ประชาชนชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจ
ในการบริจาคเงินคนละ 1 บาท
ให้คณะทนายความไทย
นำโดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์
ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง
ไปว่าความในกรุงเฮก ที่ตังของศาลโลก
(มีเรื่องเล่ากันว่าหม่อมเสนีย์อัญเชิญดวงวิญญาณพระเจ้าตาก
เข้าไปในศาลโลกเพื่อช่วยคดีเขาพระวิหาร โดยเล่ากันว่าเชิญพระบรมรูป
สงสัยจัง ทำไมเขาไม่อัญเชิญทองด้วง หรืออัญเชิญ ในหลวงอานันท์นะ
เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน น่าจะเฮี่้ยนอยู่)
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2505
ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหาร
อยู่ในอาณาเขตของประเทศเขมร
หลังการตัดสิน
ฝ่ายไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ยอมเลื่อนธงชาติมาอยู่ที่ตีนปราสาท
ประกาศไม่ยอมรับพื้นที่โดยรอบ
ว่ารวมอยู่ในคำตัดสิน
ปี 2543 รัฐบาลไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
(นายกคือ ชวน หลีกภัย) ในขณะนั้น
ได้ไปเซ็นเอกสาร การจัดทำเขตแดน
ที่เรียกว่า MOU 43 โดยมีสาระสำคัญ
คือ ให้ใช้แผนที่ฝรั่งเศสในการทำเขตแดน
และให้ใช้มาตราส่วน 1:200,000
มีผลนอกจากจะเสียเปรียบด้าน
การจัดทำเขตแดนอีกหลายแห่ง
ต่อมา กัมพูชา ต้องการเอาเขาพระวิหาร
เข้าสู่มรดกโลก
จึงได้ทำแผนจะยื่นสู่กรรมการมรดกโลก
รัฐบาลไทยขณะนั้นคือพรรคพลังประชาชน
ได้คัดค้าน
แต่ต่อมาก็ได้ทำความตกลงกับกัมพูชา
ว่าจะเสนอร่วมในนามสองประเทศ
และร่วมกันพัฒนาพืันที่เพื่อผลประโยชน์ร่วม
ซึ่งถ้าการตกลงสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่ก่อนหน้าจะทันยื่น ท่านนายกสมัคร
ถูกพวกขัดขวางความเจริญ
เพียงเพื่อหาเหตุล้มรัฐบาลให้ได้
โดยมีศาลรธน.ร่วมมือกัน
ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ
เพราะตีความว่าขัด 190
และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ
ยังยืนยันว่าแผ่นดินใต้ปราสาท
เป็นของไทย
ส่วนปราสาทเป็นของกัมพูชา
(แต่พอตอนนี้ กลับคำอีกแล้ว หลังจากถูกค่อนขอดว่า ทำไมไม่เก็บค่าเช่า)
ต่อมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
พยายามยั่วยุกัมพูชา ทั้งตัวหัวหน้าเอง
ทั้งลูกน้อง และสลิ่ม
จนเกิดสงครามสู้รบตามแนวชายแดน
ก่อให้เกิดความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน
แถบชายแดนอย่างแสนสาหัส
แต่โดยทางฝ่ายพันธมิตร ที่ยั่วยุให้เกิดสงคราม
มิได้เดือดร้อนด้วยเลย
(เมื่อสงครามสงบ พันธมิตร ก็ไม่เคลื่อนไหวอีก จนปัจจุบัน)
กัมพูชายื่นมรดกโลกแต่เพียงผู้เดียว
แต่ถูกกรรมการส่งกลับให้หาข้อยุติ
เรื่องพื่้นที่โดยรอบปราสาท
กัมพูชาจึงยื่นเรื่องไปยังศาลโลก
ให้ตัดสินชี้ขาดดินแดนโดยรอบประสาท
ตามคำพิพากษา 2505
ว่าครอบคลุมดินแดนโดยรอบหรือไม่
ทางไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
จึงส่งทนายเข้าสู้ แล้วนายสุวิทย์ คุณกิตติ
ยังทำขายหน้าประเทศ
โดยไปลาออกจากสมาชิกมรดกโลก
พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
ไม่ได้เปลี่ยนทนาย โดยยังใช้ชุดเดิม
ที่แต่งตั้งโดยพรรคประชาธิปัตย์
สลิ่ม และพันธมิตร เริ่มเอาเรื่องนี้
มาเป็นเหตุลัมรัฐบาลอีก
โดยศาลใกล้จะตัดสินแล้ว
ยังออกมาบิดเบือนว่า
รัฐบาลทำให้ไทยเสียดินแดน
ทั้งที่คนก่อเรื่องคือพรรคประชาวิบัติ
และเหล่าพันธมิตร
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

