย CIA ประเมินว่า..นายธานินทร์
“เป็นที่รู้กันว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม
แต่ไม่มีแนวคิดฝ่ายขวาสุดขั้ว”
ในเอกสารวันที่ 22 ตุลาคม 2519
ระบุว่า “ในแถลงการณ์ครั้งแรกต่อประเทศนายกรัฐมนตรีธานินทร์สนใจ
กับความหมกมุ่น 2 อย่างเป็นหลัก
คือ (การปราบ) คอมมิวนิสต์และการคอร์รัปชั่นและคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็เริ่มจับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย
ศักยภาพของฝ่ายซ้ายที่จะก่อปัญหา
ถูกจำกัดลงอย่างมากแต่หากการปราบปรามกระทำหนักมือไปก็อาจทำให้ประชาชนมีท่าทีต่อต้านรัฐบาลได้”
CIA บันทึกไว้ว่า การปราบปรามฝ่ายซ้าย
ประกอบไปด้วยการจับกุมผู้ที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายและแนวคิดคอมมิวนิสต์
การกวาดล้างร้านหนังสือและหน่วยงานด้านการศึกษาที่ตีพิมพ์หนังสือที่บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติการปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับ
รวมถึงฉบับที่สำคัญ CIAระบุว่าการทารุณกรรมมีเพียงไม่กี่กรณีแต่อาจเปิดโอกาสให้กระทำการโดยพลการได้
“ในเวลานี้ การกวาดล้างได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนพอสมควร
ตอนแรกที่หวั่นเกรงกันว่าจะมีนักศึกษา
และนักกิจกรรมในเขตเมืองจำนวนมาก
ไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในชนชท
ดูเหมือนจะเป็นความกลัวเกินกว่าเหตุ
แม้ว่าจะมีนักศึกษาไม่กี่คนที่มีรายงานว่าไปที่ลาวเพื่อรับการฝึกแต่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง หันมาสนใจกับการสลัดตัวเองจากเรื่องการเมืองและเรียนต่อไปแทนที่จะหนีเข้าป่าไปหาความลำบาก”
อย่างไรก็ตาม..การประเมินของ CIA ผิดพลาดโดยสิ้นเชิงทั้งในเรื่องนายธานินทร์ กรัยวิเชียรและนักศึกษาหนีเข้าป่า
เพราะปรากฎว่ามีนักศึกษาแอบหนีเข้าป่ามากขึ้นในเวลาต่อมาจนกลายเป็นกำลังใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกอบกับรัฐบาลนายธานินทร์ใช้ไม้แข็งในการปราบฝ่ายซ้ายหนักมือขึ้นเรื่อยๆยิ่งทำให้ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์รุนแรงยิ่งขึ้น
ในที่สุด พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
ก็ก่อรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เพื่อล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรที่จัดการกับฝ่ายซ้ายหนักมือเกินไปและล่าช้าในการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พร้อมด้วย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ผู้บัญชาการทหารบก ได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการจัดการปัยหาคอมมิวนิสต์นั่นคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523
มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
และรับผู้ที่หนีเข้าป่ากลับมาร่วมพัฒนาประเทศ ทำให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่า
กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนในที่สุด
และถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย..
อ้างอิง
เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010010-4 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)
ภาพ.. เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
คนสุดท้าย.. สหายธง แจ่มศรี
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

