หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ไทยดังฉาวโฉ่ทั่วโลก

สนง.ใหญ่ที่ญี่ปุ่น ของ บ.โตโยต้า แถลงการร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถึงการที่บริษัทลูกของโตโยต้าในประเทศไทย ได้จ่ายสินบนให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาไทย และข้าชการไทย หลายฝ่าย เพื่อพลิกคดีภาษีรถยนต์รุ่นพรีอุสมูลค่าคดีกว่า 10,000 ล้านบาท (US$350,000,000)

ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องกระบวนการยุติธรรม หรือฝรั่งเรียกว่า RULES OF LAW ซึ่งเป็นเรื่องกังวลของทุนสากลว่ากฎหมายไทยและระบบศาลไทย ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่นักลงทุนสากลได้ ประเทศไทยจึงไร้ความน่าเชื่อถือและไม่น่าลงทุน และควรโยกย้ายกิจการออกไปจากประเทศไทยอีกด้วย

เอาแค่ส่งสินค้ามาขายในประเทศไทย แล้วโกยเงินออกไปโดยไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับระบบราชการไทยหรือรัฐบาลไทยคือทางเลือกที่ดีกว่า

ที่ บ.โตโยต้ายอมสารภาพต่อทางการสหรัฐฯเนื่องจากมีกฎหมายสหรัฐฯห้ามจ่ายสินบนให้แก่ข้าราชการมิฉะนั้นจะเจอคดีอาญาและค่าปรับมหาศาลและ เนื่องจากโตโยต้ามีบริษัทลูกใน USA จึงต้องปกป้อง TOYOTA USA และไม่ยินยอมให้บริษัทลูกในประเทศต่างๆรวมถึงในประเทศไทย ทำผิดกฎหมายดังกล่าวซึ่งหากทำผิดกฎหมาย อาจนำไปถึงการที่ TOYOTA USA ถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามนำรถยนต์โตโยต้าเข้ามาขายในสหรัฐฯ และจนท.จะถูกจองจำและเจอค่าปรับมหาศาล จึงตัดสินใจสารภาพผิดและร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในกรณีดังกล่าว

กระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจที่นักลงทุนสากลจะเพ่งเล็งก่อน หากจะหอบเงินนับพันนับหมื่นล้านมาลงทุนในไทย

นับแต่มีการใช้ ม.44 ปิดกิจการเหมืองทองคำออสเตรเลียในไทย และภาพลักษณ์รัฐบาลคสช.มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไทยไม่น่าเชื่อถือ การลงทุนสากล FDI Foreign Direct Investment ในไทย มีระดับใกล้ 0 ยกเว้นจากประเทศบางประเทศที่ยังนิยมจ่ายสินบน และเข้ามากว้านเช่าซื้อที่ดิน 99 ปีในประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก

ฤาไทยจะย้อนยุคกลับไปในสมัยที่ต้องมีศาลต่างชาติ กฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยซึ่งแม้คนไทยจำนวนมากในยุคนั้นก็ยังยินดีไปเป็นคนในสังกัดต่างชาติเพื่อได้สิทธิในศาลและกฎหมายต่างชาติ เพราะยุคนั้นกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมไทยไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้

การยกเลิกสิทธิกฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยเพิ่งยกเลิกไปทั้งหมดจากโอกาสที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนำไทยเข้าร่วมและชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 และทรงกำชับกวดขันระบบศาล ระบบกฎหมายไทยให้มีความโปร่งใสและมีมาตราฐานสากล จนเป็นที่น่าเชื่อถือ ทางสากลโลกจึงยอมรับกฎหมายไทย

แต่ปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือนั้นลดลงแทบไม่เหลือโดยเฉพาะในช่วงหลังนี้ที่ไทยมีรัฐประหารถึงสามครั้ง รสช. คมช. คสช. ในระยะเวลา คศ 1991 ถึง 2007 หรือคิดเฉลี่ยมีรัฐประหารทุกๆ 5.3 ปี และทุกครั้งจะมีการประกาศให้ทหารผู้ก่อการรัฐประหารมีฐานะรัฐาธิปปัตย์ อยู่เหนือกฎหมาย และมีการนิรโทษกรรมทันที อีกทั้งมีการค้ายาเสพย์ติดครั้งใหญ่เพิ่มขึ้น จึงน่าคิดว่ามีข้าราชการไทยอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ระบบกฎหมายจึงไม่สามารถใช้การได้ นำไปถึงการลงทุนและการจ้างงานคนไทยนับล้านๆคนโดยทุนสากลได้ลดน้อยลงจนถึงระดับใกล้ 0 ในภาวะปัจจุบัน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

อภินิหารกฏหมายใช้ไม่ได้ที่ศาลโลก

ประชาชนชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจ
ในการบริจาคเงินคนละ 1 บาท
ให้คณะทนายความไทย
นำโดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์
ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง
ไปว่าความในกรุงเฮก ที่ตังของศาลโลก

(มีเรื่องเล่ากันว่าหม่อมเสนีย์อัญเชิญดวงวิญญาณพระเจ้าตาก
เข้าไปในศาลโลกเพื่อช่วยคดีเขาพระวิหาร โดยเล่ากันว่าเชิญพระบรมรูป
สงสัยจัง ทำไมเขาไม่อัญเชิญทองด้วง หรืออัญเชิญ ในหลวงอานันท์นะ
เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน น่าจะเฮี่้ยนอยู่)

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2505
ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหาร
อยู่ในอาณาเขตของประเทศเขมร
หลังการตัดสิน
ฝ่ายไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ยอมเลื่อนธงชาติมาอยู่ที่ตีนปราสาท
ประกาศไม่ยอมรับพื้นที่โดยรอบ
ว่ารวมอยู่ในคำตัดสิน

ปี 2543 รัฐบาลไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
(นายกคือ ชวน หลีกภัย) ในขณะนั้น
ได้ไปเซ็นเอกสาร การจัดทำเขตแดน
ที่เรียกว่า MOU 43 โดยมีสาระสำคัญ
คือ ให้ใช้แผนที่ฝรั่งเศสในการทำเขตแดน
และให้ใช้มาตราส่วน 1:200,000
มีผลนอกจากจะเสียเปรียบด้าน
การจัดทำเขตแดนอีกหลายแห่ง

ต่อมา กัมพูชา ต้องการเอาเขาพระวิหาร
เข้าสู่มรดกโลก
จึงได้ทำแผนจะยื่นสู่กรรมการมรดกโลก
รัฐบาลไทยขณะนั้นคือพรรคพลังประชาชน
ได้คัดค้าน
แต่ต่อมาก็ได้ทำความตกลงกับกัมพูชา
ว่าจะเสนอร่วมในนามสองประเทศ
และร่วมกันพัฒนาพืันที่เพื่อผลประโยชน์ร่วม

ซึ่งถ้าการตกลงสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่ก่อนหน้าจะทันยื่น ท่านนายกสมัคร
ถูกพวกขัดขวางความเจริญ
เพียงเพื่อหาเหตุล้มรัฐบาลให้ได้
โดยมีศาลรธน.ร่วมมือกัน
ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ
เพราะตีความว่าขัด 190
และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ
ยังยืนยันว่าแผ่นดินใต้ปราสาท
เป็นของไทย
ส่วนปราสาทเป็นของกัมพูชา
(แต่พอตอนนี้ กลับคำอีกแล้ว หลังจากถูกค่อนขอดว่า ทำไมไม่เก็บค่าเช่า)

ต่อมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
พยายามยั่วยุกัมพูชา ทั้งตัวหัวหน้าเอง
ทั้งลูกน้อง และสลิ่ม
จนเกิดสงครามสู้รบตามแนวชายแดน
ก่อให้เกิดความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน
แถบชายแดนอย่างแสนสาหัส
แต่โดยทางฝ่ายพันธมิตร ที่ยั่วยุให้เกิดสงคราม
มิได้เดือดร้อนด้วยเลย

(เมื่อสงครามสงบ พันธมิตร ก็ไม่เคลื่อนไหวอีก จนปัจจุบัน)

กัมพูชายื่นมรดกโลกแต่เพียงผู้เดียว
แต่ถูกกรรมการส่งกลับให้หาข้อยุติ
เรื่องพื่้นที่โดยรอบปราสาท

กัมพูชาจึงยื่นเรื่องไปยังศาลโลก
ให้ตัดสินชี้ขาดดินแดนโดยรอบประสาท
ตามคำพิพากษา 2505
ว่าครอบคลุมดินแดนโดยรอบหรือไม่

ทางไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
จึงส่งทนายเข้าสู้ แล้วนายสุวิทย์ คุณกิตติ
ยังทำขายหน้าประเทศ
โดยไปลาออกจากสมาชิกมรดกโลก

พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
ไม่ได้เปลี่ยนทนาย โดยยังใช้ชุดเดิม
ที่แต่งตั้งโดยพรรคประชาธิปัตย์

สลิ่ม และพันธมิตร เริ่มเอาเรื่องนี้
มาเป็นเหตุลัมรัฐบาลอีก
โดยศาลใกล้จะตัดสินแล้ว
ยังออกมาบิดเบือนว่า
รัฐบาลทำให้ไทยเสียดินแดน
ทั้งที่คนก่อเรื่องคือพรรคประชาวิบัติ
และเหล่าพันธมิตร

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นายปรีดีมีความเห็นว่า กษัตริย์เอาเปรียบประชาชนด้วยการเก็บภาษีอย่างมากมายแต่ปฏิเสธที่จะให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนดีขึ้น

ปรีดีชี้ให้เห็นว่า การทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องการมากกว่าเพียงการเขียนรัฐธรรมนูญและการมีสภา

ครึ่งหนึ่งของแผนเศรษฐกิจเกี่ยวกับหัวข้อการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม

นายปรีดีเข้าใจถึงขอบข่ายอำนาจของพระราชวงศ์และขุนนางว่า จะคงอยู่คู่กับที่ดินขนาดใหญ่และเขตคลองที่พวกเขาถือครองอยู่(ปัจจุบันที่ดิน 1 ใน 3 ของกรุงเทพ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของ
สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

นายปรีดีเชื่อว่า นอกเหนือไปจากที่ดิน
ฐานอำนาจของขุนนางคือการควบคุมระบบการศึกษาซึ่งมีผลกับการรับคนเข้าในระบบราชการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกลุ่มขุนนางเน้นการศึกษาให้คนเตรียมเข้ารับราชการโดยมุ่งรับใช้พระมหากษัตริย์

พ.ศ. 2477-2478 นายปรีดีก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นทางเลือกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อ “ธรรมศาสตร์และการเมือง” เพี่อให้เป็นสถาบันสอนวิชาสมัยใหม่ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์
พร้อมๆกับวิชาเช่น กฎหมายและการบริหาร เตรียมเข้าสู่การเมืองใหม่
หลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อนายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เขาได้นำมาตรการหลายอย่างที่กลุ่มนักธุรกิจชาตินิยมต้องการมาเป็นนโยบาย

นายปรีดีเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศไทยได้รับอธิปไตยเหนือระบบภาษีของประเทศอีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังเพิ่มภาษีขาเข้าเพื่อให้การคุ้มครองหัตถอุตสาหกรรมภายใน
ประเทศปรับเปลี่ยนระบบภาษีอากร สร้างรากฐานระบบการเงิน และใช้งบประมาณของกระทรวงการคลังสนับสนุนร่วมเอกชนรัฐบาล

ในช่วงซึ่งฝ่ายกองทัพขยายอำนาจควบคุมกลไกของรัฐ นายปรีดีพยายามที่จะดึงฝ่ายธุรกิจให้เข้าในเวทีการเมือง
กลุ่มของเขาหันมาพึ่งธุรกิจเอกชนเป็นแหล่งทุนเพื่อกิจกรรมทางการเมือง…….

คนที่มีวิสัยทัศน์ ที่ต้องการปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัยขึ้น
จะไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้ เพราะอิทธิพลของกษัตริย์ภูมิพล

ไม่ว่าจะเป็น ปรีดี พนมยงค์

ป๋วย อึ้งภากรณ์

มาคราวนี้นายปรีดีให้การสนับสนุน อาจเป็นเพราะต้องการสกัดผู้สนับสนุนจอมพล ป.ซึ่งมีจำนวนมากในระบบราชการ
การห้ามเชื้อพระวงศ์รุ่นใหญ่ ไม่ให้ลงเลือกตั้งก็ถูกยกเลิกไป ข้อนี้เป็นสิ่งที่มรว.เสนีย์เคยพยายามผลักดัน ตอนนี้จำกัดเฉพาะพระราชวงศ์และผู้สำเร็จราชการฯ เท่านั้น (รวมห้าคน) ที่เล่นการเมืองไม่ได้ในหลวงอานันท์ลงพระนามให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489

ทันทีที่เปิดสภาในเดือนมกราคม 2489 การขับเคี่ยวก็เป็นไปอย่างถึงดุเดือด
คนของนายปรีดีตรวจสอบรัฐบาลตลอดเวลา กลุ่มของมรว.เสนีย์. ก็พยายามใส่ร้ายป้ายสีนายปรีดี

คราวหนึ่ง มรว. เสนีย์กล่าวหานายปรีดีว่ายักยอกเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ที่มรว.เสนีย์อ้างว่าได้ส่งมาให้นายปรีดีสำหรับปฏิบัติการเสรีไทในช่วงสงคราม
จากการสืบสวนปรากฏว่า นายปรีดีไม่เคยได้รับเงินมากไปกว่า 49,000 เหรียญสหรัฐฯ และมีหลักฐานยืนยันทั้งหมด มรว.เสนีย์ก็ได้แต่กล่าวขอโทษ
สำหรับความทรงจำที่ผิดพลาดของตน

นายควง อภัยวงศ์ลาออกตำแหน่งนายรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม 2489
หลังจากพ่ายแพ้การลงมติในร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง

นายปรีดีจำต้องยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิยมเจ้าก็ยิ่งโจมตีนายปรีดี
อย่างดุเดือด โดยปล่อยข่าวว่านายปรีดีเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ เป็นคอมมิวนิสต์
และฉ้อฉลคอรัปชั่น ในเดือนเมษายน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกข้อกล่าวหาอาชญากรสงครามต่อจอมพล ป.ที่ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงสงคราม
(เพราะในตอนนั้นไทยยังไม่มีกฎหมายเรื่องอาชญากรสงครามจึงเอาผิดย้อนหลัง
ไม่ได้) ฝ่ายนิยมเจ้าก็เดือดดาล เพราะพวกเขาต้องการให้จอมพล ป.
ได้รับโทษประหารชีวิต

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จากศิลปินในวัง สู่ ศิลปินแห่งชาติวันนี้ออกปากไล่ประยุทธ์วันนี้บอกต้องปฏิรูปสถาบันฯ

นี่คือเสียงของคนที่ไกล้ชิดกับวัง
เห็นพัฒนาการ​ที่ไม่เหมาะสมหลายประการ
ของการทำงานของรัฐบาล
ของนโยบายที่อื้อต่อวัง
ในลักษณะ​สปอยล์.. ขืนปล่อยไปวังก็ต้องพบจุดจบ
นี่คือเสียงเตือนแห่งความหวังดี

อ.ลัดดาวัณย์ อุปอินทร์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ความกตัญญูกับดักทางสังคมที่โยนภาระทั้งหมดมาให้ประชาชน

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

คนไทยหลายคนคงเคยถูกสั่งสอนและปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ในเรื่องของ “ความกตัญญู” โดยสิ่งที่แสดงถึงความความกตัญญูในสังคมไทยนี้แบบหากเราลองมองเปรียบเทียบในระนาบของสังคมโลก การเชิดชู “ความกตัญญู” ของรัฐไทย อย่างเกินความจำเป็นนั้น สามารถตีความได้ถึงการผลักดันความรับผิดชอบ ต่อประชาชนวัยเกษียณ ให้แก่ประชาชนกันเองในระดับครอบครัว แม้ว่าจริงๆแล้วควรเป็นหน้าที่ของรัฐในการดูแลเรื่องดังกล่าว

อ้างอิงจาก “การคัดเลือกลูกที่มีความกตัญญ อย่างสูงต่อแม่ในปี 2564 ของสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มีเกณฑ์การวัดระดับความกตัญญ อยู่ 5 ประการได้แก่

1 ให้การดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดู และปฏิบัติ ต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ
2 ช่วยเหลือภารกิจและการงานของ(แม่, พ่อ)
3 ประพฤติตนตามคำสั่งสอนของ(แม่, พ่อ)
4 ดารงตนอยู่ในศีลธรรมและเชิดชูวงศ์ตระกูล
5 บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์และเป็นที่ยอมรับของสังคม

จากเกณฑ์วัดข้อที่ 1 คำถามคือ ทำไมการดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูและปฏิบัติต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่่ำเสมอ ต้องเป็นหน้าที่ของลูกกตัญญู เรื่องของความกตัญญู ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันควรเป็นสิ่งที่ extra ในแต่ละครอบครัวจะได้รับมาก หรือน้อยต่างกันไปในแต่ละครอบครัว ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ชีวิตวัยเกษียณของประชาชนทุกคนควรได้รบการดูแลอย่างดีจากสวัสดิการของรัฐ โดยที่ลูกหลานไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของคนพ่อแม่ บุพการี วัยเกษียณ ไม่มีความจำเป็น เพราะติดกับดักกับคำว่า “ลูกกตัญญู”

ด้วยความที่รัฐไทยสร้างโฆษณาชวนเชื่อ ในนิทานเรื่อง “ความกตัญญู” สำเร็จหยั่งลึกลงไปถึงความคิดทางสังคมได้แล้ว จึงไม่แปลกที่คนไทยจะมีตรรกะประหลาดๆ เกี่ยวกับการมีลูก ไม่ว่าจะเป็น “รีบๆมีลูกไว้ใช้งาน” “ถ้าไม่มีลูกแก่ตัวไปใครจะเลี้ยงดู” โดยที่ไม่ได้มีการตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐว่า ทำไมไม่มีอะไรมาการันตีว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนวัยเกษียณทุกคน จะมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ผลักภาระไปให้ประชาชนดูแลกันเอง? และได้รับเงินคนชรา สูงสุดเพียงแค่ 1,000 บาท ต่อเดือน

http://www.ncswt.or.th/news64/thai/ลูก%2064/ประกาศคัดเลือกลูกกตัญญู.pdf
https://www.prachachat.net/general/news-601039
§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น