หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

วันเกิด จิตร ภูมิศักดิ์ 25 กันยายน 2473

จิตร ภูมิศักดิ์ คือ นักคิดนักเขียน ที่ผลงานวิชาการออกมามากมาย และยังใช้อ้างอิงจนถึงทุกวันนี้ แต่เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ด้วยหลักการ ไม่อาจทำให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ได้ สุดท้ายจึงเลือกจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ และถูกยิงเสียชีวิตในป่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

จิตรเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2473 ที่ จ.ปราจีนบุรี ต่อมาได้เข้ามาศึกษาที่กรุงเทพฯ ในโรงเรียนเบญจมบพิตร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามลำดับ

โดยขณะเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำหน้าที่สาราณียากร ให้กับหนังสือประจำปี ของมหาวิทยาลัย จิตรได้ลงบทความที่มีเนื้อหาวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา จนถูกตำรวจสันติบาลอายัดหนังสือ

ต่อมามีการสอบสวนที่หอประชุมใหญ่ จิตรก็ถูกนักศึกษากลุ่มหนึ่งจับโยนลงมาจากเวที (โยนบก) ทำให้เขาบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน และจิตรถูกลงโทษ พักการเรียน 1 ปี ก่อนกลับเรียนต่อ จนจบการศึกษา

ในปี 2501 เขาโดนจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์ ถูกคุมขังอยู่ 6 ปี ได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี 2507

แต่ถึงแม้จะได้รับอิสรภาพแล้ว ก็ยังถูกคุกคาม จิตรจึงตัดสินใจเข้าป่าหยิบอาวุธขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ และถูกยิงเสียชีวิตกลางป่าละเมาะ บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

จิตรมีผลงานเขียนออกมามากมาย อาทิ ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน , โฉมหน้าศักดินาไทย และ ภาษาและนิรุกติศาสตร์ ฯลฯ

ส่วนผลงานแปล ก็ได้แก่ แม่ (นวนิยายของแมกซิม กอร์กี้ นักเขียนชาวรัสเซีย) , คนขี่เสือ (นวนิยายของภวานี ภัฏฏาจารย์ นักเขียนชาวอินเดีย) และ โคทาน (นวนิยายของเปรมจันท์ นักเขียนชาวอินเดีย) เป็นต้น

รวมถึงได้แต่งเพลง อาทิ แสงดาวแห่งศรัทธา ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง

เครดิต..มิตรสหาย
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
25.ก.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จุดเริ่มต้นชีวิตของ “สีจิ้นผิง” มังกรแห่งแผ่นดินใหญ่

เกิดที่ใดไม่สำคัญ….

1969 เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกส่งจากโรงเรียนมัธยมไปให้เรียนรู้ใหม่ในหมู่บ้านชนบท ชื่อ
เหลียงเจี้ยหัว มณฑลส่านซี ประเทศจีน

เด็กหนุ่มวัย 15 ปี
คนนี้ประสบเคราะห์กรรมมาก เพราะก่อนหน้านั้น 4-5 ปี พ่อถูกส่งไปเป็นแรงงานในชนบท พอปี 1969 พ่อถูกสั่งให้จำคุก พี่สาวเด็กหนุ่มคนนี้ฆ่าตัวตายเพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว พ่อเป็นรองนายกรัฐมนตรี
ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระด้างกระเดื่องต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงนั้น ส่วนแม่ถูกบังคับให้หย่าและประณามพ่อ ตัวเขาเองก็ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท

การถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท ทำให้เขาสร้างตัวเองขึ้นมาจากความทุกข์ยาก จากความลำบาก ความอดทน ความพากเพียร เขาได้สร้างชีวิตตัวเองขึ้นมาในอีกแบบหนึ่งนอกจากเรียนหนังสือ
แต่ความยากลำบากนี้ก็ทำให้เด็กหลายคนทนไม่ได้ ต้องเจ็บป่วยหรือตายไปเป็นอันมาก

เหลียงเจี้ยหัว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห้งแล้งพอสมควร เคยเป็นที่มั่นของการปฏิวัติ มีคนอยู่สัก 300 กว่าคน เขาบันทึกไว้ว่าถูกส่งไปนอนรวมกับเพื่อนๆ บนเตียงยาว

ระหว่างใช้แรงงานอยู่ที่หมู่บ้าน เขาชอบอ่านหนังสือ เขากล่าวว่าในช่วงนั้นรู้สึกเหงามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านมากๆ เข้า เขาก็เริ่มมีความสุข

เขาใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้นานถึง 7 ปี

วันที่เขาจากหมู่บ้านนี้มาชาวบ้านมาส่งกันทั้งหมู่บ้าน เพราะเขาเป็นคนที่เดินเท้าเปล่าเหยียบพื้นน้ำแข็งเพื่อช่วยชาวบ้านซ่อมเขื่อนที่พังเนื่องจากน้ำทะลายลงมา รวมถึงการซ่อมเครื่องมือ ปั๊มน้ำ และช่วยแม้กระทั่งตามหาหมูที่หายไป แล้วเอามาคืนเจ้าของ ทำให้ชาวบ้านประทับใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้มาก

ในวันที่เขาต้องจากหมู่บ้านนี้ไป เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีชาวบ้านมารวมตัวกันหน้าถ้ำที่เขาอยู่
เพื่อมาส่งเขา และนั่นเป็นการร้องไห้ครั้งที่สองของเขา ส่วนครั้งแรก ก็คือ ตอนที่เขามาถึงหมู่บ้านนี้

50 ปีต่อมา เขาได้ทำให้คนจีน 850 ล้านคนพ้นจากความยากจน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาบอกว่า

“เขาอาจเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากที่สุดที่จีนเคยมีมาในช่วงร้อยปี”

เด็กหนุ่มคนนี้ ก็คือ
สีจิ้นผิงประธานาธิบดีคนปัจจุบันของจีน

“โสภณ สุภาพงษ์”

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”หรือชื่อก่อนหน้านี้ที่หลายคนอาจคุ้นหูมากกว่าอย่าง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”คืออะไร? มีความเป็นมาอย่างไร?

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษกล่าว จึงกลับมาอยู่ในครอบครองทั้งนี้

สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ
จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561
มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์
มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์
และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย
โดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561

แม้ตามกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะได้รับการจดทะเบียนในฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว
หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา
จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใด
อันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเคียงคู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรไทยเป็นของพระมหากษัตริย์

การจัดการทรัพย์สิน “พระมหากษัตริย์”
มีตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau) ระบุว่า การบริการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการปกครองในระบอบที่มีพระกษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีวิวัฒนาการเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรไทยเป็นของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงอยู่ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว

อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ไทยทรงพยายามแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินแผ่นดิน โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้าขายกับต่างประเทเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก จึงได้ทรงเก็บสะสมกำไรที่ได้จากการค้าสำเภา ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ในถุงผ้าสีแดง และเรียกกันว่า “เงินถุงแดง” ไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม
เรียกว่า “เงินข้างที่”

ต่อมาเงินมีจำนวนมากขึ้น ก็เก็บไว้ในห้องข้างๆ ที่บรรทม จึงเรียกว่า “คลังข้างที่” โดยได้พระราชทานให้ไว้เป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองเกิดภาวะคับขัน

และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เกิดเหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2426) ที่สยามเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส จึงได้นำเงินถุงแดงมาสมทบ เพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ฝรั่งเศส จนสามารถรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไว้ได้

สมัย ร.5 แยก “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ออกจาก “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” เด็ดขาด

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคแห่งการปฏิรูป
และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน
โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้มีการปฏิรูประบบการคลังใหม่
และมีการจัดทำ “งบประมาณแผ่นดิน” เป็นครั้งแรก เพื่อให้รายรับและรายจ่ายของแผ่นดินเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ได้มีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด

โดยทรงมอบหมายให้ “กรมพระคลังข้างที่”
เป็นผู้จัดการดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
เมื่อรายได้ของแผ่นดินมากขึ้น เนื่องมาจากการปฏิรูปทางการเงินในปี พ.ศ.2433
ซึ่งมีการจัดตั้ง “กระทรวงการคลัง”
ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
ส่งผลให้จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรร
ของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

จุดเริ่มต้นการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์”
ในช่วงแรก รายได้ของกรมพระคลังข้างที่
นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์
และพระบรมวงศานุวงศ์
ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพระราชวัง
และค่าใช้จ่ายในการเสด็จไปทรงศึกษาต่อ
ยังต่างประเทศของพระราชโอรสเป็นหลัก
เมื่อรายได้มากขึ้นจึงมีเงินเหลือจ่าย
จากค่าใช้จ่ายดังกล่าว
จึงเกิดการริเริ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
ของประชาชนและให้โอกาสในการทำการค้าขาย

นอกจากนี้เมืองสำคัญในต่างจังหวัด
ยังได้มีการสร้างตลาดขึ้น
เพื่อนำค่าบำรุงตลาดไปใช้ในการพัฒนาระบบสุขาภิบาลและสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตศูนย์กลางเมืองใหม่เหล่านี้ ควบคู่พร้อมไปกับการตัดถนนของกระทรวงโยธาธิการ
ดังที่กล่าวข้างต้นนี้ ถือได้ว่าเป็นรากฐากของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ปัจจุบันในฐานะ “นิติบุคคล”
ตามประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงจากเว็บไซต์
สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ได้ระบุถึงประวัติของ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ว่า มีจุดเริ่มต้นมาจาก “กรมพระคลังข้างที่”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”
ตามความใน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สิน
ฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479

ต่อมามีการปรับปรุงและยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ อีก 3 ครั้ง
เพื่อให้เกิดความเหมาะสม จนกระทั่งล่าสุด
ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ตามความใน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561
ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล
เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์
มีหน้าที่จัดการ ดูแล รักษา จัดหาผลประโยชน์
และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 4 ประเภท
ขณะที่ข้อมูลในหนังสือทรรศนียาคาร อาคารอนุรักษ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • พระราชวังและวัง (Palaces) ประกอบด้วย

1.พระราชวังดุสิต

พระที่นั่งนงคราญสโมสร (สวนสุนันทา พระราชวังดุสิต)
พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
ตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ
2.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (วังถนนพระอาทิตย์)

3.วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดวิศิษฎ์

4.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์

5.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

6.วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (วังลดาวัลย์)

7.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี

8.วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช (วังบางพลู)

9.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร (วังวาริชเวสม์)

10.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา

11.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยาลังการ

12.วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์

13.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์

  • บ้าน (Residences)

1.เรือนเจ้าจอมมารดาเลื่อน ในรัชกาลที่ 5

2.เรือนท้าววรคณานันท์ (เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ปั้ม มาลากุล)

3.เรือนท้าวทรงกันดาล (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล)

4.บ้านหลวงจิตร์จำนงวานิช (ถมยา รงควณิช)

5.บ้านพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ถวิล อมาตยกุล)

6.บ้านพระยาศรีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตพันธุ์)

7.เรือนพระอัศวิน

8.บ้านหลวงสุนทรนุรักษ์ (กระจ่าง วรรณโกวิท)

9.บ้านเลขที่ 1 ตรอกกัปตันนุช

10.บ้านเลขที่ 1 ซอยสามเสน 22

11.ทำเนียบท่าช้าง

12.บ้านพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)

  • ตึกแถว (Shophouses)

1.ตึกแถวถนนแพร่งนรา

2.ตึกแถวถนนแพร่งภูธร

3.ตึกแถวถนนสระสรง ถนนลงท่า

4.ตึกแถวสี่กั๊กพระยาศรี

5.ตึกแถวถนนหน้าพระลาน

6.ตึกแถวท่าช้างวังหลวง

7.นึกแถวตลาดท่าเตียน

8.ตึกแถว 9 ห้อง ถนนพระอาทิตย์

9.ตึกแถวโค้งถนนพระอาทิตย์

10.ตึกแถวหมู่บ้านช่างคาด แขวงคลองมหานาค

11.ตึกแถวหมู่บ้านช่างคาด แขวงบ้านบาตร

12.ตึกแถวตลาดนางเลิ้ง

13.ตึกแถวบริเวณโค้งเทวสถาน

  • อาคารสาธารณะ (Public Buildings)

1.ห้างยอนแซมสัน

2.ห้างทองตั้งโต๊ะกัง

3.ห้างเอสเอบี

4.ห้างเอสอีซี

5.โรงแรมโอเรียนเต็ล

6.ศาลาเฉลิมกรุง

7.อาคารถนนราชดำเนินกลาง

โรงแรมรัตนโกสินทร์
โรงแรมสุริยานนท์
กลุ่มอาคารถนนราชดำเนินกลาง
กลุ่มอาคารบริเวณสี่แยกคอกวัว

8.ที่ว่าการมณฑลปราจีน

9.ศาลประจำมณฑลปราจีน

10.ที่ทำการไปรษณีย์มณฑลปราจีน

11.ประภาคารบางปะอิน

12.ที่ทำการประปาแม้นศรี

สำหรับ “อสังหาริมทรัพย์” ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย ส่วนกลาง และภูมิภาค ดังนี้

อสังหาริมทรัพย์ ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ส่วนกลาง
สำหรับ “อสังหาริมทรัพย์” ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ส่วนกลาง แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1.โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

โครงการซอยเลื่อนฤทธิ์ ตั้งอยู่บนถนนเยาวราช แยกวัดตึก พื้นที่ประมาณ 7 ไร่
อาคารหน้าพระลาน
อาคารถนนบ้านหม้อ 18 คูหา
อาคารริมถนนพระอาทิตย์ 34 คูหา
อาคารท่าช้างวังหลวง 34 คูหา
อาคารตลาดท่าเตียน 55 คูหา
เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช
ชุมชนวัดทองนพคุณ
(บริเวณซอยสมเด็จเจ้าพระยา 17)
อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์
2.โครงการพัฒนาพื้นที่ด้านสังคม

คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา

3.การเปิดประมูลการเช่าอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ส่วนภูมิภาค ได้แก่

  1. นครปฐม
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครปฐม (ตลาดบน-ตลาดล่าง)
    ตลาดสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครปฐม (ตลาดท่านา)
  2. ฉะเชิงเทรา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดชลบุรี (ตลาดบน)
    การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์เชิงสังคม สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจัดตั้งคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา และร้านโกลเด้น เพลซ (Golden Place) สาขาฉะเชิงเทรา
  3. พระนครศรีอยุธยา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตลาดหัวรอ)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตลาดบางปะอิน หรือตลาดใน)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
  4. นครสวรรค์
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครสวรรค์
  5. ลำปาง
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดลำปาง (ตลาดราชวงศ์)
    ศูนย์สุขภาพเวลเนส เซ็นเตอร์ ลำปาง สนับสนุนโครงการโดยสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
  6. เพชรบุรี
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเพชรบุรี (ตลาดสดริมน้ำ และตลาดอุปโภค)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเพชรบุรี (ตลาดอนามัย)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดราชบุรี
  7. สงขลา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดสงขลา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

8​. จังหวัดนครศรีธรรมราช (ตลาดท่าม้า)

ปล.. เท่าที่รวบรวมมาบางส่วนจากอดีตยังไม่ได้รวบรวมกับทรัพย์สิน​สุทธิ​ในปัจจุบัน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
22 ก.ย.64

หมวดหมู่
ภาษีประชาชน

เจ้าหญิงไทย ผลาญภาษีประชาชน รอบนี้60ล้านบาท ที่เดนมาร์ก

เจ้าหญิงไทย เสด็จชอปปิ้ง ไปหาซื้อม้าแข่ง ณ ประเทศเดนมาร์ก ค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ ค่าเช่ารถ ทุกอย่างคือเงินภาษีประชาชนทั้งหมด (เบิกที่สถานทูตไทยในเดนมาร์ก) รอบนี้จ่ายไปทั้งหมด 50-60ล้านบาท

รายละเอียดทริปถลุงภาษี
• นอนโรงแรม 5ดาว ชื่อ D’Angleterre ณ ใจกลาง กรุงโคเปนเฮเกน 2 คืน ราคา 1 ล้านกว่าบาท

• มีค่าเช่ารถลีมูซีน 4 คัน สำหรับการเดินทางชอปปิ้งเที่ยวในตัวเมืองพร้อมเหล่าคณะ

• มีค่าซื้อม้าจากคอก ซึ่งเป็นม้าชั้นสูงที่เขาฝึกไว้ให้ราชวงศ์เดนมาร์ก ราคาตัวละ 1 ล้านยูโร (ประมาณ 40ล้านบาท)

• มีค่าใช้จ่ายจากการขนย้ายม้า เพราะเขาไม่ขนให้ สั่งจองรถนำขบวนจากตำรวจ

• ส่วนค่าอาหารกินอยู่ระหว่างออกทริป กินร้านหรูระดับมิชลินสตาร์ มื้อละ 35,000โคลน (ประมาณ175,000 บาท ต่อมื้อ)

• ค่าใช้จ่ายทริปนี้คร่าวๆประมาณ 50-60 ล้านบาท

ทุกอย่างคือภาษีประชาชนทั้งหมด ถ้าเป็นเรื่องกินเรื่องเที่ยวของเจ้าไทย สถานทูตในประเทศนั้นจะรับผิดชอบ เป็นปกติอยู่แล้ว

ส่วนกรณีซื้อม้าของสิริวัณณวรี ก็มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง “ม้าทรงประจำพระองค์” ประจำกองทัพบก เป็นหน่วยงานรับผิดชอบค่าใช้จ่ายซะส่วนใหญ่ ทั้งหมดทั้งมวลคืองบประมาณแผ่นดิน

เครดิต โพสต์จากอาจารย์ปวินที่นำข้อมูลรายละเอียดทริปของปรสิตมาเผยแพร่ https://www.facebook.com/100002753173461/posts/3866950790073322/?d=n

เพจเคยแฉ เรื่อง กิจการม้าของอีกบที่คนไทยต้องจ่าย

Cr. KonthaiUK
https://www.facebook.com/KTUKV2/photos/a.102238551704800/294997105762276/?type=3

หมวดหมู่
วันสำคัญ

#ม็อบ19กันยา

🔴⚡️ทะลุฟ้าเข้าร่วมม็อบ19กันยา
CAR MOB ขับรถยนต์ชนรถถัง
•จุดเริ่มต้น แยกอโศก
มุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
เวลา 14:00 น.เป็นต้นไป

15ปีนะไอ้สัส #ไล่ประยุทธ์ #ม็อบ19กันยา

ทะลุฟ้า

thalufah

https://www.facebook.com/100194462299495/posts/161442692841338/
………………………………………

‼️ทะลุแก๊สช่วยกระจายข่าว‼️

📢นัดรวมพล
ในวันที่ 19กันยายน 2564 นี้ จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชน กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ แนวร่วมประชาธิปไตย ทั้งหลายที่จะทำการรวม พล เพื่อมุ้งหน้าไปที่ ราบ1 เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ทรราชประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น หดหัวแอบตัวเองอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการประยุท เชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน ร่วมเดินขบวนไปด้วยกันกับเราจนถึงหน้าราบ1 พร้อมทั้งตะโกนคำว่า
“ทรราช ออกไป ประยุทธ์ ออกไป ปรสิต ออกไป”

จุดรวมตัวเริ่มขบวนอยู่ที่จุด แยกสามเหลี่ยมดินแดง
ในเวลา 17.30-20.30น วันที่19กันยายน2564
ร่วมกันขับไล่ทรราชและกำจัดปรสิตบ้านเมืองให้หมดไป

👉การเสียสละนั้น จะควรค่าก็ต่อเมื่อ เราเสียสละเพื่อเปลี่ยนเเปลงบางสิ่งบางอย่างให้ดี ขึ้น “

ม็อบ19กันยา

ทะลุแก๊ส

https://www.facebook.com/100750945674801/posts/114485607634668/
…………………………………………

วันอาทิตย์ที่19 กันยายน 2564 นี้ จุดเริ่มต้น หมู่บ้านท่าซักวิลล์ นัดรวมพล 13.00 น. เคลื่อนขบวน 14.00 น. “พอกันทีรัฐประหาร” ❗
.
เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชผู้รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม มาร่วมกันแสดงพลังขับไล่รัฐบาลปรสิตและนายกฯประยุทธ์กันอีกครั้งครับ
.
และร่วม #รำลึกต้นตอความวิบัติของสังคมไทย #รำลึกวีรบุรุษลุงนวมทอง #เล่าบทเรียนรัฐประหาร19กันยาให้น้องๆฟัง #ทำพิธีฌาปนกิจผู้ก่อการรัฐประหาร #เกิดชาติหน้าขออย่าได้เจอรัฐประหาร
.

MobCarParkNakhonsri #ม็อบคาร์ปาร์คนครศรีฯ #ม็อบ19กันยา #คนคอนจะไม่ทน

.
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว

https://www.facebook.com/groups/1805830096303209/permalink/3307929599426577/
……………………………………

พี่น้องชาวตรัง​ อย่าลืม​ พรุ่งนี้เรามีคาร์ม็อบ!
ออกมาช่วยกันขับไล่รัฐบาลหัวดอนี้
19​ กันยา​ ตั้งแต่ 14.30​น.​เป็นต้นไป
รวมตัวที่ลานหน้าศาลจังหวัดตรัง(ศาลากลางหลังเก่า)
.
กรุณาเว้นระยะห่าง​ และสวมแมสก์ตลอดกิจกรรม

ประยุทธ์ออกไป #ม็อบ19กันยา​ #15ปีแล้วไอสัส

https://www.facebook.com/121699732750713/posts/366979691556048/
………………………………….

วันที่19 กันยายน เวลา15.30น.
รับขบวนเสด็จณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
แยกท่าพระ
พร้อมใจกันเรียกร้องสิทธิของตัวเอง
เราจะไม่ทน เราจะไม่ด้าน เราจะไม่ล้มเหลวกับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป
เราจะร่วมขบวนคาร์ม็อบตั้งแต่ แยกท่าพระ
ไปถึงอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย
ฟังปราศรัยไปพร้อมกัน

ม็อบ19กันยา

ประยุทธ์ออกไป

https://www.facebook.com/109021301017968/posts/332619741991455/
……………………………………

19 กันยายน #ส่งประยุทธ์ #สู่ขิต

เตรียมรถของคุณให้พร้อม CarMob เพชรบูรณ์
รอบที่ 2

ครบรอบ 15 ปี “รัฐประหาร ปี49”
ผลพวงที่ส่งผลต่อรัฐประหาร ปี57

บทเรียนแห่งความฉิบหาย

พรุ่งนี้มาขับรถส่งประยุทธ์ สู่ขิต ไปด้วยกัน

15ปีแล้วนะไอ้สัส

ม็อบ19กันยา

https://www.facebook.com/402085490575552/posts/998655524251876/
………………………………….

พรุ่งนี้เรามีนัดกันเด้อพี่น้อง

14.00 น. ณ บริเวณหน้าบึงผลาญชัย

ราษฎรสาเกตุ #ม็อบ19กันยา #ประยุทธ์ออกไป

https://www.facebook.com/118500140409273/posts/164645102461443/
…………..,………,…………….

เช็กเส้นทาง “ณัฐวุฒิ ” จัดคาร์ม็อบ “ขับรถยนต์ชนรถถัง” 19 ก.ย.64

ณัฐวุฒิ #ม็อบ19กันยา #theroom44

🔴ติดตามข่าวสาร ที่น่าสนใจได้ที่นี่ทุกช่องทาง👇🏼👇🏼
………………………………
Facebook : https://m.facebook.com/theroom44/
เว็บไซต์ : https://theroom44channel.com
twitter : https://twitter.com/newroom44
Tiktok: https://vt.tiktok.com/ZSWjC6o8/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCcoyY6gFDXBQBRhKZeleA_g
Instagram : https://www.instagram.com/theroom44channel/

หมวดหมู่
วันสำคัญ

ย้อนรอย 15 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 บรรดาผู้นำเหล่าทัพไทยทำรัฐประหาร โดยได้พากันยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อร่วมการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจรัฐครั้งแรกในรอบ 15 ปี ของการเมืองไทย

พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศตัวเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยการยึดอำนาจของพลเอกสนธิ เป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากการต่อต้านด้วยอาวุธ หลังประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงขับไล่ ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

พลตรีประพาศ ศกุนตนาค โฆษกคณะรัฐประหารกล่าวถึงเหตุผลในการยึดอำนาจครั้งนี้ว่า

“ด้วยเป็นที่ปรากฏความแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

แม้หลายภาคส่วนสังคมจะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้

ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง

แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติรวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน”

ทั้งนี้ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้ใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยข้อหาที่แทบไม่ต่างไปจากเหตุผลที่ใช้ในการยึดอำนาจของทักษิณในอีกกว่า 15 ปี ถัดมา

https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2605

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

“รัฐประหาร 19 กันยา” ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่


.
.
🚩สังคมไทยรับไม่ได้ที่มีนายกฯรุ่นน้องสั่งงาน ผบ.ทหารรุ่นพี่
.
ก่อนอื่นต้องว่าตัวเองก่อนว่าผมเป็นคนซื่อบื้อ แม่ผมเตือนตลอดว่าผมอาจจะฉลาด ไหวพริบดี แต่ซื่อ ซึ่งสมัยนี้เรียกซื่อบื้อ ผมโตมาจากต่างจังหวัด แต่มาเรียนนายร้อย อยู่ในกรอบ เรียนจบได้ทุนไปอเมริกา ดังนั้น การเรียนรู้สังคมชนชั้นนำหรือคนรอบวังไม่มีเลย กว่าจะเข้าใจก็มาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแล้ว ผมถึงบอกตัวเองซื่อบื้อ
.
ผมเป็นนายกฯ ตอนนั้นอายุ 51 ปีกว่า ถือว่าอายุน้อย ส่วน ผบ.เหล่าทัพก็เกือบหกสิบแล้ว รุ่นแก่กว่าผมหมด ผมติดนิสัยว่าทำธุรกิจก็ทำแบบตะวันตก แต่ก็มีวินัยแบบทหารตำรวจ ตอนอายุน้อยก็อ่อนโยนยกมือไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราแม้เราจะเป็นนายกฯ ไหว้จริงแต่ก็สั่งงานและติดตามงาน นิสัยแบบนี้บางครั้งสังคมไทยก็รับไม่ได้ มองเราเป็นเด็กแม้จะเป็นนายกฯ
.
🚩นายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง
.
ในกฎหมายระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง ผมก็ถือสิทธิตรงนี้ทำให้ปะทะกันบ้างกับผู้อาวุโสที่ดูแลตรงนี้ เขาอาจจะไม่ชินกับผมที่เป็นนายกซึ่งมีอายุน้อยกว่าแต่ไปดุเขา
.
ผมถือว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็น Head of State นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ในหลวงทรงเป็นผู้บังคับบัญชา นี่หลักรัฐศาสตร์ทั่วไป ตัวผมเองรับพระราชทานน้ำสังข์เพราะพ่อของคุณหญิงเป็นราชองครักษ์ ได้รับพระราชทานก่อนเลือกตั้งเป็นนายกฯ ผมก็เลยมีความกตัญญู
.
วันแรกที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลว่าข้าพเจ้าอายุน้อย ถือเป็น รุ่นบุตรธิดาของท่าน ในหลวงทรงเป็น head of state มากว่า generation มีอะไรขอให้สั่งสอนผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน พระราชกรณียกิจทำมานานจนพระชนมายุ 71 พรรษาแล้ว สรุปคือ ผมจะ volunteer นะและทำงานถวายมาตลอด “…มันมีงานพิธีมาตลอด ด้วยความซื่อบื้อที่ผมบอกมันอาจจะมีคนไม่พอใจ…”
.
🚩จะทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลังกาย
.
มีหมอคนหนึ่งถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นทรงผ่าตัดไส้เลื่อนครั้งที่สอง หมอก็มาบอกกับผมว่า “ทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลัง” กลัวท่านทรงเดินไม่ได้ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ตอนนั้นจะครบหกสิบปีครองราชย์ ก็เลยบอกว่าจะจัดงานครบหกสิบปีครองราชย์ ท่านรับสั่งถามว่า “เขาจะมากันเหรอ” เพราะตอนห้าสิบปีมีควีนเอลิซาเบธมาคนเดียว ผมเลยทูลว่าข้าพเจ้าถามไปแล้ว 10 ประเทศมาแน่ ทั่วโลกมี 29 มีแค่สองสามประเทศที่ไม่ได้ คือ ซาอุฯ ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่เรื่องเพชรซาอุ กับ กษัตริย์ทองก้าก็ทรงอายุมากแล้ว ทั้งหมดเลยมา 26 ประเทศ ก็เรียกว่ามาครบ ท่านก็เลยรับสั่งว่า “อย่างนั้นฉันต้องออกกำลังแล้วเพราะวันนั้นฉันต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ” วันที่ 22 มิถุนายน ท่านก็แข็งแรงจริง ๆ ตรงเป้าหมายหมอ
.
🚩เขาคิดว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว
.
การดำเนินการงาน 60 ปีครองราชย์ ตอนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลเชิญแขกทั่วโลก ในกำหนดการระบุให้ผมยืนอยู่ข้างล่างรับแขก คนไม่รู้ เขานึกว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว เรื่องพิธีกรรมผมทำก็ตาม คือส่วนใหญ่ผมเดินทางบ่อยพบแขกเยอะ มีความคุ้นเคยกับกษัตริย์ต่างประเทศหลายประเทศ แต่คราวนี้มันมีคนกล่าวหาว่าผมไป steal the show ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงตรัสอะไรเลย ทรงรับแขกอยู่ด้านบน ทีนี่ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันบ้าง ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัวนะครับ แต่เป็นคนรอบ ๆ
.
พอวันก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ผมเดินทางไปอเมริกา พอดีมันมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ซึ่งผมไม่รู้จักเลย คนเขียนเคยเป็นนักข่าวอยู่เมืองไทยมา 20 ปี น่าจะก่อนสมัยผม แล้วมีการเอาหนังสือเล่มนี้มาพูดว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ตอนหลังมาสืบทราบว่าคนพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ Yale ซึ่ง George Bush คนพ่อเคยเรียน เราเลยไปขอร้องว่าอย่าเพิ่งออกนะ เพราะจะมีงาน 60 ปีเดือนมิถุนายน จนสุดท้ายหนังสือก็มาออกเดือนกรกฎาคม ผมก็ถูกโจมตีหาว่าสปอนเซอร์หนังสือเล่มนี้ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมถึงบอกว่าบ้านเราข่าวลือหรือข่าวปล่อยมันเยอะ ไม่มีข่าวรวมพลังสร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ผมทำงานหนัก และทรงโปรดหลายเรื่อง
.
🚩“ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นความนิยมก็ยังดี แต่ต้านไม่อยู่ จนสุดท้ายก่อนปฏิวัติก็มีการเดินสายทำงาน ผมวันนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นนายกฯ ที่มีเสียงในสภาเยอะ แต่แทบจะทำอะไรไม่ได้ พอผมได้ 377 เสียง ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศก็มีความพยายามจะฆ่าผมหลายรอบ เหมือนคาร์บอมบ์ที่สะพานซังฮี้ที่เล่าให้ฟังรอบที่แล้ว มีสไนเปอร์อีก วันที่ซังฮี้เราจับทหารสองคน กันคนหนึ่งเป็นพยาน เขาให้การเลยว่า “ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นมีคนหลายคนมาบอกกับผมบ้าง คุณหญิงบ้าง อยากให้ไปอยู่เมืองนอกหลายวันไปพัก ทำงานหนักไม่ได้พักเลย วันนั้นผมเดินทางวันที่ 9 กันยายน ที่ทาจิกิสถานเยี่ยมประธานาธิบดี ก่อนบินแบบไม่ค้างไปฟินแลนด์ ไปประชุม ASEM สองวัน และประชุม SUMMIT ที่คิวบา ก่อนประชุม General Assembly ของ UN ที่นิวยอร์ก
.
ก่อนวันที่ผมโดนปฏิวัติผมอยู่นิวยอร์ค เจอ Bush ผู้พ่อ และ ผมก็เชิญที่ปรึกษา Dr. Craig Venter คนทำ Genome มนุษย์คนแรกมากับคนเขียนหนังสือ As the Future Catches You ตอนเช้า (กลางคืนเมืองไทย) ผมกินอาหารเช้ากับลูกของทรัมป์สามคนที่ห้องสวีทที่โรงแรมเพราะเขาสนใจจะมาลงทุนประเทศไทย เพราะตอนนั้นประเทศไทยกำลังเนื้อหอม เพราะฉะนั้นผมเป็นคนที่พบปะผู้คนเยอะและติดต่อตลอดเวลาเพื่อจะหาความรู้ความแปลกใหม่ พอผมไปอยู่ลอนดอน ก็เป็นที่รู้กันว่าผมซื้อ Manchester City แต่อยู่ได้ปีเดียว เพราะโดนอายัติเงิน
.
🚩พอโดนปฏิวัติเลยบินกลับไม่ได้ ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่
.
จริง ๆ ในการเดินทางของผมครั้งนั้นมีช่วงว่างอยู่ ตอนแรกผมว่าจะกลับบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้กลับก็คงเพราะซื่อบื้อ ก่อนผมไปผมก็เริ่มสงสัยบ้างล่ะ ผมเลยเขียนประกาศภาวะฉุกเฉินไว้ทีหมอพรหมมินทร์ ตอนนั้นเป็นเลขาฯ ผม และ ให้ไว้กับรองชิดชัยอีกฉบับ
.
พออยู่ตรงนั้นทำท่าไม่ดีจะให้ประกาศ วันนั้นผมเห็นละว่าอาการไม่ค่อยดี จะให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน คนของผมสองคนไปตามหารัฐมนตรีกลาโหม แต่วันนั้นรัฐมนตรีกลาโหมถูกพาไปซ่อมที่ไหนไม่รู้ มิ่งขวัญอ่านประกาศได้ครึ่งเดียวก็ถูกจี้ ช่องเก้าถูกปิด ทำให้เราประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ทัน
.
ตอนนั้นพอโดนปฏิวัติแล้วก็เลยบินกลับไม่ได้ เพราะเครื่องบินการบินไทยถูกล็อคไว้โดย คปค. ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่ สรุปผมไปลงลอนดอน หลังจากนั้นผมเคยถามพลเอกสนธิเล่นๆ ว่าถ้าผมอยู่ ท่านกล้าปฏิวัติมั้ย เขาบอกไม่กล้า เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนกล้าคอมมานด์ ผมเป็นคนไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นนักเลงพอ จบเป็นจบ
.
🚩สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีกไป
.
สิ่งที่เสียใจที่สุดของการปฏิวัติครั้งนั้นคือรัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีดไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับคนไทยที่สุด ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องแคร์คนไทย
.
เมื่อปี 2518 ตอนรัฐบาล อ. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ผมกลับมาไปอยู่กับคุณปรีดาเพราะเป็น ส.ส. เชียงใหม่ ตอนแรกผมขอไปเป็นนายตำรวจติดตาม แต่ท่านให้ผมทำงานสำคัญ เช่น กลั่นกรองเรื่องเข้า ครม. ตอนนั้นอายุแค่ 25-26 เลยทำให้เห็นเรื่องราวมาตั้งแต่อายุน้อย
.
เลยรู้ว่ารัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่งมาก ๆ เวลากฎหมายสำคัญเข้าสภาต้องแจกกล้วย สมัยก่อนกล้วยราคาถูก 50,000 บางที 100,000 ถ้าสำคัญหน่อย อันนี่คือ 36 ปีที่แล้ว ผมถูกใช้ให้ทำหน้าที่แบบนี้เลยเห็นการเมืองแบบนี้ แล้วผมไม่ชอบเลย ผมรู้ว่าการเมืองแบบนี้เพิ่มต้นทุนให้กับพรรคการเมือง พรรคต้องมีเงินทำให้พรรคต้องคอร์รัปชัน
.
สมัยนั้นมีขบวนทุกขบวนผมต้องรับแทนรัฐบาลสมัยนั้นหมด สหภาพแรงงาน ต้องซื้อข้าวหมกไก่ไปให้กิน เรียกว่าทำทุกอย่าง ผู้ใหญ่ในรัฐบาลตอนนั้น จะรอชี้แจงคณะรัฐมนตรีก็ต้องมากินข้าวกับผม พวกผู้ใหญ่ก็เลยสนิทกับผม ก็เลยมีเครือข่ายขึ้นมา ตอนนั้นไม่มียังไม่ค่อยมีตังค์ ยังไม่แต่งงาน จะไปซื้อรถ Lancer ใช้ ตอนนั้นพ่อตาผมรู้จักมิตซูบิชิ ดาวน์ 30,000 ตอนนั้นผมเงินเดือน 1,800 ผมก็ทำงานทุกวัน มีออกทีวีบ้าง เลยรู้จักคนเยอะ สร้างเครือข่าย
.
การเมืองเป็นแบบนี้ต้องมาแบ่งอำนาจกัน 4 คนได้รัฐมนตรีคนหนึ่ง ก็ต้องคอยมาวนกันเป็น ผมคิดว่าการเมืองแบบนี้มันตลก เห็นบอกจะปฏิรูป การเมืองที่ปฏิรูปจริงคือ “การเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40” เพราะทำให้นายกฯ มีภาวะผู้นำแก้ปัญหาของชาติได้เต็มที่โดยไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาต่อรอง หลังฉบับ 40 เปลี่ยนมาฉบับ 50 ก็แย่หน่อย ต่อมาเป็นฉบับ 60 อันนี้เลวร้ายที่สุด ทำให้พรรคอ่อนแอ มีพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ต้องแจกกล้วยกันเป็นหวีๆ
.
🚩อาครับ ผู้ใหญ่ทางวังเขาไม่เอาแล้ว
.
ก่อนหน้านั้นที่มีการเดินสายทำงาน พวกสื่อก็เริ่มหันมาตีผมเลย ผมก็ถาม บังเอิญวันนั้นผมไปนั่งกินข้าวเจอลูกเจ้าของสื่อแห่งหนึ่ง “ทำไมพ่อลื้อตีอาขนาดนี้” เขาก็บอกผมว่า “อาครับ มีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อ บอกวังไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องตีต้องไล่ออกไป” ทั้งหมดเนี่ย ผมมีเรื่องกับ palace circle ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว
.
ตอนนั้นถ้าใครจำได้ ผมใช้คำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” สมัยนี้ใช้คำว่า “รัฐพันลึก” คนที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับการเมืองการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญ โดยใช้ความเป็นคนเหมือนทำงานอยู่ในวัง แต่ผมไม่คิดว่าเจ้านายจะทรงเกี่ยวข้อง แต่คนพวกนี้มันแอบอ้าง สมัยผมเป็นนายกฯ มีคนมาหาผมบอก บก. อย่างกินข้าวกับท่าน พอไปถึงก็บอก บก. ว่าอยากกินผมอยากกิจข้าวกับ บก. ผลสุดท้ายกลายว่าไอ้นี่มันแต่งเรื่อง มันจะมีลักษณะ “ค้าเงา” อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ผมบอกว่า “วังไม่เอาแล้ว” มันเป็นคำพูดของเขา ไม่ใช่คำพูดของผม
.

ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่

คิดเคลื่อนไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุเพราะรูปใบเดียวทำให้ทักษิณถอย และทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้

…………………
อ่านข้อเขียนของคุณ สมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้วดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในบทความชื่อ
อดีตข้าราชการทำเนียบฯ เล่าเหตุการณ์ในนิวยอร์กเมื่อทักษิณรู้ว่าถูกรัฐประหาร
https://www.bbc.com/thai/58552609?at_medium=custom7&at_custom4=A54B702C-183A-11EC-A99F-31A9923C408C&at_custom2=facebook_page&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_campaign=64&at_custom3=BBC+Thai&fbclid=IwAR04gggo8PGMTzuvZvpkvBTxI0rmEaDD7bcckBG4u5-TxIxEmgYiAYxGQn0

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ ได้เล่าถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของทักษิณ เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าเกิดรัฐประหารที่เมืองไทย ในเวลานั้นทักษิณคิดจะสู้เต็มที่โดยใช้เวทีที่ประชุมสหประชาชาติได้กล่าวสุนทรพจน์

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าว่า

แต่ทั้งหมดต้องยุติลงประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 19 กันยา ต่อ 20 กันยา เมื่อคณะรัฐประหารเผยแพร่ภาพ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน, พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ และพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต”

ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

นายกฯ ทักษิณประณามพวกทำการรัฐประหารและตอนแรกคิดจะสู้ไม่ถอย กำหนดการในช่วงเช้าต้องยกเลิก ท่านสั่งการให้แก้ไขสุนทรพจน์ซึ่งมีกำหนดจะพูดที่สมัชชาสหประชาชาติในเวลา 19.00 น ซึ่งได้เปลี่ยนจากเดิมที่จะกล่าวในวันที่ 20 ก.ย เพื่อประณามและบอกเล่าให้นานาชาติรับรู้ถึงการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปประจำการใกล้ห้องท่าน ตั้งใจจะทำ war room ศูนย์บัญชาการรบสู้ โดยให้อยู่ที่นิวยอร์กอีก 2 วันเพื่อดูสถานการณ์ ดิฉันจึงต้องวุ่นวายเร่งรีบติดต่อกับผู้อำนวยการของการบินไทย และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าต่อว่า
ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

…………………..

แน่นนอนว่าถ้าทักษิณใช้เวทีสหประชาชาติประณามพวกทำการรัฐประหาร ก็คงไม่มีประเทศไหนไม่ยอมรับการกระทำของทักษิณ

และการรัฐประหารดังกล่าวก็คงจะไม่มีประเทศไทยยอมรับ และล้มเหลวในที่สุด

แต่เมื่อมีรูปใบนั้นออกมา ทักษิณจึงถอย และประเทศไทยก็ตกในหลุมดำของรัฐประหาร 2549 มาจนถึงปัจจุบัน

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

จุดเริ่มต้นและจุดจบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ถ้าใครเกิดทันและจำได้​ ก่อนที่พล.อ.เปรมจะบอกว่า​ “ผมพอแล้ว​”แล้วไม่ยอมนั่งตำแหน่งนายก​ ก่อนหน้านั้นหลายปีเหมือนกัน​ พล.ต.จำลอง​ ศรีเมือง ที่พล.อ.เปรมแต่งตั้งให้มาเป็นเลขาธิการ​นายกรัฐมนตรี​ ก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งด้วยข้ออ้างว่า​ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้ง

ถ้าท่านไม่รู้ว่า จำลองเป็นคนของใครก็ให้ดูตอนที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูรในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังหลงไหลได้ปลื้มว่า​ จำลองต่อสู้​เพื่อประชาธิปไตย​ ตัวผมเองตอนนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยก็ยังไปช่วยพรรคจำลองหาเสียงในการเลือกตั้งหลังพฤษภ​าทมิฬปี​ 35

ภายหลังค่อยมารู้ว่า​ที่จำลองไปนำม็อบไล่สุจินดา​ในตอนนั้นเพราะสุจินดาชักจะมีอำนาจเกิน​ และ​0143 ก็เป็นปึกแผ่นจนจะกำลังกลายเป็นกล้ามเนื้อนอกบังคับ

จำลองจึงถูกใช้ให้มานำม็อบไล่สุจินดา

พล.อ.เปรมอยู่มา​8ปี​ ภาษาทางการเมืองเขาเรียกว่า​ ชักจะรากงอก​ เริ่มมีเครือข่าย​มีอิทธิพล​ จนอาจจะเป็นอันตรายต่ออำนาจเหนือรัฐ​ จึงมีการส่งสัญญาณ​เริ่มมาจากที่จำลองลาออกจากตำแหน่ง​ และอะไรอีกหลายอย่าง​ จนพล.อ.เปรม​เริ่มไหวตัว​ทันจึงบอกว่า​ผมพอแล้ว​ และได้ไป​อยู่​ในที่เหมาะควรและปลอดภัย

พอมาถึงยุคนายกทักษิณ​ ก็มีการส่งสัญญาณ​ผ่านการลาออกของวิษณุ​  เครืองาม​ และมีอีกหลายอย่างที่นายกทักษิณโดนกระทำ​ ทั้งการเดินสายพูดให้ในเรื่องต่างๆ จนมีการไปถามกันต่อหน้า​จนเป็นเป็นที่มาของคำพูดของนายกทักษิณ​ว่า​ เพียงแค่กระซิบบอกนั่นแหละ

ตอนนั้นนายกทักษิณ​ไปโฟกัสผิดคน​ บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ​ในตอนนั้นที่นายกทักษิณ​พูดถึงในตอนนั้น​กับที่นายกทักษิณ​รู้ในตอนนี้เป็นคนละคนกัน กว่าจะรู้ว่า​ โฟกัสผิดคนก็สายไปแล้ว

จนภายหลังมีคนมาสารภาพให้ฟัง​ ที่พี่โทนี่บอกว่า​ อัดคลิปไว้นั่นแหละถึงรู้ว่า​ โฟกัสผิด​ เพราะคนคุมการลอบสังหารสารภาพหมดว่า​ใครสั่ง​ ใครเป็นคนเอาคำสั่งมาบอก​ และวางแผนให้เข้าใจผิดนายกทักษิณ​อย่างไร​ จึงทำให้ตัดสินใจรับงาน

และถึงวันนี้​พี่โทนี่บอกว่า​ เปิดคลิปไม่ได้เพราะกระทบหลายคน​ บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว

และเมื่อนายกทักษิณ​โฟกัสผิดคน​ และถามเจ้าตัวแล้วเจ้าตัวปฎิเสธ​ ก็วางใจจนถูกปลุกม็อบไล่จนนำไปสู่การรัฐประหาร​ในเดือนนี้เมื่อปี​2549

และกำลังหลักคนหนึ่งที่มาไล่นายกทักษิณ​ก็คือ​ จำลอง​ ศรี​เมือง

และคนที่มาเป็นนายกแทนก็อยู่ในขบวนการ​ที่มีคนมาสารภาพกับพี่โทนี่

มาถึงยุคประยุทธ์​ ประยุทธ์​เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินที่แล้ว​ ไม่ใช่แผ่นดินนี้

ไม่ใช่หมาของเจ้าของบ้านในตอนนี้

ส่วนอีกคนเป็นหมาของเจ้าของบ้าน

ถ้าเอาไปเทียบการส่งสัญญาณ​ผ่านจำลอง​ ศรี​เมือง​ในยุค​ก่อน​

ในยุคนี้ก็มีหลายครั้งที่ส่งสัญญาณ​ผ่านคนของเจ้าของบ้าน​ทั้งออกมาแสดงความคิดเห็น​เรื่องไม่เห็นด้วยในการซื้อเรือดำน้ำ​  จนมาถึงทุกวันนี้

ประยุทธ์​บอกว่า​ คุยข้อราชการได้คนเดียว​ ไม่มีอะไร

นายกทักษิณ​ก็เคยเจอแบบนี้​ เรื่องแทงกันใครมันจะยอมรับ

ตอนนี้ประยุทธ์​เหมือนไก่ชนที่ถูกใช้งานจนหมดสภาพ​ ขึ้นกับว่า​ หลังจากนี้จะจัดการไก่ชนตัวนี้แบบไหน​ จะเอาไปตีหม้อหรือเลี้ยงเอาไว้เหมือนที่แผ่นดินก่อนเลี้ยงเปรม

ประยุทธ์​ไม่รู้​ว่า​รู้ตัวหรือระแวงระยะหลังเลยเป็น”ไข้ม่วง” ใส่สีม่วงไม่ดูวันบ่อยๆ​ เพื่อหาหลังพิง

ถ้าประมวลจากอดีตมาปัจจุบัน​จะทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง​ และต้องปรับกระบวนทัศน์​ในการมองการเมืองใหม่พอสมควร

ไม่นับเรื่องโผตำรวจ​ โผเมียหลวง​ โผเมียน้อย​

และโผทหารที่อำนาจทหารถูกยึดไปจากประยุทธ์​และประยุทธ์​พยายามยื้อต่อรองโผ​ทบ.จนต้องเลื่อนการพิจารณา​เมื่อกลางเดือนที่แล้ว​ และจนวันนี้โผยังไม่ออก

การเมืองกับอำนาจเหนือรัฐยุคนี้จะมองด้วยกระบวนทัศน์​แบบแผ่นดินก่อนไม่ได้​ แต่ก็มีบางอย่างที่เทียบเคียงได้

แต่ที่แน่ๆคือ​ สมัยหน้าหลังการเลือกตั้ง​ไม่มีประยุทธ์​เพราะไก่ชนแพ้หมดสภาพ​ ไม่มีใครเขาเอาไปตีอีก​ ประยุทธ์​ทำได้แค่จะไป​อยู่​ที่ไหนถึงจะไม่ถูกเช็คบิล

หรืออีกทางก็คือต้องมีพรรคการเมือง​ของตัวเองแล้วลงเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจด้วยตัวเอง

ซึ่งคำถามคือ​ แล้วใครจะเลือก

Cr ถือแถน

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หวยกับผู้ว่าฯ มาด้วยกันได้อย่างไร

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(กองสลาก)เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2482 นับถึงป้จจุบันเป็นเวลา 82 ปีแล้ว มีหน้าที่พิมพ์สลาก (หวย) จำหน่ายให้แก่ประชาชน
.
ในอดีต กองสลากอยากจะกระจายสลากไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ไม่มีสาขาและเจ้าหน้าที่ในต่างจังหวัด  กระทรวงการคลัง (ในฐานะกำกับดูแลกองสลาก) จึงทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย ขอให้จังหวัดเป็นผู้กระจายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อยแทน ตามหลักเกณฑ์ที่กองสลากกำหนด โดยจะให้ค่าบริหารจัดการ (ค่าเหนื่อย) แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 2 ของราคาสลาก
.
ปัจจุบัน สลากเล่มหนึ่งมี 100 ใบๆ ละ 80 บาท เท่ากับราคาเล่มละ 8,000 บาท ผู้ว่าฯจะได้ค่าเหนื่อย 2 % เท่ากับเล่มละ 160 บาท ถ้าจังหวัดได้รับโควต้าสลากงวดละ 500 เล่ม ผู้ว่าฯ จะได้รับเงินค่าเหนื่อยงวดละ 80,000 บาท เดือนหนึ่งมี 2 งวดเท่ากับจะได้เดือนละ 160,000 บาท
.
ในการนี้ มหาดไทยได้เห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงตอบแทนโดยแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นบอร์ดของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
จังหวัดใดจะได้โควต้าสลากไปจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ประชากรมากก็จะได้โควต้าสลากมาก ประชากรน้อยก็จะได้โควต้าสลากน้อย ดังนั้น จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ จะได้รับค่าเหนื่อยจากกองสลากงวดละหลายแสนบาท
.
ส่วนจังหวัดเล็กๆ อย่างเช่น ระนอง นครนายก แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม ฯลฯ จะได้ค่าเหนื่อยแค่หลักหมื่นต่องวด ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ว่าฯ ถึงอยากย้ายไปอยู่จังหวัดใหญ่ๆ
.
เงินค่าเหนื่อยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้จากกองสลากนี้ ถือเป็นเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าฯ จะนำไปใช้จ่ายในกิจการใดๆ ก็ได้ ในทางปฎิบัติแต่ละเดือน ผู้ว่าฯ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ช่วยปฏิบัติงานในการกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย ได้แก่ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เจ้าหน้าที่ในที่ทำการปกครองจังหวัด หรือสำนักงานจังหวัด แล้วแต่กรณี
.
ส่วนเงินที่เหลือจากการแบ่ง (ซึ่งน่าจะเหลือเยอะ) อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าฯ จะใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อการกุศล กิจการสาธารณะประโยชน์ ภัยพิบัติ ทำบุญ หรือใช้จ่ายส่วนตัว ทำได้ทั้งนั้น อย่างเช่นที่เคยเป็นข่าวว่า ผู้ว่าฯ เข้าโรงรับจำนำไปไถ่ถอนเครื่องมือทำมาหากินคืนให้แก่ผู้ขัดสนที่เอาของไปจำนำ สันนิษฐานว่าอาจใช้เงินก้อนนี้ไปไถ่ถอน และเมื่อผู้ว่าฯ ย้ายหรือเกษียณ เงินก้อนนี้จะตามตัวผู้ว่าฯ ไปด้วย แต่บางท่านอาจมีน้ำใจเหลือทิ้งไว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ว่าฯ ท่านใหม่เอาไว้บริหารงานในกิจการที่จำเป็น
.
สำหรับหลักเกณฑ์การกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย จังหวัดจะดำเนินการตามที่กองสลากกำหนด คือจัดสรรให้คนละ 5 เล่ม (เล่มหนึ่งมี 100 ใบ) ทั้งนี้ ในแต่ละงวด ผู้ค้ารายย่อยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีจะต้องนำเงินสดไปซื้อสลากที่จังหวัด ในราคาเล่มละ 7,040 บาท จำนวน 5 เล่ม เท่ากับ 35,200 บาท (กองสลากคิดราคาใบละ 88% ของราคาสลาก เท่ากับใบละ 70.40 บาท โดยจะให้ส่วนลด 12% เท่ากับผู้ค้าจะได้กำไรใบละ 9.60 บาท) ถ้าขายสลากใบละ 80 บาทหมดในแต่ละงวด จะได้กำไรงวดละ 4,800 บาท หรือเดือนละ 9,600 บาท ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงาน
.
ถ้าหากผู้ใดอยากซื้อสลากจากจังหวัดมาขายบ้าง ไม่สามารถซื้อได้ทันที เพราะโควต้าที่จัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยเต็มหมดแล้ว จะต้องไปขอขึ้นบัญชีสำรองไว้ที่จังหวัด
.
ถามว่าผู้ขึ้นบัญชีสำรองไว้มีโอกาสได้โควต้าสลากจากจังหวัดมาขายไหม ตอบตรงๆ ก็คือโอกาสแทบเป็นศูนย์ เพราะโควต้าจะว่างลงต่อเมื่อ ผู้ค้ารายเดิมเสียชีวิต หรือสละสิทธิ์โควต้า หรือถูกยึดโควต้าคืน เนื่องจากทำผิดกฎที่กองสลากกำหนด เช่นขายสลากเกินราคา นำสลากไปรวมชุดกับผู้อื่น อีกอย่างก็คือบัญชีสำรองตอนนี้ยาวเป็นหางว่าว กว่าจะถึงชื่อเราก็คงม้วยมรณาไปแล้ว
.
การที่กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลเจริญรุ่งเรืองมาตลอด 82 ปี ทำกำไรส่งรัฐเป็นกอบเป็นกำ เป็นเพราะว่ารัฐผูกขาดดำเนินการเพียงเจ้าเดียว ใครจะมาทำแข่งไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย ขายดีขนาดพิมพ์สลากเพิ่มใหม่กี่ครั้งๆ ก็ขายหมดไม่มีเหลือ ซ้ำยังขายเกินราคาอีกต่างหาก ยิ่งรวมชุดมากใบ ราคายิ่งแพง
.
นอกจากนี้สื่อมวลชนยังช่วยโหมประโคมข่าวยังกับว่าได้ค่าโฆษณาจากกองสลาก เอาภาพคนถูกรางวัลที่ 1 มาชูหวยชูคอยิ้มเผล่ ลงข่าวหน้าหนึ่ง หรือลงข่าวดาราคนนู้น นักร้องคนนี้ ซื้อสลากเป็นปึกแล้วถูกรางวัล หรือลงภาพป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายกฯ ทำให้ชาวบ้านและข้าราชการจนๆ อย่างพวกเราที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยจากการทำงาน เกิดกิเลสตัณหา พากันหวังน้ำบ่อหน้า เสาะหาหรือตีความเลขเด็ดต่างๆ จากการใบ้หวย เซียมซี หรือจากความฝัน แล้วกัดฟันซื้อสลากงวดละหลายใบแม้ว่าราคาจะแพงแสนแพง เพราะอยากจะเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ทั้งๆ ที่โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น
.
ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนใหม่ๆ คิดว่าทหารจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จึงได้มีคำสั่ง คสช. แต่งตั้งอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขณะครองยศพลตรี มาเป็นประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังว่าจะแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาให้ได้ ชาวบ้านก็ดีใจหวังว่าจะมาช่วยปลดทุกข์ให้
.
แต่ที่ไหนได้กลับแพงยิ่งขึ้น ไปยกเลิกสัมปทานของผู้ค้ารายใหญ่ แล้วเอาไปประเคนให้พรรคพวกเครือข่ายของตัวเอง เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลนิธิ สมาคมการกุศลคนพิการต่างๆ กลายเป็นเหลือบฝูงใหม่ ชาวบ้านยังคงซื้อสลากราคาแพงเหมือนเดิม   
.
ขนาดบอร์ดกองสลากท่านหนึ่งถึงกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หมดปัญญาแก้ปัญหาสลากราคาแพง ได้ยินอย่างนี้ก็เศร้าใจ ยิ่งได้ข่าวว่ากองสลากกำไรดี จ่ายโบนัสให้พนักงานคนละ 8 เท่าของเงินเดือน
.
ขณะที่ชาวบ้านซื้อสลากราคาแพงทุกงวดๆ จากเศร้าใจเลยกลายเป็นเอือมระอา ในช่วงที่คุณมีอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่แก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ยังทำไม่ได้ แล้วคุณจะบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร คุณประยุทธ์ !!!

#บทความข้าราชการปลดแอก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น