.
อาบอบนวดทุกที่ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมาย พรบ.สถานบริการ พ.ศ. 2509
.
หากใครอยากเปิดกิจการนี้แทบตายห่า ก็ต้องดั้นด้นหาใบอนุญาตสถานบริการประเภท “อาบอบนวด” ให้ได้
.
ใบอนุญาตมีทั้ง ผู้รับอนุญาตเป็นชื่อบริษัท หรือ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด
.
หรือแม้กระทั่งเป็นชื่อบุคคลทั่วไป
.
แต่ก็มีกฎระเบียบ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนชื่อในใบอนุญาต พูดง่ายๆว่า กฎหมายห้ามซื้อขายใบอนุญาต
.
อ้าว! แล้วเขาซื้อขายกันได้ยังไงวะ?
.
ปัทโธ่! อยู่ไทยแลนด์ ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
.
หากเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ก็บอกแค่ผู้จัดการมีธุระกิจยุ่งเหยิง ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลาดูแลกิจการ จึงโอนให้คนใหม่เป็นผู้จัดการแทน (คือคนซื้อใบอนุญาตคนใหม่นั่นเอง)
.
โดยขั้นตอนแรก เมื่อตกลงซื้อขายก็ให้คนซื้อโอนชื่อเข้ามาถือหุ้นก่อนสัก 1% ตอนรับมัดจำ หลังจากนั้นค่อยโอนชื่อผู้รับอนุญาตให้เมื่อจ่ายหมด เสร็จสิ้นขั้นตอน ปรากฏชื่อและรูปถ่าย (ในใบอนุญาตจะมีรูปถ่ายติดด้วยว่าอนุญาตให้ใคร)
.
แล้วใบอนุญาตชื่อบุคคลทั่วไปล่ะ ไฉนถึงโอนได้อีก? ขนาดใบอนุญาตขับขี่เป็นชื่อเรา จะไปโอนให้เป็นชื่อคนอื่นยังไม่ได้เลย?
.
ก็อีกนั่นแหละ ไปฟ้องร้องศาลเอา ว่านายคนที่ถือใบอนุญาตอาบอบนวดเป็นหนี้สินติดค้างเราอยู่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระ จึงขอให้ศาลกรุณาพิพากษาให้โอนใบอนุญาตใบนี้ให้เราเสียเป็นค่าชำระหนี้สินที่ค้าง
.
แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!
.
ส่วนสนนราคาค่างวด ขนาดสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ห้องละ 200,000 บาทขาดตัว หากมี 100 ห้อง ก็ 20 ล้าน
.
ใบอนุญาตอาบอบนวดแต่ละใบมีระบุจำนวนห้องแตกต่างกัน เช่น บางใบก็ 6 ห้อง บางใบก็ 10 ห้อง หรือ 20 ห้อง
.
ไม่มีขอเพิ่มอีกแล้ว เพราะสมัยรัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาต อาบอบนวด ไนท์คลับเพิ่มเนื่องจากเป็นสถานอบายมุข จึงมีอยู่แค่ไหนแค่นั้น
.
หากจำไม่ผิด ทั่วประเทศไทยมีใบอนุญาตอาบอบนวดอยู่แค่ 113 ใบอนุญาต
.
ใบที่ผมซื้อมาครั้งแรกนั้น มี 106 ห้อง เจ้าของดั้งเดิมได้มาตั้งแต่ ปี 2509 ยังนึกสงสัยว่า อาบอบนวดสมัยนั้นทำไมถึงมีกันเป็นร้อยห้องได้วะ?
.
ช่างรุ่งเรืองใหญ่โตมาแต่เก่าก่อน
.
ตอนหลังถึงรู้จากเจ้าพ่ออาบอบนวดรุ่นเก๋าว่า จริงๆ มันมีแค่ 16 ห้อง แต่ไปเติม 0 ตรงกลางเลยกลายเป็น 106 ห้องซะเลย
.
ไหนๆ ก็เสียเงิน “เก๋าเจี๊ยะ” อยู่แล้ว จะเติมเลข 0 ข้างหลังก็เกรงใจยังไงอยู่ ดูห้องแยะมากไปถึง 160 ห้อง
.
เลยเกรงใจเอา 0 ไว้ตรงกลางดีกว่า
.
จาก 16 ห้อง เลยกลายเป็น 106 ห้องไปเสียฉิบ
.
ที่ว่านี่มัน 50 กว่าปีแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์คงไม่มี หละหลวมไปหน่อย
.
โถ ! นานสมัยนั้น จะเอาอะไรมาเหมือนสมัยนี้ได้เล่า?
.
เสร็จสรรพก็บอกต้นฉบับสูญหาย เป็นอันจบเรื่อง ได้ใบใหม่ จากเดิม 16 ห้อง เป็น 106 ห้อง
.
ยังนึกในใจว่าคนคิดหัวใสแท้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พ่อค้า + หมาต๋า ร่วมมือประสานกัน เหมือน นักการเมือง + ข้าราชการ สมัยนี้เชียวครับท่าน
.
ไฮไลท์สำคัญเรื่องใบอนุญาตอาบอบนวด คือ จำนวนห้องที่ผมหลงซื้อตั้ง 106 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 รวมเบ็ดเสร็จ หมดไป 21,200,000 บาท “ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท” ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อ 30 ปีก่อน
.
อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย
.
เพราะอะไรหรือ?
.
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่
.
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น
.
ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม
.
จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง
.
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า
.
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว
.
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน
.
ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ
.
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย
.
ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก
.
ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?
.
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ
.
เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)
.
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน?
.
ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย
.
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่?
.
ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”
.
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว?
.
คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้
.
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม
.
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ
.
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง
.
น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา
.
ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ
.
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่
.
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้
.
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน
.
หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่
.
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?
.
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น
.
กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน”
.
เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง
.
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา
.
ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า
.
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น
.
ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ
.
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงไหลทุกวี่ทุกวัน
.
ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่
Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์