หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

RIP วงการตำรวจเน่าเละ เอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ #ปฏิรูปไม่ได้ คอร์รัปชั่นมากสุดในประเทศ และกำลังเป็นหน่วยงานตราบาปของประเทศไทย ตามๆทหารไป

หน่วยงานตำรวจไทยโดนครอบงำ ขึ้นตรงต่อตัวของ ร.10 ตั้งแต่ในอดีตสมัยที่ พลเอกเปรม รุ่งเรืองในอำนาจ กลายเป็นหน่วยงานที่ร.10 เอาไว้เป็นเบี้ยหมากทางการเมืองและหมดทางปฏิรูปเพราะหากรัฐบาลไหนเข้ามาหวังเปลี่ยนแปลง ก็เหมือนงัดข้อกับร.10

และที่บอกปฏิรูปไม่ได้นั้นเป็นเพราะมันมีเงินกองอยู่ตรงกลางด้วย เป็นผลประโยชน์ในแวดวงตำรวจมหาศาลบานตะไท เงินที่ว่านั่นก็คือ

  1. เงินมืด บ่อน ม้า มวย หวย ซ่อง ทั่วไทย
  2. เงินจากการซื้อ-ขายตำแหน่งแต่งตั้ง
  3. เงินจากส่วย ที่ตำรวจคนไหนอยากเลื่อนขั้นก็ต้องไปหามาจ่ายให้คนมีอำนาจวิ่งหาตั๋วให้ตัวเองเลื่อนขั้น (ถ้าใหญ่เท่าตั๋วช้าง คือผ่านฉลุย)

ซึ่งในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา คนที่มีตำแหน่งดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ก็คือ ประวิตร – ประยุทธ์ (ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ในยุคที่ คสช. เรืองอำนาจ ประวิตรได้รายได้มหาศาลเข้ากระเป๋า จากการ ใช้อำนาจ ม.44 สั่งให้ไอ้โจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล(ลูกน้องสุดรักในอดีต) เป็นคนคุมคำสั่งแต่งตั้งตำรวจแต่เพียงผู้คนเดียว เป็นเวลา 4 ปีซ้อน!!

ตรงนี้แหละที่มันไปขัดขากับตำรวจใหญ่สายวัง โดยเฉพาะคนที่มีเพื่อนฝูงตำรวจเยอะ อย่าง “พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” มันถึงเกิดปัญหาขัดแย้งกับไอ้โจ๊ก และรวมหัวกับตำรวจที่ไม่เอาไอ้โจ๊ก เล่นงานไอ้โจ๊กจนโดนเด้งไป ตามที่เป็นข่าว หลังจากไอ้โจ๊กโดนเด้ง…ต่อศักดิ์ ก็ขึ้นมาคุมเรื่องโผแต่งตั้งแทน จนแม้แต่เพื่อน นรต.รุ่น47 ของโจ๊ก และตำรวจคนสนิทของโจ๊กมากมาย ก็แปรพักตร์ มากราบเท้า “ต่อศักดิ์” เพื่อให้ช่วยเรื่องตำแหน่ง

สำหรับสันดานเนื้อแท้ตำรวจไทยนั้น ใครมีอำนาจก็ไปเลียคนนั้น นี่คือหน้าที่หลักของตำรวจไทย ไม่ต้องคิดว่าจะทำงานรับใช้ประชาชน เพราะระบบมันเปิดช่องว่างให้มีการคอร์รัปชั่น วันๆจึงคิดมุ่งเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองมากกว่า

ส่วนตำรวจชั้นผู้น้อยก็ต้องไล่ตีม็อบตามคำสั่งของวังกันต่อไป กลายเป็นองค์การเน่าหนอนและตราบาปของสังคม!!!

นี่คือเหตุผลว่าทำไม วงการนี้ถึงเน่าหนอน และปฏิรูปไม่ได้ ตำรวจสมัยนี้ งานการมันไม่ทำ มันวิ่งไปส่งส่วย ส่งข้าวส่งน้ำ ดูแลคนที่มีอำนาจช่วยมันได้ จ่ายเงินจ่ายส่วยกันเป็นรายเดือนเลย

ป.ล. ที่สำคัญ (อันนี้คนในวงการเขาคุยกัน) ว่า เรื่องจะปฏิรูปตำรวจ มันมีมานานแล้ว ก่อนไอ้โจ๊กจะเรืองอำนาจเสียอีก แต่ก็ไม่มีการแก้ บางคนมองว่าพอไอ้โจ๊ก มันเรืองอำนาจ ก็โทษว่าโจ๊กอยู่เบื้องหลัง ขัดขวางการปฏิรูป แต่พอไอ้โจ๊กเด้งไปเมื่อ2ปีก่อน… สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังเน่าเฟะเหมือนเดิม ไม่มีใครคิดจะปฎิรูปจริงจัง เพราะคนมีอำนาจมันรู้ว่าผลประโยชน์มหาศาล ปฎิรูปไป จะเอาที่ไหนแดก? แถมกลายหน่วยงานที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมืองของร.10 อย่างเต็มตัว มืดมนเหลือเกินที่จะหวังให้ตำรวจไทยทำงานรับใช้ประชาชน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
16 ส.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

บทความเทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงครบ 89 พรรษา ขอเชิญชวนอ่านบทความเทิดพระเกียรติเรื่องฉลองพระองค์

งามยศงามอ่อนช้อย เคียงกายภูมี
งามล่ำลือโสภี ทั่วหล้า
อาภรณ์ใส่มากมี จากไพร่
ขอท่านอย่าหนีหน้า จ่ายหนี้ปวงชน

เมื่อกล่าวถึงสมเด็จพระพันปีหลวงสิ่งแรกที่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายคิดถึงคือพระพักตร์อันงดงามและฉลองพระองค์หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทันสมัย สมเด็จฯถือเป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในการนำมาซึ่งการสร้างสรรค์และชำระชุดไทยให้เป็นหมวดหมู่ เช่นการจัดประเภทชุดตามแบบ ทั้งชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิตเป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบล้วนแต่มาจากการออกแบบของช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส นายปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain)

โดยในตอนแรกนั้นสมเด็จฯทรงชื่นชอบงานของห้องเสื้อ Christian Dior แต่เมื่อ Christian Diorเสียชีวิต รัฐบาลไทยได้ทูลเกล้าถวายงานของลูกมือของ Christian Dior คือ Yves Saint Laurent ซึ่งในขณะนั้น Yves Saint Laurentถือเป็นช่างเสื้อหนุ่มไฟแรงและเป็นลูกมืออันดับหนึ่งของ Christian Dior แต่สมเด็จฯก็ไม่ทรงโปรดสไตล์งานของ Yves Saint Laurentจึงทรงตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองในการเลือกช่างเสื้อนายบัลแมง

นายบัลแมงได้มาเป็นช่างตัดเสื้อประจำองค์ตั้งแต่ช่วงปี 1960 จวบจนถึงปี 1982 ชุดที่ตัดและออกแบบมีตั้งแต่ชุดในพิธีการไปจนถึงชุดลำลอง เสื้อผ้าเครื่องประดับรวมถึงกระเป๋ารองเท้านายบัลแมงเป็นคนจัดสรรค์ทั้งหมด หากพระองค์ต้องการสิ่งอื่นใดที่นายบัลแมงทำเองไม่ได้เช่นกระเป๋าใส่หมวกหรือกระเป๋าเดินทาง นายบัลแมงก็จะจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น Louis Vuiton ซึ่งมีการสั่งทำเฉพาะพระองค์มีสัญลักษณ์แทนพระองค์สลักอยู่ เป็นต้น โดยชุดที่นายบัลแมงตัดและออกแบบนั้น คาดว่ามีมากกว่า 200 ชุด ทั้งหมดนี้ไม่มีการเผยแพร่แจกแจงรายจ่ายที่รัฐบาลและราชสำนักเป็นผู้จ่ายให้ช่างเสื้อคนนี้แม้แต่รายการเดียว

ปัจจุบันเสื้อผ้าของสมเด็จฯที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้นได้รับเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง โดยเสียค่าเข้าในราคา 80-150 บาทแล้วแต่อายุของผู้เข้าชม

หากมองในแง่ดีฉลองพระองค์คือคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันหาค่ามิได้ ควรค่าแก่การธำรงค์สืบไปให้เราได้ตระหนักถึง “ภาษี” ที่จ่ายอันเป็นการซื้อหน้าตาให้ประเทศ ให้พระองค์ทรงได้มีฉลองพระองค์อันงดงาม ไพร่ฟ้าหน้าใสได้รับอาหารตากันอย่างอิ่มเอมชื่นบานถึงแม้ว่าเราจะอดอยาก ตกงาน ยากจน คุณภาพชีวิตย่ำแย่ สวัสดิการห่วยแตก การศึกษา สาธารณูประโภค และสาธารณะสุขไม่เท่าเทียมทั่วทั้งประเทศก็ตาม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้ากลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวงและองค์กร Thai Rights Now

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ยาเลิฟ ยาเค เฮโรอีน คือสินค้าส่งออกยอดฮิตใหม่! รายงานจากสหประชาชาติ (UN)

ระบุแก๊งค้ายา ในบริเวณ ไทย-ลาว-พม่า-กัมพูชา คือสินค้าขายดีในยุคโควิดระบาด

อับอายขายขี้หน้าต่างชาติบ้างมั้ย??? เขาจับกุมการส่งออกยาเสพติดจากเมืองไทยล็อตใหญ่ๆได้แทบทุกเดือน

แถมเมืองไทยยังมีข่าว นักการเมืองแบบธรรมนัส ที่สื่อต่างชาติเขาพาดหัวใหญ่โตเลยว่าเป็นเด็กเดินแป้ง เป็นนักการเมืองที่มีอดีตพัวพันกับยาเสพติด….

แล้วแบบนี้ภาพลักษณ์ของชาติ และเครดิตของคนไทยในสายตาประเทศอื่นๆจะไปเหลืออะไร??? (นี่ยังไม่รวมภาพลักษณ์ที่กษัตริย์เราไปทำไว้ในเยอรมัน จากการเช่าโรงแรมเปิดฮาเร็ม มีทหารกามหญิงอีก ออกข่าวไปทั่วโลก…. ไม่แปลกเลยจริงๆที่เขาจะมองว่าประเทศเราคือแหล่งค้ากาม-ค้ายาเสพติด ผิดกฏหมายต่างๆฯลฯ)

นี่คืออีกหนึ่งผลงานเล็กๆน้อยๆในยุคของประยุทธ์ที่ฝากไว้ให้คนไทยได้ซวยเพิ่มขึ้น เวลาเดินเข้าแอร์พอร์ตประเทศไหนๆ คนไทยก็อาจจะสุ่มเสี่ยงโดนจับตามองหรือมีโอกาสโดนค้นตัวได้มากขึ้น เพราะประเทศไปทำชื่อเสียงด้านการขนยาเสพติดไว้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
15 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

รายจ่ายประจำวัน/เดือน/ปี..ของเสี่ยจัสติน..กับนางสนม.นางบำเรอ..อันมาจากภาษีประชาชนคนไทยทั้งประเทศ..สมควรหรือไม่..

ค่าเช่าโรงแรมเหมาทั้งหลังเดือนละ 100 ล้าน ปีละ 1200 ล้าน ค่าเครื่องบินส่วนตัวไฟท์ละ 3 ล้าน เดือนหนึ่งบินประมาณ 10 ไฟท์ 30 ล้าน ปีละ 360 ล้าน ค่ารถสปอร์ตและรถหรูซื้อเดือนละ 2 คัน มายบัคคันละ 55 ล้าน เฟอร์รารี่คันละ 30 ล่ารวมเดือนละ 85×12= ปีละ 1,020 ล้าน ค่าอาหารวันละ 2 ล้าน เดือนละ 60 ล้าน ปีละ 720 ล้าน ค่าเครื่องสำอาง เมียหลวงเดือนละ 5 ล้านปีละ 60 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 4 ล้าน ปีละ 48 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือนละ 3 ล้าน×18=54 ล้าน×12=ปีละ 648 ล้าน ค่าทำผมเมียหลวงวันละ 10,000 เดือนละ 300,000 ปีละ 3,600,000 เมียน้อยคนที่ 1 วันละ 8,000 เดือนละ 24,000 ×12=2,880,000 เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคน 5,000×18=90,000/เดือน×12=2,700,000 ต่อปี ค่ารองเท้าเมียหลวงยี่ห้อ บานาน่า จากอิตาลี่คู่ละ 500,000 ซื้อ 12 คู่ต่อปี=6,000,000 เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อปิแอร์ การ์แดง คู่ละ 400,000×12=4,800,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ยี่ห้ออีฟแชงค์ คู่ละ 300,000×18=5,400,000/เดือน×12=64,000,000 /ปี ค่ากระเป๋าถือ เมียหลวงถือ หลุร์ย วิตองใบละ 6,000,000×12=72,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อแอร์เมสต์ใบละ 4,000,000×12=48,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ถือยี่ห้อ อีฟแชงค์ ใบละ 1,000,000×18=18,000,000/เดือน×12=144,000,000/ปี ค่าตัดชุดเสื้อผ้าเมียหลวงเดือนละ 10 ล้าน ปีละ 120 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 8 ล้าน ปีละ 96 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือน 5 ล้าน=90×12=1080 ล้านต่อปี ค่าเครื่องเพชร สร้อยคอ ต่างหู กำไล แหวนเพชร เมียหลวงเดือนละ 20 ล้านปีละ 600 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 15 ล้าน ปีละ 180 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคนต่อเดือนๆละ 10 ล้าน×18=180 ล้าน/เดือน×12=2160 ล้านต่อปี ค่าเงินบำรุงเมียหลวงปีละ 200 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 ปีละ 100 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 คนละ 50 ล้าน×12= 600 ล้าน/ปี สร้างวังให้เมียหลวงราคา 1000 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 1 ราคา 500 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 2-18 หลังละ 100 ล้านรวม 1800 ล้าน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คนเลี้ยงลิงผู้ยิ่งใหญ่..!!!

ผู้ต้องหาไทยยศร้อยตรีค้าเฮโรอินในออสเตรเลีย อ้างเป็นราชองครักษ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และเป็นนายทหารราชการลับไทย เพื่อขอผ่อนผันระวางโทษจำคุก

ศาลปฏิเสธคำร้องของ ร.ต.มนัส โพธิ์พรหม ด้วยเสียงเอกฉันท์ว่าเขาเป็นคนจัดการ (ใส่ยาเสพติดในกระเป๋าและซื้อตั๋วเครื่องบิน) ให้สตรีชาวไทย (ใช้ชื่อว่า ‘ป้า’) ลักลอบนำเฮโรอินเข้าออสเตรเลีย เมื่อกลางปี ๒๕๓๖ ทำให้มนัสและผู้สมคบคิด (สรสาร์ท เทียมทัศน์) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาถูกตัดสินคนละ ๖ ปี

“ระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ‘พารามัตตา’ รอการลงทัณฑ์ มนัสบอกตำรวจออสซี่ว่าเขาป็นราชองครักษ์ของมกุฏราชกุมารไทย และเคยเป็นสายลับของกองทัพบกภายใต้ชื่อ ยุทธภูมิ โพธิ์พรหม พร้อมทั้งทำธุรกิจส่วนตัวระหว่างเป็น ทส.ของนายพลสำคัญคนหนึ่ง”

ข้อเท็จจริงได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ ร.ท.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวคะแนนคนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงปฏิเสธต่อสื่อมวลชนไทยว่าเขาไม่เคยทำการค้ายาเสพติดในออสเตรเลีย

เพียงโชคร้ายไปอยู่ในโรงแรมเดียวกับผู้ที่ถูกจับกุม เลยถูกคุมขังหลายเดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตัดสินความผิด สองนักข่าวหนังสือพิมพ์ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ จึงทำการสืบสวนและเสาะค้นเอกสารคำตัดสินของศาลอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่

ค้นพบว่าความจริงตรงข้ามกับที่ธรรมนัสอ้างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบประวัติและรูปพรรณของ ‘มนัส’ และ ‘ธรรมนัส’ ชัดแจ้งว่าเป็นคนเดียวกัน ที่ติดอยู่ในคุกพาร์คเลียเป็นเวลา ๔ ปี กระทั่งได้รับการปล่อยตัวและเนรเทศน์กลับไทยพร้อมกับคู่หูร่วมคดี เมื่อกลางเดือนเมษายน ๒๕๔๐

ดังนั้นการแถลงปฏิเสธเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม “ผมไม่ได้ขนยาเสพติดไปขายที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไม่ได้ผลิตยาเสพติด ผมไม่ได้ที่จะจำหน่ายยาที่ประเทศออสเตรเลีย” จึงเป็นการพูดปดต่อหน้ามหาชนอย่างปราศจากความละอาย

หลักฐานคำพิพากษาของสาลพร้อมพยานหลักฐานและคำสารภาพต่างๆ ที่ไมเคิล รัฟเฟิ่ลส์ และไมเคิล เอ็ฟแวนส์ค้นพบบ่งชัดว่าในปลายปี ๒๕๓๕ ถึงมกราคม ๒๕๓๖ ร.ต.มนัสและนายสรสาร์ทช่วยกันจัดการขอวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินควอนตัสให้ ‘ป้า’

เขายังไปพบมาเฟียยาเสพติดไทยนาม ‘วีระ’ ที่ร้านกาแฟคิงส์ค้อฟฟี่ตรงข้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ และมีการติดต่อประสานงานกับวีระ มานพและพิศาล ซึ่งล้วนเป็นอดีตทหารอีกหลายครั้งก่อนการเดินทางไปออสเตรเลียของป้าและกระเป๋ายาเสพติด ๒ วัน หลังจากสรสาร์ทบินถึงซิดนี่ย์วันที่ ๘ เมษายน ๓๖

มนัสบินตามไปซิดนี่ย์คืนวันที่ ๑๔ เมษา เมื่อทราบจากสรสาร์ทว่าป้าทิ้งกระเป๋ายาเสพติดไว้ที่ห้อง ๗๑๓ โรงแรมพ้าร์ครอแยลที่ดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์ โดยไม่รู้ตัวว่าทั้งเขาและสรสาร์ทถูกตำรวจรัฐบาลกลางออสเตรเลียจับตาอยู่แล้ว

ก่อนที่มนัสและสรสาร์ทจะไปเอากระเป๋าจากห้อง ๗๑๓ ตำรวจออสซี่ภายใต้ปฏิบัติการโดรเวอร์ได้จัดการเปลี่ยนยาเสพติด ๓.๒ กิโลกรัมและซ่อนเครื่องดักฟังไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว เอกสารบันทึกคดีจึงปรากฏรายละเอียดคำพูดของมนัสต่อสรสาร์ท

ตอนหนึ่งบ่นว่า “สั่งให้ทำแค่นี้ยังทำไม่ได้” อีกตอนพูดกับคู่หูระหว่างรอลูกค้าชาวออสเตรเลียไปรับของที่โรงแรมพาเลจ หาดโบได “เราถือของ (เฮโรอิน) ไว้นานนักไม่ดีนะ” หลังเที่ยงคืนเล็กน้อยในวันนั้นเขาและคู่หูก็ถูกตำรวจออสเตรเลียบุกเข้าจับกุมคาหนังคาเขา

ไม่แต่เพียงคดีที่ออสเตรเลีย รายงานของ ‘สองไมเคิล’ นักข่าวออสเตรเลียยังสืบสวนไปถึงคดีในประเทศหลังจากที่ ร.ต.มนัสกลับไปไทย เข้ารับราชการทหารอีกในชื่อใหม่ว่า พัชระ พรหมเผ่า ไต่เต้าทั้งในตำแหน่งและธุรกิจการค้าควบคู่กันมา

จนกระทั่งปี ๒๕๕๑ ในชื่อใหม่อีกว่า ธรรมนัส พรหมเผ่า เขาโดนคดีรู้เห็นกับการถูกฆ่าตายของนักวิชาการลักเพศรายหนึ่ง (เหตุเกิดในสำนักงานที่เขาเป็นเจ้าของ) เขาถูกคุมขังอยู่ ๓ ปีจนได้รับการยกฟ้องแต่ลูกน้องถูกพิพากษาความผิดแทน

“หลังจากหลุดคดี เขาใกล้ชิดกับนายทหารที่ทรงอิทธิพล และถูกสื่อในประเทศไทยเรียกขานว่าเป็น ‘มาเฟียคนดัง’ ชื่อเสียงเด่นที่ตัวเขาเองพยายามไม่ให้ความสำคัญ ธรรมนัสให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์คราวหนึ่งว่า

คำว่า ‘มาเฟีย’ ในสายตาของเขาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มาเฟียหมายถึงคนใดคนหนึ่งที่มีเส้นสายเหนียวแน่นกับใครต่อใครมากมาย และมักทำตามที่พูด คำไหนคำนั้น”

มิน่าในคำตอบต่อสื่อไทยล่าสุดเรื่องงานรับผิดชอบดูแลพรรคจิ๋วร่วมรัฐบาล ในฐานะคนเลี้ยงลิง ว่าคอยป้อนกล้วยให้อิ่มแล้วไม่มีใครไปไหน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขซึ่งต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


และเป็นระบบที่อำมาตย์ไทยอ้างเสมอว่าใช้อยู่ในประเทศไทย กษัตริย์และคู่สมรส รวมถึงลูกๆ จะต้องไม่ยุ่งหรือแทรกแซงการเมือง และอำมาตย์เองก็อ้างเสมอว่ากษัตริย์ไทย “อยู่เหนือการเมือง” และ “ไม่ยุ่งการเมือง” แบบนี้

แต่ปรากฏว่านางสิริกิติ์ ผู้ดำรงตำแหน่งราชินี และเป็นผู้ที่รับทรัพย์สินเงินทองมหาศาลจากภาษีและการทำงานของประชาชน ไทยธรรมดาเป็นล้านๆ คน ได้ทำตัวไม่สมควร โดยการใช้ตำแหน่งตนเองในทางที่ผิด เกินขอบเขตหน้าที่ และละเมิดกติกาเบื้องต้นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข มีรายละเอียดดังนี้คือ

  1. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของผู้ประท้วงพันธมิตรฯ เพื่อแสดงว่าตนเองสนับสนุนกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อความรุนแรงบนท้องถนน และก่ออาชญากรรมด้วยการยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๑
  2. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของนายทหารที่ตายขณะที่กำลังสั่งให้ลูกน้องปราบปรามเข่นฆ่า ประชาชนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยปราศจากอาวุธที่ราชดำเนิน เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนเองสนับสนุนการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนดังกล่าว
  3. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการส่งจดหมายไปชื่นชมผู้ที่วิจารณ์ด่าการเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศ CNN เกี่ยวกับประเทศไทย โดยที่ไม่พอใจที่ CNN พยายามเสนอข่าวที่เป็นจริงและเป็นกลาง ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางสิริกิติ์ไม่พอใจกับการเสนอข่าวแท้และความจริง และต้องการให้มีการบิดเบือนข่าวในสื่อเพื่อปกป้องอำมาตย์แทน กรณีนี้เป็นการกระทำของนางสิริกิติ์ที่โง่เขลาและน่าขำในสายตาชาวโลก เพราะเปิดโปงให้ชาวโลกเห็นถึงทัศนะเผด็จการคับแคบของเขา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกเกี่ยวกับนางสิริกิติ์ เพราะในอดีตมีผู้สงสัยว่านางสิริกิติ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นในการที่เพชรราชวงศ์ ซาอุถูกขโมยไป แต่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรในศาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วคือนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยของนางสิริกิติ์ เวลาไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ทั้งๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากยังยากจน และสามีตนเองชอบสั่งสอนสังคมไทยให้ “พอเพียง” ดุจนกแก้วหรือแผ่นเสียงตกร่อง ในการไปเที่ยวสหรัฐ 67 วันในปี ๒๕๒๓ นางสิริกิติ์ใช้เงินไปถึง 100 ล้านบาท
  4. การแทรกแซงเพื่อสนับสนุนพันธมิตรฯ และสนับสนุนการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ของนางสิริกิติ์ เป็นการแทรกแซงเพื่อทำลายระบบประชาธิปไตย ดังนั้นต้องถือว่าผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
  5. ในกรณีวิกฤติภาคใต้ ในปี๒๕๔๗ หลังจากเหตุการณ์นองเลือดตากใบและอื่นๆ ที่พี่น้องชาวมุสลิมมาเลย์ถูกเข่นฆ่าโดยรัฐบาลและทหาร และหลังจากที่มีประชาชนไทยพุทธเสียชีวิตอีกด้วย แทนที่นางสิริกิติ์จะหุบปากเงียบควบคุมตนเอง ในฐานะที่เป็นผู้ไม่สนใจที่จะรู้เรื่องอะไรในสังคมนอกจากการทำศัลยกรรมซ้ำ แล้วซ้ำอีก นางสิริกิติ์เลือกที่จะแสดงความเห็นในลักษณะที่ชักชวนยุยงให้เกิดความรุนแรง โดยพูดว่าเป็นห่วงแค่ประชาชนชาวพุทธ และพูดอีกว่าถ้าตนอายุน้อยกว่านี้จะจับปืนไล่ยิงฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการแทรกแซงการเมืองอย่างไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการกระทำที่จะทำให้การแก้ปัญหาทางการเมืองในภาคใต้ยากขึ้น จุดยืนปฏิกิริยานี้ของนางสิริกิติ์ ไม่ต่างจากจุดยืนในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตนและครอบครัวสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือดที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งแสดงว่าเป็นสันดาลปกติของนางสิริกิติ์ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
  6. นางสิริกิติ์ชอบออกโรง เล่นบทบาทของความเป็น “แม่ของชาติ” แต่ดูเหมือนไม่สามารถเลี้ยงลูกตนเอง โดยเฉพาะลูกชายคนโปรดของเขา ให้เป็นคนดีหรือแม้แต่คนที่ไม่ผิดเพี้ยนได้ ไม่สามารถสั่งสอนให้ลูกชายเคารพเพศหญิงได้ จริงอยู่เพศหญิงไม่ควรถูกกดดันให้เป็นแม่ที่ดีหรืออะไรแบบนั้น และทุกคนพร้อมจะยกโทษให้อภัยกับความล้มเหลวในการเลี้ยงลูกของนางสิริกิติ์ ได้เสมอ ถ้าหากนางสิริกิติ์ยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในการเลี้ยงลูกและไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะอ้างตัวเป็น “แม่แห่งชาติ” แต่ดูเหมือนว่านางสิริกิติ์ขาดจิตสำนึกพื้นฐาน หลงตนเอง จนแยกแยะความจริงจากความเท็จไม่ได้

ข้อมูล 6 ข้อนี้ ซึ่งไม่รวมถึงเรื่องซุบซิบอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราต้องมองข้ามเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในสังคมที่ปิดลับอย่างเมืองไทย เป็นสาเหตุที่พิสูจน์ว่านางสิริกิติ์ไม่สมควรที่จะเป็นราชินี ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะ และไม่สมควรที่จะรับเงินภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว เขาควรจะถูกปลดออกหรือลาออกจากตำแหน่ง แต่คงไม่มีอำมาตย์ไหนที่อยากปลดเขาออกจากตำแหน่งในขณะที่นางสิริกิติ์ไม่มี วันสำนึกผิดเอง

สิริกิติ์ไม่ใช่แม่ผม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่น่าเคารพ ไม่ใช่ “แม่” ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผมรัก แต่เป็นแค่ “แม่” ของอำมาตย์เผด็จการและสมุนปัญญาอ่อนเท่านั้น

เพื่อนชาวไทยที่รักและเคารพครับ จงพิจารณาว่าทำไมบทความแบบนี้ ซึ่งเป็นความจริง เราไม่สามารถตีพิมพ์ได้อย่างเปิดเผยและเสรีในประเทศไทย ท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นสังคมตอแหลแบบนี้ต่อไปหรือไม่?

เราคงต้องสรุปว่าหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคม อารยะอันดีงาม คือต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ยกเลิกเทวดาจอมปลอม ลดบทบาททหาร และสร้างสาธารณะรัฐที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“สาส์น” (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516

: “พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า
พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ
ที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ”

ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่า
จะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้ว
ก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ให้มีความใดเติมไว้ในพระราชสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง
รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ครั้นแล้ว ได้รับสั่งให้มหาดเล็กนำราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ พ.ศ. 2468 มาพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่านดูความตอนพระราชสัตยาธิษฐานดั่งต่อไปนี้

“แล้วจึ่งมีพระบรมราชโองการเป็นคำไทย ตามความภาษามคธ ดั่งนี้”

“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”

พระราชครูรับพระบรมราชโองการเป็นปฐมว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ปฐมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”เสร็จแล้ว…..

“ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตั้งพระราชหฤทัยดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยาและอื่นๆตามพระบรมราชประสงค์ “

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า

พระราชประสงค์ตอนท้ายนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปต้องรักษารัฐธรรมนูญ
ต่อมาพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ได้มีขึ้นอีกในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน

พระราชปรารภแห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 มีความตอนท้ายว่า

“ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งทหารพลเรือนทวยอาณาประชาราษฎร จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันจะรักษาปฏิบัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามนี้ ให้ยืนยงอยู่คู่กับสยามรัฐราชสีมา ตราบเท่ากัลปาวสาน สมดั่งพระบรมราชประณิธานทุกประการเทอญ “

พระยาพหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น จะทรงทำอย่างไร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร

รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่านั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ. ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชย์สมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธยให้ . . .

หลังจากข้อความที่คัดมาข้างต้นนี้ ปรีดี ได้เขียนต่อทันทีว่า ไม่ควรลดอำนาจของพระมหากษัตริย์จากความเป็นประมุขและที่สำคัญคือจากความเป็น “จอมทัพ” โดยปรีดีเสนอว่า ในฐานะจอมทัพที่มีอำนาจสั่งการเหนือทหารทั้งปวง รวมทั้งเหนือผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย พระมหากษัตริย์สามารถหยุดยั้งหรือป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการทหารได้

แต่ปัจจุบัน กษัตริย์ กลายเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และรับรองการเป็นกบฎของเผด็จการทหารเสียเอง..กรรมของกะลา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุมในสหรัฐอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

Congress shall make no law prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the Government for a redress of grievances.

“รัฐจะต้องไม่ผ่านกฎหมายใดๆ ที่จะลดทอนเสรีภาพในการพูดและการเขียน รวมถึงต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะชุมนุมอย่างสันติ และร้องเรียนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน”

ตาม First amendment ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อันกล่าวถึงสิทธิในการชุมนุมของประชาชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ภายใต้ข้อกำหนดดังนี้

ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการชุมนุมหรือปราศรัยในที่สาธารณะได้ทุกที่ เช่น ถนน ทางเดิน สวนสาธารณะ หน้าอาคารสถานที่ของรัฐ ตราบเท่าที่ไม่กีดขวางหรือปิดกั้นการเข้าถึงสถานที่นั้นๆ

ในสถานที่ส่วนตัว เจ้าของสถานที่สามารถตั้งกฎเกณฑ์ของการชุมนุมเองได้ โดยที่รัฐไม่สามารถปิดกั้น ตราบที่เจ้าของสถานที่อนุญาต

ผู้ต่อต้านการชุมนุมล้วนมีสิทธิแสดงออกทางความคิดเห็นต่างๆเทียบเท่าผู้ชุมนุม โดยตำรวจมีหน้าที่แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่ต้องอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นและรับฟังกันได้

ในที่สาธารณะ ทุกคนมีสิทธิบันทึกภาพ ยกเว้นในสถานที่ส่วนบุคคลซึ่งต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของเจ้าของสถานที่

ต้องขออนุญาตหากการชุมนุมมีจำนวนคนมาก และต้องทำการปิดถนนหรือสถานที่ หรือมีการใช้อุปกรณ์เครื่องเสียง ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องของหัวข้อการประท้วงในการออกใบอนุญาตให้

การออกคำสั่งสลายการชุมนุมถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จะทำ นอกจากว่าการชุมนุมนั้นจะส่อไปอย่างชัดเจนว่าจะกลายเป็นการจราจล มีความตั้งใจขัดขวางการจราจรหรือเริ่มเป็นภัยต่อความปลอดภัยในที่สาธารณะ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจสลายการชุมนุม ต้องเปิดโอกาส
ให้ผู้ชุมนุมถอนตัว ให้เวลามากพอที่จะให้ผู้ชุมนุมสลายเอง พร้อมทั้งต้องเปิดทางออกให้ผู้ชุมนุม

เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิควบคุมตัวผู้ชุมนุมโดยไม่มีข้อกล่าวหา และผู้ชุมนุมเองมีสิทธิบันทึกภาพและรายงานพฤติกรรมอันมิชอบของเจ้าหน้าที่นั้นๆไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถูกจับกุม ผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะไม่ให้ปากคำหรือเซ็นต์เอกสารใดๆ จนกว่าจะพบทนาย รวมถึงมีสิทธิร้องขอการใช้โทรศัพท์ และติดต่อทนาย โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิรับฟัง

เมื่อเริ่มทำการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่มักใช้สเปรย์พริกไทย รวมถึงแก๊สน้ำตาเข้าจับกุมผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่หลังการประกาศของเจ้าหน้าที่


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

อเมริกากับสถานการณ์ COVID-19 หลังวัคซีน

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

บันทึก ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2021 ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสและมีภูมิคุ้มกันโควิดแล้ว (Fully Vaccinated) 151,252,034 คน คิดเป็น 45.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (จากประกาศของ CDC ผู้ได้รับวัคซีนครบโดส จะมีภูมิคุ้มกันหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์)

ผลที่ได้คือ ในหลายรัฐส่วนใหญ่ประกาศเลิกใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะทั้งในร่มและกลางแจ้ง ยังคงกฎการต้องสวมใส่หน้ากากเฉพาะกาลโดยสารรถสาธารณะ,รถไฟและเครื่องบิน รวมถึงตามสถานีรถไฟและสนามบิน แต่กระนั้นรัฐบาลอเมริกาก็กำลังพิจารณายกเลิกการใส่หน้ากากทั้งหมด

โดยคนอเมริกันได้รับวัคซีน 3 ยี่ห้อ คือ Phizer/BioNTech (2 โดส) Moderna (2 โดส) และ Johnson & Johnson/Janssen (1 โดส)

โดยวัคซีนชุดแรกที่นำมาใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ คือ Phizer/BioNTech ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และฉีดให้กับผู้สูงอายุ ผู้ที่ทำงานแถวหน้าที่มีความเสี่ยง ประชาชนทั่วไป และเด็กอายุมากกว่า 12 ปีตามลำดับ

และเมื่อมาดูผลจากการระดมฉีดวัคซีนทั่วอเมริกาพบว่า ปัจจุบัน (as of 26 Jun) มีผู้ติดเชื้อวันละ 6,685 คน ในขณะที่ช่วงระบาดหนักคือ ต้นเดือนมกราคมมีผู้ติดเชื้อวันละ 300,777 คน

และเมื่อมาดูยอดผู้เสียชีวิตพบว่าปัจจุบันอยู่ที่ 126 รายต่อวัน ในขณะที่ช่วงระบาดหนักเสียชีวิตราว 3,930 คน โดยพบว่า 98% ของผู้เสียชีวิตด้วยโควิดในปัจจุบันคือผู้ที่ไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน

ดังนั้นวัคซีนที่ดี คือวัคซีนที่ได้ผลและไม่มีผลกระทบกับร่างกายมนุษย์เมื่อฉีดเข้าไป และวัคซีนที่ดีสามารถนำประเทศกลับสู่สภาวะปกติได้จริง ลดการเสียชีวิตของประชากรได้จริง ลดความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้รัฐบาลสามารถวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้

ในขณะที่ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่กับการปล่อยข่าวปลอมว่า วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่มีอยู่ จะฉีดแล้วรอดหรือตายขึ้นอยู่กับดวง เมื่อระดมฉีดแล้วยังต้องล็อกดาวน์ประเทศ โดยรัฐบาลไม่เคยสนใจความเสี่ยงของแพทย์และความเป็นอยู่หรือสภาวะเศรษฐกิจของประชาชน

ใครบอกว่าการเมืองคือเรื่องไกลตัว วิกฤติโควิดที่กระทบหนักต่อทุกคนทั่วโลกคงคือคำตอบให้ทุกคนได้
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เช เกวารานักรบกองโจร ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ

วันนี้ในอดีต
14 มิถุนายน ค.ศ. 1928
วันเกิด เช เกวารา
นักรบกองโจร ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ

​“ถ้าท่านโกรธจนตัวสั่นจากความอยุติธรรม เราคือเพื่อนกัน”

คำกล่าวอมตะนิรันดร์กาลของชายผู้เป็นวีรบุรุษของการปฏิวัติคิวบา ที่แสดงความหาญกล้าต่ออุดมการณ์อันเข้มข้นที่ฝันถึงการปฏิวัติสังคม โดยการทลายชนชั้น จนเป็นนักปฏิวัติสายคอมมิวนิสต์ที่เป็นโลโก้ของผู้คนทุกข์ยากในเวลานั้น

​เอร์เนสโต เกวารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ เช เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1928 หรือในวันนี้เมื่อ 93 ปีก่อน เขาเป็นนักปฏิวัติลัทธิมากซ์ เป็นนายแพทย์ นักเขียน ผู้นำนักรบกองโจร นักการทูต และนักทฤษฎีการทหารชาวอาร์เจนตินา ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งจากการปฏิวัติคิวบา ซึ่งเราอาจคุ้นภาพใบหน้าของเขา ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมต่อต้านและการกบฏ และเป็นตราต้นแบบที่รู้จักกันเป็นสากลภายในวัฒนธรรมสมัยนิยม

​ครั้งยังเป็นนักศึกษาแพทย์หนุ่ม เกวาราเดินทางไปทั่วทวีปอเมริกาใต้และรู้สึกสะเทือนใจกับความยากจนข้นแค้น ความหิวโหย และโรคภัยที่เขาพบระหว่างทาง ความปรารถนาทำลายล้างสิ่งที่เขามองว่าเป็นการขูดรีดของทุนนิยมในลาตินอเมริกาผลักดันให้เขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิรูปสังคมกัวเตมาลา

​ปี 1953 เกวาราเดินทางไปยังกัวเตมาลา ตรงกับสมัยรัฐบาลของ จาโคโบ อาร์เบนซ์ (Jacobo Arbenz) ที่พยายามปฏิวัติโครงสร้างทางสังคม หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการยึดที่ดินนายทุนที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ กระทบถึงทุนอเมริกัน นำไปสู่การรัฐประหารที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน

​เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเชื่อว่า การได้มาซึ่งระบบสังคมนิยมจำเป็นต้องเกิดการปฏิวัติระดับโลก และกลายมาเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์มาร์กซิสต์

​เกวาราเดินทางออกจากกัวเตมาลามุ่งหน้าไปยังเม็กซิโก และได้พบกับสองพี่น้องชาวคิวบา ฟิเดลและราอูล คาสโตร ซึ่งหลบหนีคดีการเมืองมาวางแผนยึดอำนาจจากรัฐบาลบาติสตา และกลายมาเป็นมือขวาที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมากของคาสโตร

​ต่อมาเขาและสหายได้ตั้งขบวนการ 26 กรกฎาคม เป็นองค์การปฏิวัติ ซึ่งวางแผนและนำโดยฟิเดล กัสโตร ซึ่งใน ค.ศ. 1959 ได้ล้มรัฐบาลฟุลเคนเซียว บาติสตาในประเทศคิวบา ขบวนการดังกล่าวสู้รบกับรัฐบาลบาติสตาทั้งในชนบทและในเมือง

​เช เกวารา เสียชีวิตในวันที่ 9 ตุลาคม 1967 หน่วยรบของเขาเกือบถูกกำจัดจนสิ้นซากโดยหน่วยรบพิเศษของโบลิเวีย ด้วยความช่วยเหลือจากซีไอเอ ตัวเขาเองถูกจับในขณะได้รับบาดเจ็บ ก่อนถูกยิงเสียชีวิตและฝังร่างอย่างลับๆ หลังถูกตัดมือออกเพื่อเป็นเครื่องยืนยันอัตลักษณ์

​แม้เวลาจะล่วงเลยไปนาน แต่ เช เกวารา ก็ยังเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับทั้งเสียงยกย่องและเสียงประณาม กับการที่เขาได้ยืนหยัดต่ออุดมการณ์อย่างหาญกล้า และยอมสละชีพเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของมวลชนที่ทุกข์ยาก กลายเป็นการปลุกเร้าให้แก่คนในสมัยต่อมา ให้ยังคงใช้มรดกที่ เช เกวารา ทิ้งเอาไว้ผ่านสายธารทางอุมดมการณ์ที่เขายึดมั่นให้คงอยู่ต่อไป

…ตราบใดที่สังคมยังไม่เปลี่ยนแปลง และผู้ทุกข์ยากยังครวญครางจากความหิวโหย

อ้างอิง https://www.bbc.com/thai/international-41536892

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น