หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การชุมนุม The Moments of SILENCE (แด่การจากไปของคนเดือนตุลา) ณ เมือง ชิคาโก รัฐอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา

“การสังหารหมู่ 6 ตุลา” 45 ปี กับคำตอบที่ว่าทำไมสังคมไทยเรียกเหตุการณ์เพียงแค่ “6 ตุลา” !!!! (ฉบับ ย่อมากๆๆ)

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 กลุ่มตำรวจและลูกเสือชาวบ้านได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมอย่างสงบของกลุ่มคนนับหลายพันเพื่อประชาธิปไตย เวลา 5.30 น มีการยิงระเบิดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว มีคนตายทันที 4 คนและบาดเจ็บนับสิบ แต่ระเบิดลูกนั้นถือเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉากของเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” 7.30 น หลังจากที่มีคนขับรถประจำทางพุ่งชนประตูรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจได้นำทางให้ทหาร(พร้อมอุปกรณ์การรบครบมือ) และลูกเสือชาวบ้านเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัย กระสุนพุ่งสาดใส่ประชาชนเหมือนฝนที่ตกลงมาจากฟ้า “เป็นวิถีกระสุนตรง” และประชาชนก็เริ่มเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆตามมา แต่บางคนโชคไม่ดีนักที่ไม่ได้ตายลงทันทีแต่กลับต้องมาเผชิญความโหดร้ายป่าเถื่อน โดยตามสื่อต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย และวิดีโอออกมาถึงการใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนมือเปล่าอันเกินมนุษย์มนาของเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนโดนแขวนคอ บางคนโดนข่มขืน บางคนโดยไล่ฆ่าเอาชีวิต บางศพโดนลากไปมาทั่วสนามฟุตบอลเพื่อความสะใจ แต่สิ่งที่น่าอดสูใจที่หนักไปมากกว่าการมีคนเสียชีวิตคือ การที่คนมองดูอยู่รอบข้าง แล้วรู้สึกสะใจมีความสุขกับการสังหารในครั้งนั้น 5 ชั่วโมงหลังจากการเริ่มยิงระเบิดลูกแรก ในที่สุดพวกเขาก็หยุดยิงใส่พวกเรา แต่กระบวนการการสังหารประชาชนยังไม่ได้หยุดลงตาม ตำรวจควบคุมกลุ่มประชาชนที่รอดชีวิตบังคับให้พวกเค้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว นอนลงกับพื้นประจันหน้ากับศพเพื่อนรวมอุดมการณ์ของพวกเขา อ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 46 คน บางเจ็บนับร้อย 4000 คนโดนจับกลุ่ม และ ส่วนคนที่สูญหายไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายงานดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่เราควรเริ่มบทสนทนาในสังคมไม่เพียงแต่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง แต่อีกสิ่งที่เราควรพูดถึงในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ คือ “อะไรที่เราไม่ได้พูดถึง” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความมั่นคงของชาติมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น และในขนาดเดียวกัน “the state’s power” ก็มีอิทธิพลครอบคลุมต่อท่าทีในการแสดงออก และเสรีภาพของประชาชน ในทางเดียวกันเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อการควบคุมและการทำความเข้าในต่อเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่พยายามจะพูดถึงความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจถูกตกเป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม

จากวันนั้นถึงวันนี้ 45 ปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีแม้แต่การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแม้แต่คดีเดียว จะมีบ้างก็เพียงแต่บทสนทนาทางแวดวงวิชาการ ในฐานะผู้เขียน (ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว) มีความรู้สึกว่ารัฐไทยมีความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ประชาชน ลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไปซะ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ลืม หรือ ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกที่จะลืมมันไปเอง เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นมันตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์มนาครั้งนี้เพียงแค่ “6 ตุลา” แทนที่จะเป็น “การสังหารหมู่ 6 ตุลา”

แต่ลองมานั่งคิดถึงความสมเหตุสมผลจะเป็นไปได้ยังไงที่เพียงแค่อำนาจรัฐจะมีอิทธิพล ในการตัดต่อดัดแปลงความคิดความเข้าใจ เพื่อทำให้สังคมลืมสิ่งที่เกืดขึ้นในวันนั้น หรือจริงๆแล้วมันมีการสมยอมกันทางอำนาจ มีการให้ใบอนุญาต “ในการฆ่า” จากกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น? คำถามคือถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของถนอมเพียงคนเดียว ทำไม 45 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วทำไมคนที่จะะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นถึงมีความเสี่ยงที่จะติดคุกจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112?

ตามที่มีบันทึกเอกสารต่างๆปรากฎ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การสังหารหมู่ ของวันที่ 6 ตุลา 2519 นั้นมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง เพราะยังคงมีคำถามมากมายในใจของประชาชนท่ามกลางความเงียบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่ดูเหมือนจะใหญ่และคาใจประชาชนคนไทยมากที่สุดคือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น. มีข้อสังเกตหลายอย่างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีส่วนเกี่ยวกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่หลายๆคนอาจเห็นตามสื่อต่างก่อนหน้านั้นว่า สมาชิกราชวงศ์ในช่วงนั้นต่างมีบทบาทในการแสดงออกในการเลือกข้างทางฝ่ายขวาเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตามมา

  1. กษัตริย์ภูมิพล และ ราชินีสิริกิต์ได้ไปเดินทางไปวัดบวรนิเวศน์ หลังจากที่ถนอมได้บวชที่วัดนั้นเพียง 2 วัน (แม้ว่าจะไม่ได้ไปเยี่ยมถนอมโดยตรง)
  2. ราชินีสิริกิตได้แสดงความกังวลใจของเธอออกมาในการที่บอกว่า มีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้เดียงสา พยายามที่จะทำลายศาสนาพุทธ (ทั้งๆที่กลุ่มคนเหล่านั้น แค่ไม่พอใจในตัวถนอม ที่ไปบวชวัดนั้น) อีกทั้งราชินีสิริกิต ยังมีการบอกให้ประชาชนอีกส่วนให้ออกมาปกป้องศาสนาพุทธอีกด้วย
  3. เจ้าหญิงสิรินธร และ เจ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สังหารหมู่ พร้อมกล่าวชื่นชมที่พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อชาติ

จากการกระทำทั้งหมดของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย จึงเกิดคำถามที่ว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งนี้ขึ้นหรือไม่?” (Cole, 1976) ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่สมาชิกราชวงศ์ทำ, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสร้างที่ทำให้ความเงียบงันต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในสังคมไทยขึ้น

จากตุลา 2519 สู่ ตุลา 2564, 45 ปีแห่งการสังหารหมู่อันโหดร้ายทารุณ สิ่งที่ยังคงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากวันนั้นสู่วันนี้คือ “วัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล” นับร้อยชีวิตที่สูญเสีย นับร้อยชีวิตที่สาบสูญ นับร้อยชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งล่าสุดคือ กรณีผู้ต้องหาโจ้ (อดีตผู้กำกับ) ที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัวซ้อมทรมาน ผู้ต้องสงสัยคดีค้ายาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตระหว่างการสอบสวน แม้ว่าคดีจะผ่านไปเป็นเดือนแล้วแต่ดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า และเป็นไปได้อย่างสูงที่จะจบลงด้วย “คนทำผิด ไม่ได้รับผิด” นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นล้มเหลวต่อการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการโดนรัฐเอาเปรียบแม้ว่าประชาชนอย่างเราจะรู้สึกสึกทรมานกับเหตุการณ์ต่างๆแค่ไหน สิ่งเดียวที่รัฐไทยต้องการให้เราทำคือ อยู่ท่ามกลางความเงียบ และบังคับให้เราลืมๆมันไปสะ

วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ถึงคนที่จากไป, เพื่อเยียวยาให้แด่คนที่ยังมีชีวิตอยู่, เพื่อประนามวัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล ที่มีอย่างยาวนานในสังคมไทย, เพื่อเรียกร้องการขอโทษสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะจากใครตามที่มีส่วนเกิดเกี่ยวข้องกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเรายังคงจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” สักวันเราจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา


The early morning of October 6, 1976, police and village scout groups surrounded Thammasat University, where thousands of people had gathered peacefully protesting for democracy. At 5.30 am a bomb was fired into the crowd; 4 people died instantly, dozens were injured. The bomb was the signal of the beginning of the October 6 Massacre. At 7.30 am right after a bus smashed the university gate, the police led the full army of soldiers and village scouts into the campus. The rain of the bullet fire attack came at the same time. Once they got in there “ALL SHOOTING WAS DIRECTED” more people were dying. Some did not get lucky enough to die suddenly. Hundreds of photos, news, and VDOs showed incredible violences to defenseless people; some were hanged, some were raped at the scene, some were chased down, and some were dragged around the soccer field etc. Another tragedy that actually happened on that day was not about physical violence. But it was all about ignorance and/or many spectators who were there, which clearly enjoyed the mass killing massacre on that day (see the picture). Five hours later, before they stopped shooting people but the massacre was not. The police rounded up the rest of survivor protesters into the soccer field and ordered them to take their shirts off and lie down on the ground facing the dead bodies. And get them arrested one by one. According to the police report, 46 people were dead, hundreds were wounded, those who missing were not reported and up to four thousands were arrested.

But today, we are not going to talk about just what happened? Another important thing about the October 6 massacre is “what is unsaid” from it? It cannot be denied that National security has always been a higher priority for the state than anything. The state’s power has always overridden the freedom of expression and freedom of assembly of the people. There are political conditions that have effectively shaped and altered how we remember certain events. For those who speak the truth about the massacre would be subjected to the draconian lèse majesté law, a severe punishment without justice. From day one (October 6, 1976) until today, for 45 years after the mass massacre “there is NO official investigation has been undertaken” As we clearly see, the Thai State tries so hard to force us to forget about it either by authority (being silenced) or voluntority (being silent). Those conditions “state’s propaganda” those factors above are reasons why we call this bloody event only “October 6” rather than “The October 6, mass massacre at Thammasat University”. Moreover, how could the government manipulate millions of memories to forget about it even if somehow it happened to your neighbors who live under the same roof? Were there any authority or given legitimacy “TO KILL” from other political institutions behind the mass massacre? If not why there is no official investigation and why do people who speak are being threatened to get arrested from lèse majesté law section 112

Based on many documentary records; the mass massacre needs to be investigated, because there are many questions still remaining in the silent atmosphere. The biggest elephant in the room and the most troublesome question for Thai society is the role of the Royal Family in the political spectrum. The Thai Royal Family has been linked to the mass massacre, as you can see from the gallery that every single member of the royal family was active in the mobilizations of the right wing’s order which included (Military and Village Scouts). For example 1) King Bhumibol, Queen Sirikit, The Crown Prince went to visit someone at the same temple after Tanom had returned two days later. 2) Queen Sirikit relayed her concern that vicious people were attempting to destroy Buddhism, thus the queen urged people to help protect the temple, and thereby Buddhism, which impliable to protect Tanom as well. 3) Princess Sirindhorn and Princess Jurapolwarailuk went to visit the injured police officer and praising them for their sacrifice to the country.Those facts about actions and inaction by the royal family raise the question that “Were they a part of the atrocity?” (Cole, 1976). Moreover Paul Hendley made a detailed implication of the palace in the buildup of the right-wing movement and in the situation that led to the massacre and the coup. All in all, those factors of what happened, what they did, and lèse majesté law contributed to the Moments of SILENCE in Thailand.

From October 1976 to October 2021, 45 years of merciless massacre, what is left in Thailand is the Impunity system. Hundreds of death, hundreds of missing, hundreds of injustice; That’s still going on in Thailand. Another impunity case that just happened is “Chief Thitisan or Joo” A Thai police chief accused of torturing and killing a suspected drug dealer while in custody. And yet again, the Thai government failed to ensure accountability for even the most ghastly state abuses against people. Even how miserable we feel; the only thing that the Thai state wants us to do is keeping our mouths shut about unjust events. Today we gather to revive the memories of survivors of the October 6th massacre, to condemn the long history of impunity in Thailand, to demand public apology from whoever that were involved in this inhuman slaughter. and as long as we remember, one day, justice will be served here, right in our hands.

อ้างอิง หนังสือ The Moments of SILECE ของ อ. ธงชัยวินิฉัยกุล https://www.amazon.com/Moments-Silence-Unforgetting-October-Massacre/dp/0824882334/ref=sr_1_2?dchild=1&keywords=the+moments+of+silence&qid=1633304020&sr=8-2

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การเปลื้องผ้าประท้วงเสรีภาพหรือความน่าอาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การเปลื้องผ้าประท้วง (nudity protest) เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันหนึ่งของการจัดการประท้วงและจัดเป็นลูกเล่นที่ใช้ในการดึงความสนใจของผู้คนและสื่อ มีการจัดการเปลื้องผ้าประท้วงในหลายๆ เหตุการณ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ถึงสิทธิของสัตว์เพื่อให้เลิกใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า การรณรงค์สิทธิสตรีและกลุ่ม LGBTQ การประท้วงต่อต้านอุตสาหกรรมแฟชั่น การประท้วงต่อต้านสงคราม หรืออย่างล่าสุดในประเทศไทย การต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากรัฐโดยผู้หญิงสูงวัยที่รู้จักกันในนามว่า “ป้าเป้า”

ย้อนกลับไปยังปี 1903 ในแคนาดา การประท้วงของกลุ่ม Spiritual Christian Freedomites กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงทั้งชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ของผู้อพยพในยุคนั้น นับเป็นภาพการเปลื้องผ้าประท้วงภาพแรกที่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก

ธันวาคมปี 2011 ปรากฏภาพผู้ประท้วงนับร้อยคนเปลื้องผ้ากลางย่านธุรกิจของเมือง Madrid ประเทศ Spain โดยผู้ประท้วงนอนทับกัน มีการใช้สีแดง สาดใส่ร่างกายแทนเลือด ภายใต้การประท้วงชื่อว่า “How many lives for a coat” หรือ “กี่ชีวิตที่ใช้ทำเสื้อโค้ต” เพื่อต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อใช้ขนสัตว์ผลิตเสื้อผ้า

ในเดือนกรกฎาคม 2020 ในช่วงการประท้วง Black Live Matter ที่เมือง Portland รัฐ Oregon ได้ปรากฏภาพดังที่สื่อ บันทึกและเรียกกันว่า “ Naked Athena” เป็นภาพของหญิงสาวสวมเพียงหมวกไหมพรมและหน้ากากอนามัยปิดหน้า นั่งลงกับพื้นและกางขาทั้งสองข้างออกจากกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าใดๆ ปกปิดร่างกาย หันประจันหน้าไปทางตำรวจสลายฝูงชนที่เตรียมเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง หญิงสาวนิรนามนั่งโพสต์ท่าแบบนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ ราว 10 นาที และเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยกเลิกการจัดการฝูงชน สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ

จริงอยู่ว่าการเปลื้องผ้าประท้วง นำมาซึ่งการถกเถียงทั้งเรื่องความน่าสนใจและน่าอับอายในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้นอกจากการสร้างเทคนิคให้เป็นที่สนใจแล้ว ยังจัดได้ว่า การเปลื้องผ้าไร้ซึ่งสิ่งใดๆ ปกปิดร่างกาย แสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ที่ควรมีสิทธิ์ในการแสดงออกและเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ มนุษย์ที่รักสงบและต่อต้านการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และในท้ายที่สุด มนุษย์ที่ล้วนมีความเท่าเทียม เมื่อไร้ซึ่งพันธการใดๆ ในร่างกายแล้ว ทุกคนล้วนคือคนหนึ่งคน ที่ควรจะมีสิทธิ์ มีเสียงที่เท่ากัน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สาเหตุทำไม ค่าน้ำมันในประเทศถึงแพง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะถูกลง คนไทยจ่ายค่าน้ำมัน แต่เงินเข้ากระเป๋านายพล รัฐบาลประยุทธ์จัดให้!!!

วิธีการหาแดกของทหารในครั้งนี้ ทำผ่าน “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ที่ประยุทธ์ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บเงินที่ได้จาก ราคาน้ำมันที่ขายได้ในปั๊ม แล้วเอาเงินในกองทุนนี้ไปให้กับหน่วยงานความมั่นคงต่างๆเช่น กอ.รมน. /ตำรวจ/ กองทัพ สตช.รวมๆแล้ว เป็นเงินถึง 4,600 กว่าล้านบาท

จากนั้น หน่วยงานความมั่นคงก็จะเอาเงินจากกองทุนนี้ไปขอเบิกงบก่อสร้าง ทำโปรเจคงูๆปลาๆต่อ เช่น เอาไปสร้าง โซลาร์เซลล์ที่ใช้ไม่ได้ที่แม่ฮ่องสอน หรือ ตู้กดน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ (ตู้ละ5แสน)ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ – เห็นภาพสินค้าแล้วทุเรศมาก สมกับเป็นกะลาแลนด์ (ดูในภาพประกอบ)

นี่แหละ การหัวหมอขยันหาแดกกับประชาชน สร้างคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย โดนกันไปถ้วนหน้ากับภาษีน้ำมันที่จ่ายเพิ่มลิตรละ 8-10บาท เพื่อสมทบทุนให้ทหารไทย

การทุจริตเชิงนโยบายในเรื่องพลังงานเป็นเรื่องถนัดของประยุทธ์ เพราะพลังงานก็เหมือนบ่อน้ำมันของประเทศ เมื่อยึดประเทศได้แล้ว ทหารเลยชอบเข้าไปคุมเรื่องพลังงาน (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีประยุทธ์ฮั้วกับเจ้าสัว Gulf ขายพลังงานชาติ ผลคือ คนไทยค่าไฟแพงไง) แล้วประยุทธ์ก็กินเงินเศษตังค์ที่เจ้าสัวทอนมาให้ หลังได้กำไรไปแล้วมหาศาล

หวังผลได้เลย เรื่องไหนที่ทหารและสถาบันกษัตริย์เข้ามาเสือกหาผลประโยชน์ เรื่องนั้นก็จะชิบหายไม่ได้ผลทุกเรื่อง (เหมือนเรื่องวัคซีน สาธารณสุข ค่าน้ำมันค่าไฟ เป็นต้น)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ผลสถิติโลกประจำปี 2022 ออกอย่างเป็นทางการ จาก Guinness Book… กษัตริย์ปรสิตคว้าชัย ขึ้นแท่นเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สุรต่านแขกยังอาย!!!

สาเหตุของความรวยมาจาก การโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาเป็น “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ในปี 2561

ในหนังสือบันทึกสถิติโลกยังระบุว่า วชิราลงกรณ์ถือครองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก (550กะรัต)

ปรสิตปล้นทั้งทรัพย์สินของชาติ ปล้นทั้งเงินภาษีจากประชาชน แถมเบียดเบียนงบประมาณจากหน่วยงานรัฐไทย ไม่รวยที่สุดในโลกได้ไง มีเงินใช้ไปอีก10ชาติ ในขณะที่ประชาชนในประเทศโดนขูดรีดภาษี ต้องดิ้นรนทำมาหากินภายใต้รัฐบาลทหาร ที่วชิราลงกรณ์ให้การสนับสนุน

เพราะการปล้นชาติแบบนี้ คนรุ่นใหม่เขาถึงได้ออกมาประท้วง

3 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“คิดถึงยอดดวงใจแทบขาด”ฟ้ารุ่ง.. ยอดดวงใจที่ได้รับกระสุนพระราชทาน904

เธอคือคนที่เข้าไปรู้เห็นกระบวนการหาเงิน
ของทางวัง​ 904​ มากเกินไป จากเด็กสาวรองนางงาม​ เบิกบานตามวัยเจริญพันธุ์
จนมีราชรถ​มารับตัวส่งเข้าวัง ปาตี้ชวนฝัน​ สุรา​ -​ ยาเสพติด. ด้วยสรีระและหน้าตาที่สดใส จึงเป็นที่ต้องใจลูกชายอาเสี่ยใหญ่
แห่งเมืองไทยเป็นนักหนา

แต่ทุงดอกราเวนเดอร์
ไม่ได้งดงามชั่วนิรันดร์
เมื่อเธอรู้มากไป​ เห็นมากไป
และเรียกร้องมากไป

จนเมืองไทยไม่เหลือที่ให้พักอาศัย
จำต้องเดินทางกลับบ้านเกิดที่สหรัฐ​อเมริกาหวังว่าคงจะพ้นเงื้อมมือปีศาจที่ตามราวีแต่เธอคิดผิด​ ตรงนี้ต่างห่างคือสุสานของเธอเมื่อมีการกดดันครอบครัวอย่างหนักพร้อมมอบปืนและกระสุนพระราชทานเต็มรังเพลิงเธอจึงต้องจำยอมอย่างขมขื่นด้วยลูกปืนพระราชทานจบตำนานฟ้ารุ่ง(น้ำฝน)​ ชารีรักษ์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

2 ตุลา วันละความรุนแรงสากล

2 ตุลาคม วันละความรุนแรงสากล (The International Day of Non-Violence)
ด้วยเป็นวันครบรอบวันเกิดของ มหาตมะ คานธี ริเริ่มโดยชิริน เอบาดี เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2546 ก่อนหน้าที่องค์การสหประชาชาติ จะสานต่อและประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคม เป็นวันละความรุนแรงสากล

หมวดหมู่
วันสำคัญ

ตุลา เดือนแห่งตาสว่าง

1 ตค. 2411 ร.4 สวรรคต
1 ตค. 2491 กบฏเสนาธิการ
3 ตค. 2436 วิกฤต ร.ศ.112
4 ตค. 2313 ตั้งกรุงธนบุรี6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

7 ตค. 2551 สลายม็อบพันธมิตร
11 ตค. 2476 กบฏบวรเดช
11 ตค. 2540 ใช้ รธน 40

13 ตค. 2551 เสด็จพระราชดำเนินไปงานศพน้องโบว์-พันธมิตร
13 ตค. 2559 ร.9 สวรรคต
13 ตค. 2563 ม็อบชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จ
14 ตค. 2516 วันมหาวิปโยค
14 ตค. 2563 ขบวนเสด็จขับฝ่าม็อบ
16 ตค. 2336 ประหารมารีอองตัวเนต
16 ตค. 2563 ใช้รถจีโน่ครั้งแรกที่แยกปทุมวัน
20 ตค. 2501 สฤษดิ์รัฐประหารกระชับอำนาจ
20 ตค. 2520 สงัดรัฐประหารธนินทร์
23 ตค. 2453 ร.5 สวรรคต
23 ตค. 2563 กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ
25 ตค. 2547 กรณีตากใบ
31 ตค. 2549 ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐประหาร 19 กย. 2549

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ประวัติศาสตร์บางเรื่อง..

จอมพลป.มองตนเองเป็นนักชาตินิยมผู้สร้างชาติที่แข็งแกร่งและน่าภาคภูมิใจ
เหมือนอิตาลีและญี่ปุ่น เขาไม่ปฏิเสธหากฝ่ายเจ้าจะเชื่อว่าเขาอยากจะตีตนเสมอเจ้า เขาเปรียบตนเองเป็นเหมือนรัชกาลที่ 6

ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการ นัโฆษณาชวนเชื่อประจำตัวของจอมพลป.ก็เปรียบจอมพลป.เหมือนพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย เท่ากับว่ากำลังขโมยสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรีไป ยังได้สั่งให้พระองค์เจ้าอาทิตย์ผู้สำเร็จราชการฯ มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดแก่ตน และยังครอบครองพระคทาของรัชกาลที่ 6 ไว้อีกด้วย

หลังจากจอมพลป.ยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองประเทศ ในปี 2484 เขาปลดนายปรีดีจากคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายปรีดีในคณะผู้สำเร็จราชการฯที่ไม่มีอำนาจ แต่นายปรีดีได้ใช้ตำแหน่งนี้อำพรางบทบาทผู้นำขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านญี่ปุ่นและจอมพลป.
ในที่สุดการสนับสนุนจอมพลป.จากกองทัพและสภาก็อ่อนแรงลง
กลางปี 2487 จอมพลป. พยายามปิดฉากราชวงศ์จักรีและเริ่มราชวงศ์ใหม่
ของตนด้วยการเสนอย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ
และราชวัง และย้ายเถรสมาคมไปยังศูนย์พระพุทธศาสตร์แห่งชาติแห่งใหม่ที่สระบุรี แต่นายปรีดีได้รวบรวมกำลังในสภาล้มข้อเสนอของจอมพลป. ในเดือนกรกฎาคม และจอมพลป.ถูกบีบให้ลาออก

คนที่ขึ้นมาแทน คือ นายควง อภัยวงศ์ นักการเมืองหัวเสรี หนึ่งในผู้ก่อการ 2475
พระองค์เจ้าอาทิตย์ ผู้สำเร็จราชการฯ ก็ลาออกด้วย ปล่อยให้นายปรีดีที่เคยเป็น
ตัวน่าชิงชังสำหรับรัชกาลที่ 7 กลายเป็นผู้สำเร็จราชการฯ แทน

นายปรีดีปล่อยผู้ที่ถูกจำคุกจากคดีกบฏ 2482 ออกมาทั้งหมด รวมถึงพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ด้วย เพื่อแสดงให้ฝ่ายเจ้าเห็นว่า เขาได้ปรับลดความเป็นศัตรูต่อสถาบันกษัตริย์ลงมาแล้ว โดยทำในนาม
ของในหลวงอานันท์ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงอานันท์
และรัชกาลที่ห้า ในวันที่ 20 กันยายน 2487

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติ จอมพลป.และพรรคพวกถูกจับ และสมาชิกขบวนการเสรีไทยขึ้นกุมอำนาจ นายปรีดีทูลเชิญในหลวงอานันท์กลับประเทศ แล้วขึ้นครองราชย์เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะในเดือนกันยายน 2488 อันเป็นต้นเหตุให้กำเนิด.วิชาแพะ.และความขัดแย้งในสังคมไทยในเวลาต่อมากระทั่งปัจจุบันนี้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”

—“นวมทอง ไพรวัลย์” บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร—

    31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์  ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก่อร่างประวัติศาสตร์ของสามัญชน ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

   สำหรับผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

    คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

     ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน”

ด้านหลังเป็นบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
“อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง
เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล
ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน”

     ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

     นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร
      นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี ‘เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ’ ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี 2475 แต่อย่างใดเลย

—-เนื้อความในจดหมายลา

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า—–

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สถาบันกษัตริย์เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ก่อนจะถึง​ 6​ ตุลาคม2519 อันน่าเศร้าสลด
กรกฎาคม 2518 นายกคึกฤทธิ์เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีน กลุ่มกระทิงแดงเร่งมือโจมตียั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการประท้วงของกรรมกร และบุกลุยกิจกรรม
ของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายโดยที่มีตำรวจยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อนายกคึกฤทธิ์กลับมากล่าวหาว่าตำรวจว่ายุยงส่งเสริมให้มีการใช้กฏหมู่

พอ 19 สิงหาคม 2518ตำรวจนับร้อย
(ที่มีหลายคนเกี่ยวข้องกับกระทิงแดง)
ตอบโต้ด้วยการเดินขบวนไปพังบ้าน
ของนายกฯคึกฤทธิ์ที่ซอยสวนพลู
บุกทำลายข้าวของเเสียหายยับเยิน

วันถัดมา กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านและนวพลเข้าร่วมประท้วงนายกคึกฤทธิ์ โดยใช้รถและอุปกรณ์สื่อสารของตำรวจ

ทั้งนายกคึกฤทธิ์และพลเอกกฤษณ์
ต่างหมดปัญญาจัดการด้วยกลัวจะเกิดผลลุกลามหรือเกิดการรัฐประหารแม้ว่าภูมิพลจะยังนิ่งสงบ แต่โดยท่าทีและความเกี่ยวพันแล้วแสดงให้เห็นว่าภูมิพล​ ไม่สนับสนุนรัฐบาลคึกฤทธิ์ซ้ำยังยึดมั่นกับฝ่ายขวาจัด

พระราชวงศ์ก็ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของทหารและลูกเสือชาวบ้านบ่อยครั้งขึ้น
และไปร่วมพิธีที่จิตตภาวันและค่ายฝึกของกระทิงแดง ย้ายข้างไปอยู่ปีกขวาจัด
โดยเห็นได้จากการแต่งตั้งทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นองคมนตรีเป็นครั้งแรก
ในเดือนมีนาคม 2518 คือ พล.ท. สำราญ แพทยกุล ผู้ช่วยผบ.ทบ.ที่เพิ่งเกษียณอายุ
พ่อของพล.ท.สำราญ เคยรับใช้รัชกาลที่ 6 และภูมิพลทรงรู้จักเขาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ตอนที่พล.ท.สำราญดูแลทหารไทยชุดแรกที่ไปรบในเวียตนาม และได้เขียนรายงานชิ้นสำคัญถึงความจำเป็นในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายในหมู่ชาวเขา
ด้วยวิธีการเชิงสังคมการเมืองกำกับด้วยยุทธการทางทหารที่เฉียบขาดพล.ท.สำราญควบคุมดูแลการต่อสู้
กับผู้ก่อการร้ายในบริเวณชายแดนตะวันตกและภาคเหนือจนถึงปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระราชวงศ์เสด็จบ่อยครั้งภายใต้การอารักขาของกองทัพ
ยุทธวิธีของเขาประกอบด้วยการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับปฏิบัติการค้นหาและทำลายถล่มด้วยระเบิดและกระสุนปืนในช่วง 2516-2517

พล.ท.สำราญเป็นรองประธานรัฐสภา
และทำงานกับกอรมน.ช่วยกำกับดูแลนวพลเป็นงานสำคัญเป็นที่ปรึกษาที่คอยรายงานเรื่องความมั่นคงต่อในหลวงอย่างตรงไปตรงมาจึงทรงเข้าใจปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการก่อการร้าย
แต่ก็กลัวภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ลังเล
ที่จะจัดการกับปัญหาอย่างเฉียบขาด
และทั่วถึงเจ้าหน้าที่กอรมน.รายหนึ่ง
เขียนเกี่ยวกับพล.ท.สำราญว่า หากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงและเด็ดขาด
เขาก็เด็ดเดี่ยวและไม่ยั้งที่จะใช้ความรุนแรงพวกฝ่ายขวาได้เร่งปฏิบัติการ
เข่นฆ่าขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนาผลักดันให้ฝ่ายช้ายยิ่งเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้นเรื่อยๆ

การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบท
อย่างหนักหน่วงรุนแรง ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่บริสุทธิ์เข้าร่วมกับพคท.มากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งภูมิพลหละหลวมกับโครงการพัฒนา
ของหลายโครงการหลวงในบางพื้นที่ยิ่งทำให้ชาวบ้านเริ่มมองออกว่าสถาบันฯเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ข่มเหงรังแกพวกเขาและเข้าใจว่าพวกที่ทำการกวาดล้าง
บุกถล่มหมู่บ้านต่างๆเป็นลูกน้องหรือลูกสมุนของภูมิพล สิริกิติ์และสังวาลย์

ในเมือง พวกนักศึกษาเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอันธพาลการเมือง
หน่วยงานความมั่นคงกับภูมิพล พวกเขามองเหตุการณ์ 14 ตุลาว่าเป็นการเปิดเผยให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับยึดมั่นในอำนาจและการรักษาสถานะของตนไว้เท่านั้น นักเคลื่อนไหวระดับนำคนหนึ่ง
ได้รำลึกในภายหลังว่า ในเหตุการณ์ 14 ตุลานั้น คนในแวดวงของเขาต่างเชื่อโดยสนิทใจว่าภูมิพล​ อยู่ข้างพวกเขาที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

แต่พอถึงต้นปี 2519 จึงเริ่มรู้และเห็นชัดว่ากษัตริย์​ไม่ชอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และที่ได้เรียนรู้คือภูมิพลไม่ได้อยู่เหนือการเมือง ซ้ำยังเป็นผู้เล่นการเมืองอีกคนหนึ่งด้วย

พวกนักศึกษาได้ถกเถียงกันว่าภูมิพล
เป็นพวกเดียวกับพวกเผด็จการขวาจัด
หรือไม่เมื่อก่อนภูมิพล​ มักใช้วิธีลับลวงพรางตีสองหน้าไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน
แต่นักศึกษาเริ่มมองเห็นชัดเจนแล้ว
ว่าภูมิพล​ เป็นพวกเดียวกันกับพวกเผด็จการทหารขวาจัดมาโดยตลอด
และทำให้พวกเขายิ่งเข้าใจการที่สถาบันฯ
ถูกโค่นล้มในปี 2475 และจากนั้นพยายามฟื้นกลับมาสู่อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
จึงเป็นตัวขัดขวางระบอบประชาธิปไตย
มาโดยตลอดเป็นตัวแทนของความล้าหลัง
ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สาธารณะ เพราะจะไม่มีใครเอาด้วย(ซึ่งผิดกับปัจจุบัน)​จึงไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรต่อเรื่องที่ภูมิพล​ สนับสนุนขบวนการขวาพิฆาตซ้าย

ภูมิพลแสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์แต่นักศึกษา​พึ่งเริ่มตาสว่างในปี 2518 เมื่อที่ดินที่วังแบ่งไว้ให้ตรง
สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินเพื่อสร้างอนุสรณ์วีรชน 14 ตุลา เกิดติดขัดหลังการวางศิลาฤกษ์ไปแล้วโดยสังฆราชและนายกฯคึกฤทธิ์ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประกาศว่า ที่ดินผืนนั้นติดสัญญาอยู่กับผู้อื่นอันที่จริงภูมิพล​ นั่นแหละที่เกิดเปลี่ยนใจอนุสรณ์สถานนี้จึงต้องหยุดชะงักไปกว่า 25 ปี

ฟางเส้นสุดท้ายหรือจุดระเบิดที่ทำให้ภูมิพลไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้วก็คือการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในลาว
โดยขบวนการประเทศลาว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 สามวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 48 ชันษา

ภูมิพลและพระราชวงศ์ต่างสะพรึงกลัว
เนื่องจากไทยมองสถาบันกษัตริย์ลาว
เป็นประเทศน้องที่มีประเพณี ประวัติศาสตร์และกระทั่งสายลือดร่วมกัน
การล้มครืนของราชธานีเวียงจันทน์
เป็นตัวเร่งอันสุดท้ายที่ทำให้ภูมิพล
ใช้เผด็จการทหารขวาจัด เพื่อสกัดกั้นภัยจากคอมมิวนิสต์ที่ภูมิพลหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ภูมิพลได้ทรงกอบกู้สถาปนาฐานะของราชวงศ์จักรีในรูปแบบ ของระบอบที่รวมศูนย์อยู่ที่ตนดุจเดียวกับในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิพล​ จึงต้องหาทางป้องกันสถานภาพของพระราชวงศ์ให้มีที่อยู่ที่ยืนเป็นสง่าแห่งแคว้นแดนไทยตลอดไปโดยถือความมั่นคงปลอดภัยของ
พระราชวงศ์เหนือสิ่งอื่นใดเหนือกว่าประชาชน และหลักการในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่ศีลธรรมใดๆ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น