หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.4 จุดจบของอาบอบนวด

.
ทุกๆ ธุรกิจมีขึ้นมีลง ตามไลฟ์ ไซเคิล (Life Cycle) เมื่อถึงจุดสูงสุด เส้นกราฟก็หันหัวทิ่มลงไปตามกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไม่สามารถต้านทานได้

.
ธุรกิจอาบอบนวดก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในฐานะที่ผมอยู่ในยุครุ่งเรืองมาตลอด เป็นเจ้าพ่ออาบอบนวด พอสรุปยุคตกตำ่หลังโควิดได้ดังนี้

.

  1. เชียร์แขก มาม่าซัง จะหายไปในยุคสมัยของเด็กรุ่นใหม่ ที่ธุรกิจเพศพาณิชย์ไม่ต้องการ “คนกลาง” อีกต่อไป เฉกเช่นธุรกิจออนไลน์ ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรง

.
เดี๋ยวนี้บรรดาเด็กขายบริการ เช่าห้องตามอพาร์ทเม้นต์ไว้รอรับแขก ติดต่อผ่านไลน์ ผ่านแชท ผ่านเว็บไซต์ซื้อขายกลางเหมือน Shopee Lazada

.

  1. ไม่มีใครอยากเสียค่าหัวคิว โน่นนี่นั่นของบรรดาเชียร์แขก มาม่าซัง ที่ทำตัวเป็น “นิ้วทองคำ” ชี้ใครก็ได้งาน เด็กใครเด็กมัน

.
ถึงวันเกิดพี่ๆ ก็ต้องจัดเงินใส่ซอง หรือทองต้องหนัก 1 บาท ไม่งั้นเน่าแน่ หรือไม่ก็ต้องให้ค่าเรียนลูก ต่อเติมหลังบ้าน สารพัดมาบรรยายให้ฟังทุกวี่ทุกวัน

.
ที่สำคัญ มันหมดยุคนั่งตู้ มือถือและไลน์ในยุคนี้มันง่าย สาวไทยจึงอยากเป็น “ไซด์ไลน์” กันหมด

.
หากมีแขกก็โทรมาเรียก ไลน์มาบอก หากไม่มีแขกใครจะไปนั่งรอให้เสียเวลา เสียความรู้สึก

.

  1. เด็กสามารถเลือกแขกได้ ไม่ไปก็ได้ หรือทุ่มสุดตัวหากแขกโปรไฟล์ดี ดูได้ที่ “อินสตาแกรม”

.
พ่อรวย ขับรถซุปเปอร์คาร์ เที่ยวเมืองนอก ใส่ของแบรนด์เนม

.
อย่างนี้ น้องต้องทำตัวหรูถึงจะดูเหมาะสม เด็กก็ต้อง “อัพเกรด” เหมือนกัน

.
แต่ก่อนตอนทำอาบอบนวด เรียกกัน “อีเปิ้ล” แต่พอได้เป็นไซด์ไลน์ ใช้ชื่อจัดตั้งกลายเป็น “แอ๊ปเปิ้ล”

.
อาบอบนวด จึงกลายเป็นธุรกิจโบราณ ทั้งเด็ก ทั้งแขก เริ่มหายากขึ้นทุกวัน เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ต้องเข้าไปสถานที่อโคจรให้ใครเขานินทาว่า “บ้ากาม”

.
ยิ่งที ยิ่งปิดไปคนละที่สองที่

.
เมื่อเด็กกลายเป็น “ผู้เลือก” แทนที่แต่ก่อนเคยถูก “แขกเลือก” โลกของอาบอบนวดจึงกลับตาลปัตรไปตามกระแสเชี่ยวกรากของยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค

.
แถมสถานบริการอาบอบนวดต้องจ่าย “ค่าเก๋าเจี๊ยะ” ตั้งแต่ล่างยันบน ห้ามขาดตกบกพร่อง หากมีนโยบายมาก็ต้องจับอีก และข้อหาก็หนักไม่ใช่ล้อเล่น “ค้ามนุษย์” แล้วตามด้วย “ฟอกเงิน” เป็นสูตรตายตัว

.
วันนี้จึงได้เห็นอาบอบนวดปิดกันเป็นทิวแถว

.
อีกไม่นาน เด็กเจน Z คงได้แต่ย้อนอ่านเรื่องเล่าของผมว่า “อ้อ อาบอบนวดเป็นแบบนี้หรือ?”

.
เป็นแค่ภาพประวัติศาสตร์ เหมือนคนรุ่นเก่าที่ได้เห็น “โคมแดง โคมเขียว” แขวนไว้หน้าซ่อง เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน แถวโรงน้ำชาย่านเยาวราช แล้วพัฒนามาถึงยุค “บางขุนพรหม” จนมาถึงยุค “สุทธิสาร”

.
อนิจจัง สังขารไม่เที่ยง ยุบหนอ พองหนอ

หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.3 ชื่อ “อาบอบนวด” นั้น สำคัญไฉน?

.
ใครเคยสังเกตุไหมว่า สถานอโคจร สถานอบายมุขอย่างอาบอบนวดไม่ว่าที่ใด จะต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำทั้งสิ้น

.
ไม่ว่าในยุคถนนเพชรบุรีรุ่นเก่า เมรี บีวา ฮูหยิน แนนซี่ โมนาลิซ่า จนถึงรุ่นใหม่ย่านถนนรัชดา เอ็มมานูเอล วิคตอเรีย แคทเธอรีน จูเลียน่า โคปาคาบาน่า ฮอนโนลูลู โพไซดอน หรือย่านสุขุมวิทที่อยู่ยงคงกระพันมานาน เพิ่งปิดไปสัก 7-8 ปีก่อน ชื่อ “ดาร์ลิง” ที่แปลว่า ที่รัก

.
หากไปเปิดเป็นชื่อผู้ชายเมื่อไหร่ มันได้เจ๊งให้เห็นกันซึ่งๆ หน้า เช่น “ซีซาร์” ที่เปิดวันแรกผู้ชายวัยกลางคนไปเที่ยวแล้วหัวใจวายช็อคตายคาอกหมอนวด

.
หรือแม้แต่เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อ “เดอะลอร์ด” ของ “เสี่ยกำพล” ที่ถูกตำรวจ ดีเอสไอ บุกจับ เพราะค้าเด็กต่ำกว่า 15 ปี เป็นข่าวโด่งดังยังหนีหมายจับอยู่ทุกวันนี้

.
บ้านช่อง เงินทอง ทรัพย์สินถูกยึด ถูกอายัด มีคดีพ่วงยาวเป็นหางว่าว อาบอบนวดในเครือปิดตาย รวมทั้งอาบอบนวดที่ใหญ่โตหรูหราแพงระยับ มีเงินต่ำกว่าหมื่นเข้าไม่ได้ ต้องปิดตัวถาวร

.
ก็ดันไปตั้งชื่ออาบอบนวดว่า “เดอะลอร์ด” ได้ไง มันชื่อผู้ชายชัดๆ โต้งๆ

.
อ่านแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ลองไล่เรียงดู พังทุกราย

.
อาถรรพ์นี้คนในวงการต่างรู้ดี อาบอบนวดจึงต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเท่านั้น

.
อย่าง “เจ้าพระยา” ที่อยู่ยาวนานคงทนมา 30-40 ปี หรือที่เล็กๆ แต่อยู่มานมนาน เช่น “สายฝน”

.
อีกที่ โด่งดังยาวนานเหมือนกัน ชายไทยสมัยก่อนรู้จักดี คือ “ชวาลา” ก็เกี่ยวข้องกับน้ำเต็มๆ

.
เพราะตั้งชื่อคล้ายคำประสม จากคำว่า “ชวา” เปิดพจนานุกรมบอกเป็นชื่อเกาะ ล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร

.
แถมที่ ชวาลา ยังมีลูกเล่นว่า ห้ามหมอนวดยุ่งกับแขกจริงๆ จังๆ แต่พาไปสนามหลวงได้ แล้วใช้ท่าซอกอก หรือท่าขาหนีบ เอาเบบี้ออยราดก่อนจะได้ไม่แสบ สมัยก่อนโน้นใช้น้ำยาใส่ผม “ไบรครีม” ช่วย

.
ลีลาเด็ดสะระตี่ขนาดไหน ชายไทยที่อายุ 60-80 ปีในวันนี้คงจดจำได้ดี

.
สถานที่อาบอบนวดเป็นศูนย์รวมชีวิตผู้หญิงเป็นร้อยๆ คน หมอนวดจึงเปรียบเสมือนเป็น “นางเอก” ชั่วคราว

.
บรรดาแขกผู้ชายที่มาเที่ยวสวมบทเป็น “พระเอก” มาโปรด เพราะเอาเงินมาให้

.
เชียร์แขก มาม่าซัง ถือเป็น “ตัวตลก” ที่เสริมละครบทนี้ให้มีชีวิตชีวา บรรยายสรรพคุณนางเอกให้พระเอกฟัง

.
ส่วน “หมาต๋า” จะเป็นอะไรได้เล่า นอกจาก “ตัวร้าย” ของเรื่อง

.
ก็เล่นเที่ยวแล้วไม่จ่าย ขอลดครึ่งราคาบ้าง แหม…ทั้งสนุกทั้งมันเหมือนกัน แต่ไม่จ่าย ไม่ทิป นี่จะเรียกว่าพระเอกคงไม่ใช่แล้วคุณพี่

.
แต่ถึงอย่างไร นางเอกก็ต้องมีเคล็ดลับ แม้ว่าบางคนหน้าตาทรวดทรงองค์เอวจะดูดีเข้าขั้น แต่หามีแขกเรียกไม่ เชียร์ยังไงก็ไม่มีแขกติด ไม่มีขาประจำ

.
ก็เพราะไม่บูชา “ปลัดขิก”

.
ด้านในตู้กระจกที่เหล่าหมอนวดสาวนั่งเรียงรายให้แขกเลือกนั้น จะไม่มีหิ้งพระ หลวงพ่อ หรือแม้แต่นางกวักใดๆ

.
แต่จะมีสารพัดท่านปลัดขิก (ของขลังรูปอวัยวะเพศชาย ทำด้วยไม้ลงอักขระยันต์) ขนาดต่างๆ ตั้งแต่เล็กยันใหญ่โตวางเรียงรายไว้พร้อมพวงมาลัยบูชา และมีเงินเหรียญวางไว้เต็มไปหมด

.
อันหมายถึง ได้เงินทองไหลมาเทมา เพราะบูชาท่านปลัดขิกนี่เอง

.
ปลัดขิกของผมนั้นได้จาก หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม ที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคขณะนั้น

.
หลวงพ่อเปิ่นเป็นที่นับถือของคนกลางคืน ขนาดว่าทุกปีขณะท่านยังมีชีวิต ต้องนิมนต์จองตัวท่านมาถึงสถานอาบอบนวดของผมทุกที่ด้วย ทำบุญแล้วแจกปลัดขิก วัตถุมงคล ของดีต่างๆ ให้กับมือทุกปี

.
บรรดาสาวบริการนั่งพรมมือแต้ ฟังธรรมโปรดสัตว์ที่มีกรรม แล้วทำบุญทำทานได้เงินเข้าวัดรวมกันเป็นหลายแสนบาทในแต่ละครั้ง

.
หมอนวดล้วนตั้งอธิษฐานว่า เงินที่ได้จะเอาไว้ให้พ่อแม่ สร้างบ้าน สร้างตัว และเหลือเผื่อแผ่ทำบุญทำกุศล อันเนื่องมาจากเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนที่ทำไว้ จึงต้องให้มาชดใช้ในชาตินี้

.
บางคนมีรายได้ดี ปีๆ หนึ่งเก็บเงินได้มากกว่า 1 หรือ 2 ล้านบาท นำเงินไปปลูกบ้านให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ถึงขนาดแข่งขันกันสร้างบ้านอวด จนตั้งชื่อว่า “หมู่บ้านสวิส” เลียนแบบเปรียบเทียบจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์โน่น

.
เข้าไปในหมู่บ้านต่างจังหวัดไกลกรุงแล้วต้องตกใจ เพราะพบกับบ้านหรู สองชั้น เรียงกันให้เห็นเป็นตับ อย่างกับหมู่บ้านสวิสจริงๆ

.
ที่เล่าให้ฟังไม่ได้ไปเชิญชวนให้ทำ เพราะอาชีพ “หมอนวด” สงวนไว้ให้คนมีเวรมีกรรม ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว ทอดกายให้ชายเชยชม ชีวิตเหมือนดั่งกับบทเพลงดัง “นางงามตู้กระจก”

.
เป็น “นางเอก” แต่อาภัพเสียก็มาก ถูกเสี่ยเอาไปเลี้ยงดู แล้วเฉดหัวส่งน้ำตาตกกลับมาเป็นหมอนวดเฝ้าตู้ก็เยอะ จนลาโรงอายุ 40-50 ปี ผมต้องโปรโมทเลื่อนชั้นเป็น “ครูฝึก” เลี้ยงไว้สั่งสอนลูกเล่นประสบการณ์แพรวพราวให้รุ่นน้องแทน

.
หลังๆ บูชากันถึง “พระพิฆเนศ” เจ้าแห่งการละครร้องรำ เพราะถือว่าสถานอาบอบนวดเป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่บรรดาหมอนวดต้องแสดงบทบาทแข่งขันกัน

.
ใครแสดงได้ดีก็มีแขกติดมากมาย ขนาดต้องเข้าคิวรอ วันๆ หนึ่งไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีแม้เวลากินข้าว เพราะแขกนั่งรอเข้าคิวยาวเหยียด

.
จึงมักเห็นหมอนวดบูชาพระพิฆเนศให้ช่วยเรื่องดวง เล่นละครเอาใจแขกให้ติด หรือพบแขกที่ใจดีเงินหนาเอาไปชุบเลี้ยง บางคนได้ขยับชั้นเป็นคุณนาย นั่งรถเบนซ์มีคนขับให้ กลายเป็นเมียเสี่ยใหญ่ได้ออกหน้าออกตา เพราะ

.
“อยู่เป็น เย็นพอ รอได้”

.
บางคนชีวิตเป็นเหมือนฝัน ตกถังข้าวสารไปอยู่ต่างแดน มีชีวิตครอบครัวใหม่กับ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง สารพัดชาติทั่วโลก

.
แต่ขณะเดียวกันก็มีคนตกอับ เดินเร่ร่อนไปทั่วเจ็ดย่านน้ำ ขนาดวันก่อนผมไปวิ่งที่หาดพัทยา ยังเจอศิษย์เก่ารุ่นเดอะทำงานแถวนั้น บอกผมว่า อดอยาก ฝรั่งหายหัวหมด

.
ชีวิตจริงจึงยิ่งกว่านิยาย

.
ส่วนบางคนดันไปคิดว่าแขกเขาหลง เลยทำตัวเหมือนนางเอกจริง ร้องเอารถ เอาบ้าน แถมเงินก้อนในบัญชีเป็นประกันก่อน ขนญาติพี่น้องพ่อแม่มาอยู่ด้วย

.
โถ เดี๋ยวนี้หาผู้ชายคุณสมบัติ “รวยแต่โง่” ไม่ค่อยมี มันหายาก

.
ผู้ชายลองมาเที่ยวแล้วติดใจเป็นแขกประจำความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา แสดงว่าคนที่บ้านอาจบกพร่องเรื่องบนเตียง จึงต้องบริการสุดฤทธิ์สุดเดช

.
ชายมักมีนิสัยชอบซุกซน หากลองได้มาเที่ยวแล้วติดใจก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย จะหาคนที่ตั้งหลักปักฐานมันยาก

.
อันด้วยมนตร์ขลังบูชาปลัดขิก ก็อาจช่วยได้แค่ครั้งคราว พอมนตร์เสื่อมก็หายหน้าจากไป

.
แต่ช่วงของขึ้น ถึงขนาดหมอนวดหมดเวลาลงมา มีแขกรอขึ้นต่อทันที บางคนวันๆ หนึ่งได้ 5-6 รอบ สถิติมีสูงถึง 10 รอบก็มี (อย่าไปนับชั่วโมง เพราะแขกบางคนแค่ 30-40 นาทีก็รีบลง เรียกว่า “ช่วงหลบเมีย” ได้แก่เวลา 4-5 โมงเย็น แขกจะรีบขึ้นรีบลงแล้วเผ่นกลับบ้าน ทันเวลาเลิกงานรับหน้าเมียพอดิบพอดี)

.
อันบรรดาสาวกลางคืน เห็นทำอาชีพแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยจึงมักมีใจบุญสุนทาน ทั้งๆ ที่เลิกงานกินเหล้าเมากับแขก แต่ยังนั่งรอพระตักบาตรตอนเช้าแล้วค่อยเข้านอนก็ยังมี

.
หรือเวลาทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ์ มาร่วมกันบริจาคจริงจังคับคั่ง

.
ช่างเป็นภาพที่ย้อนแย้ง และหากไม่ใช่คนวงในคงไม่ทราบ

.
คนโบรำ่โบราณที่ทำอาชีพนี้รำ่รวยแล้วคิดถึงบาปกรรม ยังนำเงินที่ได้ไปสร้างวัด ชื่อ “วัดคณิกาผล” อยู่ตรงข้ามโรงพักพลับพลาไชย ชื่อก็บอกชัดว่า ผลจากโสเภณี

.
ชื่อเก่า “วัดใหม่ยายแฟง” เดี๋ยวนี้ยังเห็นคนกลางคืนไปกราบไหว้บูชากันแยะ

.
EP.4 ตอนจบของอาบอบนวด อันเป็นตอนสุดท้าย

.
อาบอบนวดก็เช่นเดียวกันกับธุรกิจอื่นๆ ที่เริ่มล้มหายตายจากหลังโควิด

.
อบายมุขไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ได้พัฒนารูปแบบเป็น “ออนไลน์” ไปเสียแล้ว

.
อาบอบนวดกลายเป็นสถานที่เที่ยวของคนยุคเก่า แขกที่นับปีอายุมากขึ้นร่วงโรยหายไป และไม่ทันยุคทันสมัยของคนรุ่นใหม่

.
แถมสาวไทยรุ่นใหม่ ไม่ต้องการมานั่งในตู้ให้เป็น “ผู้ถูกเลือก” อีก

.
แต่กลับกลายเป็น “ผู้เลือก” แทน!

หมวดหมู่
อาบอบนวด

อาบอบนวด EP.2 “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

.
อาบอบนวดทุกที่ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมาย พรบ.สถานบริการ พ.ศ. 2509

.
หากใครอยากเปิดกิจการนี้แทบตายห่า ก็ต้องดั้นด้นหาใบอนุญาตสถานบริการประเภท “อาบอบนวด” ให้ได้

.
ใบอนุญาตมีทั้ง ผู้รับอนุญาตเป็นชื่อบริษัท หรือ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด

.
หรือแม้กระทั่งเป็นชื่อบุคคลทั่วไป

.
แต่ก็มีกฎระเบียบ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนชื่อในใบอนุญาต พูดง่ายๆว่า กฎหมายห้ามซื้อขายใบอนุญาต

.
อ้าว! แล้วเขาซื้อขายกันได้ยังไงวะ?

.
ปัทโธ่! อยู่ไทยแลนด์ ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

.
หากเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ก็บอกแค่ผู้จัดการมีธุระกิจยุ่งเหยิง ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลาดูแลกิจการ จึงโอนให้คนใหม่เป็นผู้จัดการแทน (คือคนซื้อใบอนุญาตคนใหม่นั่นเอง)

.
โดยขั้นตอนแรก เมื่อตกลงซื้อขายก็ให้คนซื้อโอนชื่อเข้ามาถือหุ้นก่อนสัก 1% ตอนรับมัดจำ หลังจากนั้นค่อยโอนชื่อผู้รับอนุญาตให้เมื่อจ่ายหมด เสร็จสิ้นขั้นตอน ปรากฏชื่อและรูปถ่าย (ในใบอนุญาตจะมีรูปถ่ายติดด้วยว่าอนุญาตให้ใคร)

.
แล้วใบอนุญาตชื่อบุคคลทั่วไปล่ะ ไฉนถึงโอนได้อีก? ขนาดใบอนุญาตขับขี่เป็นชื่อเรา จะไปโอนให้เป็นชื่อคนอื่นยังไม่ได้เลย?

.
ก็อีกนั่นแหละ ไปฟ้องร้องศาลเอา ว่านายคนที่ถือใบอนุญาตอาบอบนวดเป็นหนี้สินติดค้างเราอยู่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระ จึงขอให้ศาลกรุณาพิพากษาให้โอนใบอนุญาตใบนี้ให้เราเสียเป็นค่าชำระหนี้สินที่ค้าง

.
แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!

.
ส่วนสนนราคาค่างวด ขนาดสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ห้องละ 200,000 บาทขาดตัว หากมี 100 ห้อง ก็ 20 ล้าน

.
ใบอนุญาตอาบอบนวดแต่ละใบมีระบุจำนวนห้องแตกต่างกัน เช่น บางใบก็ 6 ห้อง บางใบก็ 10 ห้อง หรือ 20 ห้อง

.
ไม่มีขอเพิ่มอีกแล้ว เพราะสมัยรัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาต อาบอบนวด ไนท์คลับเพิ่มเนื่องจากเป็นสถานอบายมุข จึงมีอยู่แค่ไหนแค่นั้น

.
หากจำไม่ผิด ทั่วประเทศไทยมีใบอนุญาตอาบอบนวดอยู่แค่ 113 ใบอนุญาต

.
ใบที่ผมซื้อมาครั้งแรกนั้น มี 106 ห้อง เจ้าของดั้งเดิมได้มาตั้งแต่ ปี 2509 ยังนึกสงสัยว่า อาบอบนวดสมัยนั้นทำไมถึงมีกันเป็นร้อยห้องได้วะ?

.
ช่างรุ่งเรืองใหญ่โตมาแต่เก่าก่อน

.
ตอนหลังถึงรู้จากเจ้าพ่ออาบอบนวดรุ่นเก๋าว่า จริงๆ มันมีแค่ 16 ห้อง แต่ไปเติม 0 ตรงกลางเลยกลายเป็น 106 ห้องซะเลย

.
ไหนๆ ก็เสียเงิน “เก๋าเจี๊ยะ” อยู่แล้ว จะเติมเลข 0 ข้างหลังก็เกรงใจยังไงอยู่ ดูห้องแยะมากไปถึง 160 ห้อง

.
เลยเกรงใจเอา 0 ไว้ตรงกลางดีกว่า

.
จาก 16 ห้อง เลยกลายเป็น 106 ห้องไปเสียฉิบ

.
ที่ว่านี่มัน 50 กว่าปีแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์คงไม่มี หละหลวมไปหน่อย

.
โถ ! นานสมัยนั้น จะเอาอะไรมาเหมือนสมัยนี้ได้เล่า?

.
เสร็จสรรพก็บอกต้นฉบับสูญหาย เป็นอันจบเรื่อง ได้ใบใหม่ จากเดิม 16 ห้อง เป็น 106 ห้อง

.
ยังนึกในใจว่าคนคิดหัวใสแท้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พ่อค้า + หมาต๋า ร่วมมือประสานกัน เหมือน นักการเมือง + ข้าราชการ สมัยนี้เชียวครับท่าน

.
ไฮไลท์สำคัญเรื่องใบอนุญาตอาบอบนวด คือ จำนวนห้องที่ผมหลงซื้อตั้ง 106 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 รวมเบ็ดเสร็จ หมดไป 21,200,000 บาท “ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท” ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อ 30 ปีก่อน

.
อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย

.
เพราะอะไรหรือ?

.
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่

.
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น

.
ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม

.
จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง

.
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า

.
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว

.
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน

.
ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ

.
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

.
ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก

.
ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?

.
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ

.
เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)

.
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน?

.
ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

.
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่?

.
ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”

.
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว?

.
คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้

.
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม

.
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ

.
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง

.
น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา

.
ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ

.
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่

.
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้

.
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน

.
หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่

.
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?

.
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น

.
กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน”

.
เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง

.
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา

.
ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า

.
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น

.
ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ

.
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงไหลทุกวี่ทุกวัน

.
ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

หมวดหมู่
อาบอบนวด

จุดเริ่มต้นและจุดจบ ของอาบอบนวด ep.1

.
ปิดตำนาน “เจ้าพระยา” อาบอบนวดอันโด่งดังในอดีต ของ “ป๋าวัง” อดีตนายทหารยศพันเอก เจ้าของผู้ล่วงลับ

.
ชายไทยอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ล้วนรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าแกทดสอบเด็กที่สมัครมาเป็นหมอนวดด้วยตัวเองทุกคน

.
คงเพราะเป็นทหารเก่ามาก่อน แกถึงแข็งแรงอย่างกับม้าปานนั้น

.
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ความเป็นมาของอาบอบนวดเกิดขึ้นมาในเมืองไทยได้อย่างไร?

.
ตามมา ผมจะเล่าให้ฟัง

.
ในยุคสมัยสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันเข้ามาเต็มเมืองไทย เพราะมีฐานทัพอากาศอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าอู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ไว้จอดพักเครื่องบินรบ ที่รอบินไปบอมบ์ถล่มเวียดกง

.
บรรดาทหารเหล่านั้นพอได้พักรบสักเดือนสองเดือน ก็แห่มาเที่ยวใช้ชีวิตในเมืองไทย เสมือนหนึ่งว่าไม่รู้ครั้งหน้าจะไปตายคาสนามรบหรือไม่? จึงจ่ายเงินซื้อความสำราญทุกรูปแบบ

.
บาร์ ไนท์คลับ อโกโก้ ตามวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าจึงถือกำเนิดขึ้นมากันมากมายเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง เศรษฐกิจรุ่งเรืองเพราะเงินดอลลาร์ เกิดพัทยา พัฒพงศ์ จนไปถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่

.
มี “เมียเช่า” ที่เรียก เมีย+เช่า เพราะฝรั่งไม่ชอบแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพักได้เดือนสองเดือนรอไปรบ ก็ถือโอกาสหาหญิงไทยกินอยู่หลับนอนอย่างกับผัวเมีย (ชั่วคราว) ไปเลย

.
ต่อมามีหนุ่มเจ้าสำราญจบนอกหัวใส เปิดโรงนวดแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ออนเซ็น” เริ่มแรกแค่แก้ผ้าลงอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่น โดยมีหมอนวดสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสีขาวสะอาดตามาช่วยบริการถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ นวดให้ลูกค้าชาย แต่ไม่ได้ลงแช่ด้วย

.
ที่ผมเล่ามามันเมื่อ 50 ปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2510

.
อาบอบนวดพัฒนาขึ้นหลังทหารฝรั่งกลับ ทิ้งมรดก “วัฒนธรรมเซ็กส์” ไว้ให้คนไทย แล้วก็มีอาบอบนวดเปิดขึ้นตามมามากมายหลายที่เพื่อต้อนรับชายไทยมีสตางค์แทน

.
บรรดา “อาโก” (คนจีนที่ชอบทำโรงแรม เป็น “จีนไหหลำ” คำว่า “อาโก” คือ อาเฮียในภาษาจีนแต้จิ๋วนี่เอง) ที่เคยเปิด “ซ่อง” หนุ่มรุ่นกระทงสมัยนั้นต้องเคยไปโรงแรมย่าน “วิสุทธิกษัตริย์ บางขุนพรหม” เพื่อเรียกเด็ก ก็ยกระดับพัฒนามาเป็นอาบอบนวดกันเป็นทิวแถว

.
สุดยอดยุทธจักร ต้องยกให้ฉายา “มิสเตอร์คลีน” เพราะแกชื่อ “สะอาด” รวยเงียบๆ เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมมากมายแถววิสุทธิกษัตริย์ไปยันแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่เรียกกันว่า “โรงแรมเบอร์” เป็นโรงแรมม่านรูด เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่คนรุ่นแก่รู้จักกันดีว่าเอาไว้พาผู้หญิงเข้า พอขับรถเข้าไปก็ปิดม่านทันทีไม่มีใครเห็น

.
ชื่อโรงแรมเป็นตัวเลขหมด เช่น 44, 55, 66 หรือ 99 ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงเรียกมาบริการเรื่องพรรค์อย่างว่ากันทั้งนั้น

.
เมื่ออาบอบนวดเฟื่องฟู ชายไทยรักสนุกไปอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง ถนนเพชรบุรีจึงติดลมบนของ “วงจรอบายมุข” ที่แม้ชายใดได้ลิ้มลองเป็นได้ถวิลหามาเยือนกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

.
เพราะอะไรหรือ?

.
ก็เพราะวิวัฒนาการสุดท้ายของอาบอบนวดจากการแช่น้ำอุ่นๆ คลายเมื่อยแล้วมานวดตัว ได้กลับกลายเป็นธุรกิจ “เซ็กส์” เต็มตัว เพราะเหล่าหมอนวดที่มีกฎเหล็กว่า “ห้ามร่วมประเวณีกับแขก” ล้วนฝืนกฎเพราะเจอเสี่ย หรือเหล่าชายหน้ามืดจ่ายเงินให้ต่างหากจากค่านวดอาบน้ำ เป็นปิดเกมด้วยนาบส่งท้าย

.
พอนานๆ เข้า เจ้าของเลยไปรวมเบ็ดเสร็จ ค่าอาบน้ำ + นวด + นาบ ในราคาเดียวเสียเลย และมีการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้แขกเบี้ยวหรือเสียรายได้ เพราะว่าบางคนตกลงราคากันเอง แต่เจ้าของไม่ได้ด้วย ก็เป็นปัญหาตามมาอีก

.
ทีนี้ พัฒนาการของอาบอบนวดที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ โดยสังคมไทยยอมหลับตาลงข้างหนึ่งมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตั้งกฎหมายที่เรียกว่า “พรบ.สถานบริการ” ออกมาควบคุม ทั้งไนท์คลับ บาร์รำวง ไปจนถึง อาบอบนวด ล้วนต้องมีใบอนุญาตทั้งสิ้น

.
มีสารพัดกฎเกณฑ์ออกมา ไม่ว่า ต้องมีช่องกระจกที่ประตูไว้ดูภายในให้เห็นว่าทำอะไรกันอยู่ หรือประตูห้ามล็อคต้องเปิดได้ตลอด มีระบุจำนวนห้อง รวมทั้งในใบอนุญาตมีระบุจำนวนอ่างไว้ชัดเจน ว่าอนุญาตให้เปิดได้กี่ห้อง กี่อ่าง?

.
แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ใครได้ถือหรือมีใบอนุญาตอาบอบนวดมูลค่าใบละหลายสิบล้าน วัดกันที่จำนวนห้องที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ละใบไม่เหมือนกัน ได้มากันอย่างไร? แล้วกฎหมายบังคับใช้ได้ไหม?

.
หรือแม้แต่มีวิธีหลีกเลี่ยงกันยังไง? สารพันวิธีการ “ซูเอี๋ย” (สมยอม) กันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ หมาต๋า เขาทำกันอย่างไร?

.
ไว้ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง มันส์สะเด็ดสะเด่าถึงใจพระเดชพระคุณครับ

.
เพราะผมใช้ทุกวิถีทางเหมือนกัน ถึงรู้ช่องทางเป็นอย่างดี

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น