รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ความหมายของสงครามในปี 2457 (ค.ศ. 1914) โอลก้ามีอายุ 18 ปี และทาธิอาน่าอายุ 16 ปี เปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยรุ่น และเพื่อให้การทำหน้าที่ของการเป็นเจ้าหญิงสมบูรณ์แบบ จึงได้มีการเริ่มกระบวนการหาคู่ที่เหมาะสมให้กับหญิงสาวทั้งสอง หากเปรียบกับยุคสมัยใหม่ เจ้าหญิงทั้งสองคงไม่ต่างจากเจ้าหญิงไดอาน่าที่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไป เป็นสตรีที่มีความเพียบพร้อม มีเลือดขัตติยาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์นี้ ไม่ได้สวยงามดังที่หลายคนวาดภาพไว้ แม้นิโคลัสจะเป็นพ่อที่ทุ่มเทให้กับลูก แต่เขาก็เป็นกษัตริย์ที่ไร้ความสามารถ และฝ่ายค้านก็จ้องที่จะทำลายเขา บังคับให้ครอบครัวเขาต้องหลบหนีไปจากสังคมด้วยคำนึงถึงความปลอดภัย เสรีภาพของลูกยังต้องถูกลิดรอนโดยผู้เป็นแม่ ผู้ที่เลี้ยงลูกสาวทั้ง 4 คนภายใต้เงาของลูกชายคนเล็ก จึงอาจกล่าวได้ว่าแม้จะอยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ลูกสาวเสมือนถูกจับให้อยู่ในห้องขัง ไม่มีโอกาสมีเพื่อน หรือไปพบญาติ อเล็กซานดร้าไม่ยอมรับว่าลูกได้โตเป็นสาวแล้ว เธอยังคงปฏิบัติกับลูกเหมือนเป็นเด็กน้อย ซึ่งก็ทำให้ลูกสาวมองตัวเองเป็นเด็กน้อยเช่นกัน นอกจากนี้พวกเธอยังไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับบุคคลภายนอกที่อาจช่วยให้เธอมีวุฒิภาวะมากขึ้นตามวัยอีกด้วย ดังนั้’น เมื่อกระบวนการหาคู่สมรสได้เริ่มขึ้น ทั้งโอลก้าและทาธิอาน่าไม่มีความพร้อมในการใช้ชีวิตคู่ เมื่อมีงานเลี้ยงครั้งใด หญิงสาวทั้ง 2 คนจึงชำเลืองมองแต่เหล่าทหารรับใช้เพราะเป็นบุคคลที่พวกเธอคุ้นเคยที่สุด ทำให้ชนชั้นนำของรัสเซียมองอย่างดูแคลนขณะที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับสงคราม หญิงสาวแห่งโรมานอฟกลับมองหาแต่ความรัก ทีแรกนิโคลัสเชื่อว่าเขาสามารถหาบุคคลที่เหมาะสมกับโอลก้าได้ นั่นคือ เจ้าชายแครอล มกุฏราชกุมารของโรมาเนีย แต่เนื่องจากเขามีชื่อเสียงในเรื่องความเจ้าชู้ จึงไม่เป็นที่พอใจของโอลก้า ครอบครัวโรมานอฟได้เดินทางไปเยือนราชวงศ์ของโรมาเนียเพื่อให้หนุ่มสาวสองคนได้รู้จักกันดีขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล และเมื่อโรมานอฟได้เดินทางกลับรัสเซีย โอลก้าก็กลับตระหนักได้ว่าตัวเองพลาดโอกาสที่จะออกจากรัสเซียเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่หนึ่งวันหลังจากที่รัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมนี นิโคลัสและอเล็กซานดร้าปรากฏตัวที่ระเบียงพระราชวังฤดูหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เชิญชวนให้ประชาชนร้องเพลง God Save the Tsar เพียง 5 วันหลังจากการสู้รบ ทหารรัสเซียจำนวน 70,000 คนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้ผลักดันให้อเล็กซานดร้าออกมาร่วมกับสตรีรัสเซียนับพันที่เป็นอาสาสมัคร ปฐมพยาบาลและให้การดูแลทหารที่บาดเจ็บ รวมถึงบุตรสาวของเธอที่ได้สัมผัสสภาพสงครามและชีวิตของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเป็นครั้งแรก การเดินทางออกไปดูแลผู้ป่วยช่วยทำให้หญิงสาวทั้ง 4 คนเห็นโลกมากขึ้น แต่ก็มองผ่านมุมมองไร้เดียงสา บางครั้งหลังกลับจากโรงพยาบาล เด็กสาวได้มีโอกาสแวะซื้อของก่อนกลับพระราชวัง พวกเธอเพิ่งตระหนักว่าไม่รู้ว่าจะต้องช้อปปิ้งอย่างไร สงครามจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูของเจ้าหญิงไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง แม้แต่เจ้าชายอเล็กซี่เอง เมื่อได้มีโอกาสออกนอกเขตพระราชวัง ก็มีความอยากรู้และสงสัยต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ สงครามยังเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวโรมานอฟด้วย หลายครั้งที่นิโคลัสต้องไปราชการในยามสงคราม ทำให้อเล็กซานดร้าเกิดความทุกข์ใจที่ต้องห่างจากสามี แม้สามีและภริยาคู่นี้จะอยู่ในคฤหาสถ์เดียวกัน แต่ก็เขียนจดหมายถึงกันวันละหลายฉบับ หลังจากเแต่งงานมา 20 ปี จดหมายเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักของคนทั้งสองไม่ได้จืดจางลงเลย และเมื่อนิโคลัสต้องเดินทางไกล นอกจากความหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัยของสามี จดหมายยังได้สะท้อนถึงความโหยหาสามีของอเล็กซานดร้าด้วย เนื้อความในจดหมายยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการของอเล็กซานดร้าที่อยากเห็นสามีมีความเข้มแข็ง เธอร้องขอให้เขาปกครองรัสเซียด้วยกำปั้นเหล็ก นอกจากนี้ อเล็กซานดร้ายังพึ่งมนตราเพื่อช่วยขจัดภัยร้ายมิให้แผ้วพานสามี โดยการส่งวัตถุมงคลปลุกเสกโดยรัสปูตินไปให้นิโคลัส อาจกล่าวได้ว่าในยามศึกสงครามเช่นนี้ รัสปูตินมีบทบาทอย่างมากในการเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าซาร์ภายในฤดูร้อนของปี 2458 (ค.ศ. 1915) เมื่อสงครามได้ก่อตัวเต็มที่ ทหารรัสเซียกว่า 1,500,000 คน ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รัสปูตินได้แนะนำให้นิโคลัสปลดลุงของเขา Grand Duke Nikolay Nikolayevich ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วเข้าดำรงตำแหน่งนี้เสียเอง และเมื่อนิโคลัสได้ครอบครองตำแหน่งนี้ เขาได้ถ่ายโอนอำนาจการบริหารประเทศไปยังอเล็กซานดร้า ซึ่งยิ่งทำให้รัสปูตินมีอิทธิพลในรัฐบาลมากขึ้น ส่วนเจ้าหญิงทั้ง 4 คน ได้ใช้เวลาในโรงพยาบาลมากขึ้นเพื่อดูแลทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม ถือเป็นวิธีหนึ่งของการออกจากการควบคุมในพระราชวัง นับเป็นความสุขแบบหนึ่งของพวกเธอ แม้จะเป็นความสุขแบบแปลกๆ ก็ตาม ความจริงที่ว่าพวกเธอเองก็โหยหาความรักอยู่แล้ว นำไปสู่ข่าวลือที่ว่าโอลก้าและทาธิอาน่าตกหลุมรักทหารหนุ่ม ในเดือนพฤษภาคม 2458 (ค.ศ. 1915) ทหารนายหนึ่งจากจอร์เจียที่มีชื่อว่า Dmitry Shakh-Bagov ได้รับบาดเจ็บจากสงครามและเข้ารับการรักษาพยาบาลจนได้พบกับโอลก้า ต่อมาทั้งคู่ได้ตกหลุมรักต่อกัน แต่ยังไม่ทันที่ความรักจะได้สานต่อ ดมิทรีก็ถูกส่งตัวกลับไปยังสนามรบ จนในปีถัดมา เมื่อดมิทรีได้รับบาดเจ็บอีกและถูกส่งตัวมารักษาพยายาล เขาจึงได้พบกับโอลก้าอีกครั้ง ทั้งคู่สานต่อความรักที่สะดุดไปเมื่อปีก่อน แต่ความรักของทั้งคู่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับสังคมรัสเซียยุคนั้น หากโอลก้าเลือกได้ เธอคงจะเลือกใช้ชีวิตอยู่กับนายทหารธรรมดาอย่างดมิทรี หลังจากหายดีแล้ว ดมิทรีได้ออกจากโรงพยาบาลในปี 2459 (ค.ศ. 1916) และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองคนได้พบและบอกลา ดมิทรีกลายเป็นเพลิงเผาไหม้ในจิตใจของโอลก้าตลอดไปสงครามยังหมายถึงความจำเป็นที่โรมานอฟต้องพึ่งการโฆษณาชวนเชื่อ โดยการสร้างภาพลักษณ์ความห่วงใยของกษัตริย์ที่มีต่อประชาชน อาทิ การยอมให้พื้นที่บางส่วนของพระราชวังฤดูหนาวเป็นที่รักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ เปิดโอกาสให้มีการถ่ายภาพเจ้าหญิงร่วมกับทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้น อย่างไรก็ดี การที่ครอบครัวโรมานอฟมีความสนิทสนมกับรัสปูตินอย่างมากกลายมาเป็นปัจจัยที่ลดทอนภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไปเสีย ขณะเดียวกันอเล็กซานดร้าก็เพิ่มบทบาทของเธอในรัฐบาลมากขึ้น โดยมีการบันทึกในไดอารี่ว่า เธอภูมิใจที่ได้กลายมาเป็นสตรีคนที่สองที่มีโอกาสทำงานร่วมกับรัฐมนตรีต่างๆ นับตั้งแต่ยุคแคเธอรีนผู้ยิ่งใหญ่ แม้ว่าในความเป็นจริงชาวรัสเซียเปรียบเธอกับมารี อ็องตัวแน๊ต ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส อเล็กซานดร้าขาดการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ได้รับความนิยม และการที่เธอมีความสัมพันธ์กับรัสปูตินก็นำไปสู่กรณีคอร์รัปชั่นต่างๆ ซึ่งล้วนสร้างความด่างพร้อยให้กับราชสำนักอย่างมาก ไม่เพียงเแต่ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับอเล็กซานดร้า แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับเจ้าหญิงโอลก้าและทาธิอาน่าก็กลายมาเป็นเรื่องซุบซิบเช่นกัน สื่อในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้วาดภาพการ์ตูนลามกแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับอเล็กซานดร้า ทำให้ประชาชนหมดความศรัทธาในราชวงศ์โรมานอฟ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยข่าวลือว่าอเล็กซานดร้าได้ร่วมมือกับรัสปูตินในการเป็นสายลับให้กับเยอรมนี แม้ไม่มีการยืนยันว่าข่าวลือนี้เป็นจริง แต่ประชาชนทั่วไปก็เชื่อในข่าวลือนี้ไปแล้ว แม้แต่บุคคลในรัฐบาลก็ยังเชื่อ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อฐานอำนาจของนิโคลัสอย่างมาก และท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองนี้ นิโคลัสยังหลงเชื่อคำแนะนำของภริยาและรัสปูติน โดยมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนในช่วง 1 ปีกว่าเท่านั้น

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
กริกอรี่ รัสปูติน
ปัญหาสุขภาพของอเล็กซี่ยิ่งทำให้ครอบครัวโรมานอฟถอยห่างจากสังคมมากขึ้นกว่าเดิม และต้องการปิดข่าวเรื่องโรคร้ายของอเล็กซี่ หลังจากอเล็กซี่มีอายุได้ 1 ขวบ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวนี้ต้องพึ่งพากันมากขึ้น ในวันที่ 9 มกราคม ชาวรัสเซียประท้วงหน้าพระราชวังฤดูหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเรื่องการพ่ายแพ้สงครามของรัสเซียต่อญี่ปุ่น รวมถึงสภาพการทำงานของชาวรัสเซียภายใต้สภาพแร้นแค้นและถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน โดยได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อกษัตริย์นิโคลัส แต่แทนที่รัฐจะให้ความช่วยเหลือประชาชน กองกำลังหน้าพระราชวังกลับยิงกราดใส่ฝูงชน สังหารไปกว่า 200 คนและบาดเจ็บอีก 800 คน นับเป็นการสังหารหมู่ที่โหดร้ายต่อผู้ใช้แรงงาน สตรีและเด็ก ซึ่งได้ลบล้างภาพลักษณ์ของพระเจ้าซาร์ที่ประชาชนมีความศรัทธา ขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้น นิโคลัสมิได้พำนักอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่อยู่ระหว่างการใช้เวลาสุดสัปดาห์ ณ ที่พักของอเล็กซานดร้า โดยที่ไม่ได้รับรู้ว่าการสังหารหมู่ที่ห่างไปเพียง 15 ไมล์นั้นมีความรุนแรงและจะส่งผลกระทบต่อราชวงศ์อย่างมาก เมื่อนาย Bulygin รัฐมนตรีมหาดไทยเสนอว่า นิโคลัสจำเป็นต้องยอมเปิดให้มีการปฏิรูปการเมือง เขากลับตอบว่าเขาไม่เกรงกลัวว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้น ซึ่งนาย Bulygin ได้ตอบว่าการปฏิวัติได้เริ่มขึ้นแล้วต่างหาก แต่นิโคลัสก็ยังไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วทางการเมือง ไดอารี่ของนิโคลัสในปี 2448 (ค.ศ. 1905) เต็มไปด้วยเรื่องส่วนตัว เช่น การออกไปล่ากวาง การจัดงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่าย การเล่นเกมโดมิโนในหมู่สมาชิกครอบครัว ทำให้ดูเหมือนว่านิโคลัสไม่สนใจสภาพทางการเมือง ซึ่งกลายมาเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์โรมานอฟ การสังหารหมู่ในวันอาทิตย์วันนั้นยังกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติรัสเซียในเวลาต่อมา และเมื่อความมั่นคงของราชวงศ์กลายมาเป็นประเด็นสำคัญ ก็ยิ่งทำให้อเล็กซานดร้ากังวลถึงความปลอดภัยของนิโคลัสและอเล็กซี่มากขึ้นหลายเท่า และความรู้สึกที่ล้นเกินแบบนี้ส่งผลต่อบุตรสาวทั้ง 4 คนด้วย อาทิ เมื่อต้องเดินทางโดยรถไฟ ลูกสาวทั้ง 4 คนจะถูกสั่งให้ปิดหน้าต่างทุกบาน เธอจะห้ามมิให้นิโคลัสเดินย่างกรายไปใกล้หน้าต่างรถไฟ และปฏิเสธมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ถึงกิจกรรมส่วนตัวของครอบครัว หลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ได้เกิดขึ้น ลูกของนิโคลัสแทบจะไม่ได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะอีกเลย
ครั้งหนึ่งเมื่ออเล็กซี่ผลัดตกจากรั้วเมื่อวัยเพียง 3 ขวบ จนต้องทนความเจ็บปวดที่แม้แต่นายแพทย์ก็ไม่สามารถช่วยได้ ทำให้อเล็กซานดร้าหันไปหาวิธีอื่นในการรักษาอเล็กซี่ โดยติดต่อไปยังกริกอรี่ รัสปูติน นักรหัสยลัทธิผู้รักษาโรคด้วยศรัทธาที่เธอได้รู้จักหลายปีก่อนหน้านี้ รัสปูตินมีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นสูงในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจากการใช้เวทมนตร์คาถาในการรักษาและบำบัดโรคหลายชนิด รัสปูตินมีลักษณะของบุคคลที่มีความน่าเลื่อมใสและมีบารมี จึงทำให้อเล็กซานดร้าเชื่อมั่นในตัวรัสปูตินว่ามีพลังในการรักษาโรคร้ายของอเล็กซี่ได้ รัสปูตินได้ออกธุดงค์ในไซบีเรียและเดินทางมายังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 2446 (ค.ศ. 1903) เมื่อได้รับการร้องขอจากอเล็กซานดร้าให้มาช่วยบำบัดอเล็กซี่ รัสปูตินได้อธิษฐานสวดมนต์ขอให้อาการป่วยหายไป และมันก็ได้หายไปจริงๆ ในวันรุ่งขึ้น ทำให้อเล็กซานดร้ายิ่งเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งรัสปูตินมาเพื่อบรรเทาอาการป่วยของบุตรชายเธอ แต่รัสปูตินก็มีด้านมืดเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องกิริยามารยาท เขาเป็นคนขี้เมา มีเพศสัมพันธ์กับโสเภณี รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับสาวกสตรีของเขาหลายคน ทั้งหมดล้วนต่างไปจากหลักปฏิบัติภายในรั้วพระราชวัง จึงมีการสั่งห้ามมิให้เอ่ยชื่อรัสปูตินในที่สาธารณะ เพราะอเล็กซานดร้าเข้าใจดีถึงข่าวลือและเสียงซุบซิบเกี่ยวกับรัสปูติน ทุกครั้งที่เธอได้เชิญรัสปูตินมารักษาอาการของอเล็กซี่ มันจึงเป็นการเยือนแบบส่วนตัว
ในปี 2452 (ค.ศ. 1909) บุตรสาวทั้ง 4 ได้ลิ้มรสอิสรภาพชั่วขณะหนึ่ง เมื่อนิโคลัสได้พาครอบครัวเดินทางไปอังกฤษเพื่อเยี่ยมกษัตริย์เอ็ดเวิรด์ที่ 7 ทั้งนิโคลัสและอนาคตกษัตริย์จอร์จที่ 5 (จอร์จที่ 5 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมาร) มีมารดาที่เป็นพี่น้องกัน จึงทำให้บุคคลทั้งสองเป็นญาติโดยตรงต่อกัน ดังปรากฏจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่การเยือนอังกฤษครั้งนี้ไม่ใช่การเยือนธรรมดา นิโคลัสยังกังวลใจต่อการอาจถูกลอบสังหาร จึงมีการอารักขาที่เข้มงวด แต่กระนั้นก็เพียงพอที่ทำให้ลูกสาวของนิโคลัสรู้สึกได้ถึงเสรีภาพที่ออกจาก “กรงขัง” ภายในวังของตัวเองที่รัสเซีย พวกเขาได้พำนักที่ West Cowers และได้มีโอกาสเดินเล่นในเมือง ช้อปปิ้ง ซื้อโปสการ์ด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวทั้ง 4 คนได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตนอกรัสเซีย การเยือนอังกฤษครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายที่สองครอบครัวได้มีโอกาสพบกัน
เมื่อต้องเดินทางกลับรัสเซีย ลูกสาวทั้งหมดต้องกลับมาใช้ชีวิตในกรอบที่เคร่งครัดเหมือนเดิม ไม่เพียงแต่อเล็กซี่ที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย แม้แต่อเล็กซานดร้าเองก็เริ่มมีสุขภาพอ่อนแอ หลังจากให้กำเนิดลูกถึง 5 คน ภาพถ่ายของอเล็กซานดร้าในช่วงนี้มักจะเป็นภาพที่เธออยู่ในรถเข็น หรือนั่งบนโซฟา มากกว่าจะเป็นรูปที่ทำกิจกรรมต่างๆ อเล็กซานดร้ามีโรครุมเร้าสารพัด โรคปวดหลัง โรคปวดหัว โรคไมเกรน โรคหู โรคขาบวม โรคเหนื่อยง่าย อาการป่วยทางกายภาพนี้มีส่วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของอเล็กซานดร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และได้เพิ่มระดับความกังวลใจของเธอ ตั้งแต่กังวลว่าสามีจะถูกลอบสังหารและลูกชายจะเสียชีวิต และเมื่ออาการป่วยของเธอรุนแรงมากขึ้น เธอจะปิดตัวอยู่ในห้องคนเดียว โดยที่บุตรสาวก็ไม่ได้มีโอกาสเยี่ยมแม่เท่าใดนัก ทำให้เธอไม่ได้ทำหน้าที่แม่ของลูก ในไดอารี่ของลูกสาวทั้ง 4 คน ต่างบ่นถึงการที่แม่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกเข้าพบ เป็นที่ประจักษ์ว่าเด็กๆ คิดถึงแม่ของเขามาก แต่กระนั้น แม้ในยามป่วย อเล็กซานดร้าก็ยังใช้ความเป็นแม่ในการควบคุมลูก พร่ำบอกให้ลูกสาวเป็นเด็กที่ต้องเชื่อฟังและไม่ทำให้แม่ต้องหนักใจ อเล็กซานดร้าได้ใช้อาการเจ็บป่วยของเธอในการควบคุมพฤติกรรมของลูก ตัวอย่างเช่น อเล็กซานดร้ากำหนดค่าอาการปวดหัวใจของเธอตามระดับความรุนแรง เลข 1 หมายถึงระดับปวดเล็กน้อย ไปถึงเลข 3 ที่มีระดับความปวดมาก โดยจะสื่อสารให้ลูกเธอรู้ว่าความเจ็บปวดอยู่ในระดับใด ถ้าขึ้นระดับสูง เธอจะเรียกร้องให้ลูกปฏิบัติตามสิ่งที่เธอสั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดของเธอ ด้วยเหตุนี้ ลูกสาวจึงหันไปหารัสปูตินในบางครั้ง เพื่อหนีออกจากการถูกครอบงำโดยมารดา
ในจุดนั้น รัสปูตินได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดกับครอบครัวของโรมานอฟมากขึ้น ได้มีโอกาสเข้าถึงแม้แต่ห้องนอนของลูกสาวทั้ง 4 คน ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวเหล่านี้กับรัสปูตินเป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่พวกเขามีต่อแม่ของเขา กล่าวคือ มีความศรัทธาและเชื่อฟังต่อรัสปูติน โดยเห็นว่าเป็นทั้งพ่อ ทั้งครู เป็นคนที่ให้คำปรึกษาได้ เมื่อโอลก้ามีอายุได้ 14 ปี เธอตกหลุมรักข้าราชบริพารคนหนึ่ง จึงได้ขอคำปรึกษาจากรัสปูติน แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างรัสปูตินและเด็กสาวทั้ง 4 คนต่างหากที่เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ จนมีข่าวลือว่าลูกสาวคนโต 2 คนถูกรัสปูตินลวนลาม พระราชชนนีได้ข่าวนี้และกังวลใจต่อสวัสดิภาพของหลาน รวมถึงอนาคตของราชวงศ์ จึงได้ปรึกษานาย Vladimir Kokovtsov นายกรัฐมนตรี ว่าจะทำอย่างไรกับรัสปูติน แต่ทุกครั้งที่นิโคลัสและอเล็กซานดร้าถูกสอบถามเกี่ยวกับรัสปูติน ทั้งคู่ต่างยืนยันว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ส่วนรัสปูตินเองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะไม่มีหลักฐานที่จะสามารถเอาผิดกับรัสปูตินได้ ในปี 2456 (ค.ศ. 1913) เมื่อนิโคลัสจัดงานฉลองครบ 300 ปีของการก่อตั้งราชวงศ์โรมานอฟ เขาจึงเริ่มตระหนักว่าเขาได้เหินห่างจากประชาชนไปมาก และยังห่างไกลต่อความเป็นจริงทางการเมืองอันเป็นผลมาจากการโดดเดี่ยวตัวเองของครอบครัวเขา ขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งรัสปูตินได้ เฉกเช่นเดียวกับความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งการปฏิวัติได้เช่นกัน กวีที่ยิ่งใหญ่ Aleksandr Blok บรรยายการใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียในปี 2456 ว่าเปรียบเสมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุอย่างดุเดือด


รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เจ้าหญิงและเจ้าชายรัสเซีย
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2438 (ค.ศ. 1895) อเล็กซานดร้าให้กำเนิดบุตรีคนแรก นามว่า โอลก้า อีก 2 ปีถัดมา ให้กำเนิดบุตรีอีก 1 คน นามว่า ทาธิอาน่า อีก 2 ปีถัดมา บุตรคนที่ 3 ถือกำเนิด นามว่า มาเรีย วิธีการเลี้ยงดูลูกของอเล็กซานดร้านั้นต่างไปจากธรรมเนียมของราชวงศ์อังกฤษที่มักจะปล่อยให้นางสนมเป็นผู้ดูแล ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้ามีความมุ่งมั่นที่จะเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง และอเล็กซานดร้าเองก็มีแผนชัดเจนในการเลี้ยงดูลูก รวมถึงการจัดการครอบครัวที่จะให้ความสำคัญต่อผู้เป็นแม่ ผู้ที่ควบคุมทุกอย่างนับตั้งแต่วันที่ลูกลืมตามาดูโลก นั่นหมายถึง เธอได้ให้นมลูกด้วยตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นสูงของรัสเซียไม่ทำ พวกเขาจึงรู้สึกตกใจที่รู้ว่าราชินีของเขาเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตัวเอง แต่อเล็กซานดร้าก็ไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ เธอมีวิธีเลี้ยงลูกในแบบของเธอ และยังทำให้สามีรู้ด้วยว่าเธอคือผู้นำของครอบครัวนี้ ลูกสาวของเธอได้รับการสั่งสอนให้เก็บที่นอนด้วยตัวเอง ต้องอาบน้ำเย็นในตอนเช้า พี่สาวจะส่งผ่านเสื้อผ้าที่เคยใส่แล้วให้น้องคนถัดไป แต่ละคนมีเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย มีชีวิตอยู่แบบสมตัว ดังที่ปรากฏในภาพถ่ายของครอบครัวนี้ จะเห็นว่าแต่ละคนล้วนมีอิริยาบถที่ผ่อนคลาย และพวกเขาเป็นเจ้าหญิงที่ได้รับการถ่ายภาพมากที่สุด มากเสียกว่าพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษด้วยซ้ำ พวกเขาดูไม่เหมือนเจ้าหญิง แต่เหมือนสามัญชน มีความรัก รอยยิ้ม และเป็นกันเอง แม้นิโคลัสและอเล็กซานดร้าจะภูมิใจในตัวบุตรสาวของเขา แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งคือ อเล็กซานดร้าล้มเหลวในการเป็นราชินีเพราะไม่สามรารถผลิตลูกชายเพื่อเป็นองค์รัชทายาทได้ ราชวงศ์โรมานอฟนับเป็นราชวงศ์ที่เข้มงวดอย่างมากในเรื่องการคัดเลือกให้บุตรชายสืบสันตติวงศ์และไม่เปิดโอกาสให้มีตัวเลือกอื่น ดังนั้นจึงเป็นแรงกดดันอย่างมากต่ออเล็กซานดร้าในการผลิตลูกชายให้กับโรมานอฟ เมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตรสาวคนแรก ความดีใจเกิดขึ้นในราชสำนัก แต่เมื่อบุตรีคนที่สองและสามตามมา อเล็กซานดร้าเริ่มท้อใจและเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งจากสวรรค์วันที่ 5 มิถุนายน 2444 (ค.ศ. 1901) อเล็กซานดร้าให้กำเนิดบุตรีคนที่ 4 มีนามว่าอนาสตาเซีย แม่ได้เลี้ยงลูกสาวทั้ง 4 คนในแบบเดียวกัน โดยการสร้างบุคลิกที่เหมือนกันและไม่คำนึงว่าแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว อเล็กซานดร้าจะแบ่งลูกสาวทั้ง 4 ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่โตแล้วกับกลุ่มที่ยังเล็กอยู่ และมักไม่เรียกชื่อลูกของเธอรายบุคคล แต่จะแต่งตัวพวกเขาเหมือนกันในแต่ละกลุ่ม และบางครั้งก็จับแต่งตัวเหมือนกันทั้งหมด โดยแม่มักเรียกลูกทั้ง 4 พร้อมกันว่า อ๊อตมา (OTMA) มาจากตัวอักษรตัวแรกของแต่ละคน แต่เบื้องหลังความพยายามสร้างอัตลักษณ์ที่เหมือนกันของเด็กสาวทั้ง 4 คน คือความแตกต่างในบุคลิกภาพของแต่ละคน พี่สาวคนโต โอลก้า จะมีอารมณ์อ่อนไหวมากที่สุด แต่ก็มีความเป็นเอกเทศ บางครั้งมีความอาย และมีอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนง่าย ทำให้ดูเหมือนเป็นเด็กหัวดื้อ ส่วนทาธิอาน่านั้นมีความงามเป็นรูปสมบัติ มีลักษณะของความเป็นชนชั้นสูง และไม่แสดงความรู้สึกง่ายๆ เหมือนมารดาของเธอ รวมทั้งมีความสามารถในการจัดการงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย จนทำให้พี่สาวเธอตำหนิว่าเป็นคนจู้จี้ ได้รับสมญานามว่าเป็น “ผู้ตรวจการ” ส่วนมาเรียนั้นมักถูกพี่ๆ ล้อว่าเธออ้วน แต่เธอก็มีน้ำใจดีจนพ่อคิดว่าเป็นลูกสาวที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับบุตรสาวคนสุดท้อง อนาสตาเซียนั้นเป็นเด็กขี้เล่นและมีลักษณะของ “ทอมบอย” ด้วยซ้ำ แต่กระนั้น ราชวงศ์โรมานอฟมักถูกมองว่าเป็นครอบครัวที่ล้มเหลว สื่ออเมริกันรายงานข่าวว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่ไม่ชอบเจ้าหญิงทั้ง 4 คนนี้ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง วันที่ 30 กรกฎาคม 2447 (ค.ศ. 1904) อเล็กซานดร้าให้กำเนิดบุตรชาย อเล็กซี่ มีการจัดงานเฉลิมฉลองทั่วเมือง โบถส์น้อยใหญ่สั่นระฆังต้อนรับองค์รัชทายาทคนใหม่ แต่ความปีติยินดีดูเหมือนจะมีเวลาสั้น ทันทีที่อเล็กซี่ลืมตาดูโลก เลือดก็ไหลออกจากสะดือของเขาไม่หยุด หลังจากที่รอคอยบุตรชายมาเกือบ 10 ปี ปรากฏว่าทารกน้อยเกิดมาพร้อมกับโรคเลือดไม่แข็งตัว เมื่อเกิดบาดแผล เลือดจะไหลไม่หยุด หรือเรียกว่า ฮีโมฟีเลีย (Haemophilia) ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผ่านมาจากสายของราชินีวิคตอเรีย และในยุคนั้นยังไม่มีวิธีรักษา จึงถูกมองว่าเป็นโทษประหารชีวิตที่รอเวลาเท่านั้น จนถึงปี 2493 (ค.ศ. 1950) อายุขัยของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียอยู่ที่ 16 ปีเท่านั้น เป็นเรื่องยากที่อเล็กซานดร้าจะเผชิญหน้ากับมัน และมันยังถูกตีความว่าบุตรชายคนเล็กมีเลือดที่ไม่ดีมาจากผู้เป็นแม่ จึงไม่อาจทำให้รัสเซียมีองค์รัชทายาทที่สมบูรณ์แบบ ทำให้อเล็กซานดร้าต้องอยู่ภายใต้เงามืดแห่งโรคร้ายที่เกิดกับบุตรชายของเธอ[i] การกำเนิดของอเล็กซี่นับว่าเปลี่ยนวิถีชีวิตของพี่สาวทั้ง 4 คนด้วย พวกเธอถูกลดความสำคัญในแง่ของสายอำนาจของราชวงศ์โรมานอฟ และต้องเป็นผู้ที่มาทีหลังเสมอรองจากน้องชาย ผู้ซึ่งต้องได้รับความเอาใจใส่และความสงสารจากทุกคน ทำให้พี่ทั้ง 4 คนต้องออกมาปกป้องน้องคนสุดท้องเสมอ แม้ว่าพวกเธอจะถูกสอนมาให้มีความเป็นสามัญชน แต่อเล็กซี่กลับได้รับการปฏิบัติที่ต่างไป กลายเป็นลูกชายที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจ ไม่ว่าเขาจะต้องการอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำผิดเรื่องไหน ไม่มีใครลงโทษอเล็กซี่ สถานการณ์ที่รายล้อมอเล็กซี่เช่นนี้ทำให้เขาเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง กดขี่ผู้รับใช้ เป็นที่ชิงชังอย่างเงียบๆ จากคนรอบข้าง แต่มันก็ทำให้อเล็กซี่รู้ตัวตั้งแต่วัยเยาว์ว่าเขาคือคนที่มีความสำคัญอย่างมาก[i] Ian Jeffries, Political Developments in Contemporary Russia, (London and New York: Routledge, 2011), p.376).

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ราชวงศ์โรมานอฟ[i]
โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่สองต่อจากราชวงศ์รูริคโดยเริ่มการปกครองในปี 2156 (ค.ศ. 1613) กษัตริย์นิโคลัสที่ 2 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ก่อนที่จะถูกบังคับให้สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 (ค.ศ. 1917) ราชวงศ์โรมานอฟถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน[ii] ราชวงศ์โบราณที่ตั้งอยู่บนการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้มีความน่าสนใจหลายประการ ในแง่หนึ่ง ครอบครัวของนิโคลัสก้าวข้ามมาสู่ความเป็นสมัยใหม่ และในแง่ของความสนใจที่สาธารณชนมีต่อเจ้าหญิงทั้งสี่คน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ของครอบครัวบนความสมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงทั้งสี่มักจะสวมชุดสีขาวที่ตัดออกมาในแบบเดียวกัน และหมวกที่เข้ากันกับชุดที่สวมใส่ มันเป็นเรื่องแปลกที่ว่า แม้ชาวรัสเซียจะเบื่อหน่ายต่อการปกครองภายใต้นิโคลัส แต่เจ้าหญิงทั้งสี่คนยังสามารถเรียกร้องความสนใจในความเป็นไปของพวกเธอที่ติดกับดักความวิปริตทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสา ความงาม และพรหมจรรย์ได้อย่างน่ากังขาภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงทั้งสี่ถูกสร้างดั่งเช่นเจ้าหญิงในเทพนิยาย แม้แต่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ยังเทียบภาพลักษณ์นี้กับเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งสหราชอาณาจักรที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเสมอไป พวกเธอถูกครอบงำและบดบังโดยแม่ของพวกเธอ ราชินีอเล็กซานดร้า ผู้กำหนดชะตากรรมของลูกสาวทั้งสี่คนเรื่องราวของอเล็กซานดร้าเริ่มต้นจากหญิงสาวที่มาจากราชรัฐเยอรมันเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Hesse อเล็กซานดร้าเป็นบุตรสาวของเจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร จึงมีศักดิ์เป็นหลานของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย มองจากภายนอก ครอบครัว Hesse ของเธอมีความสุขดี แต่ในปี 2421 (ค.ศ. 1878) แม่ของเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อเธอมีอายุเพียง 6 ปีโศกนาฏกรรมนั้นเป็นบาดแผลลึกที่ติดตัวอเล็กซานดร้ามาตลอด ทำให้เธอมีบุคลิกขี้อายและเก็บตัว หลังจากการเสียชีวิตของอลิซ สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียได้รับเอาอเล็กซานดร้าไปเลี้ยงเยี่ยงมารดาที่แท้จริง พระองค์มีวิธีเลี้ยงดูแบบเข้มงวด อาทิ มีการสั่งการให้นางพยาบาลเขียนรายงานรายเดือนเกี่ยวกับพัฒนาการของอเล็กซานดร้า ความเข้มงวดได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างยายกับหลาน อเล็กซานดร้าจึงถูกเลี้ยงมาให้มีลักษณะเหมือนกับวิคตอเรีย บนรสนิยมแบบอังกฤษและมาตรฐานศีลธรรมของราชสำนัก จึงทำให้อเล็กซานดร้ามีความเป็น “อังกฤษ” อย่างมาก แม้ว่าเธอจะเป็น “เยอรมัน” ก็ตาม วิคตอเรียมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเป็นอังกฤษในตัวของอเล็กซานดร้า[iii]ในปี 2427 (ค.ศ. 1884) เมื่ออเล็กซานดร้าอายุได้เพียง 12 ปี ได้มีโอกาสเดินทางไปงานสมรสของพี่สาวที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในโอกาสนั้น เธอได้มีโอกาสพบกับนิโคลัส ซึ่งดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารใรพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ขณะนั้นนิโคลัสมีอายุเพียง 16 ปี วันหนึ่งในอนาคตนิโคลัสจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นซาร์คนต่อไปที่ครอบครองดินแดนขนาด 1 ใน 6 ของโลก และจะเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วย เมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่โดดเด่นที่สุด และหากจะมีการจับคู่ระหว่างราชวงศ์ต่างๆ นิโคลัสนับว่าเป็น “รางวัล” ที่มีมูลค่าสูงสุด จากนั้นไม่กี่ปี ทั้งสองตกหลุมรักต่อกันและกัน แม้ว่าในระยะแรกผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้เหมาะสมกัน ราชินีวิคตอเรียกังวลใจเป็นพิเศษเมื่อรู้ว่าอเล็กซานดร้าต้องการแต่งงานกับซาร์แห่งรัสเซีย เพราะในเวลานั้นวิคตอเรียเริ่มกังวลใจต่ออนาคตของรัสเซีย และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่รัสเซียห่างไกลจากอังกฤษ ยิ่งทำให้ความกังวลใจเพิ่มมากขึ้น วิคตอเรียมองว่ารัสเซียเป็นดินแดนต่างด้าว แม้จะเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายหลายแบบที่ยากต่อการควบคุม ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายของนิโคลัสนั้นก็ไม่ต้องการให้มีการสมรสกับอเล็กซานดร้า เพราะโรมานอฟไม่ชอบเยอรมัน รวมไปถึงการที่พวกเขาไม่ชอบเจ้าหญิงที่สมถะ ขี้อาย ไม่เหมาะสมกับเจ้าชายที่ครอบครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ไพศาล พวกเขาต้องการเจ้าหญิงที่สมศักดิ์ศรีมากกว่านี้ นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ตัวเลือกภริยาของนิโคลัสที่ก่อให้เกิดความกังวลใจ แต่รวมไปถึงความสามารถของนิโคลัสในฐานะซาร์ในอนาคต กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 มีบุคลิกน่าเกรงขาม มีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครายาว มีความแข็งแกร่งทางกายภาพ รวมถึงมีศิลปะในการปกครองราชอาณาจักร สามารถสั่งการกระทรวงต่างๆ ได้อย่างเฉียบขาด เป็นบุคคลที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด ไม่ลังเล บ่อยครั้งที่พ่อมีความกังวลใจในตัวลูกว่าจะสามารถสืบต่อราชอำนาจได้หรือไม่ ถึงขนาดที่พ่อเคยปรามาสนิโคลัสว่ามีความอ่อนแอเหมือนสตรีด้วยซ้ำ และนิโคลัสก็ไม่เคยพิสูจน์ให้พ่อของเขาเห็นแม้แต่ครั้งเดียวว่าเขามีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ที่สมศักดิ์ศรีในอนาคตก่อนวันขึ้นครองราชย์เพียง 1 วัน นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เขาได้เล่นเกมปาเม็ดเกาลัดกับเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ สะท้อนว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความสนใจอย่างแท้จริงกับการขึ้นครองราชย์ และไม่ตระหนักว่าสิ่งท้าทายที่จะเกิดขึ้นต่อราชวงศ์โรมานอฟในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้นมันมหาศาลเพียงใด[iv] รัสเซียเป็นราชอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคกลางและยุคใหม่ ระบบข้าทาสศักดินาเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพกสิกรรมและยังยากจนอยู่มาก ความล้าหลังนี้เดินสวนทางกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งราชวงศ์โรมานอฟไม่สามารถก้าวทันตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันกษัตริย์ที่อื่นๆ ในยุโรป เริ่มที่จะเสื่อมอำนาจลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นิโคลัสขึ้นครองราชย์ และในปี 2437 (ค.ศ. 1894) มกุฎราชกุมารนิโคลัสต้องถูกทดสอบเร็วกว่าที่ตัวเองได้คาดคิดไว้ เมื่อเขาได้เดินทางไปเยือนคู่หมั้นที่เยอรมนี แต่ต้องถูกเรียกตัวกลับรัสเซียด่วนเพราะกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ป่วยหนักและเสียชีวิตในวันที่ 20 ตุลาคม นำความโศกเศร้ามาสู่นิโคลัสอย่างมากเพราะไม่ได้คาดการณ์ว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว กษัตริย์เล็กซานเดอร์เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 49 ปีเท่านั้น ขณะที่นิโคลัสมีอายุ 26 ปี และกังวลใจว่าจะไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบต่อราชอาณาจักรบนไหล่ของตัวเองได้ เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต นิโคลัสไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ และได้กล่าวว่าไม่อยากจะเป็นกษัตริย์และไม่รู้จะทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ ได้อย่างไร หลังจากงานศพกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว นิโคลัสจัดงานสมรสกับอเล็กซานดร้าอย่างหรูหราที่พระราชวังฤดูหนาว เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก[i] ราชวงศ์โรมานอฟเริ่มต้นในปี ค.ศ.1613 มีพระเจ้าซาร์คนแรกคือ กษัตริย์ไมเคิลที่ 1 ต่อมาหลานชายของกษัตริย์ไมเคิลที่ 1 นั่นคือ กษัตริย์ปีเตอร์ที่ 1 ได้ก่อตั้งราชอาณาจักรรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนให้รัสเซียกลายมาเป็นมหาอำนาจในภาคพื้นยุโรปผ่านการทำสงครามและการปฏิรูปต่างๆ
[ii] Dana M. Ohren, “World War I, 1914-1918”, Event that Changed Russia since 1855, edited by Frank W. Thackeray, (Westport, Connecticut and London: Greenwood Press, 2007), p.92.
[iii] See, Tsaritsa Alexandra, The Last Diary of Tsaritsa Alexandra, (New Haven: Yale University Press, 1997).
[iv] Robert Service, The Last of the Tsars: Nicholas II and the Russian Revolution, (London: Macmillan, 2017), p.10.

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชินีอเล็กซานดร้าหลังจากความวิตกกังวลต่อการขึ้นครองราชย์ นิโคลัสก็ได้ภริยาที่ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่สื่อสารกันโดยการส่งจดหมายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ นิโคลัสสารภาพความรักต่ออเล็กซานดร้าอย่างตรงไปตรงมา เปรียบเธอเป็นแสงสว่างในวันที่มืดมน และเป็นผู้ที่นำความสุขมาสู่เขา ส่วนของอเล็กซานดร้านั้น ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อนิโคลัส โดยเฉพาะเมื่อต้องผลัดถิ่นไปอยู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีความสะดวกสบาย แต่ก็ได้อ้อมกอดของนิโคลัสที่ทำให้อุ่นใจ ในระยะแรกของการย้ายเข้าสู่พระราชวังที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อเล็กซานดร้าพบกับความยากลำบากนานัปการ แม้เธอจะเป็นหลานสาวของราชินีวิคตอเรีย แต่เธอไม่ได้เตรียมพร้อมในการรับตำแหน่งราชินีของรัสเซีย เธอไม่มีความพร้อมในการสื่อสารภาษารัสเซีย การทำความเข้าใจกับชีวิตในพระราชวังรัสเซีย และความรู้เกี่ยวกับนิกายออร์โธดอกซ์ ราชวงศ์โรมานอฟมีความยิ่งใหญ่มากกว่าราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป งานเลี้ยงก็มีความยิ่งใหญ่กว่า มีจำนวนแขกที่มาร่วมงานมากกว่า ทุกอย่างใหญ่โตมโหฬารกว่าที่อเล็กซานดร้าคาดคิดไว้ ราชินีวิคตอเรียได้เคยกล่าวไว้ว่า ชาวรัสเซียมักจะเป็นพวกที่ “ล้น” อยู่บ้าง แม้เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่ราชวงศ์โรมานอฟก็ยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และคงไว้ซึ่งพิธีการทูตที่ทั้งยิ่งใหญ่และเข้มงวด ดังนั้น อเล็กซานดร้าเสมือนดั่งหลงทางในวิถีชีวิตโอ่อ่าที่ต่างไปจากเยอรมนีที่กลายเป็นราชอาณาจักรที่ล้าหลังไปเสียแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของรัสเซีย ผสมกับลักษณะส่วนตัวของอเล็กซานดร้า ที่เมื่อรู้ว่าทำอะไรพลาด เธอจะมีความหวาดกลัวอย่างมาก ทางออกก็คือการวิ่งหนีจากความจริงและหลบตัวอยู่ในห้องนอน แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายขึ้น เมื่อมารดาของนิโคลัสหรือพระราชชนนีมาเรีย ฟีโอโดรอฟนา ได้คาดหวังให้ลูกสะใภ้ดำเนินรอยตามวิถีราชสำนักโรมานอฟ ที่จะต้องคงไว้ซึ่งความหรูหรา ฟู่ฟ่า พระราชชนนีจึงกลายมาเป็นสิ่งเตือนใจว่า อเล็กซานดร้าไม่มีอะไรที่เหมือนกับราชวงศ์โรมานอฟทั้งสิ้น สำหรับพระราชชนนี การเป็นราชินีของรัสเซียจะต้องออกไปพบผู้คน นี่คือภารกิจสำคัญ และจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม อเล็กซานดร้ามิใช่มาเรีย และด้วยเหตุนี้ ทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ต้องขัดใจกันเสมอ สิ่งหนึ่งที่อเล็กซานดร้ามิได้ตระหนักถึงก็คือ การสมรสกับนิโคลัสไม่ใช่แค่สมรสกับตัวบุคคล แต่เป็นการสมรสกับสถาบันกษัตริย์ของรัสเซียด้วย และนี่คือสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้โชคดูเหมือนจะไม่เข้าข้างอเล็กซานดร้า เธอแทบจะพูดภาษารัสเซียไม่ได้ และแม้แต่ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาประจำราชสำนัก เธอก็ไม่มีความสามารถพอในการสื่อสาร ทำให้ราชสำนักรู้สึกผิดหวังในตัวอเล็กซานดร้า สมาชิกโรมานอฟนินทาและหัวเราะเยาะเธอลับหลัง บอกว่าเธอแต่งตัวไม่มีรสนิยม พูดภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่ต้นตำรับ ในส่วนของอเล็กซานดร้านั้นก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชนะใจคนเหล่านั้น แต่กลับหลีกหนีจากผู้คนมากขึ้น และปฏิเสธการทำหน้าที่ราชินีของรัสเซีย ในที่สุด ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าได้ใช้ชีวิตที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นในพระราชวังที่ Tsarkoye Selo อันแสนงดงามที่อยู่ทางตอนใต้ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไป 15 ไมล์ ที่สร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซาย เพื่อเป็นที่พำนักที่ห่างจากเมืองหลวงและปัญหาทางการเมือง ห่างจากสังคมชนชั้นสูงของรัสเซีย จนทำให้ครอบครัวโรมานอฟเสมือนอาศัยอยู่ในรังดักแด้ของตัวเอง อเล็กซานดร้าปฏิเสธความหรูหราของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย แล้วหันไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ที่พระราชวังที่ Tsarkoye Selo ไม่ได้มีการประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์อลังการ แต่ได้สั่งซื้อเครื่องประดับบ้านจากร้านธรรมดาในลอนดอน เพื่อจุดมุ่งหมายของการสร้างบ้านที่เป็นบ้านจริงๆ ภาษาที่ใช้ในบ้านก็เป็นภาษาพื้นๆ ที่สะท้อนยุควิคตอเรียน สามีเรียกภริยาว่าภริยา ภริยาเรียกสามีว่าสามี ภายในบ้านจะประดับไปด้วยรูปถ่ายของครอบครัว ชนชั้นสูงของรัสเซียมักจะวิจารณ์ที่ประทับของอเล็กซานดร้าว่าราคาถูก แม้แต่ตามมาตรฐานของชนชั้นกลางรัสเซียก็นับได้ว่าเครื่องประดับเหล่านั้นราคาไม่แพงมาก แม้ภายนอกอาคารจะดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับตกแต่งแบบโรงแรมเกรดสอง อย่างไรก็ตาม รสนิยมแบบนี้กลับสะท้อนความผูกพันทางกายภาพและความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวของนิโคลัส เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและผูกพัน อเล็กซานดร้ามักไม่ชอบให้สามีไปราชการต่างจังหวัด และจะโหยหาสามีเสมอ ทั้งในเรื่องความรักและการพึ่งพาต่างๆ ในทางกลับกัน นิโคลัสก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับอเล็กซานดร้าในปี 2439 (ค.ศ. 1896) งานราชาภิเษกได้มีขึ้นที่มอสโก สายตาประชาคมโลกได้จับจ้องมาที่พระเจ้าซาร์และราชินีองค์ใหม่ ไม่เพียงแต่ชาวรัสเซียได้มารวมตัวกันในงานเฉลิมฉลองนี้ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่งานราชาภิเษกได้ถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิลม์ ฝูงชนเข้าแถวรอรับเสด็จสองข้างทาง ส่งผ่านความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกษัตริย์ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย ผู้ปกครองไม่เพียงมีสถานะเยี่ยงเทพ แต่พวกเขาต้องรับฟังความเห็นสาธารณะและไม่ปฏิบัติต่อประชาชนราวกับประชาชนไม่มีความหมาย แต่หลังจากงานราชาภิเษกเพียงไม่กี่วัน โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้น ในงานฉลองวันราชาภิเษกที่ Khodynka Field ในเขตชานเมืองมอสโก สำนักพระราชวังได้มีการตั้งโต๊ะแจกของที่ระลึกและบิสกิต แต่ก็มีข่าวลือแพร่กระจายว่า ของเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะแจกทุกคน จนทำให้เกิดการเบียดเสียดแย่งชิงของที่ระลึก ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,400 คน และบาดเจ็บอีก 600 คน อย่างไรก็ตาม ในค่ำวันนั้น นิโคลัสยังคงเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยไม่ได้สนใจต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว สะท้อนถึงทัศนคติที่ไม่สนใจต่อทุกข์สุขของประชาชนหลังจากสิ้นสุดงานราชาภิเษก นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาพบว่างานเลี้ยงได้สิ้นสุดลง เขารู้สึกดีใจที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตดังเดิม ส่วนอเล็กซานดร้าก็รู้สึกดีใจที่นิโคลัสจะถอยห่างออกจากสาธารณชนอีกครั้ง และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจประชาชนมากนัก อเล็กซานดร้าเห็นว่าการเป็นราชินีไม่จำเป็นต้องชนะใจประชาชนอีกแล้ว เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูวิคตอเรีย ก็ได้เขียนจดหมายเตือนหลานให้พยายามสร้างศรัทธาและการนับถือจากประชาชน ซึ่งอเล็กซานดร้าเขียนตอบกลับว่า “เรื่องการสร้างศรัทธานี้ไม่จำเป็น เพราะที่นี่คือรัสเซีย ไม่ใช่อังกฤษ เพราะในรัสเซีย ประชาชนบูชากษัตริย์ของเขาดังเทพ เราจึงไม่จำเป็นต้องได้ความรักหรือความเคารพเพิ่มจากเขา” อเล็กซานดร้ายังมีความเห็นคล้ายๆ กันต่อสังคมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กว่า ความเห็นของสาธารณชนต่อสถาบันกษัตริย์ไม่มีความหมายใดๆ ความคิดแบบนี้ยิ่งทำให้ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าให้ความสนใจกับครอบครัวของตัวเองเท่านั้น

การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย
รศ. ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เจ้าหญิงทั้งสี่คนแห่งราชวงศ์โรมานอฟถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี พร้อมกับพ่อแม่และน้องชายของพวกเธอ อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติที่เกิดขึ้นหนึ่งปีก่อนหน้านั้นที่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย เจ้าหญิงทั้งสี่คนมีชื่อว่า โอลก้า (Olga) ทาธิอาน่า (Tatiana) มาเรีย (Maria) และอนาสตาเซีย (Anastasia) ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และการสักการะบูชาสำหรับคนจำนวนหนึ่งในรัสเซีย[i]ความสำคัญของการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบริบทการเมืองไทย
ก่อนที่จะพูดถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบทความนี้ ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องกล่าวถึงความสำคัญของหัวข้อนี้ในบริบททางการเมืองของไทย ความสำคัญประการแรกนั้นมาจากการที่ไทยเองยังมีสถาบันกษัตริย์ที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ในขณะนี้หากเรามองย้อนหลังกลับไปในกรณีของรัสเซียนั้น ก็เป็นเวลาครบ 100 ปีพอดีที่สถาบันกษัตริย์ของรัสเซียต้องล่มสลายลง ความเกี่ยวพันในแง่นี้อยู่ที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ของรัสเซียเพื่อนำมาใช้อธิบายความเป็นมา การคงอยู่ และอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ประการที่สอง ในบรรดาชาติยุโรปทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากกับสยาม โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความใกล้ชิดนี้มีองค์ประกอบทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ในแง่ของการที่สยามมีเจตนาของการใช้ความสัมพันธ์กับรัสเซียในการถ่วงดุลอังกฤษและฝรั่งเศส และในแง่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง ถึงจุดที่รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ให้เดินทางไปศึกษาที่เซนตปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น หลายคนคงทราบดี เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ได้แอบทำพิธีสมรสกับหญิงสาวชาวรัสเซีย (ที่มาจากเมืองเคียฟ ในยูเครนในปัจจุบัน) ที่มีชื่อว่าเยกาเจรีนา อีสานอฟนา เดสนิตสกายา (ต่อมามีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า หม่อมคัทริน ณ พิษณุโลก) นำมาซึ่ง “วิกฤต” ในราชสำนัก เพราะการสมรสกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ฝรั่ง” นั้นเป็นเรื่องต้องห้ามด้วยเหตุผลในเรื่องของอัตลักษณ์แห่งสถาบันกษัตริย์และการเมืองในยุคอาณานิคมด้วย ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซียเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา มีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475 (ค.ศ. 1932) โดยส่วนหนึ่งของประกาศคณะราษฎร มีการอ้างถึงพระเจ้าซาร์และราชวงศ์โรมานอฟ เพื่อจะบอกถึงความสำคัญของรัสเซีย และความเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเรามาเริ่มจากคำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมเราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย คำตอบง่ายๆ ก็คือ การเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของสถาบันกษัตริย์รัสเซียเพื่อใช้เป็นบทวิเคราะห์อนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้ได้อธิบายถึงมุมมองและทัศนคติทางการเมืองของโรมานอฟ ที่นำไปสู่จุดจบของสถาบันกษัตริย์ในที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ไม่แพ้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับชาติยุโรปอื่นๆ จะต่างกันก็แต่เพียงสยามมองรัสเซียในฐานะเพื่อนมากกว่าศัตรู ในยุคสูงสุดของลัทธิอาณานิคม สยามกลายมาเป็น “รัฐกันชน” ของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 จึงมองเห็นว่าการคบหากับรัสเซียสามารถเป็นตัวสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ที่สยามมีกับชาติฝรั่ง อาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาการเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ครั้งแรกในปี 2440 (ค.ศ. 1897) การเสด็จประพาสรัสเซียและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่มีการฉายพระรูปแล้วนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับในยุโรป มีความสำคัญในแง่สะท้อนความต้องการของสยามที่จะได้รับการยอมรับที่เท่าเทียมกับราชวงศ์ในยุโรป กระนั้นการพบปะกันครั้งนั้นยังมีที่มาที่ลึกซึ้งกว่านั้นด้วยระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2433 (ค.ศ. 1890) ในขณะที่นิโคลัสที่ 2 ยังดำรงตำแหน่ง “ซาเรวิช” หรือมกุฎราชกุมารรัสเซีย พระองค์ได้เสด็จประพาสสยาม มีการจัดพิธีต้อนรับใหญ่โต จน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำเรื่องราวส่วนนี้ไปเขียนในวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน ว่า”ศัพท์แสงที่ใช้กันในวัง ซึ่งคนข้างนอกไม่รู้พลอยก็เข้าใจ และใช้ได้ถูกต้อง เป็นต้นว่ามีงานการอย่างใหญ่ ต้องตระเตรียมมาก ก็มักจะพูดกันว่า “ราวกับรับซาเรวิช” ซึ่งพลอยก็เข้าใจว่าเป็นงานใหญ่ โดยไม่ต้องรู้ว่า “ซาเรวิช” นั้นคือ พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ เมื่อเสด็จเมืองไทย สมัยเป็นมกุฏราชกุมารประเทศรุสเซีย ทางวังเตรียมรับเสด็จกันเป็นการใหญ่ จนกลายเป็นคำพูดติดปาก”การพบปะครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับนิโคลัสอย่างมาก เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระเจ้าซาร์ (ณ เวลานั้นได้ดำรงตำแหน่งพระเจ้าซาร์แล้ว) ถึงกับเสด็จมารับรัชกาลที่ 5 ถึงสถานีรถไฟเอง หลังจากการเยือนในครั้งนั้น นิโคลัสได้ชักชวนให้รัชกาลที่ 5 ส่งพระราชโอรสไปศึกษายังประเทศรัสเซีย โดยพระองค์ยินดีที่จะรับอุปการะเสมือนสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ ในที่สุด รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กรัสเซียตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้าซาร์ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในรัชกาลที่ 5 และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงเป็นพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 6 ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ราชวงศ์โรมานอฟกับราชวงศ์จักรีมีความผูกพันกันมานานพอควรการล่มสลายของโรมานอฟเป็นกระจกเงาสะท้อนการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย ส่วนหนึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ตามประกาศของคณะราษฎรในปี 2475 ได้มีการระบุอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในรัสเซียที่มีผลมาจากระบอบที่กดขี่ประชาชน ดังที่ปรากฏในข้อความข้างล่าง”ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว”ความสำคัญของประวัติศาสตร์รัสเซียที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของสยามจึงเป็นสิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซียนอกจากจะให้บทเรียนแก่สยาม จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ยังสามารถให้บทเรียนกับสถาบันกษัตริย์ไทยในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เริ่มด้วยการลดความสำคัญทางการเมืองของกษัตริย์ไทย ต่อมาได้เริ่มฟื้นตัวหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกัน รัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล สถาบันกษัตริย์ได้สร้างความแข็งแกร่งจนกลายมาเป็นเสาหลักทางการเมืองไทยหลายทศวรรษ เมื่อเรามาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยในปัจจุบัน การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์จึงกลายมาเป็นหัวข้อการอภิปรายที่สำคัญอีกครั้ง และการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย อาจเป็นเครื่องชี้วัดอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทยได้ สำคัญที่สุดก็คือ ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์ของไทยว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด และกษัตริย์องค์ปัจจุบันเข้าใจถึงความจำเป็นของการปฏิรูปเพื่อความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์หรือไม่บทความในส่วนต่อจากนี้จะเป็นการย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงวิกฤตทางการเมืองของรัสเซีย จุดเน้นที่สำคัญอยู่ที่ความเป็นอยู่และการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวโรมานอฟที่มีผลมาจากการเมือง ผมละมิติทางการเมืองอื่นๆ อาทิ การเกิดขึ้นของคณะปฏิวัติรัสเซีย หรือกลไกทางการเมืองใหม่ที่มาแทนที่แบบเก่า แต่ประสงค์ที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในราชวงศ์โรมานอฟ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในราชวงศ์ และมุมมองที่พวกเขามีต่อความเป็นราชนิกูลที่ต่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริงนอกรั้ววัง[i] ส่วนหนึ่งของบทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง “Russia’s Lost Princesses: The Gilded Cage,” 21 สิงหาคม 2557.

เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์
เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่ง “ใบประกาศคณะราษฎร’”
ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในช่วงเช้าของวันนั้นถือเป็นการประกาศรับรองสิทธิเสรีภาพทางรัฐธรรมนูญของราษฎร
ในระบบกฎหมาย ครั้งแรกของสยามประเทศ
เพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิมนุษชนอย่างสมบูรณ์ 🎇🎇วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476
(ตรงกับวันปีใหม่ในสมัยนั้น)
รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์ประกาศใช้พระราชกฤฎีกา
เพื่อปิดประชุมสภาอย่างไม่มีกำหนด,
งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา, และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ส่งผลให้อำนาจ ‘นิติบัญญัติ’ และ ‘บริหาร’ ขึ้นมาอยู่กับนายกซึ่งก็มีหลายคนแย้งว่าทำแบบนี้ไม่ได้
เพราะมันเท่ากับการรัฐประหารแบบย่อม ๆ ✋✋วันต่อมา รัฐบาลพระยามโนปกรณ์
ก็ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์
บีบให้ปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 12 เมษายนถ้าหากสื่อสิ่งพิมพ์เจ้าไหนตีข่าวแนว ๆ ว่า
ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของพระยามโนปกรณ์
ก็จะถูกสั่งปิดในข้อหาเป็นปรปักษ์ต่อแผ่นดิน
หรือมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมมิวนิสต์// ส่วนตัวมองว่าดร.ปรีดีไม่ได้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ 🙅🏻♀
ท่านเป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่มีแนวคิด ‘มนุษยนิยม’ ค่อนข้างสูง
ซึ่งเป็นพื้นฐานความคิดของผู้ที่อยู่ ‘ฝ่ายซ้าย’ทั้งนี้ ปรีดี พนมยงค์
ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ประเทศสิงคโปร์ว่า“ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมิวนิสต์อย่างที่ทุกคนเข้าใจ
และไม่ได้นิยมชื่นชมคอมมิวนิสต์เลยแม้แต่น้อย
ข้าพเจ้าเป็นเพียงโซเชียลลิสต์ที่ดำเนินการเพื่อราษฎร” 💬👉🏻 “จุดยืนทางการเมือง ขวา-ซ้าย คืออะไร?” อ่านที่นี่ >> https://tinyurl.com/y2oxhr9aช่วงกลางเดือนมิถุนายน
‘สี่ทหารเสือแห่งคณะราษฎรสายทหาร’ อันประกอบไปด้วย- พระยาพหลหยุหเสนา
– พระยาทรงสุรเดช
– พระยาฤทธิอัคเนย์
– พระประศาสน์พิทยายุทธยื่นใบลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง
โดยอ้างว่าเจ็บป่วยบ่อย เดี๋ยวจะทำงานได้ไม่เต็มที่เช้ามืดของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476
พระยาพหลฯ นำกำลังเข้ายึดและควบคุมที่ทำงานของรัฐบาล
และบีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์ & คณะรัฐมนตรี ลาออก(ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น)จากนั้นก็มีการแจกประกาศแถลงการณ์ให้แก่ประชาชน
ถึงเหตุผลที่ต้องทำรัฐประหาร นั่นก็คือ“คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้
ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนราษฎรแล้วงดใช้รัฐธรรมนูญ
คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน
จึงได้ดำเนินการเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ”พระยาพหลฯ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
และเปิดการประชุมสภาในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476
หลังจากที่ปิดไป 81 วันนับเป็นจุดจบทางการเมืองของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา 👋👋💥 ที่เรียกการกระทำครั้งนี้ว่า ‘Coup d’état หรือ รัฐประหาร’
ก็เพราะมันเป็นการใช้กำลังทางทหารเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล
แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบทางการเมือง 💥หนึ่งในความเข้าใจผิดที่คนไทยส่วนหนึ่งมีต่อคณะราษฎร
(คาดว่ามาจากการถูกปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาไทย)
ก็คือความเชื่อที่ว่า“มันเป็นการปฏิวัติของกลุ่มนักเรียนนอกกลุ่มเล็ก ๆ
ที่ฝักใฝ่แนวคิดฝรั่ง”❌ ซึ่งไม่เป็นความจริง ❌เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายบ่งชี้ว่า
ในกลุ่มคณะราษฎรไม่ได้มีแต่นักเรียนนอก
แต่ยังมีนักเรียนที่เรียนอยู่ในประเทศ,
พลเรือน & ข้าราชการ ที่เกิดและเติบโตในประเทศ,
อีกทั้งยังมีฐานสนับสนุนทางสังคมอย่างกว้างขวาง
จากคนหลายกลุ่มหลายอาชีพแนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
แพร่หลายอยู่ในกลุ่มทางสังคมหลายกลุ่ม
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การยึดอำนาจของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียวและปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การปฏิวัติ 2475
คือความเสื่อมโทรมล้าหลัง
และความอยุติธรรมที่อยู่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน👁 และรู้หรือไม่ว่า ..👁ตั้งแต่พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
ประเทศไทยของเรานั้น
มีการรัฐประหารที่สำเร็จไปแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้ง,
ล้มเหลว 6 ครั้ง// ถี่กว่าซูดานเป็นเท่าตัวววววววววว 😂😂👉🏻 อ่าน “จอมพล ป. กับการเลือกตั้งสุดสกปรก ยี้ ๆ ๆ”
ที่นี่ —– > https://tinyurl.com/yyda6qlo👉🏻 อ่าน “เค้าโครงเศรษฐกิจของดร. ปรีดี พนมยงค์”
ที่นี่ —– > http://www.pridi-phoonsuk.org/outline-economic-plan-1932/Cr: https://www.facebook.com/319366275335048/posts/552552935349713/
https://www.facebook.com/BigUpEnglish/
ร.1อาศัยเส้นน้องชาย คือนายบุญมา เข้ามารับราชการ รบก็ไม่เก่ง มีบางครั้งเดินทัพหลงทางกว่าจะมาถึงเกินกว่า 3 เดือน รัชกาลที่ 1 ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากพระเจ้ากรุงธนบุรี สืบทอดอำนาจกันเรื่อยมาตราบจนทุกวันนี้ ดังนั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินถือเป็นกษัตริย์ที่กู้ชาติที่แท้จริง ที่มีพระคุณต่อแผ่นดินที่แท้จริง เอาวันที่ 6 เมษายน วันที่ประหารชีวิต พระเจ้ากรุงธนบุรี เอามาเป็น”วันจักรี”เพื่อให้ลืมวันที่ประหารชีวิต”สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี”เสีย เหมือนกับการ”หลักหมุด”วันที่ 24 มิถุนายน 2475. เพื่อต้องการให้ลบประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำไว้อีกหลายอย่าง ที่คนไทยส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า “การปราบดาภิเษกหรือทำรัฐประหาร”ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งๆที่พระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นผู้กอบกู้บ้านเมืองมา ด้วยความยากลำบาก จากสามัญชนธรรมดาหรือเริ่มต้นจาก”ศูนย์”คือไม่มีอะไรเลยจนสามารถกอบกู้บ้านเมืองมา ถ้าไม่มีพระเจ้ากรุงธนบุรี “เราจะมีบ้านเมืองดังเช่นทุกวันนี้หรือไม่?” จักรี มีแต่เรื่อง”อออวย”ให้ตนเองหรือพวกของตนเอง ดูดี อยู่เสมอ ไม่มีใครมีด้านดีเพีวงด้านเดียว ด้านมืดมักจะถูกปกปิดอยู่เสมอ เหมือนกับเหตุการณ์ปัจจุบันนี้
แสดงน้อยลง

หลัง “พระยาพหลพลพยุหเสนา” นายกรัฐมนตรียุบสภาฯ ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 แล้วนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ต้องการให้พระยาพหลพลฯ กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่พระยาพหลฯ ยืนกรานปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้คณะผู้สำเร็จราชการจะวิงวอนขอก็ตามพระยาพหลฯ ยังคงเป็นสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 2 ยังคงทำงานในรัฐสภา แต่ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกสภาฯ เนื่องจากเข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ณ วัดพระศรีมหาธาตุ โดยคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพในงานอุปสมบท ส่วนการดำเนินงานทั้งหมดมีสำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ พระยาพหลฯ จำพรรษาที่วัดเบญจมพิตรดุสิตวนาราม 1 พรรษา ลาสิขาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปีเดียวกัน แล้วกลับเข้าเป็นสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 2 ตามเดิมพระยาพหลฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทหารสูงสุดในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2485 ได้เป็นหัวหน้าคณะทูตฉลองกติกาพันธไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมญี่ปุ่นต้องการให้จอมพล ป. พิบูลสงครามไปญี่ปุ่นในการเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่จอมพล ป. ไม่อยากไปจึงเลือกให้พระยาพหลฯ ไปแทน ภารกิจครั้งนี้เป็นภารกิจครั้งสำคัญของพระยาพหลฯ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะหลังกลับประเทศไทยแล้วจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่มีสิทธิ์ในการบังคับบัญชาสามเหล่าทัพ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นตำแหน่งเพื่อเกียรติยศเสียมากกว่า และดำรงอยู่ในตำแหน่งเพียงปีครึ่งเท่านั้นพระยาพหลฯ กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ช่วง พ.ศ. 2487-2488 แต่ก็เพียงชั่วคราว จากนั้นพระยาพหลฯ ไม่ได้รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ส. พลายน้อยบรรยายว่า พระยาพหลฯ และท่านผู้หญิงพิศ ภรรยาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามอัตภาพ จนแทบไม่มีใครจะระลึกถึงท่านว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรพระยาพหลฯ พำนักอยู่ที่วังปารุสกวัน ซึ่งได้รับพระราชทานให้ใช้เป็นบ้านพักของพระยาพหลฯ กับครอบครัว พระยาพหลฯ แม้ภายนอกจะดูเป็นคนร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ แต่ความจริงท่านเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่อยมา ท่านล้มป่วยครั้งใหญ่ด้วยโรคอัมพาต เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 แต่ด้วยกำลังกาย กำลังใจของพระยาพหลฯ และความสามารถของแพทย์ ทำให้พระยาพหลฯ มีชีวิตต่อมาได้อีก 2 ปีเดือนธันวาคม พ.ศ. 2489 กุหลาบ สายประดิษฐ์ มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมพระยาพหลฯ บรรยายสภาพของท่านว่า ซูบผอมเห็นชายโครง มือซ้ายงอพับใช้การไม่ได้ตลอดลำแขน พูดไม่ค่อยถนัด และทำให้กุหลาบ สายประดิษฐ์ รู้สึกสลดใจ แต่ท่านก็ยังยิ้มแย้มและมีแววตาแจ่มใส ท่านกล่าวกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า “ในเวลานั้นอาการค่อนดีขึ้นมาก ออกเดินเล่นได้บ้างในระยะทางสั้น ๆ ความทรงจำไม่สู้ดี และการใช้ความคิดก็เป็นของแสลง…”ในการเยี่ยมครั้งนั้น พระยาพหลฯ ได้กล่าวถึงเรื่องการสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า“ข้อที่เจ็บป่วยนั้นก็เป็นความจริงสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เต็มใจรับตำแหน่ง”“พวกที่มาติดต่อ เขาอาจจะไม่เข้าใจและอาจคิดไปว่าผมเล่นตัวหรือไม่เข้าช่วยกันรับแบกภาระประเทศ แต่ความจริงผมป่วยและหย่อนกำลังวังชาจริง ๆ แต่อาศัยโรคของผมมันก็ไม่ถึงแก่ล้มหมอนนอนเสื่อเสียด้วย มันยังไปไหนมาไหนได้ ข้อนั้นแหละที่อาจทำให้พวกที่มาติดต่อเข้าใจผิดไปได้ แต่ความจริงนั้น ผมทำงานตรากตรำไม่ได้ เพียงเดินมากก็เหนื่อยหอบ อายจะเข้ารับตำแหน่งโดยตัวเองทำการไม่ได้เต็มที่นั้น ผมก็ไม่เต็มใจรับ เมื่อรับแล้วก็อยากทำให้เต็มกำลังของตน”“ผมก็เจ็บใจตัวเองเหมือนกัน ที่ต้องมาเจ็บออดแอดร่วมปี เมื่อมีการสำคัญของประเทศมาถึงตัว ก็รับทำให้เขาไม่ได้ มันช่างเป็นกรรมจริงเทียวคุณ”มีบันทึกว่าในห้วงสุดท้ายก่อนที่พระยาพหลฯ จะถึงแก่อสัญกรรม ท่านได้เรียกหลวงอดุลเดชจรัส และนายปรีดี พนมยงค์ไปหา พร้อมสั่งเสียถึง “พินัยกรรมทางการเมือง” ไว้ว่า “ประชาธิปไตย ซึ่งคณะผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 75 ได้ปฏิบัติมาก็เพื่อให้แก่คนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้แก่หมู่คณะใด ฉะนั้น เมื่อสิ้นบุญไปแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงรักษาไว้ อย่ายอมให้หมู่คณะใดมายื้อไปใช้อย่างผิด ๆ”จวบจนกระทั่ง เวลา 21.40 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 พระยาพหลฯ มีอาการหายใจลึกและสะท้อน ชีพจรอ่อน พูดไม่ได้ มีเสมหะในลำคอ ม่านตาไม่ขยาย แพทย์ประจำตัวได้พยายามฉีดยาช่วยหัวใจและปอดให้ทำงานดีขึ้น อาการของพระยาพหลฯ ทรุดลงกระทันหันเนื่องมาจากขณะกำลังอาบน้ำอยู่ มีจิ้งจกตกลงมาที่แขนของท่าน ด้วยเป็นคนที่เกลียดสัตว์ประเภทนี้เป็นที่สุด ท่านจึงตกใจสุดขีดถึงกับล้มฟุบลงและหมดสติล่วงถึงเวลา 03.05 ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อาการของพระยาพหลฯ ก็มีแต่ทรุดลง กระทั่งถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 58 ปี 10 เดือน 17 วัน โดยแพทย์ลงความเห็นกันว่าเส้นเลือดในสมองแตกเป็นครั้งที่ 2ในวันเปิดพินัยกรรม พระยาพหลฯ ไม่ได้เขียนพินัยกรรมซับซ้อนหรือมีเงื่อนไขใดมากนัก ท่านได้แบ่งทรัพย์สินให้กับภรรยาและบุตรตามสมควร ทรัพย์สินของพระยาพหลฯ มิได้มีมากมาย นอกจากเคหะสถานและที่ดินในเชียงแสน กาญจนบุรี และบางซื่อแล้ว ก็มีพระเครื่อง พระพุทธรูป และข้าวของเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง มิได้มีทรัพย์สินมีมูลค่ามหาศาลปรากฏในบันทึกวันเปิดพินัยกรรมแต่อย่างใดภายหลังครอบครัวของพระยาพหลฯ ได้ใช้ชีวิตกันอย่างธรรมดาในบ้านบนถนนศรีอยุธยา นักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ ได้สัมภาษณ์ท่านผู้หญิงบุญหลง ภรรยาของพระยาพหลฯ ว่า ครอบครัวได้เงินค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาลเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งเทียบกับครอบครัวนักการเมืองหลายคนแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียวมานะ สีบัวแดง บรรยายห้วงเวลาวันที่พระยาพหลฯ ถึงแก่อสัญกรรมว่า “ในวันที่ท่านเจ้าคุณพหลฯ ถึงแก่อสัญกรรมนั้น ท่านมีเงินติดบ้านอยู่เพียงร้อยกว่าบาท, ไม่พอแม้ค่าซื้อโลง, ทางรัฐบาลต้องช่วยอุปถัมภ์. แม้แต่หนังสือแจกในงานศพของท่าน คณะรัฐบาลก็ต้องช่วยจัดพิมพ์ให้ โดยพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น เป็นผู้เขียนคำนำให้”สอดคล้องกับบทความในบางกอกไทม์ ฉบับ พ.ศ. 2521 อธิบายว่า “ซึ่งตอนที่ท่านเสียชีวิตแทบไม่มีเงินจะทำศพ มีเงินติดบ้านอยู่เพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง เนื่องจากไม่มีรายได้ทางอื่น อาศัยเงินเดือนจริง ๆ เลี้ยงครอบครัวตลอดมา การทำศพได้รับความช่วยเหลือจากพรรคพวกช่วยกัน…”ท่านผู้หญิงบุญหลง เคยเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ในฐานะที่เป็นภรรยาหัวหน้าคณะปฏิวัติจน ๆ อย่างท่านเจ้าคุณพระยาพหลฯ ท่านไม่เคยสะสมสมบัติอะไรไว้เลย แม้แต่บ้านจะอยู่เป็นของตัวเองก็ไม่มี ต้องอาศัยบ้านหลวง เงินทองใช้จ่ายก็อาศัยเงินเดือนใช้จ่ายไปเดือน ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง…”กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนไว้อาลัยถึงพระยาพหลฯ ว่า “หลักใหญ่ของประเทศหลักหนึ่งได้ล้มลงเมื่อเวลาตีสาม ในคืนวันพุธที่ 13 ประเทศไทยได้เสียอภิชาตบุตรไปอีกคนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นบุคคลแรกของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณให้ปรากฏลือชาไว้ในแผ่นดิน และได้ทรงสถาปนายกไว้ในฐานะเชษฐบุรุษ หรือนัยหนึ่ง รัฐบุรุษหลักของประเทศ…”อ้างอิง :มานะ สีบัวแดง. (กุมภาพันธ์, 2536). พระยาพหลพลพยุหเสนา : เชษฐบุรุษแห่งระบอบประชาธิปไตย. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 14 ฉบับที่ 4.ไพบูลย์ กาญจนพิบูลย์. (2552). 111 ปี ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ” 29 มีนาคม 2551. สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.ส. พลายน้อย. (2555). พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์. สำนักพิมพ์มติชน.Cr: เจาะเวลาหาอดีต
https://www.facebook.com/2007331706232995/posts/2407955946170567/
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
“ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 15.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2519 และพระราชทานเงินของมูลนิธิสายใจไทยให้ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน”นสพ.เสียงปวงชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519ปล. แม้นักศึกษาจะเสียชีวิตโดยการฆ่าจากพวกฝ่ายขวาอย่างโหดเหี้ยม หลาย 100 คน บาดเจ็บอีกหลาย 100 คน ก็ไม่มีการได้รับเยี่ยม หรือของขวัญจาก ราชวงศ์ แต่อย่างใด
