หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

17 กุมภาพันธ์ 2498 ประหารชีวิต ชิต, บุศย์, เฉลียว จำเลยคดีสวรรคตในหลวง ร.8

.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์สวรรคตด้วยพระแสงปืนอย่างมีเงื่อนงำเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
.
ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 3 คน คือ เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และ บุศย์ ปัทมศริน อ้างอิงจากแถลงการณ์กระทรวงมหาดไทย ดังนี้
.
แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทย
ตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนีย์ และนายบุศย์ ปัทมะศิรินทร์ จำเลยในคดีต้องหาว่าประทุษร้ายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และจำเลยทั้งสามได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษนั้น
.
บัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสามเสีย ทางราชทัณฑ์จึงได้นำตัวจำเลยทั้งสาม ไปประหารชีวิตตามคำพิพากษา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 เวลา 05.00 น. ณ เรือนจำกลางบางขวาง ต่อหน้าคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวางเป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายแพทย์เชื้อ พัฒนเจริญ และนายหลอม บุญอ่อน รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมเรือนจำกลางบางขวางเป็นกรรมการ ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเป็นการเสร็จไปแล้ว จึงขอแถลงมาให้ทราบทั่วกัน
กระทรวงมหาดไทย
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
.
#คดีสวรรคตในหลวงร8 #TheStandardNews

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เหรียญสร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๒

จอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในคณะราษฎรสายทหาร ผู้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ของไทยในปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ที่มีแนวโน้มเป็นลัทธิคลั่งชาติ ดังเช่น การออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ’
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชประแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทำให้ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน เป็นอีกหนึ่งในผลงานของรัฐบาลจอมพล.ป. พิบูลสงคราม
จุดมุ่งหมายของการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ เกิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะสร้างอนุสรณ์เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลทเกลียวในชาติ และพิทักษ์รัฐธรรมนูญของชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้นำมาซึ่งความสถาพรแก่ชาติ รัฐบาลจึงจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาพื้นที่เหมาะสมแก่การสร้างอนุสาวรีย์ เมื่อพิจารณาที่เหมาะสมนั้น จึงเห็นว่าบริเวณถนนราชดำเนินที่กำลังมีการปรับปรุงอยู่ในขณะนั้น เป็ยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งในขณะนั้นยังมีการก่อสร้างสะพานเฉลิมวันชาติในบริเวณเดียวกัน
โดยสร้างขึ้นตามแบบที่หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ส่งเข้าประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และได้รางวัลชนะเลิศมา ซึ่งการออกแบบนั้นได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึง ‘รัฐธรรมนูญ’ ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า
พิธีก่อฤกษ์อนุสาวรีย์ได้ถือฤกษ์วันชาติไทยในขณะนั้น คือ วันที่ ๒๔ มิถนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นวันก่อฤกษ์ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธีมณฑล พิธีเริ่มต้นขึ้นในเวลา ๙ นาฬิกา ๑๖ นาที เสร็จสิ้นเมื่อเวลา ๙ นาฬิกา ๕๗ นาที
ในการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และนายสิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ตอนหนึ่งว่า
“อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่เชิดชูเกียรติของประเทศ และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่ง”

หนึ่งใน ‘เหรียญ’ ที่ได้สร้างขึ้นมาในห้วงระยะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ที่หยิบยกมากล่าวถึงให้ได้รู้จักกัน คือ ‘เหรียญสร้างชาติ’ เป็นเหรียญปั๊มรูปเสมา มีหูในตัว สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๒
ด้านหน้า เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ด้านหลัง มีอักษรไทยจารึกว่า ‘สร้างชาติ’
เหรียญดังกล่าวนี้กล่าวกันว่าได้มีการจัดทำพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนั้นยังมีบางส่วนที่ได้นำมาให้หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ทำการปลุกเสก ซึ่งในเหรียญส่วนนี้มีการลงจารอักขระด้านหน้าเหรียญด้วย
กล่าวสำหรับหลวงพ่อผิน พุทธสโร หรือ ‘พระครูวิบูลศีลาจาร’ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๔ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ที่วัดโพธิ์กรุ มีพระอธิการแย้ม วัดกุฎีดาว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้ศึกษาวิชาทั้งพระธรรมวินัย หนังสือไทย หนังสือขอม อักขระวิธี และวิชาความรู้ด้านอื่นๆ เช่น เวทมนตร์คาถา และความรู้ด้านอื่นๆ กับพระอธิการอิน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ จนแตกฉาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ สืบต่อจากพระอธิการอิน ในขณะนั้นมีอายุได้เพียง ๒๗ ปี เท่านั้น ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าช้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘
และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ ‘พระครูวิบูลศีลจาร’

หมวดหมู่
ตาสว่าง

คอลัมน์ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” by Thai Rights Now

15 กุมภาพันธ์

ศาสนากับการเมืองไทย

จากความเชื่อสู่การปกครอง

ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เมืองไทยคือเมืองพุทธ” และเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางศาสนามาผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็ตามพวกเราก็จะขอนำเรื่องนี้มาเสนอ โดยนำกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยจนนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมายในสังคมไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๓๑:
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา ๖๗:
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลาย พระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย

เห็นได้ว่าแม้กระทั่งในตัวกฎหมายของรัฐธรรมนูญเองนั้นก็มีความขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ มาตรา 31 ช่วงแรกบอกว่าทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งคำว่าศีลธรรมในที่นี้ก็คือกรอบของศาสนาพุทธที่เอามาครอบไว้ มิหนำซ้ำ ยังมี มาตรา 67 ที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครอง ศาสนาพุทธ และส่งเสริมในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท และพึงส่งเสริมให้ชาวพุทธมีส่วนร่วมในกลไกดังกล่าวอีก สรุปแล้ว การเป็นคนสัญชาติไทยในประเทศไทยนั้นมีสิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้เสมอหน้าเท่าเทียมกับศาสนาพุทธจริงหรือ คำตอบคือไม่ ไม่จริงเลยสักนิด

จากตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญข้างต้นที่กล่าวมา จะขอแยกเป็น 2 ปัญหาหลักใหญ่คือ 1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย และ 2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท

1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย
กฎหมายทุกมาตราในรัฐธรรมนูญไทยปี 60 ที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีแม้แต่มาตราเดียวที่เขียนรองรับกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย แล้วการที่กลุ่มคนที่ไม่มีศาสนามิได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะเป็น ปรปักษ์ หรือ ภัยความมั่นคงต่อศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง อีกทั้งสิ่งที่ทำให้คนอยู่รวมกันอย่างสงบสุขในสังคมก็มิใช่เป็นศาสนา แต่เป็นกฎหมายแต่ดูเหมือนว่าทางนิตินัยกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกกีดกันออกจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งทางด้านพฤตินัยก็ทำให้คนกลุ่มนี้โดนกีดกันทางสังคมเช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อีพวกไม่มีศาสนาแล้วมันจะนำเดินชีวิตอย่างไง” “แล้วมีอะไรยืดเหนียว” “ทำไมเป็นพวกบาปหนา” “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการที่จะเลือกนับถือ (หรือไม่นับถือ) ศาสนาอะไรก็ได้

2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของสาเหตุปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือการแทรกแซงการนับถือศาสนาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ตัวศาสนาพุทธเถรวาท (ทุกศาสนามีความทรงคุณค่าและศักดิ์ในตัวเอง) แต่ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่อุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อีกทั้งมีการส่งเสริมในการเผยแผ่หลักคำสอนออกไป มันทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักเกิดปัญหาเรื่อง minority discrimination หรือ การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ลองคิดดูว่าหากคุณไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่คุณต้องยืนเข้าแถวตอนเช้าท่ามกลางกลุ่มคนที่สวดมนต์, คุณต้องดูถ่ายทอดสดพิธีกรรมทางศาสนาที่คุณไม่ได้นับถือในทุกช่องทีวี, คุณต้องเรียนวิชาพุทธศาสนา แทนที่จะเป็นวิชาศาสนาศาสตร์, ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่หากเกิดการก่อตัวเป็นระยะเวลาอันยาวนาน อีกทั้งการถูกรัฐเลือกปฏิบัติก็สามารถนำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ได้

ดังนั้นสิ่งที่รัฐไทย ควรทำคือต้องให้ สิทธิเสรีภาพในการนับถือ หรือไม่นับถือศาสนาอะไรก็ได้ และไม่ควรด้อยค่าศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยการอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติ แต่สิ่งที่ควรทำคือการสนับสนุนและส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา อย่างเท่าเทียมกัน ย้ำอีกครั้ง ตัวศาสนาเอง มิใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาของเหตุการณ์บ้านเมืองหรือการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย แต่ตัวปัญหาที่แท้จริงคือ การแทรกแซงและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐไทยต่างหากที่เป็นตัวปัญหา

ดูเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม: https://ilaw.or.th/sites/default/files/%2060.pdf

§

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now: https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
วันสำคัญ

“วาเลนไทน์”คือชื่อของนักบุญ St. Valentine

ในสมัยกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 แห่งกรุงโรม St. Valentine เป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์ใกล้ๆ กรุงโรม สมัยนั้นกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 ออกกฎห้ามมีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะทรงต้องการให้ผู้ชายทุกคนไปเป็นทหารเพื่อทำศึกสงคราม สร้างกรุงโรมให้เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง หากผู้ชายที่มีครอบครัวไปเป็นทหารจะมีห่วงและมีอารมณ์อ่อนไหวเกินกว่าจะเป็นนายทหารที่ดี ถ้าหากไม่มีการแต่งงานผู้ชายจะสนใจการรบมากขึ้น
บาทหลวงวาเลนไทน์รู้สึกเห็นอกเห็นใจหนุ่มสาวที่มีความรัก จึงแอบจัดพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวที่ต้องการแต่งงานหลายคู่อย่างลับๆ โดยภายในงานจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และบาทหลวง พวกเขาต้องกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย
เรื่องรู้ถึงหูคลอดิอุสเข้าจนได้ ในที่สุด นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับเข้าคุกและถูกทรมานอย่างสาหัส ระหว่างที่อยู่ในความเชื่อและศรัทธาในความรักเช่นกัน
ขณะที่ถูกขังอยู่ในคุกรอการประหาร บาทหลวงวาเลนไทน์ได้รู้จักกับผู้คุมชื่อแอสทีเรียส ซึ่งมีลูกสาวตาบอด และขอให้เขาช่วยรักษา เหมือนปาฏิหาริย์เธอสามารถมองเห็นได้อีก ลูกสาวของผู้คุมจึงมักมาเยี่ยมและให้กำลังใจบาทหลวงอยู่เสมอ กระทั่งก่อนเสียชีวิตเขาได้เขียนจดหมายถึงเธอ และลงท้ายว่า “From your Valentine” นักบุญวาเลนไทน์ เสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 ในคุกแห่งนั้นนั่นเอง
ต่อมา สันตะปาปา Gelasius ยกย่องให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของนักบุญวาเลนไทน์ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” และ “มิตรภาพ”
ดังนั้นความหมายแท้จริงของวันวาเลนไทน์คือ
กล้าหาญ เสียสละ มิตรภาพ ความดีงาม ความรักที่มีแก่เพื่อนมนุษย์ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง การเป็นผู้ให้ ปรารถนาดีเพื่อนมนุษย์ อดทน เมตตา

ข้อมูลและภาพ

FB:นัฐกานต์ ดิษยกุลวงศ์

หมวดหมู่
ทักษิณ

จดหมายก่อนเข้าเรือนจำ ถึง พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

เป็นอีกครั้งที่เราต้องเข้าไปต่อสู้หลังซี่กรง ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ม.ล.จุลเจิม ซึ่งเป็นมือประสานเชื้อพระวงศ์ออกมากดดันศาลผ่านโพสต์เฟซบุ๊ก ก็โปรดคิดดูเถิดว่าใครอยู่เบื้องหลังการฝากขังเราในครั้งนี้

เกิดเป็นคนรักสิทธิเสรีภาพ คนรักประชาธิปไตยในประเทศศักดินาย่อมต้องต่อสู้ข้างในบ้าง ข้างนอกบ้าง เป็นปกติธรรมดา แต่เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชนได้ เมื่อผมเข้าไปต่อสู้อยู่ข้างใน ก็ขอให้ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคงในหลักการ โดยส่วนตัวผมจะยืนหยัดต่อสู้ไปจนกว่าเราจะบรรลุข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1. ขับไล่พลเอกประยุทธ์ และคณะ
2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกหมวด ทุกมาตรา ให้เป็นฉบับประชาชน
3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ยังมีอีกหลายภารกิจที่ผมกำลังดำเนินการ น่าเสียดายที่จะต้องฝากฝังไว้ให้เพื่อน ๆ และมิตรสหายดูแลแทนชั่วคราว ผมเห็นทีจะต้องไปผจญภัยในแดนสนธยาแล้ว ขอให้ทุกคนตระหนักว่า

“ตราบใดที่เรายังสู้ เราก็ยังไม่แพ้
ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ เผด็จการก็ยังไม่ชนะ”

ด้วยรักและศรัทธาในสถาบันประชาชน

พริษฐ์ ชิวารักษ์

หมวดหมู่
จดหมายจากเพื่อน

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน”

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน” ทนายอานนท์ ส่งจดหมายน้อยถึงมวลชน หลังศาลไม่ให้ประกันคดีชุมนุมที่สนามหลวง ครั้งปักหมุดคณะราษฎร
#ม็อบ9กุมภา
#ม112
#ยกเลิก112
#ยกเลิกม112
#ปล่อยเพื่อนเรา

หมวดหมู่
ทักษิณ

คำมั่นสัญญาหลังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“…ผมจะไม่ยอมทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำตามกฎหมายเท่านั้น ผมจะขอเป็นผู้นำที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น พี่น้องที่เคารพครับ ผมจะขอทำหน้าที่เป็นรัฐบาลที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต”

คือคำมั่นสัญญาที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไว้หลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

หลังนำพรรคไทยรักไทย ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งถึง 248 เสียง และสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถือเป็นรัฐบาลชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และอยู่ครบวาระ 4 ปี

#ณวันนั้น

ที่มา : ทักษิณ ชินวัตร ชีวิตและงาน

หมวดหมู่
คดีปริศนา

ใครยิงร.8 ???

จดหมาย ลายมือ อาจารย์ปรีดี ระบุว่า ร.9 มีพิรุธว่าเป็นคนยิง ร.8 (ด้วยอุบัติเหตุ หรือ จงใจ เป็นอีกประเด็น) https://t.co/ADomPcuLCt

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

#ทักษิณ ตอนที่ 4

หลังจากฝ่ายเจ้า นำโดย PAD ได้ล้มสมัคร สุนทรเวช ได้ เพราะข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงเพราะสมัครยังมีรายการทำอาหารทางทีวีในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทักษิณก็ตอกกลับเจ็บ โดยการเอาพี่เขย คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นนายกแทน คราวนี้ยิ่งกว่าสมัคร เพราะเป็นบุคคลในครอบครัว ยิ่งทำให้ PAD เดือดมากขึ้นไปใหญ่ เลยต้องออกมาประท้วงกันอีกรอบ รอบนี้จัดหนัก โดยการยึดทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

…การยึดเกิดขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคมปี 2008 ยึดหนึ่งอาทิคย์ สร้างความฉิบหายวายป่วงให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะไม่มีเที่ยวบินสามารถเข้าออกได้เลย มีการจัดฐานทัพไว้ที่สุวรรณภูมิ ทั้งห้องน้ำห้องท่า ทั้งที่ทำอาหาร เปิดเพลงเต้นรำทั้งวันทั้งคืน ทหารก็ไม่แทรกแซง ถ้าเป็นสมัยนี้ อย่าว่าแต่ยึดสนามบินเลย ยึดท่าปล่อยรถหมอชิตยังทำไม่ได้ ไอ้การที่ปิดสนามบินอย่างนั้น ก็เพื่อบีบให้สมชายลงจากตำแหน่ง หนึ่งในผู้นำการชุมนุม กษิต ภิรมย์ อดีต รมว ต่างประเทศ ถึงขนาดบอกว่า อาหารดี ดนตรีเพราะ

…ช่วงนั้นเอง เกิดเรื่องใหญ่ เมื่อ PAD จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภา และมีการปะทะกันกับตำรวจ (ที่ถูกมองว่าอยู่ข้างทักษิณ) จนทำให้นางสาวอังคณา หรือน้องโบ ที่พกระเบิดปิงปองมาเพื่อจะก่อสถานการณ์ กับเสียชีวิตเพราะระเบิดปิงปองของตัวเอง ที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะงานศพน้องโบ หมายถึง สิริกิติ์ตัดสินใจที่จะไปร่วมงานศพ โดยมีจุฬาภรณ์ไปด้วย ถือเป็นวันตาสว่างแห่งชาติ เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่อยู่ข้างเสื้อเหลืองและ PAD อย่างโจ่งแจ้ง ในระหว่างงานศพ สิริกิติ์บอกว่า ขอบคุณน้องโบและครอบครัว ที่ช่วยปกป้องสถาบันกษัตริย์ นับว่าทำคุณงามความดีให้กับประเทศ งานศพนั้นจึงเป็นงานศพพระราชทาน ส่งผลให้คนเสื้อแดงโกรธมาก เพราะเห็นว่าเจ้าลำเอียง มันมาถึงจุดที่สิริกิติ์เองก็ประกาศสงครามกับคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน

….แต่เรื่องทั้งหมด เมื่อสิริกิติ์ออกไปงานศพเพื่อตำหนิรัฐบาลสมชาย แต่ก็ยังบีบสมชายไม่ได้อยู่ดี จนศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้าแทรกแซงอีกครั้ง โดยการระบุว่า มีสมาชิกบริหารของพรรคพลังประชาชนโกงการเลือกตั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น คณะผู้บริหารทั้งหมดต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และยุบพรรคทันที นี่เป็นการทำตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง แต่แทนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งหลังพรรครัฐบาลล่ม พรรคประชาธิปัตย์กลับได้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนมาตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย โดยได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ และมีการแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือความฉิบหายทางการเมืองของไทย

….จากนั้น ตั้งแต่ปลายปี 2008 ถึงทีของคนเสื้อแดงออกมาบ้าง ในส่วนของฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีความระหองระแหงกัน โดย PAD ที่มีส่วนในการล้มรัฐบาลสมัครและสมชาย คาดหวังว่า แกนนำของ PAD จะได้เข้าไปนั่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตรงข้าม เมื่ออภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก กลับตัดขาดกับ PAD ส่วนหนึ่งเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ PAD ที่ผ่านมา เลยไม่เอาคนของ PAD มาร่วมคณะรัฐมนตรี ทำให้ PAD โกรธมาก และเริ่มทำสงครามกับรัฐบาลอภิสิทธิ์จากนั้นมา

…แต่ก่อนจะเล่าเรื่อง PAD กับพรรคประชาธิปัตย์ อุปสรรคแรกของรัฐบาลคือความสัมพันธ์ที่แย่ลงกับเขมร เพราะนายกเขมร ฮุนเซน รู้ว่าประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งของทีม PAD ที่คอยยุแยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ก็เกิดการปะทะตามแนวชายแดนตลอด และฮุนเซนตามด่าอภิสิทธิ์รายวัน อาทิ การแช่งให้อภิสิทธิ์เครื่องบินตกตายห่า หรือการไปญาติดีกับทักษิณอย่างออกนอกหน้าเพื่อทำให้ฝ่ายอภิสิทธิ์ ทหาร และเจ้าไทยรำคาญ โดยการแต่งตั้งให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเชิญทักษิณมาเขมรหลายครั้ง มาจัดงานสงกรานต์ มาเตะบอลร่วมกัน ฮุนเซนมันแสบ เวลาเตะบอลกับทีมทักษิณ ฮุนเซนอยู่ในชุดสีแดง เพราะต้องการสนับสนุนคนเสื้อแดงของทักษิณ ขณะที่ทักษิณอยู่ทีมสีน้ำเงิน ในโอกาสนั้น ฮุนเซนเปิดพรมแดนให้พี่น้องชาวอิสานเดินทางมาร่วมกิจกรรมในกัมพูชาด้วย สุดท้าย เมียฮุนเซน ที่ชื่อ บุญรานี ขึ้นไปอธิษฐานบนเขาพระวิหาร ขอให้คนแกล้งทักษิณต้องมีอันเป็นไป (อุ๊บ) และบอกว่า จะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในเขมรหากกลับไทยไม่ได้ถาวร เรื่องนี้สร้างความโกรธให้ฝ่ายไทยมาก

…ต่อมา คือการต่อต้านจากฝ่ายเสื้อแดง ที่โกรธเพราะมาพรากรัฐบาลอันเป็นที่รักของเค้าไปด้วยวิธีสกปรก คือตุลาการภิวัฒน์จึงเริ่มออกมาประท้วงอภิสิทธิ์ สาเหตุหลักๆ ก็คือการขอให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม อย่าลืมว่า ตอนนั้นภูมิพลเริ่มป่วยแล้ว เข้าโรงพยาบาลเมื่อปี 2009 อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือสิริกิติ์เป็นหลัก นั่นหมายถึงตกไปอยู่ในมือบูรพาพยัคฆ์ที่มีประยุทธเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งทีมนี้มีความคิดที่จะไม่อ่อนข้อต่อคนเสื้อแดง ใจหนึ่งก็กลัวว่า หากภูมิพลเป็นอะไรกระทันหัน เสื้อแดงอาจครองเมือง โดยมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง และข่าวลือที่ว่า ทักษิณสนิทกับวชิราลงกรณ์นั้น ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพยิ่งต้องกำจัดเสื้อแดงมากขึ้น

…ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและวชิราลงกรณ์จริงในระดับหนึ่ง ในเรื่องของการออกเงินส่วนตัวเพื่อช่วยซ่อมแซมวังนนทบุรีให้วชิราลงกรณ์ รวมถึงการมอบเงิน “ตามพระราชอัธยาศัย” เพื่อเป็นการซื้อตัววชิราลงกรณ์นั่นเอง ทักษิณถึงขนาดให้สัมภาษณ์ นสพ The Times ของอังกฤษว่า ยุคสมัยหน้าที่มีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ จะยิ่งแจ่ม สดใส และเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ทำให้ลิ่วล้อของภูมิพลโกรธมาก ถึงขนาดฟ้องทักษิณด้วย 112 มองตรงนี้ บอกเลย ทักษิณน่ารังเกียจมาก ยุคที่รุ่งเรืองกว่า ยุคห่าอะไรคะ มีแต่การอุ้มฆ่าทั้งนั้น ในส่วนของวชิราลงกรณ์ แม้ได้เงินมาจากทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการเป็นมิตรกับทักษิณ เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ไม่ได้เป็นมิตรกับใครทั้งนั้น เพียงแต่อ่อนไปตามลมและจังหวะทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉลาดพอตัว

…เดี๋ยวกลับมาเรื่องคนเสื้อแดงถูกสังหารกลางกรุงค่ะ

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 6

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงการเมืองระหว่างวังหลวง-วังหน้านอกจากจะเป็นเหตุการณ์เชิงอำนาจภายในโครงสร้างของไทยแล้ว ท่ามกลางขั้วอำนาจยังมีเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวหัวนอกที่มีแนวคิดและวิถีชีวิตซึ่งรับอิทธิพลมาจากตะวันตก อย่างกรณีความรักของแฟนนี่ น็อกซ์ กับพระปรีชากลการ

แฟนนี่ น็อกซ์ เป็นธิดามิสเตอร์โทมัส ยอร์จ น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย เกิดจากภรรยาคนไทยชื่อปราง บิดาส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนพระปรีชากลการ เป็นบุตรพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง

ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในวงสังคมชั้นสูง เริ่มรู้จักกันเมื่อทั้งสองฝ่ายซึ่งนิยมกีฬาขี่ม้าเหมือนกัน ได้ขี่ม้าเล่นเพื่อออกกําลังกายในเวลาเช้า ฝ่ายชายอยู่ในกลุ่มข้าราชบริพารที่โปรดปราน ขี่ม้าตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายหญิงก็ขี่ม้าเล่นกับนายน็อกซ์ ผู้เป็นบิดา แม้ว่าฝ่ายชายจะมีภรรยาและบุตรชายหญิงอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสรู้จักกัน ครั้งแรกจึงอยู่ในฐานะมิตรสหาย แต่ต่อมาเมื่อภรรยาพระปรีชากลการถึงแก่กรรม การรู้จักกันฉันเพื่อนทําให้มีโอกาสได้เข้าไปแสดงความเห็นอกเห็นใจ และสานความสัมพันธ์ต่อจนกลายเป็นความรักในที่สุด ความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่น่าที่จะดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นหากไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะนั้นการเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วอํานาจ คือ ฝ่ายวังหลวง และฝ่ายวังหน้ส วังหลวงมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพิ่งเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ อํานาจทางการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในฐานะผู้สําเร็จราชการ มีอํานาจเต็ม ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ ส่วนวังหน้ามีกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ซึ่งผู้สําเร็จราชการเป็นผู้สนับสนุนให้ดํารงตําแหน่งนี้ และนายน็อกซ์ ชาวอังกฤษเมื่อเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ได้ทําหน้าที่ฝึกทหารแบบยุโรปให้วังหน้าอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาได้รับตําแหน่งกงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทั้งสมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์ จึงมีความสนิทสนมกับวังหน้าเป็นอย่างมาก นับเป็นกลุ่มอํานาจที่สําคัญอีกกลุ่มหนึ่ง

ในขณะที่วังหลวงมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติหน้าที่สําคัญๆ รวมทั้งควบคุมการทําเหมืองทองที่ปราจีนบุรี ดังนั้น ความรักของแฟนนี่และพระปรีชากลการจึงดําเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของกลุ่มอํานาจทั้งสอง แต่หนุ่มสาวมิได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญไปกว่าเรื่องของความรัก

พระปรีชากลการมิได้รําลึกถึงความควรไม่ควรในฐานะข้าราชสํานักวังหลวง ส่วนแฟนนี่ก็ไม่สนใจในคําตักเตือนของบิดามารดาถึงผลเสียอันจะเกิดจากอํานาจของผู้สําเร็จราชการ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะให้เธอแต่งงานกับบุตรชายคนหนึ่งของท่าน อันจะเป็นการผูกพันอํานาจทางการเมืองระหว่างตัวท่าน วังหน้า และกงสุลอังกฤษให้แน่นแฟ้นต่อไป รัชกาลที่ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากลายพระราชหัตถเลขา ที่มีถึงสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เล่าถึงเรื่องความคิดอ่านของนายน็อกซ์และสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไว้ว่า

“มีผู้ที่ควรจะเชื่อได้ ทราบความมาว่า เขากะสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแน่ว่าหม่อมฉันคงจะตายในเร็วๆ นี้เป็นแน่ ด้วยผอมนัก วังหน้าคงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าวังหน้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว เหมือนกับลูกเขาๆ สงสารจะต้องอุปถัมภ์ช่วยว่าการงานทุกอย่าง ลูกเขานั้นคนใหญ่ที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกคนเดียวเขาจะให้เป็นฝรั่ง แต่ลูกนอกนั้นตามแต่ภรรยาเขาจะให้มีผัวไทยก็ตาม สมเด็จเจ้าพระยาฯ พลอยเห็นจริงด้วย ได้บอกมอบฝากบ้านเมืองถ้าสิ้นท่านแล้ว วังหน้าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้เขาช่วยทะนุบํารุงบ้านเมือง และ ฝากบุตรหลานของท่านด้วยเถิด การเป็นดังนี้สมกับคําที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พูดอยู่เสมอว่า หม่อมฉันคงตายในปีนี้ๆ หลายปีมาแล้ว ว่าวังหน้าคงมาเป็นเจ้า คํานี้ท่านพูดอยู่ดังๆ กับบุตรหลานนั้นก็ให้มาฝากตัวอยู่ที่กงสุลอังกฤษจริง เป็นการสมกับที่คําพูด แต่คําที่ฝ่ายภรรยามิสเตอร์น็อกซ์กงสุลพูดนั้นว่า ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแล้ว ลูกสาวจะเป็นสมเด็จพระนาง ผัวจะเป็นผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน ถ้ามีหลานจะให้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปด้วย..”

ความสนิทชิดเชื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง สมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์นั้น ก่อให้เกิดความยากลำบากในการบริหารประเทศ การงานในบ้านเมือง กงสุลอังกฤษย่อมทราบได้ อาจต้องอลุ่มอล่วยกันไป หนุ่มสาวหัวนอกทั้งคู่ยังเพิ่มความยุ่งยากขึ้นอีก เมื่อครั้งมีงานพระราชพิธีฉลองพระราชวังบางปะอิน พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการได้พาแฟนนี่นั่งเรือส่วนตัวไปในงานฉลองและค้างแรมด้วยกันบนเรือ แม้จะมีบ่าวไพร่อยู่บนเรือด้วยกันหลายคน และทั้งคู่ก็มิได้อยู่ร่วมห้องกันก็ตาม การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง เพราะฝ่ายหนึ่งคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกฝ่ายหนึ่งคือลูกสาวกงสุลใหญ่ ซึ่งถือเป็นการหยามเกียรตินําความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติ และยิ่งเมื่อพระปรีชากลการได้พาแฟนนี่กลับกรุงเทพฯ ในขณะที่งานฉลองพระราชวังบางปะอินยังไม่เสร็จสิ้น โดยมิได้กราบบังคมทูลลาหรือกราบทูลให้ทรงทราบ อันมิบังควร

ครั้นกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ได้บีบคั้นให้ทั้งสองต้องเข้าสู่พิธีสมรส โดยมิได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามขนบประเพณีแห่งราชสํานัก ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการหมิ่นเกียรติยศกงสุลในการที่พาธิดาสาวไปค้างแรมทําให้เกิดความเสียหายและข้อครหา จึงเป็นการทําผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพราะนอกจากจะผิดประเพณีอันจะทําให้เกิดความเข้าใจผิดกับกงสุลของประเทศที่มีอํานาจเช่นอังกฤษแล้ว ยังเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานที่เป็นข้าราชการในพระองค์ แต่ทําการต่างๆ ตามอําเภอใจ มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานที่คู่สมรสเป็นลูกครึ่งต่างชาติ มีบิดาที่สามารถให้ผลได้ผลเสียแก่บ้านเมือง จึงถือเป็นการละเมิดอํานาจแผ่นดินอย่างร้ายแรงอย่างไม่เคยมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้มาก่อน

พรุ่งนี้มาต่อตอนจบค่ะ
ข้อมูลจาก 1) ศิลปวัฒนธรรม 2) ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น