ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
อยากเขียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยต่างประเทศของเราค่ะ แต่คิดว่าเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน คือเรื่องของตัวเอง แม้จะยังไม่ใช่ประเด็นอุ้มฆ่า แต่ก็มีการใช้วิธีข่มขู่ให้กลัว เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้กับผู้ลี้ภัยที่ยังมีชีวิตคนอื่นๆ…เริ่มจากวันที่ 28 มิถุนายน ที่แล้ว วันนั้น ตอนสายๆ ดิชั้นทำงานอยู่บ้าน ดิชั้นได้รับอีเมล์จากทางมหาลัยแจ้งว่า มีผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งโทรศัพท์ไปหาดิชั้น แจ้งชื่อของเค้าด้วย บอกว่า เค้าได้เคยพบกับดิชั้นที่เกียวโตเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว และอยากขอคุยกับดิชั้น โดยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ บอกตรงๆ ว่างง เพราะ 1) ดิชั้นแทบไม่เคยได้รับการติดต่อจากคนญี่ปุ่นเลย และ 2) ดิชั้นไม่เคยไปเจอคนญี่ปุ่นที่ไหนเมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านั้น หกเดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นยังอยู่ที่เมืองไลเด้น ของเนเธอร์แลนด์ เพราะรับทุนวิจัยของที่นั่นอยู่ จึงแปลกใจ ดิชั้นเลยตัดสินใจโทรไปหาคนนี้ จากมือถือของดิชั้น ตอนสายๆ ของวันนั้น….นั่นคือความผิดพลาดมากทีโทรไปหาคนๆ นั้น เมื่อโทรไปแล้ว สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง นี่คืองง เพราะถ้าเจอกันเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เค้าต้องพูดอังกฤษได้ แต่นี่คือพูดไม่ได้เลย แล้วภาษาญี่ปุ่นดิชั้นก็ไม่แข็งแรง เลยต้องวางหูไป และขอให้เจ้าหน้าที่มหาลัยโทรไปหาเค้าอีกทีเพื่อถามว่า เค้าต้องการอะไร จนได้เรื่องว่า เค้าจะโทรหาดิชั้นอีกทีตอน 2 ทุ่ม และจะให้เพื่อนเค้าที่พูดอังกฤษได้เป็นล่ามให้ พอตอน 2 ทุ่ม เค้าก็โทรมาจริง แล้วมีคนพูดภาษาอังกฤษ แต่เชื่อไหมคะ ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดีว่าเค้าต้องการอะไร เค้าพูดว่าเค้าทำร้านหนังสือ ไอ้เราก็คิดว่า เค้าคงอยากคุยเรื่องงานวิชาการของเรา แต่ก็คุยต่อไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไรจริงๆ ก็เลยวางหูไป (ความพลาดครั้งนี้คือ เมื่อเราโทรไปหาเค้า เค้าได้เบอร์มือถือเรา และการที่โทรคุยกับเราสองครั้ง และพยายามลากบทสนทนาออกไปยาวๆ คือการต้องการเช็คจุด GPS ของเรานั่นเอง)….หลังจากนั้น คนๆ นั้นก็หายไป ผ่านมาอีก 2 วัน ระหว่างที่สอนหนังสืออยู่นั้น มีโทรศัพท์อีกเบอร์เข้ามาอีก ไม่ได้รับ เพราะสอนหนังสือ แต่เมื่อจบคลาส ก็โทรกลับไป คนๆ นั้นไม่รับ แต่จำได้ว่า ดิชั้นเก็บเบอร์โทรศัพท์นั้นไว้ แล้วดิชั้นก็ลืมไป เหตุเกิดวันอังคาร ทีนี้ พอวันเสาร์ เบอร์นี้โทรกลับมาอีกตอนค่ำๆ โทรมาพูดญี่ปุ่นอย่างเดียว พูดเร็ว ดิชั้นไม่เข้าใจ และพยายามพูดกลับเป็นอังกฤษ สื่อสารไม่รู้เรื่อง ดิชั้นวางสาย แต่เค้ายังโทรกลับมาติดๆ กันอีก 2-3 ครั้ง จนดิชั้นโกรธ ต้องด่าใส่โทรศัพท์ไปว่าอย่าโทรมาอีก…ขณะเดียวกัน ดิชั้นได้รับการติดต่อจากมหาลัยอีกครั้ง บอกว่าคราวนี้ มีฝรั่งโทรมาหาดิชั้นที่ที่ทำงาน และทิ้งข้อความไว้ เค้าบอกว่าเค้าชื่อ ดร.เฮนรี่ กาซิเม่ จากเยอรมัน คราวนี้ดิชั้นสงสัยมากขึ้น เพราะดิชั้นไม่เคยรู้จักคนนี้ โดยเฉพาะโทรมาจากเยอรมัน ดิชั้นลองกูเกิ้ลดู ก็หาชื่อคนนี้ไม่เจอ สมัยนี้ คนที่เป็นด๊อกเตอร์ต้องสามารถหาค้นได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ แต่เริ่มรู้สึกตะงิดใจมากขึ้น จนกระทั่ง เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 7 ตอนประมาณดี 3 มีคนโทรศัพท์มา แต่ดิชั้นไมรับเพราะหลับอยู่ ครั้งนี้ไม่โชว์หมายเลย เมื่อมาพิจารณาย้อนหลังถึงรู้ว่า นี่คือการโทรครั้งสุดท้ายเพื่อเช็คว่า ตอนตี 3 ดิชั้นเข้านอนหรือยัง เพราะการทำร้ายดิชั้นมันเกิดขึ้นวันถัดมา คือเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 8 กค ตอนเวลา ตี 4:45 น……ใครเคยอยู่ญี่ปุ่นก็จะรู้ว่า เนื่องจากประเทศนี้แม่งแทบไม่มีอาชญากรรมเลย เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ไอ้เรื่องที่พัก อพารต์เม้นท์ เรื่องความปลอดภัย มันจึงต่างจากเมืองฝรั่งอย่างมาก อย่างดิชั้นอยู่ลอนดอน ประตูต้องมีกลอนหลายชั้น หรือตอนไปอยู่ที่ซานฟราน ก็ต้องระมัดระวังมาก แต่ของญี่ปุ่น มันเป็นประตูเลื่อนกระจกธรรมดา (ที่จะออกไประเบียง) และมีแค่กลอนที่ด้ามปัดขึ้นลงเป็นตัวล็อคเท่านั้น ห้องดิชั้นอยู่หัวมุม จึงมีระเบียงเป็นรูปตัวแอล และรูปห้องเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอก ความโชคร้ายคือ ห้องทำงานอยู่ติดกับบันไดหนีไฟข้างนอก ซึ่งจากทางหนีไฟ มันสามารถกระโดดเข้ามาระเบียงได้อย่างสบายๆ….แล้วมันก็ทำอย่างนั้นจริง ก็คือการกระโดดจากบันไดตึกเข้ามาระเบียงดิชั้น ใช้ฆ้อนเหล็กอันจิ๋ว ทุบมุมกระจนมุมเล็กๆ แบบไม่ได้ยินเสียงเลย เลยเชื่อว่า คนร้ายแม่งเป็นตีนผีมืออาชีพ พอมันทุบเป็นมุมเล็กพอเอามือลอดได้ มันก็เอามือลอดมาปลดล็อก คือดันด้ามกลอนปัดขี้น ประตูก็เปิด มันเดินเข้ามาห้องทำงาน ซึ่งมีของมีค่าหลายอย่าง แต่มันไม่แตะต้องเลย แล้วมันเดินไปตรงประตูทางออก เพื่อปลดล็อคประตู สำหรับเป็นทางหนีออก เพราะมันจะไม่หนีออกทางที่เข้า จากนั้น มันเดินผ่านห้องครัว แล้วตรงมาห้องนอนดิชั้น ที่เป็นห้องตาตามิ ที่เป็นประตูไม้เลื่อนที่ไม่มีกลอนล็อค….เหตุการณ์ที่เกิดต่อจากนี้คือเกิดในช่วงเวลา 5-10 วินาทีเท่านั้น เมื่อมันเปิดประตูเข้ามา มันดึงผ้าห่มลง ทันใดนั้น แฟนดิชั้นที่อยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นทันที มันใช้สเปรย์ฉีดตรงมาที่เรา 2 คน ดิชั้นสะดุ้งตื่น เพราะรู้สึกว่าแฟนกระโดดออกจากเตียง และพบว่า ตัวเองรู้สึกแสบร้อนร่างกายท่อนบนทันที ตอนสะดุ้งตอนนั้น ดิชั้นยังเห็นคนร้าย รูปร่างสูง ใส่ชุดดำทั้งชุด หน้ากากแบบไอ้โม่ง ถุงมือดำ กำลังจะวิ่งออกจากห้อง แฟนดิชั้นวิ่งตามไปติดๆ ดิชั้นกระเด้งออกจากเตียงวิ่งตามไป แต่เพราะติดนิสัยฝรั่งมานาน ที่เวลานอนเราจะไม่ได้ใส่อะไรเลย กลายมาเป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อคนร้ายผลักประตูใหญ่กำลังจะวิ่งพ้นออกไป มันหันมาฉีดสเปรย์แฟนดิชั้นเป็นครั้งสุดท้ายในร่างกายที่เปลือยเปล่า ถึงกลับทรุด และมันก็วิ่งออกไปได้ในความมืด อ้อ คนร้ายทำฆ้อนหล่นไว้ในที่เกิดเหตุด้วย…พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นค่ะ
