หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมือง

ผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกัน

แต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้น

เย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !

จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….

เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!

โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการ

ดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังรัฐประหารปุ๊ป กระบวนการกำจัดคนเห็นต่างก็ปรากฏ โดยการเรียกตัวปรับทัศนคติบุคคล…หลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักกิจกรรมการเมืองและนักวิชาการ อย่างที่รู้ ดิชั้นก็พลอยโดนไปด้วย นี่เป็นก้าวย่างหนึ่งที่สำคัญในการจัดการการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยให้ปลอดจากกลุ่มวิจารณ์เจ้า คืออย่างน้อย ก็ผลักพวกนี้ให้ออกไปอยู่ต่างประเทศ หรือถ้าอยากอยู่ ก็ต้องสงบปากสงบคำ (อย่างอาจารย์วรเจตน์) ซึ่งเค้าคิดว่าได้ผล แต่ไม่รู้เลยว่า ในโลกแห่งโซเชียลมีเดีย ผู้ลี้ภัยต่างประเทศยังสามารถมีตัวตนและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เช่นกัน….อะไรคือความเคลื่อนไหวของวชิราลงกรณ์ ความเคลื่อนไหวแรกคือการจัดระเบียบวังและเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ โดยวชิราลงกรณ์สั่งปลดบุคคลที่เคยทำงานให้ภูมิพล แล้วเอาคนของตัวเองไปแทนที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนภูมิพลจะเสียชีวิตด้วยซ้ำ ตั้งแต่การเลิกใช้เปรมให้เป็นตัวแทนของเครือข่ายพระมหากษัตริย์ คือยังให้คงตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ไม่ให้อำนาจอีกแล้ว ถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง แต่การลงโทษที่แสบไปกว่านั้นคือการลงโทษตระกูลวัชโรทัย ตระกูลนี้รับใช้ภูมิพลมานาน ผ่านฝาแฝดอภินิหาร ขวัญแก้ว-แก้วขวัญ ซึ่งลูกของคนตระกูลนี้ที่สำคัญคือดิสธร วัชโรทัย ที่เป็นมือขวาภูมิพล เป็นคนที่เข็นรถให้ในหลวงออกสื่อ ในหลวงถึงขนาดเรียกดิสธรว่าเป็น “บุรุษไปรษณีย์ส่วนตัว” ตอนภูมิพลยังไม่ป่วย ดิสธรใช้อำนาจล้นฟ้า เป็นที่หมั่นไส้ของวชิราลงกรณ์อย่างมาก ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนผ่าน วชิราลงกรณ์ถึงเล่นตระกูลนี้อย่างหนัก จับปลดทุกตำแหน่ง แล้วแถมส่งเข้าคอร์สฝึกทหารที่ทวีวัฒนา แล้วแกล้งปล่อยรูปออกสื่อเพื่อสร้างความอับอายอย่างมาก มีนักการเมืองท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ในโอกาสการเข้าเฝ้าวชิราลงกรณ์ที่ไทย ระหว่างรอวชิราลงกรณ์ มีคนใช้เอาน้ำชามาเสิร์ฟ คนใช้คนนั้นคือดิสธรนั่นเอง….การปรับโครงสร้างนี้ ยังรวมถึงการ “ทำความสะอาดบ้าน” เพื่อเตรียมพร้อมกับรัชกาลใหม่ เริ่มด้วยการกำจัดศรีรัศมิ์ ซึ่งเกิดมาจากความเบื่อหน่ายในตัวศรีรัศมิ์ และการที่ตัวเองก็ไปมีเมียใหม่ นั้นคือสุทิดา จนเกิดอาการหึงหวง มีเรื่องราวตบตีกันในต่างประเทศ จนทำให้วชิราลงกรณ์บันดาลโทสะ จับปลดศรีรัศมิ์ ตัดขาดไม่ให้พบลูก จับขังในบ้านราชบุรี ให้จมอยู่ในความทุกข์ทรมาน แถมส่งคนไปทำลายข้าวของในบ้าน ตัดต้นไม้ให้ระเกะระกะ เอาตัวเหี้ยไปปล่อยในบริเวณบ้าน ขุดส้วมหลุมหน้าบ้าน แล้วปิดตายส้วมในบ้าน เอาป้าย “กูบอกให้มึงอยู่อย่างเพียงพอ” เพื่อที่จะล้อปรัญชาพอเพียงของพ่อตัวเอง หลังจากเหตุการณ์ที่รูปรั่วออกมา ทำให้มีคนตกเป็นเป้าหลายคน (ที่ปล่อยรูป) เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอีกที นอกจากศรีรัศมิ์ถูกถอด ครอบครัวยังโดนด้วยทั้งหมด ด้วยข้อหาการขายน้ำพริกในชื่อวชิราลงกรณ์ (ขำ) พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่เป็นญาติศรีรัศมิ์ก็โดนด้วย เรื่องนี้ภูมิพลให้ท้าย เพราะการหย่าร้าง มันเป็นการทำลายภาพลักษณ์สถาบันกษัตริน์อย่างซ้ำซาก ทั้งนี้ ศรีรัศมิ์ไม่ใช่เป็นแค่เมียเก่า แต่ยังเป็นแม่ของหลานในหลวง จึงทำให้ภูมิพลต้องออกมาแสดงบทบาทคุณปู่ใจดี มอบเงินค่าทำขวัญเป็นเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงศรีรัศมิ์ไม่เคยได้ การมอบเงินทำขวัญจากภูมิพลเป็นแค่เกมตบตา เพราะภูมิพลก็ยังปล่อยให้วชิราลงกรณ์กักขังเมียเก่าต่อไป…ทำไมต้องลงโทษเมียทุกคน (ยกเว้นโสม) ด้วยความป่าเถื่อน นี่เป็นเพราะวชิราลงกรณ์ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการหย่าร้าง เห็นมั๊ย เมียชั้นมันเลว โครตเหง้ามันก็เลว ชั้นไม่ใช่คนผิด แต่เมียชั้นคือคนผิด ยิ่งลงโทษหนัก วชิราลงกรณ์ยิ่งคิดว่ามันทำให้เค้าขาวสะอาดมากขึ้น แต่การลงโทษศรีรัศมิ์ยังเปรียบไม่ได้กับการลงโทษลูกน้องใกล้ชิดอื่นๆ ในกรณีนี้ของพูดถึงทีม Bike for Mum ที่ประกอบไปด้วยพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาช่วยแคมเปญนี้ แต่ทีมหมอยังมันแข่งขันกับทีมจักรภพ ภูริเดชมาตลอด (ค้อก) เมื่อหมอหยองพลาดเรื่องโกงเงิน ทำให้ค้อกได้โอกาสเพ็จทูลให้จัดการ (สังหาร) คนเหล่านี้เสีย มันมีวาระหนึ่งที่หมอหยองไปขอเงินเสียเจริญจัดงานให้วชิราลงกรณ์ โดยไม่ได้แจ้งวชิราลงกรณ์ล่วงหน้า เมื่อเสี่ยเจริญเล่าเรื่องนี้ให้สิรินทนฟัง สิรินทนเอาไปฟ้องพี่ชาย ยิ่งทำให้วชิราลงกรณโกรธมากขึ้น และให้ไฟเขียวในการกำจัดแก๊งค์นี้ทั้งหมด (ปล: พิสิษฐ์ศักดิ์เคยเดทกับองค์ภาในช่วงเวลาหนึ่ง)…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าแก๊งค์ Bike for Mum ต่อค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

กองทัพทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี คศ 2014 ยิ่งลักษณ์อยู่ในอำนาจได้เพียง 3 ปี การปูทางไปสู่การทำรัฐประหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย เพราะเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการให้กองทัพเข้ามากำกับการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้เพราะเข้าใจว่า วชิราลงกรณ์ไม่เป็นที่นิยม จึงอาจเกิดสิ่งท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน การวางตัวผู้นำกองทัพเกิดขึ้นในสมัยที่สิริกิติ์ยังมีอำนาจเต็มที่ (ก่อนป่วย) โดยอาศัยทหารฝ่ายบูรพาพยัคฆ์เป็นตัวขับเคลื่อนการเมืองในครั้งนี้ เมื่อครั้งที่ภูทิพลยังแข็งแรง แน่นอน ทหารฝ่ายกษ้ตริย์หรือที่รู้จักกันว่าเป็นฝ่ายวงศ์เทวัญ มีอำนาจเต็มที่ และอยู่ภายใต้การดูแลของเปรม ซึ่งเป็นทั้งคนสนิทของภูมิพล เป็นทั้งอดีตนายก อดีต ผบ ทบ เป็นประธานองคมนตรี และมีตำแหน่งเป็น “CEO” ของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อภูมิพลป่วย บทบาทของวงศ์เทวัญก็ลดลง เมื่อสิริกิติ์ขึ้นมากุมบังเหียน จึงนำพาเอาบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาด้วย จึงอธิบายได้ว่า ทำไมทหารชุดที่แล้วจึงมีแต่บูรพาพยัคฆ์และอธิบายว่าทำไมประยุทธ์ถึงมาอยู่ตรงนี้ แล้วมันยังอธิบายได้ว่า ตอนนี้วชิราลงกรณ์กุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมด จึงได้สถาปนาความสำคัญของวงศ์เทวัญกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการแต่งตั้งให้อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขึ้นมาเป็น ผบ ทบ และให้ความชอบธรรมในการ “พูดแทนเจ้า” ในหลายโอกาส แม้แต่บดบังบทบาทของประยุทธ์ โดยหลายฝ่ายคาดว่า นี่คือบุคคลที่วชิราลงกรณ์ต้องการให้ขึ้นมาเป็นนายกแทนประยุทธ์ในอนาคตอันใกล้…..ทั้งหมดนี้ชี้ว่า วังกับทหารทำงานอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์มักมองผิดว่า วชิราลงกรณ์ไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ สาเหตุมาจากภูมิพลทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยตัวคนเดียว และวชิราลงกรณ์เองก็สนใจแต่กองทัพราชวัลลภของตัวเอง ในความเป็นจริงอย่างที่ปรากฏ วชิราลงกรณ์มีความสามารถอย่างมากในการเรียกความจงรักภักดีจากกองทัพในปัจจุบันได้ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งจะกล่าวอีกครั้งหนึ่ง….กลับมาเรื่องรัฐประหารยิ่งลักษณ์ คราวนี้ อีลีทไทยต้องการมั่นใจว่า การขับชินวัตรออกจากการเมืองต้องเป็นการตอกฝาโลงด้วยตะปูตัวสุดท้าย คือต้องกำจัดให้สิ้นซาก ทั้งในแง่การหาเรื่องยิ่งลักษณ์และคนรอบข้าง จนถึงจุดที่มีการส่งสัญญาณว่ายิ่งลักษณ์ต้องหนี ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่อีลีทต้องการ เพราะเอายิ่งลักษณืเข้าคุก ก็จะถูกต่างชาติประนาม แถมอาจก่อให้เกิดจราจลครั้งใหญ่จากผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์ แต่การผลักออกนอกประเทศนั้น คือไม่ได้เป็นการทำร้ายยิ่งลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็กลับบ้านไม่ได้ เพราะอีลีทก็ไม่แคร์ว่ายิ่งลักษณ์จะเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพราะเค้าก็มองทะลุไส้ผุงของชินวัตรว่าต้องการปรองดองอยู่ แม้ถึงทุกวันนี้…การทำต่อไปคือการเขียนรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานใหม่ให้การกลับมาของชินวัตรลำบากยิ่งขึ้น การสร้างเงื่อนไขให้ระบบบริหารต้องอยู่ในการครอบงำขององค์กรนอกระบอบการเลือกตั้ง อาทิ การให้อำนาจกับวุฒิสภามากขึ้น หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ภักดีกับเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช กสม คณะกรรมการเลือกตั้ง และอีกร้อยแปด ขณะเดียวกัน กองทัพก็ใช้นโยบายกำจัดขบวนการคนเสื้อแดง ทำลายหมู่บ้านเสื้อแดง (อย่างที่เรายังเห็นเร็วๆ นี้ที่อีแรมโบ้อีสานไปรับธงแดงคืนจากพื้นที่อิสาน) ซึ่งกองทัพทำสำเร็จด้วยดี อาจกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ ขบวนการเสื้อแดงหายไปแล้ว ทำให้ฝ่ายตรงข้าม นั่นคือเสื้อเหลือง ที่กลายพันธุ์ไปเป็นสลิ่ม เข้าครอบงำการสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบใหม่รายวัน แม้แต่อดีต นปช อย่างจตุพรยังออกมาแปรพักตร์ ชี้ถึงการซื้ออุดมการณ์จากฝ่ายแดงที่ได้ผล ทางด้านทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนเดิม เพราะยังมีความหวังที่จะได้รับการปรองดอง รวมถึงความกังวลต่อธุรกิจใจไทยและความเป็นอยู่ของครอบครัวในไทยเช่นกัน….ในตอนหน้าจะพูดเรื่องการก้าวเข้ามาของวชิราลงกรณ์เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ที่เริ่มตั้งแต่ก่อนภูมิพลเสียชีวิต

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากการสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น ซึ่งไม่มีหน่วยงานของรัฐมารับผิดชอบ แถมพยายามโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม อาทิ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงติดอาวุธ หรือการเผาเซ็นทรัลเวิร์ด อีก 1 ปีต่อมา อภิสิทธิ์ตัดสินใจประกาศให้มีการเลือกตั้ง ตามคาด ทักษิณได้ส่งยิ่งลักษณ์ลงแข่งขันในนามพรรคใหม่ คือพรรคเพื่อไทย ดิชั้นได้มีโอกาสเดียวที่ได้พบกับยิ่งลักษณ์ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งยิ่งลักษณ์เองได้บอกกับดิชั้นว่า อยากขอเข้ามาช่วยให้ความเห็นในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาจากกรณีเขาพระวิหาร จากนั้น เราทราบกันอยู่ว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นสถิติที่ต้องจำว่า ในช่วง 1 ทศวรรษเต็มๆ ที่ตั้งปี คศ 2001-2011 พรรคของทักษิณได้รับชันชนะทุกครั้ง ซึ่งเป็นความหนักใจกับฝ่ายที่ไม่สามารถแข่งขันกับทักษิณได้โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพราะฝ่ายเจ้าไม่เคนสนใจ/ไม่ให้ความไว้วางใจกับการเลือกตั้ง เพราะเป็นสิ่งที่พวกเค้าควบคุมไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ได้ใช้แต่การทำรัฐประหารอย่างเดียวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การเขียนรัฐธรรมนูฐครั้งล่าสุดได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพราะการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว….เมื่อยิ่งลักษณ์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ได้กลายมาเป็นผู้หญิงคนแรกของไทยที่ได้รับตำแหน่งนี้ ทูตานุทูตต่างประเทศเรียงคิวกันเข้าพบยิ่งลักษณ์ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจว่า นโยบายเดิมของทักษิณจะได้กลับมา แต่การกลับมาของยิ่งลักษณ์ทำให้ฝ่ายเจ้า ที่มีชนชั้นกลางหนุนหลังไม่พอใจ และหาช่องว่างตลอดในการโจมตีรัฐบาล ปลายปีนั้น น้ำท่วมใหญ่ เลยกลายมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเบื้องต้าน ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถแก้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะปริมาณน้ำที่มากจนเกินจะรับได้ แต่ยังขาดความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนฝ่ายเจ้า รวมถึงกองทัพ กระทรวงทบวงกรม และกรุงเทพมหานคร เท่ากับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเอง….แต่ยิ่งลักษณ์ก็ยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่รอมชอมกับฝ่ายเจ้า ทั้งการพูดถึงราชวงศ์ด้วยความรักและเคารพ ทั้งความพยายามปรองดองกับกองทัพ เป็นยุทธวิธีใหม่ที่ฝ่ายทักษิณต้องการลองใช้ ในยุคทักษิณ เพราะความที่กลัวว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร ทักษิณจึงต้องการทำให้กองทัพขาดเอกภาพ โดยการส่งคนของตัวเองไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้กองทัพ และสำนักองคมนตรีโกรธมาก เพราะเค้าถือว่า กิจการทหารเป็นภารกิจของเค้าที่รัฐบาลพลเรือนห้ามแทรกแซง ผลก็คือ โดยรัฐประหารซะเลย (ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยต่างๆ ของการทำรัฐประหาร) สมัยยิ่งลักษณ์นั้น มีความเป็นมิตรมากขึ้น แต่ก็หนีไม่พ้นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามในการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล อาทิ การเสนอนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นผลมาจากการที่ทักษิณได้รับ “สัญญาณที่ผิด” ที่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอาด้วย แต่สุดท้ายก็โดยเท กรณีนี้สร้างความแตกร้าวในหมู่เสื้อแดงมาก โครงการจำนำข้าว กรณ๊โพร์ซีซั่น ทั้งหมดรวมกัน กลายมาเป็นเงื่อนไขจุดชนวนผีพันธมิตรในรูปใหม่ นั่นคือ กปปส…สาเหตุกที่ต้องเกิด กปปส เพราะ ความนิยมของยิ่งลักษณ์มีแต่ขึ้นกับขึ้น อีลีทไทยคนหนึ่งเคยบอกกับดิชั้นว่า ยิ่งลักษณ์มีความอดทนสูง ต่อให้ถูกด่าอย่างไร เป็นกะหรี่ อีโง่ ยิ่งลักษณ์ไม่เคยตอบโต้ เรื่องนี้ทำให้อีลีทไทยยิ่งโกรธ เพราะ “ทำยังไง มันก็ไม่โกรธ” การกลับมาของ กปปส ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ล้มยิ่งลักษณ์ แต่มันมีเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยที่กำลังจะเกิด คนเหล่านี้กลัวว่า ผลประโยชน์ที่พวกเค้าลงทุนในภูมิพล มันจะสูญสลายไปกับความตายของภูมิพล ในใจหนึ่งก็เกลียดวชิราลงกรณ์ แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องรักษาประโยชน์เอาไว้ แล้วเห็นว่า การปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดในสมัยยิ่งลักษณ์ จะทำให้ฝ่ายชินวัตรได้แต้มต่อ โดยเฉพาะข่าวลือถึงความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับทักษิณ จึงเป็นการออกมาชุมนุมเพื่อสร้างเงื่อนไขการทำรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพเป็นผู้ดูแลการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย โดยเฉพาะก่อนสิริกิติ์ป่วย ได้มีการตอกย้ำถึงเจตนารมย์ของสิริกิติ์ที่ต้องการให้ลูกชายขึ้นครองราชย์ไม่ว่าจะเกิดอะไรชึ้น บูรพาพยัคฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการทำให้ภารกิจนี้ลุล่วงด้วยดี….ตอนหน้าจะมาพูดว่า ใครอยู่เบื้องหลัง กปปส เป็นสิรินทรหรือไม่?

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ภูมิพลและสิริกิติ์มอบเงินรักษาพยาบาลให้ผู้ชุมนุม กปปส ปี 2557

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

อภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก นับเป็นชัยชนะชั่วคราวของฝ่ายเจ้า แต่ก็เกิดปัญหารุมเร้า 2 ประการ เรื่องแรกคือสงครามกับกัมพูชา ในช่วงที่พันธมิตรพยายามเอาเรื่องเขาพระวิหารมาล้มสมัครนั้น พรรคประชาธิปัคย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์เป็นนายก ทันทีทันใด ก็ได้สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา นายกฮุนเซนใชคำพูดรุนแรงหลายครั้ง ถากถางเยาะเย้ยอภิสิทธิ์ อาทิ แช่งให้อภิสิทธิ์ตกเครื่องบินตาย หรือการที่ปล่อยให้เมียฮุนเซน ชื่อ บุณรานี ออกมาแสดความใจทักษิณที่ถูกอีลีทไทยกลั่นแกล้ง โดยบอกว่าจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในกัมพูชา นอกจากนี้ มันยังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือการที่กัมพูชาท้าทายฝ่ายเจ้าโดยการสนับสนุนกิจกรรมเสื้อแดงอย่างออกหน้า เช่น มีการแข่งฟุตบอลที่ทักษิรเข่าร่วม ฮุนเซนเองก็ลงในทีมเขมรที่ใส่เสื้อแดง แถมเปิดพรมแดนให้คนเสื้อแดงจากอีสานเข้าไปเชียร์บอลในเขมร และจัดงานสงกรานต์ให้ทักษิณเจอคนเสื้อแดงในกัมพูชาด้วย ในที่สุด ก็เกิดสงครามสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 และมาพีคในปี 2554 ที่อาเซียนต้องเข้าแทรกแซง…อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การท้าทายจากคนเสื้อแดง นับตั้งแต่อภิสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งนายก คนเสื้อแดงก็ปฏิเสธมาตลอด เค้าโกรธ เค้าเกลียดอภิสิทธิ์ เพราะรัฐบาลที่เค้าเลือก ถูกกำจัดมาตลอด ตั้งแต่ทักษิณ สมัครและสมชาย จึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งแจะจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งมันไปสัมพันธ์กับสุขภาพของภูมิพลที่แย่ลงทุกวัน ในช่วงที่เป็นขาลงของภูมิพล มันคือขาขึ้นของสิริกิติ์ สิริกิติ์ได้ใช้ฐานพลังของตัวเองใน queen’s guard หรือบูรพาพยัคฆ์ เป็นตัวขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งผู้ที่ดูแลบูรพาพยัคฆ์ก็คือประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โตมาในสำนักสิริกิติ์….เมื่อคนเสื้อแดงมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งจากการตั้งเป็นขบวนการภายใต้ นปช และการสนับสนุนจากทักษิณจากต่างประเทศ เลยไปถึงการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในอีสานที่มีธงแดงเป็นสัญลักษณ์กำเนิดของเสื้อแดงยิ่งสร้างความตระหนกให้เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อมีการรวมตัวประท้วงอภิสิทธิ์ในปี 2553 ทางฝ่ายรัฐบาลและบูรพาพยัคฆ์จึงไม่ลังเลที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายชุมนุม ยิงกบาลผู้ประท้วงกลางย่านช้อปปิ้งกรุงเทพ แถมท้ายด้วยการบิดเบือนสถานการณ์โดยการสั่งเผาเซ็นทรัลเวิร์ด เพื่อเป็นข้อกล่าวหาคนเสื้อแดง ที่จะใช้กลบเกลื่อนการสังหารโหด บิดเบือนความสำคัญของการสังหารโหด และการสร้างความชอบธรรมให้การสังคม กลายมาเป็นตราบาปคนเสื้อแดงหลายปี ที่แม้แต่จุฬาภรณ์เองก็เอามาใช้ป้ายสีเสื้อแดงว่าการ “เผาบ้านเผาเมือง” คือต้นตอของการล้มป่วยยิ่งไปอีกของภูมิพล….ถามว่าทำไมรอบนี้ภูมิพลถึงไม่แทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง ก่อนอื่นขอตั้งข้อสังเกตว่า การเข้าแทรกแซงของภูมิพลในอดีตเพื่อยุติความขัดแย้ง ภูมิพลจะต้องรอให้เกิดการรุนแรงก่อน เพื่อที่จะใช้สร้างภาพของการเป็นผู้เข้ามายุติความรุนแรง (stop the bloodshed) เช่น ในเหตุการณ์เดือนตุลาและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่รอบนี้ ภูมิพลไม่ออกมาแทรกแซง เป็นเพราะ 1) ป่วยหนัก และสำคัญกว่านั้น 2) สถาบันกษัตริย์สูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นกลางไปแล้ว ตั้งแต่ออกมาสนับสนันพันธมิตร ตั้งแต่การที่สิริกิติ์ไปงานศพน้องโบว์ จนเกิดวันตาสว่าง ดังนั้น หากภูมิพลออกมา มีแนวโน้มว่าคนเสื้อแดงจะปฏิเสธภูมิพล ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าได้ แต่ทั้งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสังหารคนเสื้อแดงนั้น ทางวังมีส่วนรู้เห็นอย่างแน่นอน เพราะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกองทัพ บูรพาพยัคฆ์ และสิริกิติ์ อาจกล่าวในว่า ในช่วงเวลานั้น สิริกิติ์คือผู้กุมบังเหียนที่แท้จริง ก่อนที่จะล้มป่วยในปี 2555ในตอนหน้า จะกล่าวถึงบทบาทของสิริกิติ์และประยุทธ์ และการเตรียมพร้อมในการรับมือกับฝ่ายชินวัตร รวมถึงการเตรียมการเปลี่ยนรัชสมัย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารในปี 2557

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ครอบงำการเมืองไทยอย่างประสบความสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยผ่านทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อทั้งผ่านสื่อและการศึกษา หากผู้นำพลเรือนคนใดต้องการท้าทายเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ก็มักจะถูกกำจัดโดยการทำรัฐประหาร แต่การเข้าสู่การเมืองของทักษิณมันต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอาศัยนโยบายประชานิยมในการเอาใจคนรากหญ้า คนที่ถูกคนกรุงมองข้ามมาตลอด ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเสียงข้างมากทางการเมือง ผันความจงรักภักดีจากภูมิพลมาสู่นักการเมือง ทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปลี่ยนความศรัทธาทางการเมืองที่ขึ้นกับตัวบุคคล มาสู่การขึ้นกับพรรคการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย เค้าก็จะเลือก เพราะเค้ารู้ว่า เค้าจะได้รับการตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การได้รับถุงพระราชทานที่มีปลากระป่อง ยาสีฟัน สบู่ มาสู่ถุงประชานิยมของทักษิณที่มีสมารต์โฟน ไอแพ๊ด และอื่นๆ ทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปรับถุงพระราชทานอีก นี่เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ต้องการกำจัดทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งสองอย่างถล่มทลาย ทำให้เป็นนักการเมืองคนแรกของไทยที่อยู่ครบเทอม 4 ปี….จากนั้นก็คือการตั้งขบวนการล้มทักษิณ โดยม็อบเสื้อเหลืองที่เรารู้จักกันอยู่ โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทักษิณล้มเจ้า แค่การล้มเจ้าก็เพียงพอที่จะผลักดันให้รอยัลลิสต์ชนชั้นกลางในกรุงเทพออกมาโจมตีรัฐบาล โดยใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการล้มทักษิณ ทั้งเสื้อเหลือง ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และการทำป้าย “รักในหลวง ต่อต้านทักษิณ” นี่เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์มาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง คือคุณต้องเลือก ไม่มีสายกลาง ถ้าคุณเอาทักษิณ นั่นคือคุณล้มเจ้า ถ้าคุณรักเจ้า คุณต้องกำจัดทักษิณ เรื่องทั้งหมดนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ การไม่ออกมาปฏิเสธนั่นคือการยอมรับการให้พันธมิตรใช้ชื่อสถาบันในการล้มทักษิณนั่นเอง….พันธมิตรทำสำเร็จ ล้มทักษิณได้ แต่การล้มทักษิณคือการตบหน้าคนเสื้อแดง มันมีคคำเปรียบเปรยบ่อยๆ คนต่างจังหวัดเลือกนายก แต่ถูกล้มโดยคนกรุง พอกันที เค้าจึงตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนกลายมาเป็นเสื้อแดงอย่างที่เรารู้ หลังรัฐประหาร ฝ่ายเจ้าคิดว่าล้มทักษิณได้แล้ว จึงยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งในปีถัดไป แต่เค้าก็คาดไม่ถึงว่า ถึงตอนนั้น อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมันฝังรากลึก คนเสื้อแดงที่ปรากฏตัวก้เป็นฐานเสียงให้ทักษิณ ผนวกกับภูมิพลเองก็เริ่มป่วย เข้ารักษาตัวที่ศิริราช เข้าๆ ออกๆ ตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทักษิณใช้สมัครเป็นนอมินี จึงประสบความสำเร็จอีกแล้ว เหยียบหน้าผู้ดีกรุงเทพผ่านกล่องเลือกตั้ง พอสมัครขึ้นเป็นนายก ก็จุดผีพันธมิตร และใช้ทุกวิถีทางในการล้มสมัคร โดยจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร….เราแพ้คดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลก แต่เราไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ยังคงใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ทีนี้ กลางปี 2551 กัมพูชาต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกของ UNESCO ไทยเองเห็นว่า การให้การสนับสนุนเขมรจะเป็นเรื่องดีหลายประการ ถ้าเขาพระวิหารได้รับสถานะนั้น ก็จะมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ไทยจะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไทยมีเรื่องกับเขมรจนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ เมื่อปี 2546 สมัครจึงเป็นว่า การสนับสนุนเขมรรอบนี้จะช่วยปรับความสัมพันธ์ แต่พันธมิตรตีข่าวเรื่องการสนับสนุนเขมรคือการที่สมัครยกพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เขมรไป เพื่อสร้างกระแสชาตนิยมล้มรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น นพดล ปัทมะ ทนายของทักษิณ ที่ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศต้องถูกบังคับให้ลาออก แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาสมัครออกได้ จึงหันไปใช้ข้อกล่าวหาอื่น นั่นคือ การที่สมัครยังมีรายการทำอาหารเป็นของตัวเองในระหว่างดำรงตำแหน่งนายก ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง และวินิจฉัยให้สมัครลงจากตำแหน่ง ถือเป็นกรณีแรกๆ ของตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup ซึ่งสะท้อนอีกครั้งว่า ศาลไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเครื่องมือของสถาบันกษัตริย์ เมื่อสมัครลงจากตำแหน่ง ทักษิณไม่ยอมแพ้ ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผัวเจ๊แดง น้องเขย เป็นนายกแทน ยิ่งทำให้พันธมิตรเกรี้ยวกราด เลยใช้การปิดสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล จนเกิดวาทกรรม อาหารดี ดนตรีเพราะโดยนายกษิต ภิรมย์ แต่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดสมชายได้ จนศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาทำตุลาการภิวัฒน์รอบสอง สั่งยุบพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากรรมการพรรคท่านนึงโกงเลือกตั้ง การยุบพรรคครั้งนั้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งกองทัพและวัง ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย (แทนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง) ซึ่งการเข้ามาของอภิสิทธิ์คือจุดด่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การทำสงครามกับเขมรเรื่องเขาพระวิหาร และการสังหารคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ที่จะกล่าวในตอนต่อไป

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แต่กลุ่มที่สนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์ยังคงปฏิเสธอาณัติทางการเมืองของประชาชนในชนบท ขณะเดียวกัน แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นล่างที่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงใหญ่ แต่ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประนีประนอม จนนำไปสู่ความเชื่อในกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่จะสามารถร่วมมือทำงานกันได้ (working relationship) กับกองทัพ ซึ่งอาจมีข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความต้องการของกลุ่มเครือข่ายพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ต้องการให้ทักษิณ “กลับบ้าน” เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ดี ณ ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่า “เวลา” ยังอยู่ข้างทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทักษิณยังคงได้แต้มต่อทางการเมืองเพราะมีฐานเสียงกว้าง ส่วนกลุ่มรักเจ้า/รอยัลลิสต์และกลุ่มที่โหยหาต่อระบอบราชาธิปไตยได้ “ลงทุน” ทางด้านการเมืองไว้กับกษัตริย์ภูมิพลอย่างล้นเอ่อ ทั้งในรูปของความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ จนมองข้ามไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป หรือพูดง่ายๆ คือ ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่บุคคลรอบข้างสถาบันกษัตริย์ก็เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทว่ากลับเลือกที่จะใช้มาตราการแตกหักที่โง่เขลาในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อซ่อนเร้นความกังวลใจของตัวสถาบันเอง มาตรการที่เด่นชัดที่สุดคือ การใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในการกำจัดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือนับรวมถึงมาตรการใช้กำลังทหารปราบปราบกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ณ แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553การใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น แม้จะนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไทยทั่วๆ ไปได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมหาศาลต่อกลุ่มรอยัลลิสต์เอง อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า กลุ่มรอยัลลิสต์จะยังไม่ลดละท่าทีและความคิดในการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับผู้เห็นต่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเมืองและสังคมของตนเอง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่การใช้ความรุนแรงอาจจะยังคงเกิดขึ้นอีก (โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการชุมนุมอย่างกว้างขวาง) ทั้งนี้ เพราะบารมีของกษัตริย์ภูมิพล ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องของรัฐไทยถึงคุณสมบัติพิเศษของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ในจักรวาลแห่งนี้ ยิ่งจะทำให้โอกาสของความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงมากยิ่งขึ้นไปอีก วชิราลงกรณ์กำลังประสบกับปัญหา “ความขาดแคลน” ของอำนาจที่ตั้งบนความชอบธรรมของกษัตริย์ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียวของสถาบันกษัตริย์คือต้องร่วมมือกับประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตามที่ปรากฏ นั่นไม่ใช่สิ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการ กระนั้นก็ตาม สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลและอารยะ ถึงอนาคตการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ในยุคที่ไม่มีกษัตริย์ภูมิพลต่อไปอีกแล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาวะของความวิตกกังวลและเสียจริตของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรอยัลลิสต์ ถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลังรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล แต่สำหรับตัวทักษิณเอง คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดาอย่างเชื่อมั่นได้ว่า อิทธิพลทางการเมืองของทั้งสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำรอยัลลิสต์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสูญญากาศทางอำนาจที่ทักษิณหรือบริวารปรารถนาที่จะเติมให้เต็มด้วยการเมืองแบบใหม่ที่ตั้งบนหลักสปิริตของการเลือกตั้ง บั้นปลายจึงน่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่กำหนดโดยสถาบันกษัตริย์มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือการปะทะกันด้วยความรุนแรงจากกลุ่มรอยัลลิสต์และกองทัพที่บดขยี้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมิอาจพรรณาได้แต่ทั้งหมดนี้ มันดันเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาก การทำรัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ การกลับมาของรัฐบาลทหาร การสวรรคตของภมิพล ลัทธิการสร้างความหวาดกลัวภายใต้วชิราลงกรณ์ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ การระบาดของโควิด และการฟื้นตัวของพลังนักศึกษาทั่วประเทศ เราจะค่อยๆ ไปทีละประเด็นหลังจากนี้…..

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กษัตริย์ภูมิพลนับเป็นกษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากษัตริย์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทการเมืองไทย กษัตริย์ภูมิพลมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำความเจริญ ทันสมัย ศิวิไลซ์มาสู่สยาม หรือตามที่นักประวัติศาสตร์อนุรักษนิยมได้กล่าวว่า มีส่วนทำให้สยามสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคอาณานิคมกษัตริย์ภูมิพลก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แบบ “อุบัติเหตุ” เมื่อปี 2489ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ตกต่ำอย่างมาก กษัตริย์ภูมิพลสามารถปรับสถานะของสถาบันกษัตริย์จากที่อยู่ในสภาพเกือบจะ “สูญพันธุ์” พลิกไปสู่การเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ โดยผ่านการสร้างบารมีส่วนตัว ไหวพริบ และการใช้เครือข่ายในการคงสถานะสำคัญทางการเมืองไว้ จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันกษัตริย์ในยุคนี้สามารถครอบงำระบอบและผู้นำทางการเมืองไว้ได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพแต่เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต้องการปรับโครงสร้างและภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ ทำให้นำไปสู่การท้าทายเครือข่ายพระมหากษัตริย์[1] ที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ โดยทักษิณใช้ประโยชน์จากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยในชนบทผ่านนโยบายประชานิยมที่ประสบความสำเร็จและระบบการเลือกตั้ง เปลี่ยนความภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์ไปสู่ความภักดีต่อระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนสิทธิการเลือกผู้แทนฯ ทักษิณได้อาศัยระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายอำนาจของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ เมื่อความนิยมในตัวทักษิณสูงมากขึ้น และไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งติดต่อกันถึงสองครั้ง ทักษิณกลายเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้สถาบันกษัตริย์เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น (insecure) ต่อเกมการเมืองแบบใหม่ที่อาณัติของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สถานการณ์ของความหวาดหวั่นเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การก่อรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งสาธารณชนไทยเชื่อว่า มีบุคคลสำคัญในเครือข่ายพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังหลังจากรัฐประหาร การเมืองไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์กับกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย (ในกลุ่มหลังมีกลุ่มที่ยังคงให้การสนับสนุนต่อทักษิณประกอบอยู่ด้วย) กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อเหลืองไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนันจากชนชั้นนำชาวกรุงเทพฯ แต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของตนยังได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกบางคนของราชวงศ์จักรี [2] ทว่าในความเป็นจริง คนเสื้อแดงและฝ่ายทักษิณยังคงสามารถควบคุมการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสำคัญของการเลือกตั้ง และนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวทักษิณ) และพรรคพวก ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหนือพรรคการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554[1] “เครือข่ายพระมหากษัตริย์” (network monarchy) ในที่นี้มีความหมายกว้างกว่าองค์พระมหากษัตริย์ ดู Duncan McCargo, “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” The Pacific Review Vol. 18,No. 4 (December 2005): 499–519.
[2] ระหว่างการชุมนุมก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยาไม่นาน แกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใส่ “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902…74…12 สิงหาคม 2549…แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งภายหลังคำนูญ สิทธิสมานได้บันทึกเล่าว่า “ท่านผู้ปรารถนาดี” คนหนึ่งมอบให้ นอกจากนี้ยังมี “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน [สุภาพสตรีสูงศักดิ์] เคารพ” มอบเงินจำนวน 2.5 แสนบาทให้แก่พันธมิตรฯ ด้วย ต่อมาในเดือน ส.ค. 2550 สนธิ ลิ้มทองกุลได้กล่าวที่สหรัฐฯ ว่า เขาเคยได้รับ “ของขวัญชิ้นหนึ่งมาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี” และได้กล่าวบนเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนของพันธมิตรฯ ในเดือน มิ.ย. 2551 ว่า “ผ้าพันคอ [สีฟ้า] นี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืน [ก่อนเกิดรัฐประหาร] นั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน” หลังจากนั้นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ เดือนต่อมา สนธิได้นำเทปบันทึกเสียงส่วนพระองค์ของพระราชินีมาเปิดให้ผู้ชุมนุมฟัง แล้วตีความในลักษณะที่สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และต่อมาในวันที่ 13 ต.ค. ปีเดียวกัน พระราชินีได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ซึ่งบิดาของน้องโบว์ได้เปิดเผยแกสื่อมวลชนว่าพระองค์มีรับสั่งว่า “[น้องโบว์] เป็นคนดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์… ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์ด้วย… เป็นห่วงพันธมิตรฯ ทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตรฯ” ดู หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ,กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, และอีกหลายฉบับของวันที่ 14 ต.ค. 2551; คำนูญ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ:จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์, 2549); และดูเพิ่มเติมบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 2 ชิ้น เรื่อง “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร,” ประชาไท, 12 สิงหาคม2551, http://www.prachatai.com/journal/2008/08/17688; และ “ปัจฉิมลิขิต บทความ ‘พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร’,” ประชาไท, 12 สิงหาคม 2553, http://prachatai.com/journal/2010/08/30680.

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนจบ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สงครามสุดท้าย

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา วิกตอเรียก็ได้สูญเสียลูกชายไปหนึ่งคน ลูกชายที่มีความเหมือนกับอัลเบิร์ตในหลายๆ ด้าน ส่วนลูกชายที่เหลือนั้นก็เข้าสู่วัยกลางคน อาเธอร์เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพอังกฤษในบอมเบย์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิกตอเรีย สำหรับเบอร์ตี้ วิกตอเรียยังมองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง ส่วนแอฟฟี่นั้นยังคงเป็น “แกะดำ” สำหรับแม่ ใน ค.ศ.1893 แอฟฟี่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากทางครอบครัวของอัลเบิร์ต แอฟฟี่ย้ายเข้าไปอยู่ที่วังโรเซเนา สถานที่ที่อัลเบิร์ตกำเนิดขึ้นเมื่อ 74 ปีก่อนหน้านี้ ทว่านี่ไม่ใช่การ “คืนสู่เหย้า” ที่น่าจะมีความสุข คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและสะท้อนถึงความผิดหวังในชีวิตของเขา ชีวิตของแอฟฟี่นั้นเต็มไปด้วยความโลดโผน แต่สุดท้ายกลับมาจบลงในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีสำคัญในเยอรมนี ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตแอฟฟี่ ก่อนหน้านี้แอฟฟี่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยการเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ แต่เมื่อตัดสินใจรับตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์ก เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเรือ

วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยมีความฝันที่จะเห็นยุโรปบูรณาการเป็นปึกแผ่นเดียวกันบนสันติภาพและความปรองดองโดยมีราชวงศ์อังกฤษเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะนี้แอฟฟี่มองตัวเองเป็นเสมือน “ของโบราณ” ที่ตกค้างมาจากความล้าสมัยของระบบกษัตริย์ กลายเป็นเจ้าชายอังกฤษที่ติดอยู่ในเยอรมนีซึ่งเพิ่งผ่านการรวมประเทศมาหมาดๆ ต้องก้มหัวให้กับผู้มีศักดิ์เป็นหลานของตัว กษัตริย์ไคเซอร์ วิลเฮลม รู้สึกหมดอาลัยกับชีวิตเพราะหย่าร้างกับภรรยาและกลายเป็นคนติดสุรา แอฟฟี่เสียชีวิตใน ค.ศ.1900 ด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุ 55 ปี

หกเดือนหลังจากนั้น ครอบครัวทั้งหมดได้มาพบกันพร้อมหน้าที่บ้านออสบอร์นเพื่อดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ในบรรดาลูกทั้ง 9 คน 3 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว (วิกกี้เสียชีวิตในกรุงเบอร์ลินจากโรคมะเร็งเช่นกัน) สำหรับลูกๆ ชีวิตคือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดจากความโหดร้ายของผู้เป็นแม่ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่า วิกตอเรียรักลูกๆ ของเธอหรือไม่หรือไม่ เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วคงมีความรักให้ต่อกัน เพียงแต่น่าสงสัยว่า ความรักนี้อยู่ในรูปแบบใด มีหลายครั้งที่ลูกทั้ง 9 คนมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ความรักของวิกตอเรียเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว แต่ในที่สุด ลูกทุกคนก็ผ่านพ้นมาและภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางด้านอารมณ์ได้ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นราชนิกุลผู้ไร้ความสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับผู้เป็นพ่อ จนเมื่อวิกตอเรียได้เสียชีวิตลง ลูกที่เหลือจึงเริ่มใช้ชีวิตของตนเอง

ไม่มีใครต้องเผชิญกับความผิดหวังของแม่มากเท่ากับเบอร์ตี้ ก่อนวิกตอเรียเสียชีวิต เธอได้ขอร้องให้เบอร์ตี้จูบลาเธอ น้ำตาเบอร์ตี้พลันไหลออกจากสองตา นับว่าเป็นการคืนดีกันในที่สุด วิกตอเรียเสียชีวิตในวันถัดมา วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1901 และได้มีการจัดงานศพโดยวางร่างของเธออยู่ใต้รูปภาพของอัลเบิร์ตผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 40 ปีก่อนหน้า มีการจัดงานศพของวิกตอเรียอย่างมโหฬาร คู่ควรกับราชินีผู้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เปรียบเสมือนเป็น “คุณย่า” แห่งยุโรป กษัตริย์จากยุโรปอีกห้าประเทศและเจ้าชายระดับสูงอีกเจ็ดคนเดินนำร่างไร้วิญญาณของวิกตอเรียไปสู่หลุมฝัง ราชนิกุลเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกตอเรียทางสายเลือด แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 14 ปี คนเหล่านี้ต่างประกาศสงครามต่อกัน เครือข่ายครอบครัวที่เกิดจากวิกตอเรียซึ่งเคยยึดโยงทวีปยุโรปเอาไว้ กลับนำยุโรปไปสู่สงครามและการปฏิวัติ และในบรรดาราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป มีเพียงแต่ราชวงศ์อังกฤษเท่านั้นที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาได้ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกชายของวิกตอเรีย — เบอร์ตี้ — ผู้ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งครองราชย์อยู่เพียง 9 ปี แต่ปกครองด้วยไหวพริบ เสน่ห์ และวิธีทางการทูต

เรื่องราวของเบอร์ตี้นั้นน่าสนใจ หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว เบอร์ตี้ได้กลายเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้ว่าจะอยู่ในอำนาจไม่นานนัก เป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยเชื่อว่า กษัตริย์ต้องปกครองด้วยศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในหมู่เจ้าชายที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก เบอร์ตี้ได้ชี้ให้เห็นถึงทางเลือกอื่น ทางเลือกที่กษัตริย์พร้อมจะยึดติดกับความรื่นเริง การให้ลำดับความสำคัญกับชีวิตประชาชนมากกว่าความเป็นไปภายในรั้วราชวัง และในอีกหนึ่งศตวรรษต่อจากนั้นจนถึงยุคปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของเบอร์ตี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางเลือกแบบของเขาต่างหากที่ชี้นำสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
_
****ในรูปคืองานศพของวิกตอเรีย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น