หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

“พระ” ในประเทศญี่ปุ่นอาชีพ หน้าที่ สิ่งที่รัก และกฎหมาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ชาวญี่ปุ่นมองศาสนาเป็นเพียงเทศกาลและพิธีกรรม ไม่ได้มีความสำคัญในแง่การนำศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอีกต่อไป มีการสำรวจพบว่าชาวญี่ปุ่นปัจจุบันนับถือศาสนาน้อยลงมากและคำตอบที่มักพบคือ “ฉันเป็นคนไม่มีศาสนา”

การดำรงอยู่ของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่เป็นระบบสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น นั่นหมายความว่าพระต้องแต่งงานและมีลูกเพื่อธำรงไว้ซึ่งวัดของตน (การสืบทอดเปลี่ยนมือได้เมื่อเปลี่ยนเจ้าอาวาสหรือผู้สืบทอดวัดเช่นกัน) ข้อดีของประเทศญี่ปุ่นคือมีการเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางอาชีพรวมถึงการไม่กดดันคาดหวังกับการเป็นปัจเจกชนอย่างพระ พระในมุมมองของคนรุ่นใหม่จึงเป็นเพียงอาชีพที่ใช้เลี้ยงปากท้องไม่ใช่วรรณะ ตัวพระเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ตระหนักรู้ว่าคนเราสามารถสวมใส่บทบาทได้หลากหลายเช่นกัน

แม้ชาวญี่ปุ่นจะยอมรับการมีอยู่ของศาสนารวมถึงให้ความเคารพบุคคลในสายอาชีพต่าง ๆ ในทางกลับกันการยอมรับ LGBTQ+โดยผ่านออกมาเป็นกฎหมายยังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันต่อไป ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเดียวในกลุ่มมหาอำนาจ G7 ที่ไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิ์ให้คนกลุ่มนี้ ความล้าหลังทางกฎหมายนี้ก็ดูจะไม่ต่างกับประเทศสารขัณฑ์เท่าไรนัก ประชาชนเองก็ได้แต่ภาวนาว่าสักวันกฎหมายที่กุมไว้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมจะเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและความหลากหลายของผู้คนในยุคปัจจุบันเสียที เพราะไม่ว่าอย่างไรความจริงก็คือเราทุกคนเป็นคนเท่ากันกฎหมายต่างห่างที่สร้างสิทธิ์ให้คนบางกลุ่มอยู่เหนือคนกลุ่มอื่นแค่นั้นเอง

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/monk-in-japan

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

Systemic Racism คืออะไรทำไมจึงมีความสำคัญ?

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now


ในปี 2020 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเหยียดสีผิวในประเทศสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ การเสียชีวิตของ George Floyd โดยตำรวจเมือง Minneapolis และผลกระทบจากโควิด-19 ต่อชุมชนคนผิวสีและชุมชนละติน กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้ยุติความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมในสังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียมในระบบสาธารณะสุข โดยข้อเรียกร้องนั้นไม่เพียงแค่เป็นการมองที่ตัวเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดหรือแค่การแก้ปัญหาโรคระบาดเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง ซึ่งประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้กล่าวว่าการเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญ

Systemic racism คือการที่นโยบาย ข้อปฏิบัติ และสถาบันต่างๆ ในสังคม ส่งผลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมหยั่งลึกในสังคมต่อคนหมู่น้อย โดยเฉพาะชาวอเมริกันผิวสี นักวิชาการสืบค้นที่มาของคำว่า Systemic racism ซึ่งได้มาจากหนังสือชื่อ “Black Power: The Politics of Liberation” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1967 โดย Kwame Ture หรือที่รู้จักกันในนาม Stokely Carmichael และ Charles V. Hamilton ผู้เขียนตีความประเภทของการเหยียดสีผิวไว้เป็น 2 ประเภท คือ
การเหยียดสีผิวแบบเปิดเผย (Overt racism) คือการแสดงออกซึ่งความเกลียดชังและอคติ อันนำไปสู่การทำร้ายร่างกายหรือกระทั่งเสียชีวิต

การเหยียดสีผิวแบบซ่อนเร้น (Covert racism) คือการแสดงออกถึงการเหยียดสีผิวอย่างไม่เปิดเผย แต่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่น้อยไปกว่าการแสดงออกอย่างเปิดเผย

Systemic racism ยังหมายรวมถึงกระบวนการเหยียดสีผิวเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการให้ความหมายที่มุ่งเน้นไปยังบทบาทขององค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้ภาวะการเลือกปฏิบัตินี้คงอยู่ในสังคมมายาวนาน

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/what-is-systemic-racism-why-important

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ประสบการณ์กู้เรียนจากนักเรียนไทยในอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

*หมายเหตุ : บทความมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักเรียนไทยคนนึงที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เขียนส่งมาให้ Thai Rights Now อาจจะไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกหัวข้อ ตามข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปของแต่ละมหาวิทยาลัยและรัฐ

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวนิดนึงนะ ชื่อพีเรียนอยู่ระดับมหาลัยในสหรัฐอเมริกาและอย่างที่หลายๆคนรู้คือค่าเทอมของอเมริกาแพงมากกกกก

ยกตัวอย่าง มหาลัยรัฐในแต่ละรัฐจะมีค่าเทอมอยู่ที่ 14k-16k ต่อปี แต่ถ้าคุณย้ายมาจากอีกรัฐนึง ค่าเทอมอาจจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัว และถ้าคุณเป็นนักเรียนจากต่างประเทศ ค่าเทอมอาจจะแพงมากขึ้นไปอีก

แล้วคราวนี้ถ้าเงินไม่พอจะทำไง?

ในหลายๆรัฐจะให้เด็กที่เตรียมเข้ามหาวิทยาลัยทำ FAFSA หรือย่อมาจาก Free Application For Student Aid หรือง่ายๆก็คือใบกรอกข้อมูลภาษีที่ผู้ปกครองเราจ่ายต่อปีค่ะ รวมถึงข้อมูลต่างๆเช่นทรัพย์สินและรายได้ของผู้ปกครองเรา

FAFSA จะดูรายได้ของพ่อแม่เรา ภาษีที่เราเสีย และจำนวนคนภายในครอบครัว เพื่อที่จะดูความสามารถในการจ่ายค่าเทอมของเราค่ะ

EFC หรือ Expected Family Contribution คือจำนวนเงินที่รัฐบาลคิดว่าเรามีกำลังในการจ่าย อีกนัยนึง ถ้าเลข EFC เยอะก็จะได้เงินช่วยน้อย ถ้าเลข EFC น้อย ก็จะได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะ

ใครสามารถทำได้บ้าง?

แน่นอนค่ะว่า citizen ของที่นี่สามารถ apply FAFSA ได้ แต่คนที่ถือใบเขียวเองก็สามารถ apply ได้เช่นกัน และจริงๆก็มีคนที่ไม่สามารถ apply ได้เหมือนกันนะคะ ตอนนี้เด็กนักเรียนข้ามเพศยังไม่สามารถ apply FAFSA ได้เนื่องจากเพศปัจจุบันและเพศกำเนิดจะไม่สอดคล้องกัน เด็กที่ undocumented ก็ไม่สามารถสมัคร FAFSA ได้เช่นกันค่ะ

แล้วในกรณีของพีล่ะ?

กรณีของเรา เรามีใบเขียวค่ะ สามารถสมัคร FAFSA ได้ และได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะพอสมควรค่ะ พ่อแม่เราอยู่ไทยแต่ตัวเราอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นก็กรอกข้อมูลของแม่ใน FAFSA ไปค่ะ ส่วนเรื่องรายได้/ภาษีที่จ่าย ก็กรอกเป็นค่าเงินดอลล่าร์ที่เปลี่ยนจากเงินบาทอีกทีค่ะ

ถึงตรงนี้ต้องมีคนถามแน่เลยว่าได้ด้วยหรอ 5555

ได้ค่ะ ทำมาแล้ว ได้เงินเรียบร้อยแล้วด้วย

ถึงจะได้เงินช่วยจากรัฐ แต่ก็ไม่พอค่าเทอมอยู่ดีค่ะ เลยต้องกู้เอา คราวนี้รัฐบาลเมกาอยากให้เด็กกู้อยู่แล้วค่ะ เป็นความประสาทแดกของที่นี่5555 คนที่ได้ EFC เยอะก็จะสามารถกู้จากรัฐบาลได้แค่ตัวเดียวคือ unsubsidized

คราวนี้รัฐบาลมีให้กู้สองตัวคือ subsidized vs unsubsidized
Subsidized = รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยแทนเรา
Unsubsidized = เราต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเอง

ในกรณีของเรา เพราะค่าเงินที่ไทยมันน้อยมาก เราเลยสามารถกู้ของ subsidized มาด้วยได้ (แต่ก็ต้องกู้ unsubsidized ด้วยเพราะก็ยังไม่พอค่าเทอมอยู่ดี55555)

แล้วสรุปพีได้เงินช่วยเท่าไหร่

เบ็ดเสร็จได้เงินช่วยมาทั้งหมด 10k ค่ะ จากตัวรัฐบาลด้วยและตัวมหาลัยด้วย เอาง่ายๆคือEFC ใน FAFSA น้อยก็จะได้เงินช่วยเยอะ ซึ่งเราก็ได้เงินช่วยเยอะมากๆค่ะ แต่นั่นแหละไม่พอ55555 ต้องกู้เพิ่มเอาอีก

กู้เยอะขนาดนี้จ่ายไหวหรอ?

ถ้าพูดตามตรงถ้ากลับไปเรียนที่ไทยคงไม่ต้องกู้เยอะขนาดนี้ค่ะ คงไม่ต้องดิ้นรนอะไรหลายๆอย่างในการเลี้ยงดูตัวเองด้วย แถมได้เจอหน้าเพื่อนๆพ่อแม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันที่นี่ด้วย แต่บอกตรงๆว่าไม่เห็นอนาคตของตัวเองในประเทศไทยค่ะ ไม่อยากจบมาแล้วเงินเดือน 25,000 กับค่าครองชีพที่แพงสลัดในกรุงเทพ ไม่อยากจบมาแล้วต้องมากังวลความปลอดภัย ว่าโทรหาตำรวจจะติดมั้ย เค้าจะช่วยเราได้มั้ย กลับไปเดินเยาวราชแล้วอินแบบเดิมไม่ได้แล้วค่ะ อาหารอร่อยแต่ทางเท้ามีแต่นํ้าขยะเปรอะรองเท้าก็ไม่เอา รัฐบาลไม่เคยมีเงินเยียวยาพอที่จะช่วยอะไรใครได้ ต้องมานั่งกังวลว่า passive income จะพอที่จะดูแลคนในครอบครัวได้มั้ย

กู้มาเยอะมากจริงๆ เยอะจนไม่อยากบอกว่าเท่าไหร่ ท้อ55555

แต่ถ้าให้กู้แล้วทำงานต่อที่นี่ มั่นใจว่ามีอนาคตที่ดีกว่าเรียนจบที่ไทยค่ะ ไม่ได้ชอบการศึกษาของที่นี่ขนาดนั้น คิดว่าระบบการศึกษาของเมกาก็ควรได้รับการปฏิรูปเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าต้องไปเรียนที่ไทยอีก อกแตกตายแน่ค่ะ ไม่ก็ไปม็อบแล้วไม่ได้กลับบ้าน อาจจะโดนจับขัง สุดท้ายก็อยากอยู่ในประเทศที่เรามั่นใจว่ามีความปลอดภัยอะค่ะ ว่าเรามีสิทธิมีเสียงในการพูดแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ประเทศที่คนหลายคนยังมองเห็นความสำคัญของตระกูลๆนึง มากกว่าครอบครัวอีกเป็นหมื่นที่อาจจะสูญเสียอะไรหลายๆอย่างไป

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับเด็กไทยที่อยู่อเมริกาที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ส่วนเด็กไทยที่ยังเรียนอยู่ที่ไทย เราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกเรื่องเลยค่ะ อยากบอกว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน แต่เข้าใจดีเหลือเกินว่าหลายๆคนไม่มี safety net ไว้รองรับ เด็กหลายๆคนเลยไม่ไหวไม่ได้ ถ้าต้องสู้ ก็ขอให้หนทางของคุณไม่ลำบากจนเกินไปนะคะ

แล้ววันนึง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ถ้าเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 95 พรรษาและทรงเป็นพระประมุขของ 16 ประเทศ 53 รัฐสมาชิกในเครือจักรภพ ด้วยทรงมีความสำคัญต่อนานาประเทศในปกครองของพระองค์และทรงชราภาพมากแล้วจึงทำให้มีการวางแผนและข้อกำหนดเมื่อทรงเสด็จสวรรคตซึ่งโค้ดของการเสด็จสวรรคตนี้เรียกว่า Operation London Bridge โดยแบ่งออกเป็นช่วงแรกและช่วงหลัง ในช่วงแรกก็มีการแบ่งย่อยเป็น 13 วัน นับตั้งแต่วันที่เสด็จสวรรคต แบ่งเป็น D-Day, D+1ไปจนถึง D+12 (Dในที่นี้ย่อมาจาก Day หมายถึงวันที่เสด็จสวรรคต +1 ไปจนถึง +12 วัน หมายถึงจำนวนวันหลังเสด็จสวรรคต) และช่วงหลังคือภายใน 1 ปีหลังเสด็จสวรรคต ซึ่งสามารถแจกแจงได้ดังนี้

**หมายเหตุ หมายการกำหนดการทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแผนเบื้องต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

–ช่วงแรก–

D-Day หรือ Day 0: วันเสด็จสวรรคต เลขาส่วนพระองค์ Sir Edward Young จะโทรหานายกรัฐมนตรีอังกฤษผ่านทางโทรศัพท์(Secured line) โดยใช้โค้ดว่า London Bridge Is Down หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีอังกฤษจะแจ้งไปที่ผู้ปกครองประเทศในเครือจักรภพทั้งหมดด้วยโค้ดเดียวกัน เมื่อแจ้งให้ทุกประเทศรับรู้แล้วจึงการแจ้งให้สำนักข่าวหลักอย่าง BBC วิทยุ หนังสือพิมพ์ นักข่าวเปลี่ยนชุดเป็นสีดำ(มีการจัดเตรียมชุดดำไว้เสมอในสตูดิโอ อีกทั้งผู้สื่อข่าวจะมีการซักซ้อมต่อเหตุการณ์นี้ด้วย) สีของช่องข่าวเปลี่ยนเป็นสีดำ ในขณะเดียวกันก็จะมีการปิดพระราชวังบัคกิ้งแฮมติดป้ายดำเป็นตราสัญลักษณ์ของพระราชวังซึ่งคาดว่าจะมีข้อความสีขาวว่า “The  Announcement we don’t want to make” ลดธงครึ่งเสา และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะปรากฎตัวต่อสาธารณะชนและแจ้งข่าวและประกาศพระองค์จะเป็นกษัตริย์
ในกรณีที่เสด็จสวรรคตต่างประเทศหรือที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลอนดอนจะมีการเครื่องย้ายพระศพกลับลอนดอนในทันที

D+1 ถึง D+4: 
มีการประกาศจำนวนวันของการไว้ทุกข์และให้ลดธงตามจำนวนวัน (คาดการณ์ว่าจะลดธงเพียงวันเดียวเนื่องจากวันที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์ต้องยกธงขึ้นสู่ยอดเสา)
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์และเลือกพระนามของพระองค์ในการครองราชย์ (ซึ่งมีการคาดการว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะไม่เลือกพระนาม King Charles III เนื่องจากในรัชสมัยของ King Charles I และ King Charles II เกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมืองขึ้น ชื่อ King Charles จึงดูเป็นชื่อที่ไม่ค่อยเป็นมงคลต่ออังกฤษเท่าไหร่นัก)
ยิงปืนใหญ่
ปิด Westminster Hall เพื่อทำความสะอาด ตกแต่ง เพื่อเตรียมพิธีการ
สำนักข่าวหลักอย่างBBC ฉายพระราชกรณียกิจ ทั้งนี้ช่องรายการข่าวอื่น ๆ สามารถฉายรายการอื่น ๆ ได้ตามสมควร
อนุญาตให้ประชาชนวางดอกไม้นอกพระราชวัง
ร้านค้าปิดให้บริการแล้วแต่สมัครใจ
ตลาดหุ้นหยุดซื้อขาย 1 วัน

Day+4:
เคลื่อนย้ายพระศพพร้อมสัญลักษณ์ประจำประองค์ (ลูกโลกประดับกางเขน คฑา และมงกุฎ) สู่ Westminster Hall เมื่อพระศพถึง Westminster Hall ระฆังBig Ben จะดังขึ้นเพื่อแจ้งประชาชน อาจมีการอนุญาตให้ประชาเข้าไปวางดอกไม้ต่อหน้าพระศพ

Day+9: มีการทำความสะอาดสัญลักษณ์ประจำประองค์ทั้งสาม มีการห่อลูกระฆัง Big Ben ด้วยหนังเพื่อให้เสียงของระฆังทุ้มขึ้น

Day+10-12: จัดพิธีพระราชบรมศพ ธนาคาร ตลาดหุ้น และสถานที่ราชการหยุดทำการ

Day+12:
เคลื่อนย้ายพระศพไปที่ Westminster Abbey ก่อน 11 นาฬิกา
ทำพิธีพระศพของคนในครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 2,000 คน นักข่าวรอด้านนอก คาดว่าจะไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดสดจากภายในพระราชพิธี
เคลื่อนย้ายพระศพออกด้วยรถม้าแบบที่เคลื่อนย้ายพระศพของพระบิดาไปที่พระราชวังWinsor
ทั้งนี้สื่อต่าง ๆ ยังคงคาดเดาสถานที่สถานที่ฝังศพของพระราชินีนาถฯว่าจะเป็นส่วนไหนของวัง ระหว่าง Royal Vault ตามพระสวามีเจ้าชายฟิลิป หรือจะเป็นที่ King George VI Memorial Chapel  l ตามพระบิดาและพระขนิษฐา

–ช่วงหลัง–

ภายใน 1 ปีหลังสิ้นพระชนม์จะมีการประกาศและเปลี่ยนแปลงดังนี้
สถาปนาเจ้าชายวิลเลี่ยมขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารหรือผู้สืบราชบัลลังก์อันดับที่ 2 ต่อจากพระบิดา และเจ้าชายจอร์จเป็นพระราชทายาทอันดับที่ 3
เปลี่ยนรูปบนธนาบัตร ดวงตราไปรษณียากร หนังสือเดินทาง ชุดข้าราชการทหารตำรวจที่มีตราสัญลักษณ์พระราชินีนาถฯ ให้เป็นรูปและตราสัญลักษณ์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
เปลี่ยนชื่อเพลงชาติและเนื้อร้องจาก God Save The Queen เป็น God Save The King

ทั้งนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตเมื่อไหร่ หมายกำหนดการณ์และกำหนดการต่าง ๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ตามสมัยและตามสถานการณ์อย่างเช่นงานพระศพอันเรียบง่ายและรวดเร็วของเจ้าชายฟิลิปในช่วงโควิดที่ผ่านมา และหากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์ความท้าทายของการเป็นประมุขไม่ได้มีต่อพระองค์เท่านั้นแต่หากเป็นทั้งเครืองจักรภพเมื่อเทียบระดับความนิยมของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในปัจจุบันก็ถือว่ายังห่างชั้นกับสมเด็จพระชนนีอยู่มาก การจะได้มาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาในเวลานี้ของเจ้าฟ้าชายฯดูละเลือนลางเต็มทน ภายใต้การเป็นประมุขของพระราชินีนาถฯ “ความเกรงใจและกลุ่มอนุรักษ์นิยม” ยังมีให้เห็น แต่ในระยะหลังเราเองก็จะเห็นความพยายามผลักดันให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเด่นชัดขึ้น(ตัวอย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่พระราชพิธีที่น่าสนใจ แต่ยังคงมีประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมให้เราได้ติดตามดูกันไปยาว ๆ แน่นอน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การชุมนุม The Moments of SILENCE (แด่การจากไปของคนเดือนตุลา) ณ เมือง ชิคาโก รัฐอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา

“การสังหารหมู่ 6 ตุลา” 45 ปี กับคำตอบที่ว่าทำไมสังคมไทยเรียกเหตุการณ์เพียงแค่ “6 ตุลา” !!!! (ฉบับ ย่อมากๆๆ)

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 กลุ่มตำรวจและลูกเสือชาวบ้านได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมอย่างสงบของกลุ่มคนนับหลายพันเพื่อประชาธิปไตย เวลา 5.30 น มีการยิงระเบิดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว มีคนตายทันที 4 คนและบาดเจ็บนับสิบ แต่ระเบิดลูกนั้นถือเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉากของเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” 7.30 น หลังจากที่มีคนขับรถประจำทางพุ่งชนประตูรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจได้นำทางให้ทหาร(พร้อมอุปกรณ์การรบครบมือ) และลูกเสือชาวบ้านเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัย กระสุนพุ่งสาดใส่ประชาชนเหมือนฝนที่ตกลงมาจากฟ้า “เป็นวิถีกระสุนตรง” และประชาชนก็เริ่มเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆตามมา แต่บางคนโชคไม่ดีนักที่ไม่ได้ตายลงทันทีแต่กลับต้องมาเผชิญความโหดร้ายป่าเถื่อน โดยตามสื่อต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย และวิดีโอออกมาถึงการใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนมือเปล่าอันเกินมนุษย์มนาของเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนโดนแขวนคอ บางคนโดนข่มขืน บางคนโดยไล่ฆ่าเอาชีวิต บางศพโดนลากไปมาทั่วสนามฟุตบอลเพื่อความสะใจ แต่สิ่งที่น่าอดสูใจที่หนักไปมากกว่าการมีคนเสียชีวิตคือ การที่คนมองดูอยู่รอบข้าง แล้วรู้สึกสะใจมีความสุขกับการสังหารในครั้งนั้น 5 ชั่วโมงหลังจากการเริ่มยิงระเบิดลูกแรก ในที่สุดพวกเขาก็หยุดยิงใส่พวกเรา แต่กระบวนการการสังหารประชาชนยังไม่ได้หยุดลงตาม ตำรวจควบคุมกลุ่มประชาชนที่รอดชีวิตบังคับให้พวกเค้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว นอนลงกับพื้นประจันหน้ากับศพเพื่อนรวมอุดมการณ์ของพวกเขา อ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 46 คน บางเจ็บนับร้อย 4000 คนโดนจับกลุ่ม และ ส่วนคนที่สูญหายไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายงานดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่เราควรเริ่มบทสนทนาในสังคมไม่เพียงแต่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง แต่อีกสิ่งที่เราควรพูดถึงในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ คือ “อะไรที่เราไม่ได้พูดถึง” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความมั่นคงของชาติมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น และในขนาดเดียวกัน “the state’s power” ก็มีอิทธิพลครอบคลุมต่อท่าทีในการแสดงออก และเสรีภาพของประชาชน ในทางเดียวกันเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อการควบคุมและการทำความเข้าในต่อเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่พยายามจะพูดถึงความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจถูกตกเป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม

จากวันนั้นถึงวันนี้ 45 ปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีแม้แต่การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแม้แต่คดีเดียว จะมีบ้างก็เพียงแต่บทสนทนาทางแวดวงวิชาการ ในฐานะผู้เขียน (ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว) มีความรู้สึกว่ารัฐไทยมีความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ประชาชน ลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไปซะ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ลืม หรือ ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกที่จะลืมมันไปเอง เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นมันตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์มนาครั้งนี้เพียงแค่ “6 ตุลา” แทนที่จะเป็น “การสังหารหมู่ 6 ตุลา”

แต่ลองมานั่งคิดถึงความสมเหตุสมผลจะเป็นไปได้ยังไงที่เพียงแค่อำนาจรัฐจะมีอิทธิพล ในการตัดต่อดัดแปลงความคิดความเข้าใจ เพื่อทำให้สังคมลืมสิ่งที่เกืดขึ้นในวันนั้น หรือจริงๆแล้วมันมีการสมยอมกันทางอำนาจ มีการให้ใบอนุญาต “ในการฆ่า” จากกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น? คำถามคือถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของถนอมเพียงคนเดียว ทำไม 45 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วทำไมคนที่จะะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นถึงมีความเสี่ยงที่จะติดคุกจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112?

ตามที่มีบันทึกเอกสารต่างๆปรากฎ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การสังหารหมู่ ของวันที่ 6 ตุลา 2519 นั้นมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง เพราะยังคงมีคำถามมากมายในใจของประชาชนท่ามกลางความเงียบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่ดูเหมือนจะใหญ่และคาใจประชาชนคนไทยมากที่สุดคือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น. มีข้อสังเกตหลายอย่างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีส่วนเกี่ยวกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่หลายๆคนอาจเห็นตามสื่อต่างก่อนหน้านั้นว่า สมาชิกราชวงศ์ในช่วงนั้นต่างมีบทบาทในการแสดงออกในการเลือกข้างทางฝ่ายขวาเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตามมา

  1. กษัตริย์ภูมิพล และ ราชินีสิริกิต์ได้ไปเดินทางไปวัดบวรนิเวศน์ หลังจากที่ถนอมได้บวชที่วัดนั้นเพียง 2 วัน (แม้ว่าจะไม่ได้ไปเยี่ยมถนอมโดยตรง)
  2. ราชินีสิริกิตได้แสดงความกังวลใจของเธอออกมาในการที่บอกว่า มีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้เดียงสา พยายามที่จะทำลายศาสนาพุทธ (ทั้งๆที่กลุ่มคนเหล่านั้น แค่ไม่พอใจในตัวถนอม ที่ไปบวชวัดนั้น) อีกทั้งราชินีสิริกิต ยังมีการบอกให้ประชาชนอีกส่วนให้ออกมาปกป้องศาสนาพุทธอีกด้วย
  3. เจ้าหญิงสิรินธร และ เจ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สังหารหมู่ พร้อมกล่าวชื่นชมที่พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อชาติ

จากการกระทำทั้งหมดของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย จึงเกิดคำถามที่ว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งนี้ขึ้นหรือไม่?” (Cole, 1976) ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่สมาชิกราชวงศ์ทำ, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสร้างที่ทำให้ความเงียบงันต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในสังคมไทยขึ้น

จากตุลา 2519 สู่ ตุลา 2564, 45 ปีแห่งการสังหารหมู่อันโหดร้ายทารุณ สิ่งที่ยังคงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากวันนั้นสู่วันนี้คือ “วัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล” นับร้อยชีวิตที่สูญเสีย นับร้อยชีวิตที่สาบสูญ นับร้อยชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งล่าสุดคือ กรณีผู้ต้องหาโจ้ (อดีตผู้กำกับ) ที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัวซ้อมทรมาน ผู้ต้องสงสัยคดีค้ายาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตระหว่างการสอบสวน แม้ว่าคดีจะผ่านไปเป็นเดือนแล้วแต่ดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า และเป็นไปได้อย่างสูงที่จะจบลงด้วย “คนทำผิด ไม่ได้รับผิด” นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นล้มเหลวต่อการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการโดนรัฐเอาเปรียบแม้ว่าประชาชนอย่างเราจะรู้สึกสึกทรมานกับเหตุการณ์ต่างๆแค่ไหน สิ่งเดียวที่รัฐไทยต้องการให้เราทำคือ อยู่ท่ามกลางความเงียบ และบังคับให้เราลืมๆมันไปสะ

วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ถึงคนที่จากไป, เพื่อเยียวยาให้แด่คนที่ยังมีชีวิตอยู่, เพื่อประนามวัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล ที่มีอย่างยาวนานในสังคมไทย, เพื่อเรียกร้องการขอโทษสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะจากใครตามที่มีส่วนเกิดเกี่ยวข้องกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเรายังคงจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” สักวันเราจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา


The early morning of October 6, 1976, police and village scout groups surrounded Thammasat University, where thousands of people had gathered peacefully protesting for democracy. At 5.30 am a bomb was fired into the crowd; 4 people died instantly, dozens were injured. The bomb was the signal of the beginning of the October 6 Massacre. At 7.30 am right after a bus smashed the university gate, the police led the full army of soldiers and village scouts into the campus. The rain of the bullet fire attack came at the same time. Once they got in there “ALL SHOOTING WAS DIRECTED” more people were dying. Some did not get lucky enough to die suddenly. Hundreds of photos, news, and VDOs showed incredible violences to defenseless people; some were hanged, some were raped at the scene, some were chased down, and some were dragged around the soccer field etc. Another tragedy that actually happened on that day was not about physical violence. But it was all about ignorance and/or many spectators who were there, which clearly enjoyed the mass killing massacre on that day (see the picture). Five hours later, before they stopped shooting people but the massacre was not. The police rounded up the rest of survivor protesters into the soccer field and ordered them to take their shirts off and lie down on the ground facing the dead bodies. And get them arrested one by one. According to the police report, 46 people were dead, hundreds were wounded, those who missing were not reported and up to four thousands were arrested.

But today, we are not going to talk about just what happened? Another important thing about the October 6 massacre is “what is unsaid” from it? It cannot be denied that National security has always been a higher priority for the state than anything. The state’s power has always overridden the freedom of expression and freedom of assembly of the people. There are political conditions that have effectively shaped and altered how we remember certain events. For those who speak the truth about the massacre would be subjected to the draconian lèse majesté law, a severe punishment without justice. From day one (October 6, 1976) until today, for 45 years after the mass massacre “there is NO official investigation has been undertaken” As we clearly see, the Thai State tries so hard to force us to forget about it either by authority (being silenced) or voluntority (being silent). Those conditions “state’s propaganda” those factors above are reasons why we call this bloody event only “October 6” rather than “The October 6, mass massacre at Thammasat University”. Moreover, how could the government manipulate millions of memories to forget about it even if somehow it happened to your neighbors who live under the same roof? Were there any authority or given legitimacy “TO KILL” from other political institutions behind the mass massacre? If not why there is no official investigation and why do people who speak are being threatened to get arrested from lèse majesté law section 112

Based on many documentary records; the mass massacre needs to be investigated, because there are many questions still remaining in the silent atmosphere. The biggest elephant in the room and the most troublesome question for Thai society is the role of the Royal Family in the political spectrum. The Thai Royal Family has been linked to the mass massacre, as you can see from the gallery that every single member of the royal family was active in the mobilizations of the right wing’s order which included (Military and Village Scouts). For example 1) King Bhumibol, Queen Sirikit, The Crown Prince went to visit someone at the same temple after Tanom had returned two days later. 2) Queen Sirikit relayed her concern that vicious people were attempting to destroy Buddhism, thus the queen urged people to help protect the temple, and thereby Buddhism, which impliable to protect Tanom as well. 3) Princess Sirindhorn and Princess Jurapolwarailuk went to visit the injured police officer and praising them for their sacrifice to the country.Those facts about actions and inaction by the royal family raise the question that “Were they a part of the atrocity?” (Cole, 1976). Moreover Paul Hendley made a detailed implication of the palace in the buildup of the right-wing movement and in the situation that led to the massacre and the coup. All in all, those factors of what happened, what they did, and lèse majesté law contributed to the Moments of SILENCE in Thailand.

From October 1976 to October 2021, 45 years of merciless massacre, what is left in Thailand is the Impunity system. Hundreds of death, hundreds of missing, hundreds of injustice; That’s still going on in Thailand. Another impunity case that just happened is “Chief Thitisan or Joo” A Thai police chief accused of torturing and killing a suspected drug dealer while in custody. And yet again, the Thai government failed to ensure accountability for even the most ghastly state abuses against people. Even how miserable we feel; the only thing that the Thai state wants us to do is keeping our mouths shut about unjust events. Today we gather to revive the memories of survivors of the October 6th massacre, to condemn the long history of impunity in Thailand, to demand public apology from whoever that were involved in this inhuman slaughter. and as long as we remember, one day, justice will be served here, right in our hands.

อ้างอิง หนังสือ The Moments of SILECE ของ อ. ธงชัยวินิฉัยกุล https://www.amazon.com/Moments-Silence-Unforgetting-October-Massacre/dp/0824882334/ref=sr_1_2?dchild=1&keywords=the+moments+of+silence&qid=1633304020&sr=8-2

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การเปลื้องผ้าประท้วงเสรีภาพหรือความน่าอาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การเปลื้องผ้าประท้วง (nudity protest) เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันหนึ่งของการจัดการประท้วงและจัดเป็นลูกเล่นที่ใช้ในการดึงความสนใจของผู้คนและสื่อ มีการจัดการเปลื้องผ้าประท้วงในหลายๆ เหตุการณ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ถึงสิทธิของสัตว์เพื่อให้เลิกใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า การรณรงค์สิทธิสตรีและกลุ่ม LGBTQ การประท้วงต่อต้านอุตสาหกรรมแฟชั่น การประท้วงต่อต้านสงคราม หรืออย่างล่าสุดในประเทศไทย การต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากรัฐโดยผู้หญิงสูงวัยที่รู้จักกันในนามว่า “ป้าเป้า”

ย้อนกลับไปยังปี 1903 ในแคนาดา การประท้วงของกลุ่ม Spiritual Christian Freedomites กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงทั้งชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ของผู้อพยพในยุคนั้น นับเป็นภาพการเปลื้องผ้าประท้วงภาพแรกที่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก

ธันวาคมปี 2011 ปรากฏภาพผู้ประท้วงนับร้อยคนเปลื้องผ้ากลางย่านธุรกิจของเมือง Madrid ประเทศ Spain โดยผู้ประท้วงนอนทับกัน มีการใช้สีแดง สาดใส่ร่างกายแทนเลือด ภายใต้การประท้วงชื่อว่า “How many lives for a coat” หรือ “กี่ชีวิตที่ใช้ทำเสื้อโค้ต” เพื่อต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อใช้ขนสัตว์ผลิตเสื้อผ้า

ในเดือนกรกฎาคม 2020 ในช่วงการประท้วง Black Live Matter ที่เมือง Portland รัฐ Oregon ได้ปรากฏภาพดังที่สื่อ บันทึกและเรียกกันว่า “ Naked Athena” เป็นภาพของหญิงสาวสวมเพียงหมวกไหมพรมและหน้ากากอนามัยปิดหน้า นั่งลงกับพื้นและกางขาทั้งสองข้างออกจากกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าใดๆ ปกปิดร่างกาย หันประจันหน้าไปทางตำรวจสลายฝูงชนที่เตรียมเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง หญิงสาวนิรนามนั่งโพสต์ท่าแบบนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ ราว 10 นาที และเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยกเลิกการจัดการฝูงชน สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ

จริงอยู่ว่าการเปลื้องผ้าประท้วง นำมาซึ่งการถกเถียงทั้งเรื่องความน่าสนใจและน่าอับอายในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้นอกจากการสร้างเทคนิคให้เป็นที่สนใจแล้ว ยังจัดได้ว่า การเปลื้องผ้าไร้ซึ่งสิ่งใดๆ ปกปิดร่างกาย แสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ที่ควรมีสิทธิ์ในการแสดงออกและเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ มนุษย์ที่รักสงบและต่อต้านการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และในท้ายที่สุด มนุษย์ที่ล้วนมีความเท่าเทียม เมื่อไร้ซึ่งพันธการใดๆ ในร่างกายแล้ว ทุกคนล้วนคือคนหนึ่งคน ที่ควรจะมีสิทธิ์ มีเสียงที่เท่ากัน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ความกตัญญูกับดักทางสังคมที่โยนภาระทั้งหมดมาให้ประชาชน

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

คนไทยหลายคนคงเคยถูกสั่งสอนและปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ในเรื่องของ “ความกตัญญู” โดยสิ่งที่แสดงถึงความความกตัญญูในสังคมไทยนี้แบบหากเราลองมองเปรียบเทียบในระนาบของสังคมโลก การเชิดชู “ความกตัญญู” ของรัฐไทย อย่างเกินความจำเป็นนั้น สามารถตีความได้ถึงการผลักดันความรับผิดชอบ ต่อประชาชนวัยเกษียณ ให้แก่ประชาชนกันเองในระดับครอบครัว แม้ว่าจริงๆแล้วควรเป็นหน้าที่ของรัฐในการดูแลเรื่องดังกล่าว

อ้างอิงจาก “การคัดเลือกลูกที่มีความกตัญญ อย่างสูงต่อแม่ในปี 2564 ของสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มีเกณฑ์การวัดระดับความกตัญญ อยู่ 5 ประการได้แก่

1 ให้การดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดู และปฏิบัติ ต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ
2 ช่วยเหลือภารกิจและการงานของ(แม่, พ่อ)
3 ประพฤติตนตามคำสั่งสอนของ(แม่, พ่อ)
4 ดารงตนอยู่ในศีลธรรมและเชิดชูวงศ์ตระกูล
5 บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์และเป็นที่ยอมรับของสังคม

จากเกณฑ์วัดข้อที่ 1 คำถามคือ ทำไมการดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูและปฏิบัติต่อ (แม่, พ่อ) เป็นอย่างดีและสม่่ำเสมอ ต้องเป็นหน้าที่ของลูกกตัญญู เรื่องของความกตัญญู ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันควรเป็นสิ่งที่ extra ในแต่ละครอบครัวจะได้รับมาก หรือน้อยต่างกันไปในแต่ละครอบครัว ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ชีวิตวัยเกษียณของประชาชนทุกคนควรได้รบการดูแลอย่างดีจากสวัสดิการของรัฐ โดยที่ลูกหลานไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของคนพ่อแม่ บุพการี วัยเกษียณ ไม่มีความจำเป็น เพราะติดกับดักกับคำว่า “ลูกกตัญญู”

ด้วยความที่รัฐไทยสร้างโฆษณาชวนเชื่อ ในนิทานเรื่อง “ความกตัญญู” สำเร็จหยั่งลึกลงไปถึงความคิดทางสังคมได้แล้ว จึงไม่แปลกที่คนไทยจะมีตรรกะประหลาดๆ เกี่ยวกับการมีลูก ไม่ว่าจะเป็น “รีบๆมีลูกไว้ใช้งาน” “ถ้าไม่มีลูกแก่ตัวไปใครจะเลี้ยงดู” โดยที่ไม่ได้มีการตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐว่า ทำไมไม่มีอะไรมาการันตีว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนวัยเกษียณทุกคน จะมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ผลักภาระไปให้ประชาชนดูแลกันเอง? และได้รับเงินคนชรา สูงสุดเพียงแค่ 1,000 บาท ต่อเดือน

http://www.ncswt.or.th/news64/thai/ลูก%2064/ประกาศคัดเลือกลูกกตัญญู.pdf
https://www.prachachat.net/general/news-601039
§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การปิดกั้นสื่อเครื่องมือของเผด็จการ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การปิดกั้นสื่อดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการกุมอำนาจทางการเมืองของผู้นำเผด็จการที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี (Illiberal Democracy)

เมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจได้ยินข่าวที่ทางการจีนประกาศห้ามสำนักข่าว BBC ออกอากาศในจีน การแบนเกิดขึ้นหลังจากที่ Ofcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษได้ถอนใบอนุญาตของ China Global Television Network (CGTN) หลังจากพบว่า CGTN ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ BBC ได้นำเสนอข่าวต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพพจน์ของจีนเสื่อมเสีย ซึ่งรวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และล่าสุด การกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยในรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ BBC ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของหญิงชาวอุยกูร์หลายรายที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และทรมานในค่าย “re-education” ของจีนในซินเจียง (1)

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด รัฐบาลจีนออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหา และต้านว่ารายงานเหล่านั้นเป็นความเท็จที่ไม่มีมูล การระงับการออกอากาศของ BBC ในจีนถูกให้เหตุผลว่า BBC ละเมิดข้อกำหนดที่ว่าข่าวควรเป็นความจริงและยุติธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน

ในเมียนมาร์ก็เช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการริดรอนเสรีภาพของสื่อโดยเผด็จการทหาร หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับกุมผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของชาวเมียนมาร์ ประชาชนเกือบทั่วประเทศได้ลุกฮือออกมาต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยการปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ทเป็นระยะ การบล็อกเฟสบุ๊ค รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุม การบล็อกเว็บไซต์ของช่องข่าวของเมียนมาร์ 30 แห่ง รวบถึงเว็บไซต์ด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ทางการจับกุมใครก็ตาม รวมถึงนักข่าว ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยมีโทษจำคุกได้ถึงสามปี

อาจไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อเราได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน หรือท่ามกลางการทำรัฐประหาร เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ แต่การปิดกั้นสื่อในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกยอมรับ

ตามดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 140 จาก 180 ประเทศ  ซึ่งต่ำลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 59 ในดัชนีปี 2547 นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้ล่าเสรีภาพสื่อมวลชน” (Predators of Press Freedom) เคียงบ่าเผด็จการระดับโลกอื่น ๆ เช่น คิม จองอึน, สี จิ้นผิง และ วลาดิเมียร์ ปูติน บนเว็บไซต์ขององค์กร Reporters without Borders (RSF) (2)

ทางการไทยได้จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แม้ว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการคุ้มครองสื่อมวลชน” ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ใน มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 — อย่างเห็นได้ชัด หนังสือและสื่อนับไม่ถ้วนถูกแบน และผู้เขียนถูกลงโทษหรือจับกุม

ตัวอย่างแรกของการปิดกั้นสื่ออย่างไม่เป็นธรรม คือการแบนหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นชีวประวัติเชิงตีความของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนโดย Paul Handley อดีตนักข่าวประจำการณ์ในกรุงเทพฯ หนังสือถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและวางจำหน่ายในปี 2549 อย่างไรก็ตามทางการไทยสั่งห้ามขายหรือเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ก่อนการตีพิมพ์เสียอีก ต่อมาเนื้อหาบางส่วนของหนังสือได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและโพสต์บนอินเตอร์เน็ทโดย Joe Gordon ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเหตุการณ์ที่แสดงถึงการริดรอนเสรีภาพของสื่ออย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือเหตุการณ์หลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 โดยผู้นำทหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลานั้นสื่อโทรทัศน์ 14 ช่องถูกสั่งหยุดออกอากาศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับคำเตือนว่าอย่าเผยแพร่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังได้ถูกสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ล่วงละเมิดสามารถถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด (3)

จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสื่อหลายแขนงถูกปิดกั้นโดยผู้นำเผด็จการ เพียงเพราะสื่อเหล่านั้นเผยแพร่ความจริงด้านลบที่รัฐบาลเผด็จการรับไม่ได้ รัฐบาลจึงใช้วิธี “ปิดหูปิดตาประชาชน” เพื่อนำมาซึ่งความสงบและประโยชน์ในการสืบสานอำนาจของตนอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งวิธีการกดทับเช่นนี้ไม่ใช่หนทางการแก้ไขที่ถูกต้อง หากแต่จะทำให้รอยร้าวระหว่างประชาชนและรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดเราขอเรียกร้อง ความเป็นธรรม สิทธิ และเสรีภาพแก่สื่อมวล ต่อรัฐบาลไทยที่ได้ชื่อว่าปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55794071
https://rsf.org/en/predator/prayut-chan-o-cha
https://www.ctvnews.ca/world/thailand-imposes-media-censorship-as-military-coup-begins-1.1832916


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

The American Dream ชีวิตที่ดีขึ้น รวยขึ้นและอิ่มขึ้น

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

“สร้าง ให้ฝัน ที่แม่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน ที่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าฝัน แต่เขาให้มาโดยที่…ฉันก็แอบฝัน” คำพูดของแม่สิตางค์ บอกอะไรเรา ทำไมแค่ฝันยังไม่กล้า ความฝันของคนไทยและความฝันของคนอเมริกันที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอาจจะไม่ได้แตกต่างกัน คนไทยฝันแล้วเอาไปตีหวย คนอเมริกันฝันแล้วทำอะไรต่อทำไมชีวิตคนอเมริกันถึงดีกว่าในสายตาของคนไทย

คำที่คุ้นหูใครหลายๆ คน อเมริกันดรีม จำกัดความโดย James Truslow Adams ในปี 1931 ที่ว่า “life should be better and richer and fuller for everyone, with opportunity for each according to ability or achievement” แปลได้ว่า

“ชีวิตควรดีขึ้น รวยขึ้น และอิ่มขึ้น สำหรับทุกคน ด้วยโอกาสจากความสามารถหรือความสำเร็จ” มิใช่จากการที่เขามีพ่อเป็นกษัตริย์ ซึ่งเจมส์ไม่ได้กล่าวฉันกล่าวเอง

ฐานความคิดของคำว่าความฝันของคนอเมริกัน มาจากพื้นฐานด้านประชาธิปไตย จากการประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการ (Declaration of Independence) ว่า ทุกๆ คนเกิดมาเท่ากัน มีความเสมอภาคในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข เห็นได้ว่าความฝันที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นของทุกคนในดินแดนแห่งเสรีภาพ การเริ่มต้นธุรกิจสามารถทำได้ถ้าคุณมีไอเดียใหม่ๆ และกล้าที่จะออกมาจาก comfort zone โดยมีกฎหมายเอื้ออำนวยและปราศจากกลุ่มนายทุนใหญ่ขัดขวาง ถ้าทุกคนลองนึกดูว่าเทคโนโลยีที่นำสมัยหรือผู้คนที่รวยที่สุดติดอันดับของโลกที่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่จะมาจากอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น บิลล์ เกต แห่ง Microsoft, สตีฟ จอบส์ แห่ง Apple, อีลอน มัส แห่ง Tesla ,เจฟ บีโซส์ แห่ง Amazon ทำไมพวกเขาจึงสามารถสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้แม้ว่าไม่เคยถวายเงินให้ประธานาธิบดีคนใด ก็เพราะสังคมและระบบกฎหมายของอเมริกาเอื้ออำนวยให้กับผู้ที่แสวงหาโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แม้แต่ผู้คนจากประเทศอื่นก็ใฝ่ฝันที่จะมีอเมริกันดรีม อเมริกามีกฎหมายเปิดโอกาสให้คนต่างชาติสามารถสอบเพื่อขอสัญชาติอเมริกันโดยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจากการแต่งงาน การทำงาน หรือแม้แต่จากการลี้ภัย

การเริ่มต้นชุดความคิดให้ผู้คนกล้าที่จะฝันอย่างแตกต่างมาก จากหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่าครอบครัว เมื่อเด็กๆ อเมริกันสามารถพูดในสิ่งที่พวกเขาคิดได้โดยที่ผู้ใหญ่หยุดฟังพวกเขา ไม่ตัดสินจากอายุ เพศ หรือความเชื่อทางศาสนา โรงเรียนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากการที่มีวัน Crazy hair day, Crazy socks day คือวันที่ให้นักเรียนสามารถทำผมอะไรมาก็ได้ให้แปลกที่สุด หรือใส่ถุงเท้าให้ประหลาดที่สุด ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กคิดแตกต่างเป็นพื้นฐานที่สำคัญในอนาคต ตัวอย่างมีมากมายถ้าคุณค่อยๆ ลดชุดความคิดความเป็นไทยและเพิ่มชุดความคิดของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ให้มากขึ้น และเมื่อความคิดคุณเปลี่ยนไปในทางที่ถูกต้องการเปลี่ยนแปลงก็จะตามมา

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

Rohan Zhou-Lee พันธมิตรคนสำคัญผู้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ Thai Rights Now

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

บทสัมภาษณ์ โรฮาน ซู-ลี (Rohan Zhou-Lee) @Blasianmarch ผู้ก่อตั้ง Blasian พันธมิตรของ Thai Rights Now ที่ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในไทย

TRN : ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

โรฮาน: ชื่อ โรฮาน นามสกุล ซู-ลี. สรรพนาม เขาหรือ ซีญา

TRN : ทำไมคุณถึงได้มาเข้าร่วมกับ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม BLM?

โรฮาน: ผมได้มีการเข้าร่วมการประท้วงในสหรัฐอเมริกามาแล้วประมาณ 7 ปี แต่ก็รู้สึกว่า การที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เป็นบุคคลผิวสีและเพศทางเลือก มันหมายถึงผมเกิดขึ้นมาเพื่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้อยู่แล้ว ส่วนการเข้าร่วมกับ BLM อาจเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผมได้ทำมาอยู่แล้วต่างหาก

TRN : คุณคิดว่าอะไรคือการเคลื่อนไหวของ BLM จะเป็นไปในทิศทางไหนในอนาคต?

โรฮาน: ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวของ BLM จะพัฒนาดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่อย่างไรนั้น พวกเราคงต้องตามดูกันต่อไป.ผมหวังว่า คนส่วนใหญ่จะสามารถเข้าใจว่า ในขณะนี้ คนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้ ก็คือกลุ่มเพศชาย(Straight Men)เอง แม้ว่าการประท้วงในครั้งนี้เริ่มก่อตั้งด้วยผู้หญิงแค่ 3 คน ได้แก่ , Alicia Garza, Patrisse Cullors, and Opal Tometi ซึ่ง 2 ใน 3 นั้นเป็นกลุ่มบุคคลเพศทางเลือก ในนิวยอร์คเอง สิ่งที่ผมกำลังเห็นคือผู้นำของหลาย ๆ กลุ่มออกมาเคลื่อนไหว เช่น Jermaine Greaves จากกลุ่ม ผู้พิการในกลุ่มบุคคลผิวสี (The Black Disabled Lives Matter) Qween Jean and Joel Rivera จากกลุ่ม the Stonewall Protests ซึ่งเรียกร้องเกี่ยวกับ ความหลากหลายทางเพศของบุคคลผิวสี และ กลุ่มบุคคลข้ามเพศ. ส่วนโปรเจ็คของผมเองก็คือ The Blasian March ที่ต่อสู้เรื่องกลุ่มคนผิวสี, กลุ่มคนเอเชียน, และกลุ่มคนที่เป็นลูกครึ่งระหว่าง คนผิวสีและเอเชียน ผมคิดว่า กลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นเพศทางเลือก และ ไม่ได้เป็นผู้พิการต้องทำ ไม่ใช่เพียงแค่ a lot of unlearning to not only honor the legacy of the founders, แต่ต้องทำให้แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปในอนาคต

TRN : คุณหาพวกเรา และเข้ามารวมกับองค์กรของเราได้อย่างไร?

โรฮาน: เฟอร์ (นักกิจกรรมชาวไทยในนิวยอร์ก) ส่งใบปลิวให้เขา

TRN : มุมมองของการต่อสู้เพื่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยของคุณคืออะไร?

โรฮาน: ผมเชื่อในพลังของประชาชน รัฐที่ปราศจากประชาชน ก็จะไม่ใช่รัฐ. ผู้นำที่ปราศจากผู้ตามก็จะไม่ใช่ผู้นำ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างงั้น อำนาจก็เป็นของประชาชนอยู่ดี. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนี้มีความสำคัญมากและตัวรัฐบาลเองก็เริ่มจะตระหนักรู้ถึงอำนาจของประชาชนแล้ว ผมรู้สึกประทับใจมากในทุก ๆ คนที่ออกมาสู้ มาเคลื่อนไหว เพื่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย

TRN : อะไรคือมุมมองของคุณเกี่ยวกับการสนับสนุนซึ่งกันและกันของแต่ละองค์กรเพื่อที่จะสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน

โรฮาน: ผมคิดว่าการสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอะไรที่สำคัญมากเพื่อที่จะสร้างโลกที่มนุษย์ที่ทุกคนมีอิสระเสรี. การที่จะนำความยุติธรรมกลับมา, พวกเราทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนสังคมและ มันจะสำเร็จไม่ได้เลยจนกว่า ทุกสังคมจะได้รับการเยียวยาและได้รับการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวต่อไป

TRN : มีอะไรที่อยากฝากบอกไหม?

โรฮาน: พวกคุณทุกคนน่าทึ่งมาก!!!!

TRN: Please, briefly introduce yourself.

Rohan: My name is Rohan Zhou-Lee. Pronouns they / siya

TRN: Why did you join the BLM and Movement?

Rohan: I have participated in US protest culture for about seven years, but I recognize that being born as I am, Black and LGBT, means that I was born already into the movement simply by existing. Joining BLM was more like putting in words what I was already doing.

TRN: What’s the future in the BLM movement, in your opinion? (Pros n Cons)

Rohan: I think BLM will continue to evolve. How we will have to see. I hope that most people in it can recognize that so far straight men have benefitted the most in terms of protest support, even though it was founded by three women, Alicia Garza, Patrisse Cullors, and Opal Tometi, two of whom are LGBT. In New York, I am seeing how a lot of intersectional identity leaders coming forward, such as Jermaine Greaves of the Black Disabled Lives Matter, Qween Jean and Joel Rivera of the Stonewall Protests for the Black queer and trans people, and my own project, the Blasian March, for Black, Asian and people who are mixed with both. I think a lot of those who are straight and not disabled have to do a lot of unlearning to not only honor the legacy of the founders but also to ensure a sustainable future for the movement.

TRN: How did you find and come to join our demonstration (Thai New Yorkers For Democracy)?

Rohan: Fleur sent me the flyer!

TRN: What are your views on the fighting movement for democracy in Thailand?

Rohan: I believe in the power of the people. Without the people, there is no nationhood. There is no leader of any kind without a people to lead. Therefore, the power belongs to the people. What’s happening in Thailand is crucial for the country and its government to begin to acknowledge that power. I am inspired by the courage of every single person who has joined the fighting movement for democracy in Thailand.

TRN: What are your views on mutual support (BLM & others democracy movement) for building an equal society?

Rohan: I think that mutual support is essential for building a world where all human beings are free. In order to bring restorative justice, we all have to work together, and it cannot be achieved until every community is healed and has the support to continue healing.

TRN: Any comment points of view welcome.

Rohan: You all are AMAZING!!!!

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น