หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

“รัฐประหาร 19 กันยา” ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่


.
.
🚩สังคมไทยรับไม่ได้ที่มีนายกฯรุ่นน้องสั่งงาน ผบ.ทหารรุ่นพี่
.
ก่อนอื่นต้องว่าตัวเองก่อนว่าผมเป็นคนซื่อบื้อ แม่ผมเตือนตลอดว่าผมอาจจะฉลาด ไหวพริบดี แต่ซื่อ ซึ่งสมัยนี้เรียกซื่อบื้อ ผมโตมาจากต่างจังหวัด แต่มาเรียนนายร้อย อยู่ในกรอบ เรียนจบได้ทุนไปอเมริกา ดังนั้น การเรียนรู้สังคมชนชั้นนำหรือคนรอบวังไม่มีเลย กว่าจะเข้าใจก็มาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแล้ว ผมถึงบอกตัวเองซื่อบื้อ
.
ผมเป็นนายกฯ ตอนนั้นอายุ 51 ปีกว่า ถือว่าอายุน้อย ส่วน ผบ.เหล่าทัพก็เกือบหกสิบแล้ว รุ่นแก่กว่าผมหมด ผมติดนิสัยว่าทำธุรกิจก็ทำแบบตะวันตก แต่ก็มีวินัยแบบทหารตำรวจ ตอนอายุน้อยก็อ่อนโยนยกมือไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราแม้เราจะเป็นนายกฯ ไหว้จริงแต่ก็สั่งงานและติดตามงาน นิสัยแบบนี้บางครั้งสังคมไทยก็รับไม่ได้ มองเราเป็นเด็กแม้จะเป็นนายกฯ
.
🚩นายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง
.
ในกฎหมายระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง ผมก็ถือสิทธิตรงนี้ทำให้ปะทะกันบ้างกับผู้อาวุโสที่ดูแลตรงนี้ เขาอาจจะไม่ชินกับผมที่เป็นนายกซึ่งมีอายุน้อยกว่าแต่ไปดุเขา
.
ผมถือว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็น Head of State นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ในหลวงทรงเป็นผู้บังคับบัญชา นี่หลักรัฐศาสตร์ทั่วไป ตัวผมเองรับพระราชทานน้ำสังข์เพราะพ่อของคุณหญิงเป็นราชองครักษ์ ได้รับพระราชทานก่อนเลือกตั้งเป็นนายกฯ ผมก็เลยมีความกตัญญู
.
วันแรกที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลว่าข้าพเจ้าอายุน้อย ถือเป็น รุ่นบุตรธิดาของท่าน ในหลวงทรงเป็น head of state มากว่า generation มีอะไรขอให้สั่งสอนผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน พระราชกรณียกิจทำมานานจนพระชนมายุ 71 พรรษาแล้ว สรุปคือ ผมจะ volunteer นะและทำงานถวายมาตลอด “…มันมีงานพิธีมาตลอด ด้วยความซื่อบื้อที่ผมบอกมันอาจจะมีคนไม่พอใจ…”
.
🚩จะทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลังกาย
.
มีหมอคนหนึ่งถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นทรงผ่าตัดไส้เลื่อนครั้งที่สอง หมอก็มาบอกกับผมว่า “ทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลัง” กลัวท่านทรงเดินไม่ได้ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ตอนนั้นจะครบหกสิบปีครองราชย์ ก็เลยบอกว่าจะจัดงานครบหกสิบปีครองราชย์ ท่านรับสั่งถามว่า “เขาจะมากันเหรอ” เพราะตอนห้าสิบปีมีควีนเอลิซาเบธมาคนเดียว ผมเลยทูลว่าข้าพเจ้าถามไปแล้ว 10 ประเทศมาแน่ ทั่วโลกมี 29 มีแค่สองสามประเทศที่ไม่ได้ คือ ซาอุฯ ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่เรื่องเพชรซาอุ กับ กษัตริย์ทองก้าก็ทรงอายุมากแล้ว ทั้งหมดเลยมา 26 ประเทศ ก็เรียกว่ามาครบ ท่านก็เลยรับสั่งว่า “อย่างนั้นฉันต้องออกกำลังแล้วเพราะวันนั้นฉันต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ” วันที่ 22 มิถุนายน ท่านก็แข็งแรงจริง ๆ ตรงเป้าหมายหมอ
.
🚩เขาคิดว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว
.
การดำเนินการงาน 60 ปีครองราชย์ ตอนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลเชิญแขกทั่วโลก ในกำหนดการระบุให้ผมยืนอยู่ข้างล่างรับแขก คนไม่รู้ เขานึกว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว เรื่องพิธีกรรมผมทำก็ตาม คือส่วนใหญ่ผมเดินทางบ่อยพบแขกเยอะ มีความคุ้นเคยกับกษัตริย์ต่างประเทศหลายประเทศ แต่คราวนี้มันมีคนกล่าวหาว่าผมไป steal the show ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงตรัสอะไรเลย ทรงรับแขกอยู่ด้านบน ทีนี่ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันบ้าง ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัวนะครับ แต่เป็นคนรอบ ๆ
.
พอวันก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ผมเดินทางไปอเมริกา พอดีมันมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ซึ่งผมไม่รู้จักเลย คนเขียนเคยเป็นนักข่าวอยู่เมืองไทยมา 20 ปี น่าจะก่อนสมัยผม แล้วมีการเอาหนังสือเล่มนี้มาพูดว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ตอนหลังมาสืบทราบว่าคนพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ Yale ซึ่ง George Bush คนพ่อเคยเรียน เราเลยไปขอร้องว่าอย่าเพิ่งออกนะ เพราะจะมีงาน 60 ปีเดือนมิถุนายน จนสุดท้ายหนังสือก็มาออกเดือนกรกฎาคม ผมก็ถูกโจมตีหาว่าสปอนเซอร์หนังสือเล่มนี้ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมถึงบอกว่าบ้านเราข่าวลือหรือข่าวปล่อยมันเยอะ ไม่มีข่าวรวมพลังสร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ผมทำงานหนัก และทรงโปรดหลายเรื่อง
.
🚩“ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นความนิยมก็ยังดี แต่ต้านไม่อยู่ จนสุดท้ายก่อนปฏิวัติก็มีการเดินสายทำงาน ผมวันนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นนายกฯ ที่มีเสียงในสภาเยอะ แต่แทบจะทำอะไรไม่ได้ พอผมได้ 377 เสียง ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศก็มีความพยายามจะฆ่าผมหลายรอบ เหมือนคาร์บอมบ์ที่สะพานซังฮี้ที่เล่าให้ฟังรอบที่แล้ว มีสไนเปอร์อีก วันที่ซังฮี้เราจับทหารสองคน กันคนหนึ่งเป็นพยาน เขาให้การเลยว่า “ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นมีคนหลายคนมาบอกกับผมบ้าง คุณหญิงบ้าง อยากให้ไปอยู่เมืองนอกหลายวันไปพัก ทำงานหนักไม่ได้พักเลย วันนั้นผมเดินทางวันที่ 9 กันยายน ที่ทาจิกิสถานเยี่ยมประธานาธิบดี ก่อนบินแบบไม่ค้างไปฟินแลนด์ ไปประชุม ASEM สองวัน และประชุม SUMMIT ที่คิวบา ก่อนประชุม General Assembly ของ UN ที่นิวยอร์ก
.
ก่อนวันที่ผมโดนปฏิวัติผมอยู่นิวยอร์ค เจอ Bush ผู้พ่อ และ ผมก็เชิญที่ปรึกษา Dr. Craig Venter คนทำ Genome มนุษย์คนแรกมากับคนเขียนหนังสือ As the Future Catches You ตอนเช้า (กลางคืนเมืองไทย) ผมกินอาหารเช้ากับลูกของทรัมป์สามคนที่ห้องสวีทที่โรงแรมเพราะเขาสนใจจะมาลงทุนประเทศไทย เพราะตอนนั้นประเทศไทยกำลังเนื้อหอม เพราะฉะนั้นผมเป็นคนที่พบปะผู้คนเยอะและติดต่อตลอดเวลาเพื่อจะหาความรู้ความแปลกใหม่ พอผมไปอยู่ลอนดอน ก็เป็นที่รู้กันว่าผมซื้อ Manchester City แต่อยู่ได้ปีเดียว เพราะโดนอายัติเงิน
.
🚩พอโดนปฏิวัติเลยบินกลับไม่ได้ ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่
.
จริง ๆ ในการเดินทางของผมครั้งนั้นมีช่วงว่างอยู่ ตอนแรกผมว่าจะกลับบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้กลับก็คงเพราะซื่อบื้อ ก่อนผมไปผมก็เริ่มสงสัยบ้างล่ะ ผมเลยเขียนประกาศภาวะฉุกเฉินไว้ทีหมอพรหมมินทร์ ตอนนั้นเป็นเลขาฯ ผม และ ให้ไว้กับรองชิดชัยอีกฉบับ
.
พออยู่ตรงนั้นทำท่าไม่ดีจะให้ประกาศ วันนั้นผมเห็นละว่าอาการไม่ค่อยดี จะให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน คนของผมสองคนไปตามหารัฐมนตรีกลาโหม แต่วันนั้นรัฐมนตรีกลาโหมถูกพาไปซ่อมที่ไหนไม่รู้ มิ่งขวัญอ่านประกาศได้ครึ่งเดียวก็ถูกจี้ ช่องเก้าถูกปิด ทำให้เราประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ทัน
.
ตอนนั้นพอโดนปฏิวัติแล้วก็เลยบินกลับไม่ได้ เพราะเครื่องบินการบินไทยถูกล็อคไว้โดย คปค. ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่ สรุปผมไปลงลอนดอน หลังจากนั้นผมเคยถามพลเอกสนธิเล่นๆ ว่าถ้าผมอยู่ ท่านกล้าปฏิวัติมั้ย เขาบอกไม่กล้า เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนกล้าคอมมานด์ ผมเป็นคนไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นนักเลงพอ จบเป็นจบ
.
🚩สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีกไป
.
สิ่งที่เสียใจที่สุดของการปฏิวัติครั้งนั้นคือรัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีดไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับคนไทยที่สุด ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องแคร์คนไทย
.
เมื่อปี 2518 ตอนรัฐบาล อ. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ผมกลับมาไปอยู่กับคุณปรีดาเพราะเป็น ส.ส. เชียงใหม่ ตอนแรกผมขอไปเป็นนายตำรวจติดตาม แต่ท่านให้ผมทำงานสำคัญ เช่น กลั่นกรองเรื่องเข้า ครม. ตอนนั้นอายุแค่ 25-26 เลยทำให้เห็นเรื่องราวมาตั้งแต่อายุน้อย
.
เลยรู้ว่ารัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่งมาก ๆ เวลากฎหมายสำคัญเข้าสภาต้องแจกกล้วย สมัยก่อนกล้วยราคาถูก 50,000 บางที 100,000 ถ้าสำคัญหน่อย อันนี่คือ 36 ปีที่แล้ว ผมถูกใช้ให้ทำหน้าที่แบบนี้เลยเห็นการเมืองแบบนี้ แล้วผมไม่ชอบเลย ผมรู้ว่าการเมืองแบบนี้เพิ่มต้นทุนให้กับพรรคการเมือง พรรคต้องมีเงินทำให้พรรคต้องคอร์รัปชัน
.
สมัยนั้นมีขบวนทุกขบวนผมต้องรับแทนรัฐบาลสมัยนั้นหมด สหภาพแรงงาน ต้องซื้อข้าวหมกไก่ไปให้กิน เรียกว่าทำทุกอย่าง ผู้ใหญ่ในรัฐบาลตอนนั้น จะรอชี้แจงคณะรัฐมนตรีก็ต้องมากินข้าวกับผม พวกผู้ใหญ่ก็เลยสนิทกับผม ก็เลยมีเครือข่ายขึ้นมา ตอนนั้นไม่มียังไม่ค่อยมีตังค์ ยังไม่แต่งงาน จะไปซื้อรถ Lancer ใช้ ตอนนั้นพ่อตาผมรู้จักมิตซูบิชิ ดาวน์ 30,000 ตอนนั้นผมเงินเดือน 1,800 ผมก็ทำงานทุกวัน มีออกทีวีบ้าง เลยรู้จักคนเยอะ สร้างเครือข่าย
.
การเมืองเป็นแบบนี้ต้องมาแบ่งอำนาจกัน 4 คนได้รัฐมนตรีคนหนึ่ง ก็ต้องคอยมาวนกันเป็น ผมคิดว่าการเมืองแบบนี้มันตลก เห็นบอกจะปฏิรูป การเมืองที่ปฏิรูปจริงคือ “การเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40” เพราะทำให้นายกฯ มีภาวะผู้นำแก้ปัญหาของชาติได้เต็มที่โดยไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาต่อรอง หลังฉบับ 40 เปลี่ยนมาฉบับ 50 ก็แย่หน่อย ต่อมาเป็นฉบับ 60 อันนี้เลวร้ายที่สุด ทำให้พรรคอ่อนแอ มีพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ต้องแจกกล้วยกันเป็นหวีๆ
.
🚩อาครับ ผู้ใหญ่ทางวังเขาไม่เอาแล้ว
.
ก่อนหน้านั้นที่มีการเดินสายทำงาน พวกสื่อก็เริ่มหันมาตีผมเลย ผมก็ถาม บังเอิญวันนั้นผมไปนั่งกินข้าวเจอลูกเจ้าของสื่อแห่งหนึ่ง “ทำไมพ่อลื้อตีอาขนาดนี้” เขาก็บอกผมว่า “อาครับ มีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อ บอกวังไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องตีต้องไล่ออกไป” ทั้งหมดเนี่ย ผมมีเรื่องกับ palace circle ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว
.
ตอนนั้นถ้าใครจำได้ ผมใช้คำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” สมัยนี้ใช้คำว่า “รัฐพันลึก” คนที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับการเมืองการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญ โดยใช้ความเป็นคนเหมือนทำงานอยู่ในวัง แต่ผมไม่คิดว่าเจ้านายจะทรงเกี่ยวข้อง แต่คนพวกนี้มันแอบอ้าง สมัยผมเป็นนายกฯ มีคนมาหาผมบอก บก. อย่างกินข้าวกับท่าน พอไปถึงก็บอก บก. ว่าอยากกินผมอยากกิจข้าวกับ บก. ผลสุดท้ายกลายว่าไอ้นี่มันแต่งเรื่อง มันจะมีลักษณะ “ค้าเงา” อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ผมบอกว่า “วังไม่เอาแล้ว” มันเป็นคำพูดของเขา ไม่ใช่คำพูดของผม
.

ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่

คิดเคลื่อนไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุเพราะรูปใบเดียวทำให้ทักษิณถอย และทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้

…………………
อ่านข้อเขียนของคุณ สมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้วดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในบทความชื่อ
อดีตข้าราชการทำเนียบฯ เล่าเหตุการณ์ในนิวยอร์กเมื่อทักษิณรู้ว่าถูกรัฐประหาร
https://www.bbc.com/thai/58552609?at_medium=custom7&at_custom4=A54B702C-183A-11EC-A99F-31A9923C408C&at_custom2=facebook_page&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_campaign=64&at_custom3=BBC+Thai&fbclid=IwAR04gggo8PGMTzuvZvpkvBTxI0rmEaDD7bcckBG4u5-TxIxEmgYiAYxGQn0

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ ได้เล่าถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของทักษิณ เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าเกิดรัฐประหารที่เมืองไทย ในเวลานั้นทักษิณคิดจะสู้เต็มที่โดยใช้เวทีที่ประชุมสหประชาชาติได้กล่าวสุนทรพจน์

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าว่า

แต่ทั้งหมดต้องยุติลงประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 19 กันยา ต่อ 20 กันยา เมื่อคณะรัฐประหารเผยแพร่ภาพ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน, พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ และพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต”

ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

นายกฯ ทักษิณประณามพวกทำการรัฐประหารและตอนแรกคิดจะสู้ไม่ถอย กำหนดการในช่วงเช้าต้องยกเลิก ท่านสั่งการให้แก้ไขสุนทรพจน์ซึ่งมีกำหนดจะพูดที่สมัชชาสหประชาชาติในเวลา 19.00 น ซึ่งได้เปลี่ยนจากเดิมที่จะกล่าวในวันที่ 20 ก.ย เพื่อประณามและบอกเล่าให้นานาชาติรับรู้ถึงการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปประจำการใกล้ห้องท่าน ตั้งใจจะทำ war room ศูนย์บัญชาการรบสู้ โดยให้อยู่ที่นิวยอร์กอีก 2 วันเพื่อดูสถานการณ์ ดิฉันจึงต้องวุ่นวายเร่งรีบติดต่อกับผู้อำนวยการของการบินไทย และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าต่อว่า
ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

…………………..

แน่นนอนว่าถ้าทักษิณใช้เวทีสหประชาชาติประณามพวกทำการรัฐประหาร ก็คงไม่มีประเทศไหนไม่ยอมรับการกระทำของทักษิณ

และการรัฐประหารดังกล่าวก็คงจะไม่มีประเทศไทยยอมรับ และล้มเหลวในที่สุด

แต่เมื่อมีรูปใบนั้นออกมา ทักษิณจึงถอย และประเทศไทยก็ตกในหลุมดำของรัฐประหาร 2549 มาจนถึงปัจจุบัน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น