หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

บทความเทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงครบ 89 พรรษา ขอเชิญชวนอ่านบทความเทิดพระเกียรติเรื่องฉลองพระองค์

งามยศงามอ่อนช้อย เคียงกายภูมี
งามล่ำลือโสภี ทั่วหล้า
อาภรณ์ใส่มากมี จากไพร่
ขอท่านอย่าหนีหน้า จ่ายหนี้ปวงชน

เมื่อกล่าวถึงสมเด็จพระพันปีหลวงสิ่งแรกที่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายคิดถึงคือพระพักตร์อันงดงามและฉลองพระองค์หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทันสมัย สมเด็จฯถือเป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในการนำมาซึ่งการสร้างสรรค์และชำระชุดไทยให้เป็นหมวดหมู่ เช่นการจัดประเภทชุดตามแบบ ทั้งชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิตเป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบล้วนแต่มาจากการออกแบบของช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส นายปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain)

โดยในตอนแรกนั้นสมเด็จฯทรงชื่นชอบงานของห้องเสื้อ Christian Dior แต่เมื่อ Christian Diorเสียชีวิต รัฐบาลไทยได้ทูลเกล้าถวายงานของลูกมือของ Christian Dior คือ Yves Saint Laurent ซึ่งในขณะนั้น Yves Saint Laurentถือเป็นช่างเสื้อหนุ่มไฟแรงและเป็นลูกมืออันดับหนึ่งของ Christian Dior แต่สมเด็จฯก็ไม่ทรงโปรดสไตล์งานของ Yves Saint Laurentจึงทรงตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองในการเลือกช่างเสื้อนายบัลแมง

นายบัลแมงได้มาเป็นช่างตัดเสื้อประจำองค์ตั้งแต่ช่วงปี 1960 จวบจนถึงปี 1982 ชุดที่ตัดและออกแบบมีตั้งแต่ชุดในพิธีการไปจนถึงชุดลำลอง เสื้อผ้าเครื่องประดับรวมถึงกระเป๋ารองเท้านายบัลแมงเป็นคนจัดสรรค์ทั้งหมด หากพระองค์ต้องการสิ่งอื่นใดที่นายบัลแมงทำเองไม่ได้เช่นกระเป๋าใส่หมวกหรือกระเป๋าเดินทาง นายบัลแมงก็จะจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น Louis Vuiton ซึ่งมีการสั่งทำเฉพาะพระองค์มีสัญลักษณ์แทนพระองค์สลักอยู่ เป็นต้น โดยชุดที่นายบัลแมงตัดและออกแบบนั้น คาดว่ามีมากกว่า 200 ชุด ทั้งหมดนี้ไม่มีการเผยแพร่แจกแจงรายจ่ายที่รัฐบาลและราชสำนักเป็นผู้จ่ายให้ช่างเสื้อคนนี้แม้แต่รายการเดียว

ปัจจุบันเสื้อผ้าของสมเด็จฯที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้นได้รับเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง โดยเสียค่าเข้าในราคา 80-150 บาทแล้วแต่อายุของผู้เข้าชม

หากมองในแง่ดีฉลองพระองค์คือคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันหาค่ามิได้ ควรค่าแก่การธำรงค์สืบไปให้เราได้ตระหนักถึง “ภาษี” ที่จ่ายอันเป็นการซื้อหน้าตาให้ประเทศ ให้พระองค์ทรงได้มีฉลองพระองค์อันงดงาม ไพร่ฟ้าหน้าใสได้รับอาหารตากันอย่างอิ่มเอมชื่นบานถึงแม้ว่าเราจะอดอยาก ตกงาน ยากจน คุณภาพชีวิตย่ำแย่ สวัสดิการห่วยแตก การศึกษา สาธารณูประโภค และสาธารณะสุขไม่เท่าเทียมทั่วทั้งประเทศก็ตาม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้ากลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวงและองค์กร Thai Rights Now

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุมในสหรัฐอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

Congress shall make no law prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the Government for a redress of grievances.

“รัฐจะต้องไม่ผ่านกฎหมายใดๆ ที่จะลดทอนเสรีภาพในการพูดและการเขียน รวมถึงต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะชุมนุมอย่างสันติ และร้องเรียนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน”

ตาม First amendment ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อันกล่าวถึงสิทธิในการชุมนุมของประชาชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ภายใต้ข้อกำหนดดังนี้

ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการชุมนุมหรือปราศรัยในที่สาธารณะได้ทุกที่ เช่น ถนน ทางเดิน สวนสาธารณะ หน้าอาคารสถานที่ของรัฐ ตราบเท่าที่ไม่กีดขวางหรือปิดกั้นการเข้าถึงสถานที่นั้นๆ

ในสถานที่ส่วนตัว เจ้าของสถานที่สามารถตั้งกฎเกณฑ์ของการชุมนุมเองได้ โดยที่รัฐไม่สามารถปิดกั้น ตราบที่เจ้าของสถานที่อนุญาต

ผู้ต่อต้านการชุมนุมล้วนมีสิทธิแสดงออกทางความคิดเห็นต่างๆเทียบเท่าผู้ชุมนุม โดยตำรวจมีหน้าที่แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่ต้องอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นและรับฟังกันได้

ในที่สาธารณะ ทุกคนมีสิทธิบันทึกภาพ ยกเว้นในสถานที่ส่วนบุคคลซึ่งต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของเจ้าของสถานที่

ต้องขออนุญาตหากการชุมนุมมีจำนวนคนมาก และต้องทำการปิดถนนหรือสถานที่ หรือมีการใช้อุปกรณ์เครื่องเสียง ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องของหัวข้อการประท้วงในการออกใบอนุญาตให้

การออกคำสั่งสลายการชุมนุมถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จะทำ นอกจากว่าการชุมนุมนั้นจะส่อไปอย่างชัดเจนว่าจะกลายเป็นการจราจล มีความตั้งใจขัดขวางการจราจรหรือเริ่มเป็นภัยต่อความปลอดภัยในที่สาธารณะ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจสลายการชุมนุม ต้องเปิดโอกาส
ให้ผู้ชุมนุมถอนตัว ให้เวลามากพอที่จะให้ผู้ชุมนุมสลายเอง พร้อมทั้งต้องเปิดทางออกให้ผู้ชุมนุม

เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิควบคุมตัวผู้ชุมนุมโดยไม่มีข้อกล่าวหา และผู้ชุมนุมเองมีสิทธิบันทึกภาพและรายงานพฤติกรรมอันมิชอบของเจ้าหน้าที่นั้นๆไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถูกจับกุม ผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะไม่ให้ปากคำหรือเซ็นต์เอกสารใดๆ จนกว่าจะพบทนาย รวมถึงมีสิทธิร้องขอการใช้โทรศัพท์ และติดต่อทนาย โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิรับฟัง

เมื่อเริ่มทำการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่มักใช้สเปรย์พริกไทย รวมถึงแก๊สน้ำตาเข้าจับกุมผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่หลังการประกาศของเจ้าหน้าที่


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

อเมริกากับสถานการณ์ COVID-19 หลังวัคซีน

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

บันทึก ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2021 ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสและมีภูมิคุ้มกันโควิดแล้ว (Fully Vaccinated) 151,252,034 คน คิดเป็น 45.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (จากประกาศของ CDC ผู้ได้รับวัคซีนครบโดส จะมีภูมิคุ้มกันหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์)

ผลที่ได้คือ ในหลายรัฐส่วนใหญ่ประกาศเลิกใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะทั้งในร่มและกลางแจ้ง ยังคงกฎการต้องสวมใส่หน้ากากเฉพาะกาลโดยสารรถสาธารณะ,รถไฟและเครื่องบิน รวมถึงตามสถานีรถไฟและสนามบิน แต่กระนั้นรัฐบาลอเมริกาก็กำลังพิจารณายกเลิกการใส่หน้ากากทั้งหมด

โดยคนอเมริกันได้รับวัคซีน 3 ยี่ห้อ คือ Phizer/BioNTech (2 โดส) Moderna (2 โดส) และ Johnson & Johnson/Janssen (1 โดส)

โดยวัคซีนชุดแรกที่นำมาใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ คือ Phizer/BioNTech ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และฉีดให้กับผู้สูงอายุ ผู้ที่ทำงานแถวหน้าที่มีความเสี่ยง ประชาชนทั่วไป และเด็กอายุมากกว่า 12 ปีตามลำดับ

และเมื่อมาดูผลจากการระดมฉีดวัคซีนทั่วอเมริกาพบว่า ปัจจุบัน (as of 26 Jun) มีผู้ติดเชื้อวันละ 6,685 คน ในขณะที่ช่วงระบาดหนักคือ ต้นเดือนมกราคมมีผู้ติดเชื้อวันละ 300,777 คน

และเมื่อมาดูยอดผู้เสียชีวิตพบว่าปัจจุบันอยู่ที่ 126 รายต่อวัน ในขณะที่ช่วงระบาดหนักเสียชีวิตราว 3,930 คน โดยพบว่า 98% ของผู้เสียชีวิตด้วยโควิดในปัจจุบันคือผู้ที่ไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน

ดังนั้นวัคซีนที่ดี คือวัคซีนที่ได้ผลและไม่มีผลกระทบกับร่างกายมนุษย์เมื่อฉีดเข้าไป และวัคซีนที่ดีสามารถนำประเทศกลับสู่สภาวะปกติได้จริง ลดการเสียชีวิตของประชากรได้จริง ลดความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้รัฐบาลสามารถวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้

ในขณะที่ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่กับการปล่อยข่าวปลอมว่า วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่มีอยู่ จะฉีดแล้วรอดหรือตายขึ้นอยู่กับดวง เมื่อระดมฉีดแล้วยังต้องล็อกดาวน์ประเทศ โดยรัฐบาลไม่เคยสนใจความเสี่ยงของแพทย์และความเป็นอยู่หรือสภาวะเศรษฐกิจของประชาชน

ใครบอกว่าการเมืองคือเรื่องไกลตัว วิกฤติโควิดที่กระทบหนักต่อทุกคนทั่วโลกคงคือคำตอบให้ทุกคนได้
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 2ประเภทของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา

ปีการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย แต่ทางเลือกทางการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาดูจะมีทางเลือกตามความต้องการและสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัวมากกว่าประเทศไทย
เด็ก ๆ ที่สหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปเริ่มเข้าโรงเรียนประมาณ 4 ขวบและจบชั้นมัธยมปลายเมื่ออายุ 18 ปี โดยจะเรียนการศึกษานี้ว่า K-12 (เค ทู ทเวลฟ) แต่วิธีการแบ่งชั้นปีของสหรัฐอเมริกานั้นแตกต่างกับประเทศไทยเล็กน้อย โดยโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อนุบาล ประถมและมัธยม
ต่อไปนี้คือปีการศึกษาและอายุของนักเรียนในสหรัฐอเมริกา

(Pre-Kindergartenหรือเตรียมอนุบาล อายุ 4-5 (เรียน1 ปี) ** ไม่เป็นภาคบังคับและไม่ได้รับงบประมาณจากส่วนกลางในรัฐส่วนใหญ่)

  • Kindergarten หรือระดับอนุบาล: อายุ 5-6 ปี -> K (เรียน 1 ปี)
  • Elementary หรือระดับประถมศึกษา: อายุ 6-11 ปี -> Grade 1-5 (เรียน 5 ปี)
    หลังจากElementary ก็จะขึ้นระดับมัธยมศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ Middle School และ High School หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • Middle School หรือระดับมัธยมต้น: อายุ 11-14 ปี -> Grade 6-8 (เรียน 3 ปี)
  • High School หรือมัธยมปลาย: อายุ 14-18 ปี -> Grade 9-12 (เรียน 4 ปี)

ประเภทของโรงเรียนและค่าใช้จ่าย

ตามการคาดการณ์ของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2564 จะมีนักเรียนมากกว่า 58 ล้านคนเมื่อเปิดปีการศึกษา[1] ซึ่งตามการจำแนกประเภทของกระทรวงศึกษา ประเทศสหรัฐอเมริกาจะแบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ให้เลือกตามความสามารถ ระยะทางและความต้องการส่วนบุคคลที่แตกต่างกันได้ ซึ่งโรงเรียน 3 ประเภทดังกล่าวคือ 1. โรงเรียนของรัฐ (Public school) 2. โรงเรียนเอกชน (Private School)และ 3. โฮมสคูล (Homeschooling)[2]

1. โรงเรียนของรัฐ (Public School)

ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2563 มีนักเรียนประมาณ 50.6 ล้านคนเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา[3] โรงเรียนของรัฐเป็นโรงเรียนที่ดำเนินการในระดับรัฐผ่านหน่วยงานการศึกษาได้รับเงินทุนจากรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนประถมและมัธยมของรัฐประมาณ 131,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาและส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเขต ทั้งนี้โดยทั่วไปหลักสูตรของรัฐ ๆ หนึ่งสามารถแตกต่างจากหลักสูตรในรัฐอื่น ๆ ได้[2][4]
โรงเรียนของรัฐแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.1 Traditional Public School หรือโรงเรียนรัฐบาล: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมด ไม่มีค่าบำรุงการศึกษาให้ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม โรงเรียนรัฐบาลได้เงินทุนบางส่วนจากเงินงบประมาณส่วนกลางของรัฐ แต่เงินทุนส่วนใหญ่มาภาษีของผู้อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ครูผู้สอนจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการศึกษาของรัฐ นักเรียนทุกคนมีอิสระที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาของตนโรงเรียนไหนก็ได้[5]
1.2 Public Charter School หรือโรงเรียนในกำกับรัฐบาล: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมดเช่นกัน ต่างกันตรงที่การเข้าเป็นระบบระบบลอตเตอรี(คล้าย ๆ กับการจับฉลากเข้าเรียนในประเทศไทย) ไม่จำกัดพื้นที่เขตการศึกษาเหมือนTraditional Public School ดำเนินการโดยอิสระจากรัฐส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเอกชนหรือองค์กรท้องถิ่น แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในกฎบัตรเพื่อให้ได้เงินทุนจากรัฐ หากไม่ทำตามหรือผิดสัญญาที่มีต่อรัฐ รัฐสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที โรงเรียนประเภทนี้รับเงินจากรัฐตามจำนวนนักเรียนที่เรียน
1.3 Public Magnet Schoolหรือโรงเรียนขยายโอกาส: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมดเช่นกัน ดำเนินการคล้ายTraditional Public School แต่นักเรียนสามารถเรียนนอกเขตพื้นที่การศึกษาของตัวเองได้ ความแตกต่างของ Public Magnet School คือ มักเน้นทักษะเฉพาะเช่น กีฬา คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะและอื่น ๆ เป็นต้น[6][7]

ทำไมผู้ปกครองถึงเลือกโรงเรียนของรัฐ?

  1. เพราะฟรีสำหรับทุกคน
  2. เพราะมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมและสังคมเนื่องจากโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน
  3. เพราะโรงเรียนของรัฐเพิ่มทางเลือกทางการศึกษาให้นักเรียนเนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่า
  4. เพราะนักเรียนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัว
  5. เพราะผู้ปกครองมีสำนึกของความเป็นเจ้าของ(ownership)ในโรงเรียนของรัฐเนื่องจากเป็นผู้จ่ายภาษี (รายได้หลักของโรงเรียน)
  6. เพราะครูมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานเสมอ[8][9]

การแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ

แม้ว่าจะมีการกล่าวในประเทศไทยว่าโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีระเบียบการแต่งกาย แต่จริง ๆ แล้วมี โดยปกติการแต่งกายจะมีอยู่ในคู่มือคำแนะนำของโรงเรียนและในเว็บไซต์ของโรงเรียน บางโรงเรียนจะให้ผู้ปกครองเซ็นรับทราบกฎระเบียบด้วย การแต่งกายในโรงเรียนของรัฐแตกต่างกันไปบางโรงเรียนมีกฎมากกว่าที่อื่น แต่แนวคิดพื้นฐานโดยรวมคือการให้เกียรติและไม่เปิดเผยมากเกินไป
เสื้อผ้าที่มักไม่อนุญาตในโรงเรียนรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา:
รองเท้าแตะ, เสื้อครอปท็อป, เสื้อสายสปาเก็ตตี้, กางเกงยีนส์ขาด, เสื้อยืดที่มีคำที่ไม่เหมาะสมเช่นการเลือกปฏิบัติและคำพูดแสดงความเกลียดชัง โดยปกติอนุญาตให้ใส่เสื้อโปโลได้เว้นแต่จะเป็นสีของโรงเรียนคู่แข่ง
ไม่อนุญาตให้สวมหมวกในห้องเรียนเว้นแต่จะเป็นเรื่องทางศาสนา

2. โรงเรียนเอกชน (Private School)

โรงเรียนเอกชนเป็นธุรกิจส่วนตัวหรือหน่วยงานที่เสนอหรือดำเนินการสอนแบบเต็มเวลาโดยมีเนื้อหาหลักสูตรและโครงสร้างองค์กรมีรูปแบบที่แต่งต่างจากโรงเรียนรัฐบาล[10] แต่อย่างไรก็ตามโรงเรียนเอกชนยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐ เช่น ความปลอดภัยและการบริการด้านสุขภาพของนักเรียน ค่าเล่าเรียนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ชื่อเสียง อัตราการได้เข้ามหาวิทยาลัยและปัจจัยอื่น ๆ ค่าเล่าเรียนสำหรับโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ประมาณ $4,000-60,000 ต่อปี

ทำไมผู้ปกครองถึงเลือกโรงเรียนเอกชน?

  1. เพราะขนาดชั้นเรียนเล็กและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูต่ำ นักเรียนได้รับความสนใจจากครูเป็นรายบุคคลมากขึ้น
  2. เพราะโรงเรียนเอกชนมีทางเลือกในการเรียนเฉพาะบุคคลตามความต้องการของนักเรียนที่ไม่เหมือนกัน
  3. เพราะในขณะที่โรงเรียนของรัฐไม่สอนศาสนา โรงเรียนเอกชนสามารถสอนศาสนาได้ขึ้นอยู่กับปรัชญาของโรงเรียน
  4. เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนส่วนใหญ่ดีกว่า มากกว่า ใหม่กว่า โรงเรียนเอกชนมักชูจุดแข็งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษ[11][12] เช่น ศูนย์หุ่นยนต์เทคโนโลยีชั้นสูง หอประชุมและโรงละครที่ทันสมัย กล้องวงจรปิดทั้งโรงเรียนเป็นต้น

การแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน

เหมือนกับโรงเรียนของรัฐ แต่โรงเรียนเอกชนหลายแห่งจะมีเครื่องแบบนักเรียน โดยส่วนใหญ่จะไม่ใส่ทุกวันแต่จะเป็นการนัดแนะใส่ตามกฎของแต่งละโรงเรียน เช่น สวมใส่เครื่องแบบทุกวันพุธและโอกาสพิเศษ เป็นต้น

3. โฮมสคูล (Homeschooling)

โฮมสคูลเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการศึกษาอยู่กับบ้านโดยมีคำแนะนำจากพ่อแม่หรือชุมชนในการช่วยเรื่องการเรียนการสอน ในบางครั้งชุมชนหรือ community อาจจะมีการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมหรือสอนหนังสือในวิชาที่พ่อแม่ถนัดให้กับเด็ก ๆ เพื่อในเด็กได้รับความรู้และมีสังคม ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนอายุ 5 ถึง 17 ปีเรียนโฮมสคูล ซึ่งคิดเป็นนักเรียน 1.7 ล้านคนในปี 2559[13] ค่าเล่าเรียนในการเรียนอยู่ที่ประมาณ $600-1,800 ต่อปีการศึกษา

การแต่งกายของนักเรียนโฮมสคูล

แต่งอย่างไรก็ได้ตราบที่พ่อแม่ไม่ว่าเพราะส่วนใหญ่เรียนในบ้าน

ทำไมต้องโฮมสคูล?

  1. เพราะการศึกษาของเด็กแต่ละคนสามารถปรับให้เข้ากับความสนใจและรูปแบบการเรียนรู้เฉพาะของตนได้
  2. เพราะเด็กสามารถให้เรียนรู้ในระดับความเร็วของตัวเอง ในที่นี้หมายถึงเด็กบางคนอาจจะเรียนรู้ได้ช้าหรือเร็วกว่าเด็กปกติทั่วไป การเรียนโฮมสคูลจึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีกว่าการส่งลูกไปเรียนกับเด็กคนอื่น ๆ นั่นเอง
  3. เพราะโฮมสคูลส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว
  4. เพราะนักเรียนโฮมสคูลสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษาที่ไม่จำกัด โลกคือห้องเรียนของพวกเขา[14]
  5. พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now
หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาตอนที่ 1

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
เมื่อต้องเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยแล้วถือว่า เป็นคู่มวยที่เปรียบเทียบกันได้ค่อนข้างยาก เพราะประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อเสียงในเรื่องการศึกษาหลักสูตรการศึกษารวมถึงมีมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
ในทางกลับกันประเทศไทยยังต้องปรับปรุงในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะเทียบได้คือ การตั้งงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศเป็นสัดส่วนเปรียบเทียบกับงบทั้งหมดและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ในประเทศสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของรัฐ การศึกษาเป็นภาคบังคับในช่วงอายุเริ่มตั้งแต่ 5 ถึง 8 ขวบและสิ้นสุดที่ระหว่างอายุ 16 ถึง 18 ปีขึ้นอยู่กับรัฐ
เมื่อมองเข้าไปในตัวงบประมาณแล้ว สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนมากกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก
จากข้อมูลค่าใช้จ่ายรายปีต่อนักเรียนในสถาบันการศึกษาในกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับโรงเรียนประถมและมัธยมในสหรัฐอเมริกาในปี 2559–2560 อยู่ที่ 7.39แสนล้านดอลลาร์หรือ 14,439 ดอลลาร์ต่อนักเรียน 1 คนต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นประกอบไปด้วยเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษา ค่าเล่าเรียนของตัวนักเรียนและอุปกรณ์ต่าง ๆ
จากข้อ มูลนี้เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกาขึ้นแท่นเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุดในโลกรองจากลักเซมเบิร์ก ออสเตรียและนอร์เวย์ ตามลำดับและเมื่อมองถึงการจัดสรรงบประมาณในปี 2560 สหรัฐอเมริกาใช้เงิน 3.17%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไปกับการศึกษาและในทางสถิติตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2562 การใช้จ่ายของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นทุกปี
ประเทศไทยในขณะเดียวกันก็ลงทุนด้านการศึกษาอย่างมหาศาลในช่วงปี 2538 ถึงปี 2556 งบเฉลี่ยที่ตั้งให้กระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นอยู่ที่ 20.34% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดโดยต่ำสุดอยู่ที่ 16.22%ในปี 2545 และสูงสุดอยู่ที่ 28.39% ในปี 2543 ทั้งนี้เฉลี่ยจาก 114 ประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 15.00%
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นช่วงหลังรัฐประหาร งบประมาณที่แบ่งให้กระทรวงศึกษาก็ “ลดลงอย่างต่อเนื่อง” แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ ณ ปี 2563 อยู่ที่ราว 5.43 แสนล้านดอลลาร์ แต่งบประมาณที่กระทรวงศึกษาได้ไปในปีเดียวกันคือ 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งงบประมาณด้านการศึกษาที่กระทรวงศึกษาได้รับลดลงอย่างมากจนแตะระดับต่ำสุดใหม่ในปีงบประมาณ 2564 คือ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์เทียบเท่ากับ 2.19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศปี 2019 หรือคิดเป็น 10.9% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด (จากที่เคยมีงบอยู่ที่ประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด)
กระทรวงศึกษาถือเป็นกระทรวงสำคัญที่ได้งบสูงสุดของประเทศเสมอมา แล้วเราอยู่ที่ไหนในการจัดอันดับการศึกษา แล้วเงินทั้งหมดนี้ไปไหน? คำตอบอยู่ในรายงานโดย IMD World Competitiveness Yearbook 2015 เปรียบเทียบประเทศสมาชิก 61 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 48 ในด้านการศึกษา จะเรียกเรื่องนี้ว่าความจริงอันปวดร้าวก็ได้ เพราะนอกจากประเทศไทยจะไม่ได้อยู่อันดับต้น ๆ แล้ว เรายังรั้งท้ายแถมตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอีกด้วย
คำถามสุดท้ายคืองบที่กระทรวงศึกษาได้มาไปอยู่ไหนหมด จากรายงานบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติของประเทศไทยพบว่าประมาณ 80% ของงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายประจำซึ่งส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไปปรับปรุงการศึกษาได้โดยตรง
โดยสรุปคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยและงบประมาณกระทรวงศึกษาในระยะหลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทั้งนี้หากจะพูดให้แฟร์กับทุกฝ่ายสมัยช่วงก่อนรัฐประหารปี2557ประเทศไทยลงทุนโดยใช้งบไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดลงในกระทรวงศึกษา แต่การศึกษาของเราก็ยังไม่ไปไหน มาในวันนี้การตัดงบประมาณลงกึ่งหนึ่งก็อาจจะยิ่งทำให้วิกฤตคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแย่ลง ความคาดหวังของประชาชนผู้เสียภาษีเพื่อลูกหลานจะได้มีการศึกษาที่ดีก็อาจจะยิ่งริบหรี่ยิ่งกว่าเดิม

Reference
1) https://www.infoplease.com/us/education/state-compulsory-school-attendance-laws
2) https://www.cbsnews.com/news/us-education-spending-tops-global-list-study-shows/
3) https://nces.ed.gov/fastfacts/display.asp?id=66#:~:text=Question%3A,constant%202018%E2%80%9319%20dollars).
4) https://www.statista.com/statistics/238733/expenditure-on-education-by-country/
5) https://www.statista.com/statistics/219500/elementary-and-secondary-public-school-expenditures-in-the-us-by-state-prozent-of-gdp/
6] https://educationdata.org/public-education-spending- statistics#:~:text=Federal%2C%20state%2C%20and%20local%20governments,of%20public%20education%20funds%2C%20respectively.
7]https://www.theglobaleconomy.com/Thailand/Education_spending_percent_of_government_spending/ 8] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/886985
9] https://news.thaipbs.or.th/content/285252
10] https://www.cia.gov/the-world-factbook/countries/thailand/
11] “Five challenges to raise competitiveness: IMD”. The Nation. 2015-05-27. Retrieved 27 May 2015. 12] “Thailand Drops in Competitiveness Rankings”. InvestAsian. 2015-06-03. Retrieved 3 June 2015. 13] https://en.wikipedia.org/wiki/International_rankings_of_Thailand#cite_note-45
[14] https://www.the101.world/supakorn-interview/

§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น