หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

จุดเริ่มต้นและจุดจบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ถ้าใครเกิดทันและจำได้​ ก่อนที่พล.อ.เปรมจะบอกว่า​ “ผมพอแล้ว​”แล้วไม่ยอมนั่งตำแหน่งนายก​ ก่อนหน้านั้นหลายปีเหมือนกัน​ พล.ต.จำลอง​ ศรีเมือง ที่พล.อ.เปรมแต่งตั้งให้มาเป็นเลขาธิการ​นายกรัฐมนตรี​ ก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งด้วยข้ออ้างว่า​ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้ง

ถ้าท่านไม่รู้ว่า จำลองเป็นคนของใครก็ให้ดูตอนที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูรในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังหลงไหลได้ปลื้มว่า​ จำลองต่อสู้​เพื่อประชาธิปไตย​ ตัวผมเองตอนนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยก็ยังไปช่วยพรรคจำลองหาเสียงในการเลือกตั้งหลังพฤษภ​าทมิฬปี​ 35

ภายหลังค่อยมารู้ว่า​ที่จำลองไปนำม็อบไล่สุจินดา​ในตอนนั้นเพราะสุจินดาชักจะมีอำนาจเกิน​ และ​0143 ก็เป็นปึกแผ่นจนจะกำลังกลายเป็นกล้ามเนื้อนอกบังคับ

จำลองจึงถูกใช้ให้มานำม็อบไล่สุจินดา

พล.อ.เปรมอยู่มา​8ปี​ ภาษาทางการเมืองเขาเรียกว่า​ ชักจะรากงอก​ เริ่มมีเครือข่าย​มีอิทธิพล​ จนอาจจะเป็นอันตรายต่ออำนาจเหนือรัฐ​ จึงมีการส่งสัญญาณ​เริ่มมาจากที่จำลองลาออกจากตำแหน่ง​ และอะไรอีกหลายอย่าง​ จนพล.อ.เปรม​เริ่มไหวตัว​ทันจึงบอกว่า​ผมพอแล้ว​ และได้ไป​อยู่​ในที่เหมาะควรและปลอดภัย

พอมาถึงยุคนายกทักษิณ​ ก็มีการส่งสัญญาณ​ผ่านการลาออกของวิษณุ​  เครืองาม​ และมีอีกหลายอย่างที่นายกทักษิณโดนกระทำ​ ทั้งการเดินสายพูดให้ในเรื่องต่างๆ จนมีการไปถามกันต่อหน้า​จนเป็นเป็นที่มาของคำพูดของนายกทักษิณ​ว่า​ เพียงแค่กระซิบบอกนั่นแหละ

ตอนนั้นนายกทักษิณ​ไปโฟกัสผิดคน​ บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ​ในตอนนั้นที่นายกทักษิณ​พูดถึงในตอนนั้น​กับที่นายกทักษิณ​รู้ในตอนนี้เป็นคนละคนกัน กว่าจะรู้ว่า​ โฟกัสผิดคนก็สายไปแล้ว

จนภายหลังมีคนมาสารภาพให้ฟัง​ ที่พี่โทนี่บอกว่า​ อัดคลิปไว้นั่นแหละถึงรู้ว่า​ โฟกัสผิด​ เพราะคนคุมการลอบสังหารสารภาพหมดว่า​ใครสั่ง​ ใครเป็นคนเอาคำสั่งมาบอก​ และวางแผนให้เข้าใจผิดนายกทักษิณ​อย่างไร​ จึงทำให้ตัดสินใจรับงาน

และถึงวันนี้​พี่โทนี่บอกว่า​ เปิดคลิปไม่ได้เพราะกระทบหลายคน​ บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว

และเมื่อนายกทักษิณ​โฟกัสผิดคน​ และถามเจ้าตัวแล้วเจ้าตัวปฎิเสธ​ ก็วางใจจนถูกปลุกม็อบไล่จนนำไปสู่การรัฐประหาร​ในเดือนนี้เมื่อปี​2549

และกำลังหลักคนหนึ่งที่มาไล่นายกทักษิณ​ก็คือ​ จำลอง​ ศรี​เมือง

และคนที่มาเป็นนายกแทนก็อยู่ในขบวนการ​ที่มีคนมาสารภาพกับพี่โทนี่

มาถึงยุคประยุทธ์​ ประยุทธ์​เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินที่แล้ว​ ไม่ใช่แผ่นดินนี้

ไม่ใช่หมาของเจ้าของบ้านในตอนนี้

ส่วนอีกคนเป็นหมาของเจ้าของบ้าน

ถ้าเอาไปเทียบการส่งสัญญาณ​ผ่านจำลอง​ ศรี​เมือง​ในยุค​ก่อน​

ในยุคนี้ก็มีหลายครั้งที่ส่งสัญญาณ​ผ่านคนของเจ้าของบ้าน​ทั้งออกมาแสดงความคิดเห็น​เรื่องไม่เห็นด้วยในการซื้อเรือดำน้ำ​  จนมาถึงทุกวันนี้

ประยุทธ์​บอกว่า​ คุยข้อราชการได้คนเดียว​ ไม่มีอะไร

นายกทักษิณ​ก็เคยเจอแบบนี้​ เรื่องแทงกันใครมันจะยอมรับ

ตอนนี้ประยุทธ์​เหมือนไก่ชนที่ถูกใช้งานจนหมดสภาพ​ ขึ้นกับว่า​ หลังจากนี้จะจัดการไก่ชนตัวนี้แบบไหน​ จะเอาไปตีหม้อหรือเลี้ยงเอาไว้เหมือนที่แผ่นดินก่อนเลี้ยงเปรม

ประยุทธ์​ไม่รู้​ว่า​รู้ตัวหรือระแวงระยะหลังเลยเป็น”ไข้ม่วง” ใส่สีม่วงไม่ดูวันบ่อยๆ​ เพื่อหาหลังพิง

ถ้าประมวลจากอดีตมาปัจจุบัน​จะทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง​ และต้องปรับกระบวนทัศน์​ในการมองการเมืองใหม่พอสมควร

ไม่นับเรื่องโผตำรวจ​ โผเมียหลวง​ โผเมียน้อย​

และโผทหารที่อำนาจทหารถูกยึดไปจากประยุทธ์​และประยุทธ์​พยายามยื้อต่อรองโผ​ทบ.จนต้องเลื่อนการพิจารณา​เมื่อกลางเดือนที่แล้ว​ และจนวันนี้โผยังไม่ออก

การเมืองกับอำนาจเหนือรัฐยุคนี้จะมองด้วยกระบวนทัศน์​แบบแผ่นดินก่อนไม่ได้​ แต่ก็มีบางอย่างที่เทียบเคียงได้

แต่ที่แน่ๆคือ​ สมัยหน้าหลังการเลือกตั้ง​ไม่มีประยุทธ์​เพราะไก่ชนแพ้หมดสภาพ​ ไม่มีใครเขาเอาไปตีอีก​ ประยุทธ์​ทำได้แค่จะไป​อยู่​ที่ไหนถึงจะไม่ถูกเช็คบิล

หรืออีกทางก็คือต้องมีพรรคการเมือง​ของตัวเองแล้วลงเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจด้วยตัวเอง

ซึ่งคำถามคือ​ แล้วใครจะเลือก

Cr ถือแถน

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หวยกับผู้ว่าฯ มาด้วยกันได้อย่างไร

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(กองสลาก)เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2482 นับถึงป้จจุบันเป็นเวลา 82 ปีแล้ว มีหน้าที่พิมพ์สลาก (หวย) จำหน่ายให้แก่ประชาชน
.
ในอดีต กองสลากอยากจะกระจายสลากไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ไม่มีสาขาและเจ้าหน้าที่ในต่างจังหวัด  กระทรวงการคลัง (ในฐานะกำกับดูแลกองสลาก) จึงทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย ขอให้จังหวัดเป็นผู้กระจายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อยแทน ตามหลักเกณฑ์ที่กองสลากกำหนด โดยจะให้ค่าบริหารจัดการ (ค่าเหนื่อย) แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 2 ของราคาสลาก
.
ปัจจุบัน สลากเล่มหนึ่งมี 100 ใบๆ ละ 80 บาท เท่ากับราคาเล่มละ 8,000 บาท ผู้ว่าฯจะได้ค่าเหนื่อย 2 % เท่ากับเล่มละ 160 บาท ถ้าจังหวัดได้รับโควต้าสลากงวดละ 500 เล่ม ผู้ว่าฯ จะได้รับเงินค่าเหนื่อยงวดละ 80,000 บาท เดือนหนึ่งมี 2 งวดเท่ากับจะได้เดือนละ 160,000 บาท
.
ในการนี้ มหาดไทยได้เห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงตอบแทนโดยแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นบอร์ดของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
จังหวัดใดจะได้โควต้าสลากไปจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ประชากรมากก็จะได้โควต้าสลากมาก ประชากรน้อยก็จะได้โควต้าสลากน้อย ดังนั้น จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ จะได้รับค่าเหนื่อยจากกองสลากงวดละหลายแสนบาท
.
ส่วนจังหวัดเล็กๆ อย่างเช่น ระนอง นครนายก แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม ฯลฯ จะได้ค่าเหนื่อยแค่หลักหมื่นต่องวด ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ว่าฯ ถึงอยากย้ายไปอยู่จังหวัดใหญ่ๆ
.
เงินค่าเหนื่อยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้จากกองสลากนี้ ถือเป็นเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าฯ จะนำไปใช้จ่ายในกิจการใดๆ ก็ได้ ในทางปฎิบัติแต่ละเดือน ผู้ว่าฯ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ช่วยปฏิบัติงานในการกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย ได้แก่ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เจ้าหน้าที่ในที่ทำการปกครองจังหวัด หรือสำนักงานจังหวัด แล้วแต่กรณี
.
ส่วนเงินที่เหลือจากการแบ่ง (ซึ่งน่าจะเหลือเยอะ) อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าฯ จะใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อการกุศล กิจการสาธารณะประโยชน์ ภัยพิบัติ ทำบุญ หรือใช้จ่ายส่วนตัว ทำได้ทั้งนั้น อย่างเช่นที่เคยเป็นข่าวว่า ผู้ว่าฯ เข้าโรงรับจำนำไปไถ่ถอนเครื่องมือทำมาหากินคืนให้แก่ผู้ขัดสนที่เอาของไปจำนำ สันนิษฐานว่าอาจใช้เงินก้อนนี้ไปไถ่ถอน และเมื่อผู้ว่าฯ ย้ายหรือเกษียณ เงินก้อนนี้จะตามตัวผู้ว่าฯ ไปด้วย แต่บางท่านอาจมีน้ำใจเหลือทิ้งไว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ว่าฯ ท่านใหม่เอาไว้บริหารงานในกิจการที่จำเป็น
.
สำหรับหลักเกณฑ์การกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย จังหวัดจะดำเนินการตามที่กองสลากกำหนด คือจัดสรรให้คนละ 5 เล่ม (เล่มหนึ่งมี 100 ใบ) ทั้งนี้ ในแต่ละงวด ผู้ค้ารายย่อยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีจะต้องนำเงินสดไปซื้อสลากที่จังหวัด ในราคาเล่มละ 7,040 บาท จำนวน 5 เล่ม เท่ากับ 35,200 บาท (กองสลากคิดราคาใบละ 88% ของราคาสลาก เท่ากับใบละ 70.40 บาท โดยจะให้ส่วนลด 12% เท่ากับผู้ค้าจะได้กำไรใบละ 9.60 บาท) ถ้าขายสลากใบละ 80 บาทหมดในแต่ละงวด จะได้กำไรงวดละ 4,800 บาท หรือเดือนละ 9,600 บาท ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงาน
.
ถ้าหากผู้ใดอยากซื้อสลากจากจังหวัดมาขายบ้าง ไม่สามารถซื้อได้ทันที เพราะโควต้าที่จัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยเต็มหมดแล้ว จะต้องไปขอขึ้นบัญชีสำรองไว้ที่จังหวัด
.
ถามว่าผู้ขึ้นบัญชีสำรองไว้มีโอกาสได้โควต้าสลากจากจังหวัดมาขายไหม ตอบตรงๆ ก็คือโอกาสแทบเป็นศูนย์ เพราะโควต้าจะว่างลงต่อเมื่อ ผู้ค้ารายเดิมเสียชีวิต หรือสละสิทธิ์โควต้า หรือถูกยึดโควต้าคืน เนื่องจากทำผิดกฎที่กองสลากกำหนด เช่นขายสลากเกินราคา นำสลากไปรวมชุดกับผู้อื่น อีกอย่างก็คือบัญชีสำรองตอนนี้ยาวเป็นหางว่าว กว่าจะถึงชื่อเราก็คงม้วยมรณาไปแล้ว
.
การที่กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลเจริญรุ่งเรืองมาตลอด 82 ปี ทำกำไรส่งรัฐเป็นกอบเป็นกำ เป็นเพราะว่ารัฐผูกขาดดำเนินการเพียงเจ้าเดียว ใครจะมาทำแข่งไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย ขายดีขนาดพิมพ์สลากเพิ่มใหม่กี่ครั้งๆ ก็ขายหมดไม่มีเหลือ ซ้ำยังขายเกินราคาอีกต่างหาก ยิ่งรวมชุดมากใบ ราคายิ่งแพง
.
นอกจากนี้สื่อมวลชนยังช่วยโหมประโคมข่าวยังกับว่าได้ค่าโฆษณาจากกองสลาก เอาภาพคนถูกรางวัลที่ 1 มาชูหวยชูคอยิ้มเผล่ ลงข่าวหน้าหนึ่ง หรือลงข่าวดาราคนนู้น นักร้องคนนี้ ซื้อสลากเป็นปึกแล้วถูกรางวัล หรือลงภาพป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายกฯ ทำให้ชาวบ้านและข้าราชการจนๆ อย่างพวกเราที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยจากการทำงาน เกิดกิเลสตัณหา พากันหวังน้ำบ่อหน้า เสาะหาหรือตีความเลขเด็ดต่างๆ จากการใบ้หวย เซียมซี หรือจากความฝัน แล้วกัดฟันซื้อสลากงวดละหลายใบแม้ว่าราคาจะแพงแสนแพง เพราะอยากจะเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ทั้งๆ ที่โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น
.
ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนใหม่ๆ คิดว่าทหารจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จึงได้มีคำสั่ง คสช. แต่งตั้งอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขณะครองยศพลตรี มาเป็นประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังว่าจะแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาให้ได้ ชาวบ้านก็ดีใจหวังว่าจะมาช่วยปลดทุกข์ให้
.
แต่ที่ไหนได้กลับแพงยิ่งขึ้น ไปยกเลิกสัมปทานของผู้ค้ารายใหญ่ แล้วเอาไปประเคนให้พรรคพวกเครือข่ายของตัวเอง เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลนิธิ สมาคมการกุศลคนพิการต่างๆ กลายเป็นเหลือบฝูงใหม่ ชาวบ้านยังคงซื้อสลากราคาแพงเหมือนเดิม   
.
ขนาดบอร์ดกองสลากท่านหนึ่งถึงกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หมดปัญญาแก้ปัญหาสลากราคาแพง ได้ยินอย่างนี้ก็เศร้าใจ ยิ่งได้ข่าวว่ากองสลากกำไรดี จ่ายโบนัสให้พนักงานคนละ 8 เท่าของเงินเดือน
.
ขณะที่ชาวบ้านซื้อสลากราคาแพงทุกงวดๆ จากเศร้าใจเลยกลายเป็นเอือมระอา ในช่วงที่คุณมีอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่แก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ยังทำไม่ได้ แล้วคุณจะบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร คุณประยุทธ์ !!!

#บทความข้าราชการปลดแอก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ก.ย.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การปิดกั้นสื่อเครื่องมือของเผด็จการ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การปิดกั้นสื่อดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการกุมอำนาจทางการเมืองของผู้นำเผด็จการที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี (Illiberal Democracy)

เมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจได้ยินข่าวที่ทางการจีนประกาศห้ามสำนักข่าว BBC ออกอากาศในจีน การแบนเกิดขึ้นหลังจากที่ Ofcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษได้ถอนใบอนุญาตของ China Global Television Network (CGTN) หลังจากพบว่า CGTN ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ BBC ได้นำเสนอข่าวต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพพจน์ของจีนเสื่อมเสีย ซึ่งรวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และล่าสุด การกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยในรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ BBC ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของหญิงชาวอุยกูร์หลายรายที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และทรมานในค่าย “re-education” ของจีนในซินเจียง (1)

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด รัฐบาลจีนออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหา และต้านว่ารายงานเหล่านั้นเป็นความเท็จที่ไม่มีมูล การระงับการออกอากาศของ BBC ในจีนถูกให้เหตุผลว่า BBC ละเมิดข้อกำหนดที่ว่าข่าวควรเป็นความจริงและยุติธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน

ในเมียนมาร์ก็เช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการริดรอนเสรีภาพของสื่อโดยเผด็จการทหาร หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับกุมผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของชาวเมียนมาร์ ประชาชนเกือบทั่วประเทศได้ลุกฮือออกมาต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยการปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ทเป็นระยะ การบล็อกเฟสบุ๊ค รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุม การบล็อกเว็บไซต์ของช่องข่าวของเมียนมาร์ 30 แห่ง รวบถึงเว็บไซต์ด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ทางการจับกุมใครก็ตาม รวมถึงนักข่าว ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยมีโทษจำคุกได้ถึงสามปี

อาจไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อเราได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน หรือท่ามกลางการทำรัฐประหาร เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ แต่การปิดกั้นสื่อในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกยอมรับ

ตามดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 140 จาก 180 ประเทศ  ซึ่งต่ำลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 59 ในดัชนีปี 2547 นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้ล่าเสรีภาพสื่อมวลชน” (Predators of Press Freedom) เคียงบ่าเผด็จการระดับโลกอื่น ๆ เช่น คิม จองอึน, สี จิ้นผิง และ วลาดิเมียร์ ปูติน บนเว็บไซต์ขององค์กร Reporters without Borders (RSF) (2)

ทางการไทยได้จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แม้ว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการคุ้มครองสื่อมวลชน” ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ใน มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 — อย่างเห็นได้ชัด หนังสือและสื่อนับไม่ถ้วนถูกแบน และผู้เขียนถูกลงโทษหรือจับกุม

ตัวอย่างแรกของการปิดกั้นสื่ออย่างไม่เป็นธรรม คือการแบนหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นชีวประวัติเชิงตีความของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนโดย Paul Handley อดีตนักข่าวประจำการณ์ในกรุงเทพฯ หนังสือถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและวางจำหน่ายในปี 2549 อย่างไรก็ตามทางการไทยสั่งห้ามขายหรือเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ก่อนการตีพิมพ์เสียอีก ต่อมาเนื้อหาบางส่วนของหนังสือได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและโพสต์บนอินเตอร์เน็ทโดย Joe Gordon ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเหตุการณ์ที่แสดงถึงการริดรอนเสรีภาพของสื่ออย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือเหตุการณ์หลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 โดยผู้นำทหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลานั้นสื่อโทรทัศน์ 14 ช่องถูกสั่งหยุดออกอากาศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับคำเตือนว่าอย่าเผยแพร่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังได้ถูกสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ล่วงละเมิดสามารถถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด (3)

จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสื่อหลายแขนงถูกปิดกั้นโดยผู้นำเผด็จการ เพียงเพราะสื่อเหล่านั้นเผยแพร่ความจริงด้านลบที่รัฐบาลเผด็จการรับไม่ได้ รัฐบาลจึงใช้วิธี “ปิดหูปิดตาประชาชน” เพื่อนำมาซึ่งความสงบและประโยชน์ในการสืบสานอำนาจของตนอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งวิธีการกดทับเช่นนี้ไม่ใช่หนทางการแก้ไขที่ถูกต้อง หากแต่จะทำให้รอยร้าวระหว่างประชาชนและรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดเราขอเรียกร้อง ความเป็นธรรม สิทธิ และเสรีภาพแก่สื่อมวล ต่อรัฐบาลไทยที่ได้ชื่อว่าปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55794071
https://rsf.org/en/predator/prayut-chan-o-cha
https://www.ctvnews.ca/world/thailand-imposes-media-censorship-as-military-coup-begins-1.1832916


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น