หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ประวัติศาสตร์บางเรื่อง..

จอมพลป.มองตนเองเป็นนักชาตินิยมผู้สร้างชาติที่แข็งแกร่งและน่าภาคภูมิใจ
เหมือนอิตาลีและญี่ปุ่น เขาไม่ปฏิเสธหากฝ่ายเจ้าจะเชื่อว่าเขาอยากจะตีตนเสมอเจ้า เขาเปรียบตนเองเป็นเหมือนรัชกาลที่ 6

ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการ นัโฆษณาชวนเชื่อประจำตัวของจอมพลป.ก็เปรียบจอมพลป.เหมือนพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย เท่ากับว่ากำลังขโมยสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรีไป ยังได้สั่งให้พระองค์เจ้าอาทิตย์ผู้สำเร็จราชการฯ มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดแก่ตน และยังครอบครองพระคทาของรัชกาลที่ 6 ไว้อีกด้วย

หลังจากจอมพลป.ยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองประเทศ ในปี 2484 เขาปลดนายปรีดีจากคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายปรีดีในคณะผู้สำเร็จราชการฯที่ไม่มีอำนาจ แต่นายปรีดีได้ใช้ตำแหน่งนี้อำพรางบทบาทผู้นำขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านญี่ปุ่นและจอมพลป.
ในที่สุดการสนับสนุนจอมพลป.จากกองทัพและสภาก็อ่อนแรงลง
กลางปี 2487 จอมพลป. พยายามปิดฉากราชวงศ์จักรีและเริ่มราชวงศ์ใหม่
ของตนด้วยการเสนอย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ
และราชวัง และย้ายเถรสมาคมไปยังศูนย์พระพุทธศาสตร์แห่งชาติแห่งใหม่ที่สระบุรี แต่นายปรีดีได้รวบรวมกำลังในสภาล้มข้อเสนอของจอมพลป. ในเดือนกรกฎาคม และจอมพลป.ถูกบีบให้ลาออก

คนที่ขึ้นมาแทน คือ นายควง อภัยวงศ์ นักการเมืองหัวเสรี หนึ่งในผู้ก่อการ 2475
พระองค์เจ้าอาทิตย์ ผู้สำเร็จราชการฯ ก็ลาออกด้วย ปล่อยให้นายปรีดีที่เคยเป็น
ตัวน่าชิงชังสำหรับรัชกาลที่ 7 กลายเป็นผู้สำเร็จราชการฯ แทน

นายปรีดีปล่อยผู้ที่ถูกจำคุกจากคดีกบฏ 2482 ออกมาทั้งหมด รวมถึงพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ด้วย เพื่อแสดงให้ฝ่ายเจ้าเห็นว่า เขาได้ปรับลดความเป็นศัตรูต่อสถาบันกษัตริย์ลงมาแล้ว โดยทำในนาม
ของในหลวงอานันท์ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงอานันท์
และรัชกาลที่ห้า ในวันที่ 20 กันยายน 2487

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติ จอมพลป.และพรรคพวกถูกจับ และสมาชิกขบวนการเสรีไทยขึ้นกุมอำนาจ นายปรีดีทูลเชิญในหลวงอานันท์กลับประเทศ แล้วขึ้นครองราชย์เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะในเดือนกันยายน 2488 อันเป็นต้นเหตุให้กำเนิด.วิชาแพะ.และความขัดแย้งในสังคมไทยในเวลาต่อมากระทั่งปัจจุบันนี้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”

—“นวมทอง ไพรวัลย์” บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร—

    31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์  ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก่อร่างประวัติศาสตร์ของสามัญชน ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

   สำหรับผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

    คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

     ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน”

ด้านหลังเป็นบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
“อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง
เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล
ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน”

     ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

     นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร
      นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี ‘เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ’ ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี 2475 แต่อย่างใดเลย

—-เนื้อความในจดหมายลา

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า—–

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สถาบันกษัตริย์เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ก่อนจะถึง​ 6​ ตุลาคม2519 อันน่าเศร้าสลด
กรกฎาคม 2518 นายกคึกฤทธิ์เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีน กลุ่มกระทิงแดงเร่งมือโจมตียั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการประท้วงของกรรมกร และบุกลุยกิจกรรม
ของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายโดยที่มีตำรวจยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อนายกคึกฤทธิ์กลับมากล่าวหาว่าตำรวจว่ายุยงส่งเสริมให้มีการใช้กฏหมู่

พอ 19 สิงหาคม 2518ตำรวจนับร้อย
(ที่มีหลายคนเกี่ยวข้องกับกระทิงแดง)
ตอบโต้ด้วยการเดินขบวนไปพังบ้าน
ของนายกฯคึกฤทธิ์ที่ซอยสวนพลู
บุกทำลายข้าวของเเสียหายยับเยิน

วันถัดมา กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านและนวพลเข้าร่วมประท้วงนายกคึกฤทธิ์ โดยใช้รถและอุปกรณ์สื่อสารของตำรวจ

ทั้งนายกคึกฤทธิ์และพลเอกกฤษณ์
ต่างหมดปัญญาจัดการด้วยกลัวจะเกิดผลลุกลามหรือเกิดการรัฐประหารแม้ว่าภูมิพลจะยังนิ่งสงบ แต่โดยท่าทีและความเกี่ยวพันแล้วแสดงให้เห็นว่าภูมิพล​ ไม่สนับสนุนรัฐบาลคึกฤทธิ์ซ้ำยังยึดมั่นกับฝ่ายขวาจัด

พระราชวงศ์ก็ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของทหารและลูกเสือชาวบ้านบ่อยครั้งขึ้น
และไปร่วมพิธีที่จิตตภาวันและค่ายฝึกของกระทิงแดง ย้ายข้างไปอยู่ปีกขวาจัด
โดยเห็นได้จากการแต่งตั้งทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นองคมนตรีเป็นครั้งแรก
ในเดือนมีนาคม 2518 คือ พล.ท. สำราญ แพทยกุล ผู้ช่วยผบ.ทบ.ที่เพิ่งเกษียณอายุ
พ่อของพล.ท.สำราญ เคยรับใช้รัชกาลที่ 6 และภูมิพลทรงรู้จักเขาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ตอนที่พล.ท.สำราญดูแลทหารไทยชุดแรกที่ไปรบในเวียตนาม และได้เขียนรายงานชิ้นสำคัญถึงความจำเป็นในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายในหมู่ชาวเขา
ด้วยวิธีการเชิงสังคมการเมืองกำกับด้วยยุทธการทางทหารที่เฉียบขาดพล.ท.สำราญควบคุมดูแลการต่อสู้
กับผู้ก่อการร้ายในบริเวณชายแดนตะวันตกและภาคเหนือจนถึงปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระราชวงศ์เสด็จบ่อยครั้งภายใต้การอารักขาของกองทัพ
ยุทธวิธีของเขาประกอบด้วยการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับปฏิบัติการค้นหาและทำลายถล่มด้วยระเบิดและกระสุนปืนในช่วง 2516-2517

พล.ท.สำราญเป็นรองประธานรัฐสภา
และทำงานกับกอรมน.ช่วยกำกับดูแลนวพลเป็นงานสำคัญเป็นที่ปรึกษาที่คอยรายงานเรื่องความมั่นคงต่อในหลวงอย่างตรงไปตรงมาจึงทรงเข้าใจปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการก่อการร้าย
แต่ก็กลัวภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ลังเล
ที่จะจัดการกับปัญหาอย่างเฉียบขาด
และทั่วถึงเจ้าหน้าที่กอรมน.รายหนึ่ง
เขียนเกี่ยวกับพล.ท.สำราญว่า หากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงและเด็ดขาด
เขาก็เด็ดเดี่ยวและไม่ยั้งที่จะใช้ความรุนแรงพวกฝ่ายขวาได้เร่งปฏิบัติการ
เข่นฆ่าขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนาผลักดันให้ฝ่ายช้ายยิ่งเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้นเรื่อยๆ

การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบท
อย่างหนักหน่วงรุนแรง ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่บริสุทธิ์เข้าร่วมกับพคท.มากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งภูมิพลหละหลวมกับโครงการพัฒนา
ของหลายโครงการหลวงในบางพื้นที่ยิ่งทำให้ชาวบ้านเริ่มมองออกว่าสถาบันฯเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ข่มเหงรังแกพวกเขาและเข้าใจว่าพวกที่ทำการกวาดล้าง
บุกถล่มหมู่บ้านต่างๆเป็นลูกน้องหรือลูกสมุนของภูมิพล สิริกิติ์และสังวาลย์

ในเมือง พวกนักศึกษาเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอันธพาลการเมือง
หน่วยงานความมั่นคงกับภูมิพล พวกเขามองเหตุการณ์ 14 ตุลาว่าเป็นการเปิดเผยให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับยึดมั่นในอำนาจและการรักษาสถานะของตนไว้เท่านั้น นักเคลื่อนไหวระดับนำคนหนึ่ง
ได้รำลึกในภายหลังว่า ในเหตุการณ์ 14 ตุลานั้น คนในแวดวงของเขาต่างเชื่อโดยสนิทใจว่าภูมิพล​ อยู่ข้างพวกเขาที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

แต่พอถึงต้นปี 2519 จึงเริ่มรู้และเห็นชัดว่ากษัตริย์​ไม่ชอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และที่ได้เรียนรู้คือภูมิพลไม่ได้อยู่เหนือการเมือง ซ้ำยังเป็นผู้เล่นการเมืองอีกคนหนึ่งด้วย

พวกนักศึกษาได้ถกเถียงกันว่าภูมิพล
เป็นพวกเดียวกับพวกเผด็จการขวาจัด
หรือไม่เมื่อก่อนภูมิพล​ มักใช้วิธีลับลวงพรางตีสองหน้าไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน
แต่นักศึกษาเริ่มมองเห็นชัดเจนแล้ว
ว่าภูมิพล​ เป็นพวกเดียวกันกับพวกเผด็จการทหารขวาจัดมาโดยตลอด
และทำให้พวกเขายิ่งเข้าใจการที่สถาบันฯ
ถูกโค่นล้มในปี 2475 และจากนั้นพยายามฟื้นกลับมาสู่อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
จึงเป็นตัวขัดขวางระบอบประชาธิปไตย
มาโดยตลอดเป็นตัวแทนของความล้าหลัง
ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สาธารณะ เพราะจะไม่มีใครเอาด้วย(ซึ่งผิดกับปัจจุบัน)​จึงไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรต่อเรื่องที่ภูมิพล​ สนับสนุนขบวนการขวาพิฆาตซ้าย

ภูมิพลแสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์แต่นักศึกษา​พึ่งเริ่มตาสว่างในปี 2518 เมื่อที่ดินที่วังแบ่งไว้ให้ตรง
สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินเพื่อสร้างอนุสรณ์วีรชน 14 ตุลา เกิดติดขัดหลังการวางศิลาฤกษ์ไปแล้วโดยสังฆราชและนายกฯคึกฤทธิ์ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประกาศว่า ที่ดินผืนนั้นติดสัญญาอยู่กับผู้อื่นอันที่จริงภูมิพล​ นั่นแหละที่เกิดเปลี่ยนใจอนุสรณ์สถานนี้จึงต้องหยุดชะงักไปกว่า 25 ปี

ฟางเส้นสุดท้ายหรือจุดระเบิดที่ทำให้ภูมิพลไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้วก็คือการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในลาว
โดยขบวนการประเทศลาว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 สามวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 48 ชันษา

ภูมิพลและพระราชวงศ์ต่างสะพรึงกลัว
เนื่องจากไทยมองสถาบันกษัตริย์ลาว
เป็นประเทศน้องที่มีประเพณี ประวัติศาสตร์และกระทั่งสายลือดร่วมกัน
การล้มครืนของราชธานีเวียงจันทน์
เป็นตัวเร่งอันสุดท้ายที่ทำให้ภูมิพล
ใช้เผด็จการทหารขวาจัด เพื่อสกัดกั้นภัยจากคอมมิวนิสต์ที่ภูมิพลหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ภูมิพลได้ทรงกอบกู้สถาปนาฐานะของราชวงศ์จักรีในรูปแบบ ของระบอบที่รวมศูนย์อยู่ที่ตนดุจเดียวกับในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิพล​ จึงต้องหาทางป้องกันสถานภาพของพระราชวงศ์ให้มีที่อยู่ที่ยืนเป็นสง่าแห่งแคว้นแดนไทยตลอดไปโดยถือความมั่นคงปลอดภัยของ
พระราชวงศ์เหนือสิ่งอื่นใดเหนือกว่าประชาชน และหลักการในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่ศีลธรรมใดๆ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ไทยดังฉาวโฉ่ทั่วโลก

สนง.ใหญ่ที่ญี่ปุ่น ของ บ.โตโยต้า แถลงการร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถึงการที่บริษัทลูกของโตโยต้าในประเทศไทย ได้จ่ายสินบนให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาไทย และข้าชการไทย หลายฝ่าย เพื่อพลิกคดีภาษีรถยนต์รุ่นพรีอุสมูลค่าคดีกว่า 10,000 ล้านบาท (US$350,000,000)

ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องกระบวนการยุติธรรม หรือฝรั่งเรียกว่า RULES OF LAW ซึ่งเป็นเรื่องกังวลของทุนสากลว่ากฎหมายไทยและระบบศาลไทย ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่นักลงทุนสากลได้ ประเทศไทยจึงไร้ความน่าเชื่อถือและไม่น่าลงทุน และควรโยกย้ายกิจการออกไปจากประเทศไทยอีกด้วย

เอาแค่ส่งสินค้ามาขายในประเทศไทย แล้วโกยเงินออกไปโดยไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับระบบราชการไทยหรือรัฐบาลไทยคือทางเลือกที่ดีกว่า

ที่ บ.โตโยต้ายอมสารภาพต่อทางการสหรัฐฯเนื่องจากมีกฎหมายสหรัฐฯห้ามจ่ายสินบนให้แก่ข้าราชการมิฉะนั้นจะเจอคดีอาญาและค่าปรับมหาศาลและ เนื่องจากโตโยต้ามีบริษัทลูกใน USA จึงต้องปกป้อง TOYOTA USA และไม่ยินยอมให้บริษัทลูกในประเทศต่างๆรวมถึงในประเทศไทย ทำผิดกฎหมายดังกล่าวซึ่งหากทำผิดกฎหมาย อาจนำไปถึงการที่ TOYOTA USA ถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามนำรถยนต์โตโยต้าเข้ามาขายในสหรัฐฯ และจนท.จะถูกจองจำและเจอค่าปรับมหาศาล จึงตัดสินใจสารภาพผิดและร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในกรณีดังกล่าว

กระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจที่นักลงทุนสากลจะเพ่งเล็งก่อน หากจะหอบเงินนับพันนับหมื่นล้านมาลงทุนในไทย

นับแต่มีการใช้ ม.44 ปิดกิจการเหมืองทองคำออสเตรเลียในไทย และภาพลักษณ์รัฐบาลคสช.มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไทยไม่น่าเชื่อถือ การลงทุนสากล FDI Foreign Direct Investment ในไทย มีระดับใกล้ 0 ยกเว้นจากประเทศบางประเทศที่ยังนิยมจ่ายสินบน และเข้ามากว้านเช่าซื้อที่ดิน 99 ปีในประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก

ฤาไทยจะย้อนยุคกลับไปในสมัยที่ต้องมีศาลต่างชาติ กฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยซึ่งแม้คนไทยจำนวนมากในยุคนั้นก็ยังยินดีไปเป็นคนในสังกัดต่างชาติเพื่อได้สิทธิในศาลและกฎหมายต่างชาติ เพราะยุคนั้นกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมไทยไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้

การยกเลิกสิทธิกฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยเพิ่งยกเลิกไปทั้งหมดจากโอกาสที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนำไทยเข้าร่วมและชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 และทรงกำชับกวดขันระบบศาล ระบบกฎหมายไทยให้มีความโปร่งใสและมีมาตราฐานสากล จนเป็นที่น่าเชื่อถือ ทางสากลโลกจึงยอมรับกฎหมายไทย

แต่ปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือนั้นลดลงแทบไม่เหลือโดยเฉพาะในช่วงหลังนี้ที่ไทยมีรัฐประหารถึงสามครั้ง รสช. คมช. คสช. ในระยะเวลา คศ 1991 ถึง 2007 หรือคิดเฉลี่ยมีรัฐประหารทุกๆ 5.3 ปี และทุกครั้งจะมีการประกาศให้ทหารผู้ก่อการรัฐประหารมีฐานะรัฐาธิปปัตย์ อยู่เหนือกฎหมาย และมีการนิรโทษกรรมทันที อีกทั้งมีการค้ายาเสพย์ติดครั้งใหญ่เพิ่มขึ้น จึงน่าคิดว่ามีข้าราชการไทยอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ระบบกฎหมายจึงไม่สามารถใช้การได้ นำไปถึงการลงทุนและการจ้างงานคนไทยนับล้านๆคนโดยทุนสากลได้ลดน้อยลงจนถึงระดับใกล้ 0 ในภาวะปัจจุบัน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

อภินิหารกฏหมายใช้ไม่ได้ที่ศาลโลก

ประชาชนชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจ
ในการบริจาคเงินคนละ 1 บาท
ให้คณะทนายความไทย
นำโดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์
ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง
ไปว่าความในกรุงเฮก ที่ตังของศาลโลก

(มีเรื่องเล่ากันว่าหม่อมเสนีย์อัญเชิญดวงวิญญาณพระเจ้าตาก
เข้าไปในศาลโลกเพื่อช่วยคดีเขาพระวิหาร โดยเล่ากันว่าเชิญพระบรมรูป
สงสัยจัง ทำไมเขาไม่อัญเชิญทองด้วง หรืออัญเชิญ ในหลวงอานันท์นะ
เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน น่าจะเฮี่้ยนอยู่)

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2505
ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหาร
อยู่ในอาณาเขตของประเทศเขมร
หลังการตัดสิน
ฝ่ายไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ยอมเลื่อนธงชาติมาอยู่ที่ตีนปราสาท
ประกาศไม่ยอมรับพื้นที่โดยรอบ
ว่ารวมอยู่ในคำตัดสิน

ปี 2543 รัฐบาลไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
(นายกคือ ชวน หลีกภัย) ในขณะนั้น
ได้ไปเซ็นเอกสาร การจัดทำเขตแดน
ที่เรียกว่า MOU 43 โดยมีสาระสำคัญ
คือ ให้ใช้แผนที่ฝรั่งเศสในการทำเขตแดน
และให้ใช้มาตราส่วน 1:200,000
มีผลนอกจากจะเสียเปรียบด้าน
การจัดทำเขตแดนอีกหลายแห่ง

ต่อมา กัมพูชา ต้องการเอาเขาพระวิหาร
เข้าสู่มรดกโลก
จึงได้ทำแผนจะยื่นสู่กรรมการมรดกโลก
รัฐบาลไทยขณะนั้นคือพรรคพลังประชาชน
ได้คัดค้าน
แต่ต่อมาก็ได้ทำความตกลงกับกัมพูชา
ว่าจะเสนอร่วมในนามสองประเทศ
และร่วมกันพัฒนาพืันที่เพื่อผลประโยชน์ร่วม

ซึ่งถ้าการตกลงสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่ก่อนหน้าจะทันยื่น ท่านนายกสมัคร
ถูกพวกขัดขวางความเจริญ
เพียงเพื่อหาเหตุล้มรัฐบาลให้ได้
โดยมีศาลรธน.ร่วมมือกัน
ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ
เพราะตีความว่าขัด 190
และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ
ยังยืนยันว่าแผ่นดินใต้ปราสาท
เป็นของไทย
ส่วนปราสาทเป็นของกัมพูชา
(แต่พอตอนนี้ กลับคำอีกแล้ว หลังจากถูกค่อนขอดว่า ทำไมไม่เก็บค่าเช่า)

ต่อมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
พยายามยั่วยุกัมพูชา ทั้งตัวหัวหน้าเอง
ทั้งลูกน้อง และสลิ่ม
จนเกิดสงครามสู้รบตามแนวชายแดน
ก่อให้เกิดความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน
แถบชายแดนอย่างแสนสาหัส
แต่โดยทางฝ่ายพันธมิตร ที่ยั่วยุให้เกิดสงคราม
มิได้เดือดร้อนด้วยเลย

(เมื่อสงครามสงบ พันธมิตร ก็ไม่เคลื่อนไหวอีก จนปัจจุบัน)

กัมพูชายื่นมรดกโลกแต่เพียงผู้เดียว
แต่ถูกกรรมการส่งกลับให้หาข้อยุติ
เรื่องพื่้นที่โดยรอบปราสาท

กัมพูชาจึงยื่นเรื่องไปยังศาลโลก
ให้ตัดสินชี้ขาดดินแดนโดยรอบประสาท
ตามคำพิพากษา 2505
ว่าครอบคลุมดินแดนโดยรอบหรือไม่

ทางไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์
จึงส่งทนายเข้าสู้ แล้วนายสุวิทย์ คุณกิตติ
ยังทำขายหน้าประเทศ
โดยไปลาออกจากสมาชิกมรดกโลก

พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
ไม่ได้เปลี่ยนทนาย โดยยังใช้ชุดเดิม
ที่แต่งตั้งโดยพรรคประชาธิปัตย์

สลิ่ม และพันธมิตร เริ่มเอาเรื่องนี้
มาเป็นเหตุลัมรัฐบาลอีก
โดยศาลใกล้จะตัดสินแล้ว
ยังออกมาบิดเบือนว่า
รัฐบาลทำให้ไทยเสียดินแดน
ทั้งที่คนก่อเรื่องคือพรรคประชาวิบัติ
และเหล่าพันธมิตร

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นายปรีดีมีความเห็นว่า กษัตริย์เอาเปรียบประชาชนด้วยการเก็บภาษีอย่างมากมายแต่ปฏิเสธที่จะให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนดีขึ้น

ปรีดีชี้ให้เห็นว่า การทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องการมากกว่าเพียงการเขียนรัฐธรรมนูญและการมีสภา

ครึ่งหนึ่งของแผนเศรษฐกิจเกี่ยวกับหัวข้อการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม

นายปรีดีเข้าใจถึงขอบข่ายอำนาจของพระราชวงศ์และขุนนางว่า จะคงอยู่คู่กับที่ดินขนาดใหญ่และเขตคลองที่พวกเขาถือครองอยู่(ปัจจุบันที่ดิน 1 ใน 3 ของกรุงเทพ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของ
สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

นายปรีดีเชื่อว่า นอกเหนือไปจากที่ดิน
ฐานอำนาจของขุนนางคือการควบคุมระบบการศึกษาซึ่งมีผลกับการรับคนเข้าในระบบราชการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกลุ่มขุนนางเน้นการศึกษาให้คนเตรียมเข้ารับราชการโดยมุ่งรับใช้พระมหากษัตริย์

พ.ศ. 2477-2478 นายปรีดีก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นทางเลือกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อ “ธรรมศาสตร์และการเมือง” เพี่อให้เป็นสถาบันสอนวิชาสมัยใหม่ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์
พร้อมๆกับวิชาเช่น กฎหมายและการบริหาร เตรียมเข้าสู่การเมืองใหม่
หลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อนายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เขาได้นำมาตรการหลายอย่างที่กลุ่มนักธุรกิจชาตินิยมต้องการมาเป็นนโยบาย

นายปรีดีเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศไทยได้รับอธิปไตยเหนือระบบภาษีของประเทศอีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังเพิ่มภาษีขาเข้าเพื่อให้การคุ้มครองหัตถอุตสาหกรรมภายใน
ประเทศปรับเปลี่ยนระบบภาษีอากร สร้างรากฐานระบบการเงิน และใช้งบประมาณของกระทรวงการคลังสนับสนุนร่วมเอกชนรัฐบาล

ในช่วงซึ่งฝ่ายกองทัพขยายอำนาจควบคุมกลไกของรัฐ นายปรีดีพยายามที่จะดึงฝ่ายธุรกิจให้เข้าในเวทีการเมือง
กลุ่มของเขาหันมาพึ่งธุรกิจเอกชนเป็นแหล่งทุนเพื่อกิจกรรมทางการเมือง…….

คนที่มีวิสัยทัศน์ ที่ต้องการปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัยขึ้น
จะไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้ เพราะอิทธิพลของกษัตริย์ภูมิพล

ไม่ว่าจะเป็น ปรีดี พนมยงค์

ป๋วย อึ้งภากรณ์

มาคราวนี้นายปรีดีให้การสนับสนุน อาจเป็นเพราะต้องการสกัดผู้สนับสนุนจอมพล ป.ซึ่งมีจำนวนมากในระบบราชการ
การห้ามเชื้อพระวงศ์รุ่นใหญ่ ไม่ให้ลงเลือกตั้งก็ถูกยกเลิกไป ข้อนี้เป็นสิ่งที่มรว.เสนีย์เคยพยายามผลักดัน ตอนนี้จำกัดเฉพาะพระราชวงศ์และผู้สำเร็จราชการฯ เท่านั้น (รวมห้าคน) ที่เล่นการเมืองไม่ได้ในหลวงอานันท์ลงพระนามให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489

ทันทีที่เปิดสภาในเดือนมกราคม 2489 การขับเคี่ยวก็เป็นไปอย่างถึงดุเดือด
คนของนายปรีดีตรวจสอบรัฐบาลตลอดเวลา กลุ่มของมรว.เสนีย์. ก็พยายามใส่ร้ายป้ายสีนายปรีดี

คราวหนึ่ง มรว. เสนีย์กล่าวหานายปรีดีว่ายักยอกเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ที่มรว.เสนีย์อ้างว่าได้ส่งมาให้นายปรีดีสำหรับปฏิบัติการเสรีไทในช่วงสงคราม
จากการสืบสวนปรากฏว่า นายปรีดีไม่เคยได้รับเงินมากไปกว่า 49,000 เหรียญสหรัฐฯ และมีหลักฐานยืนยันทั้งหมด มรว.เสนีย์ก็ได้แต่กล่าวขอโทษ
สำหรับความทรงจำที่ผิดพลาดของตน

นายควง อภัยวงศ์ลาออกตำแหน่งนายรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม 2489
หลังจากพ่ายแพ้การลงมติในร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง

นายปรีดีจำต้องยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิยมเจ้าก็ยิ่งโจมตีนายปรีดี
อย่างดุเดือด โดยปล่อยข่าวว่านายปรีดีเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ เป็นคอมมิวนิสต์
และฉ้อฉลคอรัปชั่น ในเดือนเมษายน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกข้อกล่าวหาอาชญากรสงครามต่อจอมพล ป.ที่ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงสงคราม
(เพราะในตอนนั้นไทยยังไม่มีกฎหมายเรื่องอาชญากรสงครามจึงเอาผิดย้อนหลัง
ไม่ได้) ฝ่ายนิยมเจ้าก็เดือดดาล เพราะพวกเขาต้องการให้จอมพล ป.
ได้รับโทษประหารชีวิต

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จากศิลปินในวัง สู่ ศิลปินแห่งชาติวันนี้ออกปากไล่ประยุทธ์วันนี้บอกต้องปฏิรูปสถาบันฯ

นี่คือเสียงของคนที่ไกล้ชิดกับวัง
เห็นพัฒนาการ​ที่ไม่เหมาะสมหลายประการ
ของการทำงานของรัฐบาล
ของนโยบายที่อื้อต่อวัง
ในลักษณะ​สปอยล์.. ขืนปล่อยไปวังก็ต้องพบจุดจบ
นี่คือเสียงเตือนแห่งความหวังดี

อ.ลัดดาวัณย์ อุปอินทร์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ความกตัญญูกับดักทางสังคมที่โยนภาระทั้งหมดมาให้ประชาชน

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

คนไทยหลายคนคงเคยถูกสั่งสอนและปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ในเรื่องของ “ความกตัญญู” โดยสิ่งที่แสดงถึงความความกตัญญูในสังคมไทยนี้แบบหากเราลองมองเปรียบเทียบในระนาบของสังคมโลก การเชิดชู “ความกตัญญู” ของรัฐไทย อย่างเกินความจำเป็นนั้น สามารถตีความได้ถึงการผลักดันความรับผิดชอบ ต่อประชาชนวัยเกษียณ ให้แก่ประชาชนกันเองในระดับครอบครัว แม้ว่าจริงๆแล้วควรเป็นหน้าที่ของรัฐในการดูแลเรื่องดังกล่าว

อ้างอิงจาก “การคัดเลือกลูกที่มีความกตัญญ อย่างสูงต่อแม่ในปี 2564 ของสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มีเกณฑ์การวัดระดับความกตัญญ อยู่ 5 ประการได้แก่

1 ให้การดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดู และปฏิบัติ ต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ
2 ช่วยเหลือภารกิจและการงานของ(แม่, พ่อ)
3 ประพฤติตนตามคำสั่งสอนของ(แม่, พ่อ)
4 ดารงตนอยู่ในศีลธรรมและเชิดชูวงศ์ตระกูล
5 บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์และเป็นที่ยอมรับของสังคม

จากเกณฑ์วัดข้อที่ 1 คำถามคือ ทำไมการดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูและปฏิบัติต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่่ำเสมอ ต้องเป็นหน้าที่ของลูกกตัญญู เรื่องของความกตัญญู ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันควรเป็นสิ่งที่ extra ในแต่ละครอบครัวจะได้รับมาก หรือน้อยต่างกันไปในแต่ละครอบครัว ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ชีวิตวัยเกษียณของประชาชนทุกคนควรได้รบการดูแลอย่างดีจากสวัสดิการของรัฐ โดยที่ลูกหลานไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของคนพ่อแม่ บุพการี วัยเกษียณ ไม่มีความจำเป็น เพราะติดกับดักกับคำว่า “ลูกกตัญญู”

ด้วยความที่รัฐไทยสร้างโฆษณาชวนเชื่อ ในนิทานเรื่อง “ความกตัญญู” สำเร็จหยั่งลึกลงไปถึงความคิดทางสังคมได้แล้ว จึงไม่แปลกที่คนไทยจะมีตรรกะประหลาดๆ เกี่ยวกับการมีลูก ไม่ว่าจะเป็น “รีบๆมีลูกไว้ใช้งาน” “ถ้าไม่มีลูกแก่ตัวไปใครจะเลี้ยงดู” โดยที่ไม่ได้มีการตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐว่า ทำไมไม่มีอะไรมาการันตีว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนวัยเกษียณทุกคน จะมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ผลักภาระไปให้ประชาชนดูแลกันเอง? และได้รับเงินคนชรา สูงสุดเพียงแค่ 1,000 บาท ต่อเดือน

http://www.ncswt.or.th/news64/thai/ลูก%2064/ประกาศคัดเลือกลูกกตัญญู.pdf
https://www.prachachat.net/general/news-601039
§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
คดีแดง

ร่วงหนัก! จีนประกาศธุรกรรม ‘สกุลเงินคริปโต’ ทั้งหมดผิดกฎหมาย

วันที่ 24 กันยายน 2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ธนาคารกลางจีน ประกาศให้ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดเป็นสิ่งผิดกฎหมายและต้องถูกแบน ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐบาลจีน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามสกุลเงินดิจิทัล

ประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดคริปโต โดยเฉพาะ Bitcoin ร่วงทันทีกว่า 3,000 ดอลลาร์ หรือ 7% ภายในเวลาสั้นๆ จนเกือบหลุด 42,000 ดอลลาร์

ธนาคารกลางจีนให้รายละเอียดว่า คริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด บิตคอยน์ อีเธอเรียม หรือเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดก็ตาม และไม่สามารถหมุนเวียนในตลาดได้ ดังนั้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี ทั้งหมด รวมถึงการชำระค่าบริการและสินค้าผ่านผู้ให้บริการในต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้าในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วย จัดเป็นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

ธนาคารประชาชนจีนประกาศว่า บิตคอยน์ อีเธอเรียม และสกุลเงินดิจิตอลอื่น ๆ ขัดขวางระบบการเงินและถูกนำมาใช้ในการฟอกเงินและอาชญากรรมอื่นๆ “ธุรกรรมอนุพันธ์ของสกุลเงินเสมือนจริงเป็นกิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมายทั้งหมด และเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด” ธนาคารประชาชนจีน ระบุ

ทั้งนี้หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของประเทศยังกล่าวว่า นโยบายปราบปรามคริปโตเคอร์เรนซีนี้เป็นงานเร่งด่วนและสำคัญมาก

https://ch3plus.com/news/program/259189

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6639677

หมวดหมู่
คดีแดง

สหรัฐฯ ปล่อยตัวแล้ว! “เมิ่ง หว่านโจว” CFO หัวเว่ย บินกลับจีน ถอนคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เที่ยวบินของ Air China ที่พาเมิ่ง หว่านโจว ได้ออกจากสนามบินแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อเวลา 16.29 น. ในวันศุกร์ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เมิ่ง หว่านโจว ผู้บริหารระดับสูงของ Huawei Technologies Co. บินกลับไปจีน หลังจากบรรลุข้อตกลงกับอัยการในนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ ในคดีฉ้อโกงของสหรัฐฯ ที่ทำให้เธอต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในแวนคูเวอร์มาเกือบ 3 ปี

ข้อตกลงดังกล่าวไม่เพียงแค่รับประกันการปล่อยตัวเมิ่ง แต่ดูเหมือนว่าจะส่งผลให้จีนปล่อย ไมเคิล คอวริก และ ไมเคิล สปาวอร อดีตเจ้าหน้าที่ทูตชาวแคนาดาที่ถูกจีนดำเนินคดีในความผิดฐาน “เป็นสายลับ” เช่นกัน

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา แถลงว่าข้อตกลงการดำเนินคดี ข้อกล่าวหาต่างๆ ถูกระงับแล้ว ได้รับการอนุมัติในการพิจารณาคดีของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐในบรูคลิน ซึ่งเมิ่งเข้าร่วมฟังผ่านลิงก์วิดีโอ จากนั้นเธอก็ปรากฏตัวสั้นๆ ที่ศาลฎีกาแห่งบริติชโคลัมเบีย ซึ่งคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนถูกเพิกถอน รวมทั้งเงื่อนไขการประกันตัวของเธอ ส่งผลให้คดีที่ยืดเยื้อมานาน ยุติลง หลังก่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับแคนาดาและสหรัฐฯ ตกอยู่ในวิกฤตมาตลอด

รายงานข่าวกล่าวว่า เมิ่ง สวมกอดผู้สนับสนุนและออกจากห้องพิจารณาคดีในแวนคูเวอร์

“นางเมิ่ง หว่านโจว มีอิสระที่จะเดินทางออกจากประเทศแคนาดา” กระทรวงยุติธรรมของแคนาดา กล่าวในแถลงการณ์

รายงานข่าวกล่าวว่า ประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากเมิ่งขึ้นเครื่องบิน เครื่องบินโดยสารอีกลำหนึ่งก็ได้ออกจากจีนบินสู่แคนาดา เช่นกัน โดยมี ไมเคิล คอฟริกและไมเคิลสปาเวอร์ เป็นผู้โดยสารฯ

“เมื่อประมาณ 12 นาทีที่แล้ว เครื่องบินที่ไมเคิล คอฟริกและไมเคิลสปาเวอร์ เป็นผู้โดยสารฯ ออกจากน่านฟ้าจีน และพวกเขากำลังเดินทางกลับบ้าน”
นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา กล่าว

ก่อนหน้านี้ สื่อต่างประเทศรายงานจากการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้กำลังหารือข้อตกลงหนึ่งกับบรรดาทนายความของ เมิ่ง หว่านโจว ลูกสาวผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของหัวเว่ย ได้แก่การสารภาพผิด ซึ่งจะเปิดทางให้เธอเดินทางจากแคนาดากลับสู่ประเทศจีน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างทนายความของ เมิ่ง หว่านโจว และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถูกหยิบยกขึ้นมา ตามหลังศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่ยังคงไม่เป็นที่ชัดเจนว่าข้อตกลงที่อาจสามารถบรรลุกันได้นั้นจะออกมาในรูปแบบใด ด้วยที่ เมิ่ง ไม่คิดว่าเธอทำอะไรผิด บริษัทในเครือของหัวเว่ย ไม่ได้ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยจัดหาสินค้าและบริการต้องห้าม

ตอนนี้ เมิ่ง ยังลังเลที่จะยอมรับสารภาพผิดในสิ่งที่เธอคิดว่าไม่เป็นความจริง พร้อมบอกว่าการเจรจาดังกล่าวดูเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุมระหว่างสหรัฐฯ กับหัวเว่ย

วอลล์สตรีท เจอร์นัล เป็นสื่อมวลชนแห่งแรกที่รายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อตกลงดังกล่าว

เมิ่ง วัย 48 ปี ถูกจับกุมในแคนาดาเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ตามหมายจับของสหรัฐฯ เธอเผชิญข้อกล่าวหางฉ้อโกงธนาคาร ชี้นำธนาคารเอชเอสบีซี โฮลดิ้ง ในทางที่ผิดเกี่ยวกับธุรกรรมของหัวเว่ยในอิหร่าน เป็นเหตุให้ธนาคารแห่งนี้ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เมิ่ง ยืนกรานว่าเธอไม่ได้กระทำผิดและกำลังต่อสู้คดีที่แคนาดาจะส่งตัวเธอให้กับสหรัฐฯ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ เมิ่ง ได้ต่อสู้คัดค้านการถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยระบุว่า สหรัฐฯ ใช้กรณีการส่งตัว เมิ่ง ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง และระบุว่า เมิ่ง ได้รับหมายค้น, ถูกสอบสวน และถูกควบคุมตัวแบบที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของแคนาดาในนามของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI)

โฆษกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นต่อรายงานล่าสุดเกี่ยวกับข้อตกลงสารภาพผิดแลกกับการปล่อยตัวกลับประเทศ เช่นเดียวกับทำเนียบนายกรัฐมนตรีแคนาดาและกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา ส่วน หัวเว่ย ก็ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน

ล่าสุด แกรี บอทติ้ง ทนายความในแวนคูเวอร์และเป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนรวมถึง “การส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา” “การปฏิบัติตามกฎหมายผู้ร้ายข้ามแดนของแคนาดา” และ “กฎหมาย Halsbury ของแคนาดา – การส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ได้กล่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อต่อรองสารภาพแล้วปล่อยตัวว่า “สหรัฐฯ วางกับดัก เมิ่ง หว่านโจว หรือไม่?

เพราะหาก เมิ่ง ยอมรับว่าทำผิด เธอจะมีประวัติอาชญากรรมและมีหลายประเทศ (รวมถึงแคนาดา) สามารถใช้คำสารภาพนี้กับเธอได้

แกรี่ บอกว่าตนเองกล่าวจากประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดในการทำคดีของลูกความในการสู้คดีกับอัยการรัฐ

“ลูกความคนหนึ่งของผมซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ เป็น CFO ใน บริษัท ที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการโดยสามีชาวแคนาดาของเธอ ลูกชายสองคนของพวกเขาเกิดในแคนาดา ชาวอเมริกันต้องการส่งตัวทั้งคู่ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน”

อัยการบอกผมว่าหากเธอสารภาพผิดเธอจะได้รับ “อิสระภาพ” และมีอิสระที่จะอยู่กับลูก ๆ ของเธอ ดังนั้นเธอจึงยอมรับสารภาพฯ ไป

อย่างไรก็ตาม นั่นทำให้มีนัยยะทางนิตินัย คือมีการกระทำผิด หมายความว่าสามีของเธอจะต้องมีความผิดเช่นกันและเขาได้รับโทษที่รุนแรงกว่าเธอนั้นมาก

ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก ที่คล้าย ๆ กับที่ทนายความของเมิ่งได้รับข้อเสนอล่าสุด

ในกรณีของเมิ่ง มีการโต้แย้งว่า สหรัฐฯ มีเขตอำนาจศาลเหนือบรรษัทอเมริกัน อย่างไรก็ตาม หัวเว่ย ไม่ได้จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา และเมิ่ง หว่านโจว ไม่ได้เดินทางไปสหรัฐฯ ที่จริงแล้วสหรัฐฯไม่มีเขตอำนาจศาลเหนือเมิ่ง หรือ บริษัทหัวเว่ย

แกรี่ กล่าวว่า เห็นได้ชัดมากขึ้นว่า การออกคำฟ้องต่อต้าน หัวเว่ย เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อแย่งชิงความสำเร็จในตลาด 5G และทำให้บริษัทสหรัฐมีอำนาจเหนือกว่า หัวเว่ยในสาขาที่กำลังขยายตัว

นั่นคือ แม้ว่า เมิ่ง จะยอมรับสารภาพฯ ในอำนาจศาลแคนาดา แต่สหรัฐฯ ก็สามารถติดตามเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อใดก็ตามที่เธอย่างเท้าไปในประเทศที่สหรัฐฯ มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ข่าวภาษาไทย
https://mgronline.com/china/detail/9640000094992

【#人質外交】孟晚舟獲釋乘坐包機回深圳:人生天翻地覆 杜魯多稱被扣內地康明凱、斯帕弗正啟程返國

報道全文:https://bit.ly/2Zk91w7

華為副董事長 #孟晚舟 與美國司法部達成協議,獲加拿大撤銷引渡申請,在被軟禁近3年後終獲釋回國。據外電報道,她將乘坐當地時間周五下午4時35分,臨時安排的包機回到深圳。

孟晚舟在溫哥華的法院大樓外表示,感謝中國駐加拿大大使館的支持,形容人生在過去三年經歷了翻天覆地的變化。

加拿大總理杜魯多隨後表示,兩名因被指從事間諜活動,而被扣押中國的加拿大人 #康明凱(Michael Kovrig)與商人 #斯帕弗(Michael Spavor),亦已獲釋並啟程返國。

(美聯社圖片)

眾新聞 #華為 #加拿大 #美國司法部 #康明凱 #斯帕弗 #中國

==============
收看更多精彩片段

訂閱眾新聞YouTube https://bit.ly/3jVyWRr

【眾新聞全新《香港這一天》】

周一至五晚上10點半播出(除公眾假期)http://bit.ly/2Cj8v4t

【眾新聞中國組節目】
周一至五晚上9點播出 https://bit.ly/2PDejOt

https://subscribe.hkcnews.com

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น