หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ครอบงำการเมืองไทยอย่างประสบความสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยผ่านทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อทั้งผ่านสื่อและการศึกษา หากผู้นำพลเรือนคนใดต้องการท้าทายเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ก็มักจะถูกกำจัดโดยการทำรัฐประหาร แต่การเข้าสู่การเมืองของทักษิณมันต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอาศัยนโยบายประชานิยมในการเอาใจคนรากหญ้า คนที่ถูกคนกรุงมองข้ามมาตลอด ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเสียงข้างมากทางการเมือง ผันความจงรักภักดีจากภูมิพลมาสู่นักการเมือง ทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปลี่ยนความศรัทธาทางการเมืองที่ขึ้นกับตัวบุคคล มาสู่การขึ้นกับพรรคการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย เค้าก็จะเลือก เพราะเค้ารู้ว่า เค้าจะได้รับการตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การได้รับถุงพระราชทานที่มีปลากระป่อง ยาสีฟัน สบู่ มาสู่ถุงประชานิยมของทักษิณที่มีสมารต์โฟน ไอแพ๊ด และอื่นๆ ทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปรับถุงพระราชทานอีก นี่เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ต้องการกำจัดทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งสองอย่างถล่มทลาย ทำให้เป็นนักการเมืองคนแรกของไทยที่อยู่ครบเทอม 4 ปี….จากนั้นก็คือการตั้งขบวนการล้มทักษิณ โดยม็อบเสื้อเหลืองที่เรารู้จักกันอยู่ โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทักษิณล้มเจ้า แค่การล้มเจ้าก็เพียงพอที่จะผลักดันให้รอยัลลิสต์ชนชั้นกลางในกรุงเทพออกมาโจมตีรัฐบาล โดยใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการล้มทักษิณ ทั้งเสื้อเหลือง ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และการทำป้าย “รักในหลวง ต่อต้านทักษิณ” นี่เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์มาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง คือคุณต้องเลือก ไม่มีสายกลาง ถ้าคุณเอาทักษิณ นั่นคือคุณล้มเจ้า ถ้าคุณรักเจ้า คุณต้องกำจัดทักษิณ เรื่องทั้งหมดนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ การไม่ออกมาปฏิเสธนั่นคือการยอมรับการให้พันธมิตรใช้ชื่อสถาบันในการล้มทักษิณนั่นเอง….พันธมิตรทำสำเร็จ ล้มทักษิณได้ แต่การล้มทักษิณคือการตบหน้าคนเสื้อแดง มันมีคคำเปรียบเปรยบ่อยๆ คนต่างจังหวัดเลือกนายก แต่ถูกล้มโดยคนกรุง พอกันที เค้าจึงตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนกลายมาเป็นเสื้อแดงอย่างที่เรารู้ หลังรัฐประหาร ฝ่ายเจ้าคิดว่าล้มทักษิณได้แล้ว จึงยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งในปีถัดไป แต่เค้าก็คาดไม่ถึงว่า ถึงตอนนั้น อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมันฝังรากลึก คนเสื้อแดงที่ปรากฏตัวก้เป็นฐานเสียงให้ทักษิณ ผนวกกับภูมิพลเองก็เริ่มป่วย เข้ารักษาตัวที่ศิริราช เข้าๆ ออกๆ ตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทักษิณใช้สมัครเป็นนอมินี จึงประสบความสำเร็จอีกแล้ว เหยียบหน้าผู้ดีกรุงเทพผ่านกล่องเลือกตั้ง พอสมัครขึ้นเป็นนายก ก็จุดผีพันธมิตร และใช้ทุกวิถีทางในการล้มสมัคร โดยจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร….เราแพ้คดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลก แต่เราไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ยังคงใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ทีนี้ กลางปี 2551 กัมพูชาต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกของ UNESCO ไทยเองเห็นว่า การให้การสนับสนุนเขมรจะเป็นเรื่องดีหลายประการ ถ้าเขาพระวิหารได้รับสถานะนั้น ก็จะมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ไทยจะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไทยมีเรื่องกับเขมรจนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ เมื่อปี 2546 สมัครจึงเป็นว่า การสนับสนุนเขมรรอบนี้จะช่วยปรับความสัมพันธ์ แต่พันธมิตรตีข่าวเรื่องการสนับสนุนเขมรคือการที่สมัครยกพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เขมรไป เพื่อสร้างกระแสชาตนิยมล้มรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น นพดล ปัทมะ ทนายของทักษิณ ที่ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศต้องถูกบังคับให้ลาออก แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาสมัครออกได้ จึงหันไปใช้ข้อกล่าวหาอื่น นั่นคือ การที่สมัครยังมีรายการทำอาหารเป็นของตัวเองในระหว่างดำรงตำแหน่งนายก ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง และวินิจฉัยให้สมัครลงจากตำแหน่ง ถือเป็นกรณีแรกๆ ของตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup ซึ่งสะท้อนอีกครั้งว่า ศาลไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเครื่องมือของสถาบันกษัตริย์ เมื่อสมัครลงจากตำแหน่ง ทักษิณไม่ยอมแพ้ ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผัวเจ๊แดง น้องเขย เป็นนายกแทน ยิ่งทำให้พันธมิตรเกรี้ยวกราด เลยใช้การปิดสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล จนเกิดวาทกรรม อาหารดี ดนตรีเพราะโดยนายกษิต ภิรมย์ แต่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดสมชายได้ จนศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาทำตุลาการภิวัฒน์รอบสอง สั่งยุบพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากรรมการพรรคท่านนึงโกงเลือกตั้ง การยุบพรรคครั้งนั้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งกองทัพและวัง ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย (แทนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง) ซึ่งการเข้ามาของอภิสิทธิ์คือจุดด่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การทำสงครามกับเขมรเรื่องเขาพระวิหาร และการสังหารคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ที่จะกล่าวในตอนต่อไป

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แต่กลุ่มที่สนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์ยังคงปฏิเสธอาณัติทางการเมืองของประชาชนในชนบท ขณะเดียวกัน แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นล่างที่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงใหญ่ แต่ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประนีประนอม จนนำไปสู่ความเชื่อในกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่จะสามารถร่วมมือทำงานกันได้ (working relationship) กับกองทัพ ซึ่งอาจมีข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความต้องการของกลุ่มเครือข่ายพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ต้องการให้ทักษิณ “กลับบ้าน” เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ดี ณ ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่า “เวลา” ยังอยู่ข้างทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทักษิณยังคงได้แต้มต่อทางการเมืองเพราะมีฐานเสียงกว้าง ส่วนกลุ่มรักเจ้า/รอยัลลิสต์และกลุ่มที่โหยหาต่อระบอบราชาธิปไตยได้ “ลงทุน” ทางด้านการเมืองไว้กับกษัตริย์ภูมิพลอย่างล้นเอ่อ ทั้งในรูปของความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ จนมองข้ามไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป หรือพูดง่ายๆ คือ ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่บุคคลรอบข้างสถาบันกษัตริย์ก็เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทว่ากลับเลือกที่จะใช้มาตราการแตกหักที่โง่เขลาในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อซ่อนเร้นความกังวลใจของตัวสถาบันเอง มาตรการที่เด่นชัดที่สุดคือ การใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในการกำจัดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือนับรวมถึงมาตรการใช้กำลังทหารปราบปราบกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ณ แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553การใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น แม้จะนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไทยทั่วๆ ไปได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมหาศาลต่อกลุ่มรอยัลลิสต์เอง อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า กลุ่มรอยัลลิสต์จะยังไม่ลดละท่าทีและความคิดในการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับผู้เห็นต่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเมืองและสังคมของตนเอง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่การใช้ความรุนแรงอาจจะยังคงเกิดขึ้นอีก (โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการชุมนุมอย่างกว้างขวาง) ทั้งนี้ เพราะบารมีของกษัตริย์ภูมิพล ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องของรัฐไทยถึงคุณสมบัติพิเศษของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ในจักรวาลแห่งนี้ ยิ่งจะทำให้โอกาสของความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงมากยิ่งขึ้นไปอีก วชิราลงกรณ์กำลังประสบกับปัญหา “ความขาดแคลน” ของอำนาจที่ตั้งบนความชอบธรรมของกษัตริย์ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียวของสถาบันกษัตริย์คือต้องร่วมมือกับประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตามที่ปรากฏ นั่นไม่ใช่สิ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการ กระนั้นก็ตาม สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลและอารยะ ถึงอนาคตการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ในยุคที่ไม่มีกษัตริย์ภูมิพลต่อไปอีกแล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาวะของความวิตกกังวลและเสียจริตของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรอยัลลิสต์ ถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลังรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล แต่สำหรับตัวทักษิณเอง คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดาอย่างเชื่อมั่นได้ว่า อิทธิพลทางการเมืองของทั้งสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำรอยัลลิสต์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสูญญากาศทางอำนาจที่ทักษิณหรือบริวารปรารถนาที่จะเติมให้เต็มด้วยการเมืองแบบใหม่ที่ตั้งบนหลักสปิริตของการเลือกตั้ง บั้นปลายจึงน่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่กำหนดโดยสถาบันกษัตริย์มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือการปะทะกันด้วยความรุนแรงจากกลุ่มรอยัลลิสต์และกองทัพที่บดขยี้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมิอาจพรรณาได้แต่ทั้งหมดนี้ มันดันเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาก การทำรัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ การกลับมาของรัฐบาลทหาร การสวรรคตของภมิพล ลัทธิการสร้างความหวาดกลัวภายใต้วชิราลงกรณ์ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ การระบาดของโควิด และการฟื้นตัวของพลังนักศึกษาทั่วประเทศ เราจะค่อยๆ ไปทีละประเด็นหลังจากนี้…..

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กษัตริย์ภูมิพลนับเป็นกษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากษัตริย์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทการเมืองไทย กษัตริย์ภูมิพลมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำความเจริญ ทันสมัย ศิวิไลซ์มาสู่สยาม หรือตามที่นักประวัติศาสตร์อนุรักษนิยมได้กล่าวว่า มีส่วนทำให้สยามสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคอาณานิคมกษัตริย์ภูมิพลก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แบบ “อุบัติเหตุ” เมื่อปี 2489ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ตกต่ำอย่างมาก กษัตริย์ภูมิพลสามารถปรับสถานะของสถาบันกษัตริย์จากที่อยู่ในสภาพเกือบจะ “สูญพันธุ์” พลิกไปสู่การเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ โดยผ่านการสร้างบารมีส่วนตัว ไหวพริบ และการใช้เครือข่ายในการคงสถานะสำคัญทางการเมืองไว้ จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันกษัตริย์ในยุคนี้สามารถครอบงำระบอบและผู้นำทางการเมืองไว้ได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพแต่เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต้องการปรับโครงสร้างและภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ ทำให้นำไปสู่การท้าทายเครือข่ายพระมหากษัตริย์[1] ที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ โดยทักษิณใช้ประโยชน์จากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยในชนบทผ่านนโยบายประชานิยมที่ประสบความสำเร็จและระบบการเลือกตั้ง เปลี่ยนความภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์ไปสู่ความภักดีต่อระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนสิทธิการเลือกผู้แทนฯ ทักษิณได้อาศัยระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายอำนาจของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ เมื่อความนิยมในตัวทักษิณสูงมากขึ้น และไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งติดต่อกันถึงสองครั้ง ทักษิณกลายเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้สถาบันกษัตริย์เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น (insecure) ต่อเกมการเมืองแบบใหม่ที่อาณัติของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สถานการณ์ของความหวาดหวั่นเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การก่อรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งสาธารณชนไทยเชื่อว่า มีบุคคลสำคัญในเครือข่ายพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังหลังจากรัฐประหาร การเมืองไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์กับกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย (ในกลุ่มหลังมีกลุ่มที่ยังคงให้การสนับสนุนต่อทักษิณประกอบอยู่ด้วย) กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อเหลืองไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนันจากชนชั้นนำชาวกรุงเทพฯ แต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของตนยังได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกบางคนของราชวงศ์จักรี [2] ทว่าในความเป็นจริง คนเสื้อแดงและฝ่ายทักษิณยังคงสามารถควบคุมการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสำคัญของการเลือกตั้ง และนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวทักษิณ) และพรรคพวก ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหนือพรรคการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554[1] “เครือข่ายพระมหากษัตริย์” (network monarchy) ในที่นี้มีความหมายกว้างกว่าองค์พระมหากษัตริย์ ดู Duncan McCargo, “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” The Pacific Review Vol. 18,No. 4 (December 2005): 499–519.
[2] ระหว่างการชุมนุมก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยาไม่นาน แกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใส่ “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902…74…12 สิงหาคม 2549…แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งภายหลังคำนูญ สิทธิสมานได้บันทึกเล่าว่า “ท่านผู้ปรารถนาดี” คนหนึ่งมอบให้ นอกจากนี้ยังมี “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน [สุภาพสตรีสูงศักดิ์] เคารพ” มอบเงินจำนวน 2.5 แสนบาทให้แก่พันธมิตรฯ ด้วย ต่อมาในเดือน ส.ค. 2550 สนธิ ลิ้มทองกุลได้กล่าวที่สหรัฐฯ ว่า เขาเคยได้รับ “ของขวัญชิ้นหนึ่งมาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี” และได้กล่าวบนเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนของพันธมิตรฯ ในเดือน มิ.ย. 2551 ว่า “ผ้าพันคอ [สีฟ้า] นี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืน [ก่อนเกิดรัฐประหาร] นั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน” หลังจากนั้นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ เดือนต่อมา สนธิได้นำเทปบันทึกเสียงส่วนพระองค์ของพระราชินีมาเปิดให้ผู้ชุมนุมฟัง แล้วตีความในลักษณะที่สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และต่อมาในวันที่ 13 ต.ค. ปีเดียวกัน พระราชินีได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ซึ่งบิดาของน้องโบว์ได้เปิดเผยแกสื่อมวลชนว่าพระองค์มีรับสั่งว่า “[น้องโบว์] เป็นคนดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์… ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์ด้วย… เป็นห่วงพันธมิตรฯ ทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตรฯ” ดู หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ,กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, และอีกหลายฉบับของวันที่ 14 ต.ค. 2551; คำนูญ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ:จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์, 2549); และดูเพิ่มเติมบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 2 ชิ้น เรื่อง “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร,” ประชาไท, 12 สิงหาคม2551, http://www.prachatai.com/journal/2008/08/17688; และ “ปัจฉิมลิขิต บทความ ‘พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร’,” ประชาไท, 12 สิงหาคม 2553, http://prachatai.com/journal/2010/08/30680.

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น