หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมือง

ผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกัน

แต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้น

เย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !

จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….

เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!

โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการ

ดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังรัฐประหารปุ๊ป กระบวนการกำจัดคนเห็นต่างก็ปรากฏ โดยการเรียกตัวปรับทัศนคติบุคคล…หลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักกิจกรรมการเมืองและนักวิชาการ อย่างที่รู้ ดิชั้นก็พลอยโดนไปด้วย นี่เป็นก้าวย่างหนึ่งที่สำคัญในการจัดการการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยให้ปลอดจากกลุ่มวิจารณ์เจ้า คืออย่างน้อย ก็ผลักพวกนี้ให้ออกไปอยู่ต่างประเทศ หรือถ้าอยากอยู่ ก็ต้องสงบปากสงบคำ (อย่างอาจารย์วรเจตน์) ซึ่งเค้าคิดว่าได้ผล แต่ไม่รู้เลยว่า ในโลกแห่งโซเชียลมีเดีย ผู้ลี้ภัยต่างประเทศยังสามารถมีตัวตนและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เช่นกัน….อะไรคือความเคลื่อนไหวของวชิราลงกรณ์ ความเคลื่อนไหวแรกคือการจัดระเบียบวังและเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ โดยวชิราลงกรณ์สั่งปลดบุคคลที่เคยทำงานให้ภูมิพล แล้วเอาคนของตัวเองไปแทนที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนภูมิพลจะเสียชีวิตด้วยซ้ำ ตั้งแต่การเลิกใช้เปรมให้เป็นตัวแทนของเครือข่ายพระมหากษัตริย์ คือยังให้คงตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ไม่ให้อำนาจอีกแล้ว ถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง แต่การลงโทษที่แสบไปกว่านั้นคือการลงโทษตระกูลวัชโรทัย ตระกูลนี้รับใช้ภูมิพลมานาน ผ่านฝาแฝดอภินิหาร ขวัญแก้ว-แก้วขวัญ ซึ่งลูกของคนตระกูลนี้ที่สำคัญคือดิสธร วัชโรทัย ที่เป็นมือขวาภูมิพล เป็นคนที่เข็นรถให้ในหลวงออกสื่อ ในหลวงถึงขนาดเรียกดิสธรว่าเป็น “บุรุษไปรษณีย์ส่วนตัว” ตอนภูมิพลยังไม่ป่วย ดิสธรใช้อำนาจล้นฟ้า เป็นที่หมั่นไส้ของวชิราลงกรณ์อย่างมาก ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนผ่าน วชิราลงกรณ์ถึงเล่นตระกูลนี้อย่างหนัก จับปลดทุกตำแหน่ง แล้วแถมส่งเข้าคอร์สฝึกทหารที่ทวีวัฒนา แล้วแกล้งปล่อยรูปออกสื่อเพื่อสร้างความอับอายอย่างมาก มีนักการเมืองท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ในโอกาสการเข้าเฝ้าวชิราลงกรณ์ที่ไทย ระหว่างรอวชิราลงกรณ์ มีคนใช้เอาน้ำชามาเสิร์ฟ คนใช้คนนั้นคือดิสธรนั่นเอง….การปรับโครงสร้างนี้ ยังรวมถึงการ “ทำความสะอาดบ้าน” เพื่อเตรียมพร้อมกับรัชกาลใหม่ เริ่มด้วยการกำจัดศรีรัศมิ์ ซึ่งเกิดมาจากความเบื่อหน่ายในตัวศรีรัศมิ์ และการที่ตัวเองก็ไปมีเมียใหม่ นั้นคือสุทิดา จนเกิดอาการหึงหวง มีเรื่องราวตบตีกันในต่างประเทศ จนทำให้วชิราลงกรณ์บันดาลโทสะ จับปลดศรีรัศมิ์ ตัดขาดไม่ให้พบลูก จับขังในบ้านราชบุรี ให้จมอยู่ในความทุกข์ทรมาน แถมส่งคนไปทำลายข้าวของในบ้าน ตัดต้นไม้ให้ระเกะระกะ เอาตัวเหี้ยไปปล่อยในบริเวณบ้าน ขุดส้วมหลุมหน้าบ้าน แล้วปิดตายส้วมในบ้าน เอาป้าย “กูบอกให้มึงอยู่อย่างเพียงพอ” เพื่อที่จะล้อปรัญชาพอเพียงของพ่อตัวเอง หลังจากเหตุการณ์ที่รูปรั่วออกมา ทำให้มีคนตกเป็นเป้าหลายคน (ที่ปล่อยรูป) เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอีกที นอกจากศรีรัศมิ์ถูกถอด ครอบครัวยังโดนด้วยทั้งหมด ด้วยข้อหาการขายน้ำพริกในชื่อวชิราลงกรณ์ (ขำ) พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่เป็นญาติศรีรัศมิ์ก็โดนด้วย เรื่องนี้ภูมิพลให้ท้าย เพราะการหย่าร้าง มันเป็นการทำลายภาพลักษณ์สถาบันกษัตริน์อย่างซ้ำซาก ทั้งนี้ ศรีรัศมิ์ไม่ใช่เป็นแค่เมียเก่า แต่ยังเป็นแม่ของหลานในหลวง จึงทำให้ภูมิพลต้องออกมาแสดงบทบาทคุณปู่ใจดี มอบเงินค่าทำขวัญเป็นเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงศรีรัศมิ์ไม่เคยได้ การมอบเงินทำขวัญจากภูมิพลเป็นแค่เกมตบตา เพราะภูมิพลก็ยังปล่อยให้วชิราลงกรณ์กักขังเมียเก่าต่อไป…ทำไมต้องลงโทษเมียทุกคน (ยกเว้นโสม) ด้วยความป่าเถื่อน นี่เป็นเพราะวชิราลงกรณ์ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการหย่าร้าง เห็นมั๊ย เมียชั้นมันเลว โครตเหง้ามันก็เลว ชั้นไม่ใช่คนผิด แต่เมียชั้นคือคนผิด ยิ่งลงโทษหนัก วชิราลงกรณ์ยิ่งคิดว่ามันทำให้เค้าขาวสะอาดมากขึ้น แต่การลงโทษศรีรัศมิ์ยังเปรียบไม่ได้กับการลงโทษลูกน้องใกล้ชิดอื่นๆ ในกรณีนี้ของพูดถึงทีม Bike for Mum ที่ประกอบไปด้วยพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาช่วยแคมเปญนี้ แต่ทีมหมอยังมันแข่งขันกับทีมจักรภพ ภูริเดชมาตลอด (ค้อก) เมื่อหมอหยองพลาดเรื่องโกงเงิน ทำให้ค้อกได้โอกาสเพ็จทูลให้จัดการ (สังหาร) คนเหล่านี้เสีย มันมีวาระหนึ่งที่หมอหยองไปขอเงินเสียเจริญจัดงานให้วชิราลงกรณ์ โดยไม่ได้แจ้งวชิราลงกรณ์ล่วงหน้า เมื่อเสี่ยเจริญเล่าเรื่องนี้ให้สิรินทนฟัง สิรินทนเอาไปฟ้องพี่ชาย ยิ่งทำให้วชิราลงกรณโกรธมากขึ้น และให้ไฟเขียวในการกำจัดแก๊งค์นี้ทั้งหมด (ปล: พิสิษฐ์ศักดิ์เคยเดทกับองค์ภาในช่วงเวลาหนึ่ง)…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าแก๊งค์ Bike for Mum ต่อค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

กองทัพทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี คศ 2014 ยิ่งลักษณ์อยู่ในอำนาจได้เพียง 3 ปี การปูทางไปสู่การทำรัฐประหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย เพราะเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการให้กองทัพเข้ามากำกับการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้เพราะเข้าใจว่า วชิราลงกรณ์ไม่เป็นที่นิยม จึงอาจเกิดสิ่งท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน การวางตัวผู้นำกองทัพเกิดขึ้นในสมัยที่สิริกิติ์ยังมีอำนาจเต็มที่ (ก่อนป่วย) โดยอาศัยทหารฝ่ายบูรพาพยัคฆ์เป็นตัวขับเคลื่อนการเมืองในครั้งนี้ เมื่อครั้งที่ภูทิพลยังแข็งแรง แน่นอน ทหารฝ่ายกษ้ตริย์หรือที่รู้จักกันว่าเป็นฝ่ายวงศ์เทวัญ มีอำนาจเต็มที่ และอยู่ภายใต้การดูแลของเปรม ซึ่งเป็นทั้งคนสนิทของภูมิพล เป็นทั้งอดีตนายก อดีต ผบ ทบ เป็นประธานองคมนตรี และมีตำแหน่งเป็น “CEO” ของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อภูมิพลป่วย บทบาทของวงศ์เทวัญก็ลดลง เมื่อสิริกิติ์ขึ้นมากุมบังเหียน จึงนำพาเอาบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาด้วย จึงอธิบายได้ว่า ทำไมทหารชุดที่แล้วจึงมีแต่บูรพาพยัคฆ์และอธิบายว่าทำไมประยุทธ์ถึงมาอยู่ตรงนี้ แล้วมันยังอธิบายได้ว่า ตอนนี้วชิราลงกรณ์กุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมด จึงได้สถาปนาความสำคัญของวงศ์เทวัญกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการแต่งตั้งให้อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขึ้นมาเป็น ผบ ทบ และให้ความชอบธรรมในการ “พูดแทนเจ้า” ในหลายโอกาส แม้แต่บดบังบทบาทของประยุทธ์ โดยหลายฝ่ายคาดว่า นี่คือบุคคลที่วชิราลงกรณ์ต้องการให้ขึ้นมาเป็นนายกแทนประยุทธ์ในอนาคตอันใกล้…..ทั้งหมดนี้ชี้ว่า วังกับทหารทำงานอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์มักมองผิดว่า วชิราลงกรณ์ไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ สาเหตุมาจากภูมิพลทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยตัวคนเดียว และวชิราลงกรณ์เองก็สนใจแต่กองทัพราชวัลลภของตัวเอง ในความเป็นจริงอย่างที่ปรากฏ วชิราลงกรณ์มีความสามารถอย่างมากในการเรียกความจงรักภักดีจากกองทัพในปัจจุบันได้ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งจะกล่าวอีกครั้งหนึ่ง….กลับมาเรื่องรัฐประหารยิ่งลักษณ์ คราวนี้ อีลีทไทยต้องการมั่นใจว่า การขับชินวัตรออกจากการเมืองต้องเป็นการตอกฝาโลงด้วยตะปูตัวสุดท้าย คือต้องกำจัดให้สิ้นซาก ทั้งในแง่การหาเรื่องยิ่งลักษณ์และคนรอบข้าง จนถึงจุดที่มีการส่งสัญญาณว่ายิ่งลักษณ์ต้องหนี ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่อีลีทต้องการ เพราะเอายิ่งลักษณืเข้าคุก ก็จะถูกต่างชาติประนาม แถมอาจก่อให้เกิดจราจลครั้งใหญ่จากผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์ แต่การผลักออกนอกประเทศนั้น คือไม่ได้เป็นการทำร้ายยิ่งลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็กลับบ้านไม่ได้ เพราะอีลีทก็ไม่แคร์ว่ายิ่งลักษณ์จะเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพราะเค้าก็มองทะลุไส้ผุงของชินวัตรว่าต้องการปรองดองอยู่ แม้ถึงทุกวันนี้…การทำต่อไปคือการเขียนรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานใหม่ให้การกลับมาของชินวัตรลำบากยิ่งขึ้น การสร้างเงื่อนไขให้ระบบบริหารต้องอยู่ในการครอบงำขององค์กรนอกระบอบการเลือกตั้ง อาทิ การให้อำนาจกับวุฒิสภามากขึ้น หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ภักดีกับเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช กสม คณะกรรมการเลือกตั้ง และอีกร้อยแปด ขณะเดียวกัน กองทัพก็ใช้นโยบายกำจัดขบวนการคนเสื้อแดง ทำลายหมู่บ้านเสื้อแดง (อย่างที่เรายังเห็นเร็วๆ นี้ที่อีแรมโบ้อีสานไปรับธงแดงคืนจากพื้นที่อิสาน) ซึ่งกองทัพทำสำเร็จด้วยดี อาจกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ ขบวนการเสื้อแดงหายไปแล้ว ทำให้ฝ่ายตรงข้าม นั่นคือเสื้อเหลือง ที่กลายพันธุ์ไปเป็นสลิ่ม เข้าครอบงำการสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบใหม่รายวัน แม้แต่อดีต นปช อย่างจตุพรยังออกมาแปรพักตร์ ชี้ถึงการซื้ออุดมการณ์จากฝ่ายแดงที่ได้ผล ทางด้านทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนเดิม เพราะยังมีความหวังที่จะได้รับการปรองดอง รวมถึงความกังวลต่อธุรกิจใจไทยและความเป็นอยู่ของครอบครัวในไทยเช่นกัน….ในตอนหน้าจะพูดเรื่องการก้าวเข้ามาของวชิราลงกรณ์เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ที่เริ่มตั้งแต่ก่อนภูมิพลเสียชีวิต

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น