หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

บทความของศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร E-International Relationsได้รับการแปลเป็น 6 ภาษา นอกจากอังกฤษ คือฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน รัสเซีย เกาหลีและอารบิค ตามนี่้เลยค่ะ
My article on the future of monarchies in Southeast Asia, originally published in E-International Relations has now been translated into 6 languages. Aside from English, it is now available in Korean, Russian, Spanish, German, Arabic and French. Enjoy reading!
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2512 –> English
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2550 –> Korean
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2541 –> Russian
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2534 –> Spanish
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2513 –> German
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2526 –> Arabic
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2545 –> French

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 21

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วชิราลงกรณ์เป็นคนบ้าเรื่องวินัยมาก การแต่งกาย การประพฤติตน โดยเฉพาะแบบทหาร ศัพท์ภาษาฝรั่งอาจเรียกว่าเป็น Martial power แล้วมันติดตัวมาตลอด ที่มาที่ไปมาจากประสบการณ์ตั้งแต่ยังเล็กๆ จนไปเรียนจบที่ออสเตรเลีย หากวิเคราะห์เรื่องนี้แบบจริงจัง มันเป็นพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเค้าเอง แล้วพอมาเป็นกษัตริย์ ก็ใช้บุคลิกภาพนี้มาเป็นตัวสร้าง royal governance ที่ต่างไปจากอดีต ในสมัยภูมิพล เค้าใช้ “การพัฒนา” เป็นแกนในการปกครองมวลชน ในสมัยวชิราลงกรณ์ เนื่องจากไม่สนใจเรื่องการพัฒนา ไม่มีบารมี ไม่มีอำนาจทางจริยธรรม moral authority หรือใช้อำนาจแบบทหาร martial power เป็นตัวนำในรัชสมัยนี้…วชิราลงกรณ์ถูกย้ายจากโรงเรียนจิตรลดาไปที่โรงเรียนประจำที่แพงที่สุดของอังกฤษ อย่างที่เราได้อ่านรายงานที่เขียนโดยเพื่อนร่วมชั้นของวชิราลงกรณ์ที่อังกฤษแล้ว จะพบว่า ไม่มีใครคบวชิราลงกรณ์ เรื่องการเรียน หัวไม่ดี และแม้จะมาเรียนอังกฤษแต่เด็ก แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ชอบเก็บตัวเอง เวลากินข้าวไม่มีใครกินด้วย ต้องนั่งกินกับครูแทน นอกจากนี้ ยังอ้วน เบ๊อะบ๊ะ ชอบซุกอาหารไทยไว้ใต้เตียงและแอบกินตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม แม้วิชาทั่วไปจะหัวไม่ดี แต่วิชาที่ลงภาคสนาม อาทิ การออกกำลังกายกลางแจ้ง การจัดระเบียบในชั้นเรียน วชิราลงกรณ์จะชอบมาก keen ว่างั้น จะชอบที่เป็นคนออกคำสั่งให้คนอื่นปฏิบัติ ซึ่งกลายมาเป็นการบูลลี่ ในรายงานที่เขียนโดยเพื่อนร่วมชั้นระบุว่า ใครที่อ่อนแอกว่า จะถูกแกล้ง ถูกใช้กำลัง จนในที่สุดคนที่ถูกบูลลี่ต้องยอมสารพัด (ดูที่นี่https://www.telegraph.co.uk/men/thinking-man/like-board-millfield-school-king-thailand/)
….ภูมิพลเห็นแนวโน้มที่ลูกชอบวิชาทหาร ซึ่งก็เหมาะกับบริบททางการเมืองระหว่างประเทศในตอนนั้น คือสงครามเย็น ที่ต้องต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ เลยส่งให้ลูกไปเรียนที่ Duntroon ซึ่งเป็นโรงเรียนทหารที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สาเหตุว่าทำไมถึงเลือกออสเตรเลีย แทนที่จะให้เรียนที่ Sandhurst ที่อังกฤษ Westpoint ที่สหรัฐฯ หรือ Ecole Militaire ของฝรั่งเศส อาจวิเคราะห์ได้ว่า ลูกไม่อยากอยู่อังกฤษแล้ว ไม่เลือกอเมริกาเพราะเป็นสาธารณรัฐจ๋า (แล้วอุบลรัตน์ก็เลือกไปแล้ว) ไม่เลือกฝรั่งเศสเพราะอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ เลยมาตกที่ออสเตรเลีย ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ออสเตรเลียไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสงครามเย็น เลยมีความปลอดภัยให้วชิราลงกรณ์
…วชิราลงกรณ์ชอบออสเตรเลีย เพราะมันไกลจากบ้าน ทำตัวได้สบายๆ ชอบวิชาทหารที่นั่น ชอบขับรถจากแคนเบอร์ร่าไปซิดนีย์ไปเที่ยวคลับบาร์ต่างๆ ในส่วนของ Duntroon นั้น แม้มีชื่อเสียงมาก แต่ก็มีเรื่องลบๆ มากเช่นกัน ลอง google ในอินเตอร์เน็ตก็รู้ว่ามีเรื่องอื้อฉาวมาก ทั้งการละเมิดทางเพศ ทั้งการฝึกจนตาย ทั้งการคอร์รัปชั่น ดิชั้นได้สัมภาษณ์นักวิชาการออสเตรเลียที่ให้ความเห็นว่า วชิราลงกรณ์เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ และมันก็ฝังอยู่ในความทรงจำ ดังนั้น ความซาดิสม์ รุนแรงที่มาจากวชิราลงกรณ์ ข่าวลือเรื่องการอุ้มฆ่า การลงโทษผู้ใต้บังคัญบัญชาอย่างป่าเถื่อนพิศดาร ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ Duntroon โรงเรียนนี้ควรต้องรับผิดชอบต่อความบ้าคลั่งของวชิราลงกรณ์จริงๆ
…เครือข่ายของวชิราลงกรณ์ในออสเตรเลียมีมาก ดิชั้นได้สัมภาษณ์เพื่อนของเค้าที่เคยเนียน Duntroon ด้วยกัน ลงความเห็นว่า เค้าเป็นคนแปลก แต่ก็เป็นมิตรในจุดหนึ่ง และเมื่อคนพวกนี้ไปเที่ยวเมืองไทย วชิราลงกรณ์ก็ส่งลูกน้องมาต้อนรับอย่างดี แต่เครือข่ายไปอาจไปไกลกว่านั้น คนหนึ่งที่อาจอยู่ในเครือข่ายนี้ในเวลาต่อมาคือธรรมนัส เพราะตอนที่ธรรมนัสถูกจับ เค้าอ้างทันทีว่าเค้าทำงานให้วชิราลงกรณ์ ทุกวันนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าธรรมนัสยังมีสายสัมพันธ์กับวชิราลงกรณ์อยู่ ในแง่ของการเป็นผู้ชักใยทางการเมือง มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล จนได้ตำแหน่งรัฐมนตรี สังเกตเข็มกลัดทีปังกรบนเสื้อของธรรมนัสด้วย
…พอได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ วชิราลงกรณ์ก็เอา martial power มาใช้อย่างเคร่งครัด เรื่องทรงผม เสื้อผ้า ยกอกอึ้บ กลายมาเป็นเรื่องที่ซีเรียสมากและไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง การตัดผมสั้นยังเลยไปถึงการเป้นสัญลักษณ์ของการลงโทศให้อับอาย เช่นโกนหัวศรีรัศมิ์ หมอหยอง ปรากรม พงศ์พัฒณ์ จุมพล ดิสธร และอีกมาก กฏนี้ใช้อย่างเคร่งครัดในราชวัลลภ ไม่เว้นแม้แต่ทหารหญิง รวมถึงที่อยู่ในฮาเร็ม และแม้แต่ก้อยเองก็ทำตามประสงค์นี้ การบังคับไว้ผมสั้นมันคือการครองงำสิทธิในร่างกายเหนือบุคคลอื่น มันเป็นการย้อนยุคไปสู่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่หญิงไทยในราชสำนักต้องไว้ผมสั้น (เจ้าดารารัศมีประท้วงโดยการไม่ตัดผมเมื่อต้องย้ายมาเป็นสนมของ ร 5 อ้างว่า เธอคือล้านนา ไม่ใช่สยาม) กฏนี้ยังรวมไปถึงทหารคนอื่นๆ ที่อยู่นอกราชวัลลภ ตั้งแต่อภิรัชต์ไปถึงข้าราชการระดับล่าง ดังนั้น เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมมันเป็นตัวชี้วัดระดับอำนาจของวชิราลงกรณ์ และเท่าที่เราเห็น มันมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 20

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์และสิรินธรเป็นที่สนใจกับมากทั้งจากฝั่งแดงและเหลือง ก่อนอื่น ขอบอกเลยว่า ข่าวว่าสองพี่น้องทะเลาะกัน เกลียดกัน แก่งแย่งชิงดีนั้น แทบจะไม่มีมูลเลย แน่นอน เราอาจจะไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าความสัมพันธ์มันเป็นแบบไหน แต่จากการสังเกตการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะมุมมองทางการเมืองของวชิราลงกรณ์ เราอาจเชื่อได้ว่า ข่าวลือเรื่องการทะเลาะกันมันไม่เป็นความจริง…หลายปีก่อน มีคนเม้าท์กันว่า พ่อลำเอียง รักลูกสาวมากกว่า เพราะลูกสาวประพฤติตัวดีกว่าพี่ชาย และอาจยกบัลลังค์ให้ นี่คือการปล่อยข่าวของกลุ่มที่เรียกว่าเป็น wishiful thinking คือฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเอาข่าวลือมาปลอบใจตัวเอง ลือไปต่างๆ นานาว่า วชิราลงกรณ์เอาปืนยิงสิรินธร จากนั้นก็เห็นสิรินธรเข้าเฝือก โอ้ยขำ ดูละครกันตนามากจนเกินเหตุ นอกจากนี้ การที่ในหลวงยกระดับให้สิรินธรเป็น “สยามบรมราชกุมารี” นั้น ก็มีคนไปเต้าว่าเป็นการยกให้เทียบเท่าวชิราลงกรณ์ที่เป็นสยามมกุฏราชกุมาร ในความเป็นจริง ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในยศที่ปรากฏเป็นภาษาอังกฤษ สยามมกุฏราชกุมารคือ Crown Prince ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป แต่สิรินธรในภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำว่า Crown Princess ไม่ได้ใช้คำนี้ในภาษาอังกฤษที่เป็นทางการ หากแต่ยังใช้คำว่า Princess เท่านั้น…ต่อมาการแก้ไขกฏหมายการสืบสันตติวงศ์ที่เปิดโอกาสให้ “ผู้หญิง” ขึ้นเป็นกษัตรีย์ได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ภูมิพลต้องการให้สิรินทรมาแทนวชิราลงกรณ์ อย่าลืมว่า ในครอบครัวนี้ มีลูกเพียง 4 คน แล้วก็เหลือสามคนเพราะอุบลรัตน์ถูกตัดฐานันดรไปแล้ว การแก้ไขให้ผู้หญิงขึ้นครองราชย์ได้นั้น เป็นแค่การสร้างทางเลือกในกรณีที่ไม่เหลือผู้ชายในครอบครัว เพราะครอบครัวมันเล็กมาก ไม่เหมือนในสมัยรัชกาลที่ 5 พูดง่ายๆ การแก้ไขกฏตรงนั้นก็เพียงเพื่อไม่ให้การสืบสันตติวงศ์ต้องถึงทางตันเท่านั้นเอง เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายๆ ว่า หากภูมิพลต้องการให้น้องสาวขึ้นแทนพี่ชาย ก็ต้องประกาศก่อนตัวเองตาย แต่แม้แต่าภูมิพลเองก็ยังยึดมั่นในหลักการสิบสันตติวงศ์ที่มีมาช้านาน และมองว่า ไม่อยากให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านต้องชะงัก เอาจริงๆ ภูมิพลมีความเห็นแก่ตัวสูง ทิ้งความเน่าเฟะทั้งหลายให้รุ่นลูกต้องมาแก้อีกมาก…ในความเป็นจริง ครอบครัวนี้มีความรักใคร่กันมาก โตมาด้วยกันในครอบครัวที่มีอภิสิทธิ์ที่สุด แม้วชิราลงกรณ์จะมีความโหดร้าย แต่คนในวงในรู้กันว่า เค้ารักพี่น้องทุกคน รักคนละแบบ รักพี่สาวที่เป็นพี่สาว และเอาจริงๆ สงสารที่ถูกพ่อถอนยศฐาบรรดาศักดิ์ ถ้าไม่เกิดเรื่องไทยรักษาชาติ ก็อาจจะคืนยศให้พี่สาวไปแล้ว รักสิรินธรเพราะเป็นน้องที่สร้างความรักที่ประชาชนมีให้สถาบัน คือต่อให้ใครทำเลวอย่างไร แต่มีสิรินธรเป็นตัวช่วยพยุงสถาบันเอาไว้ เพราะฉะนั้น มันเป็นความรักน้องที่มีประโยชน์ส่วน คนสุดท้ายนี่รักมาก ดูแลตลอด เพราะน้องอ่อนแอ เค้าจึงยอมไม่ได้หากมีใครมาทำร้ายร้องสาว อย่างกรณีการจัดการกับทั้งวีรยุทธและชัยชนอย่างโหดร้าย…ดังนั้น กลับมาเรื่องเดิมอีก ไอ้การบอกว่าพี่ชายเกลียดสิรินทร มันแทบไม่มีมูล เอาเข้าจริง 2 พี่น้องทำงานเข้าขากันดีมาก เมื่อถึงจุดที่พี่จะขึ้นครองราชย์ สิรินทรก็ลดบทบาทลงไปมากทีเดียว เพื่อเป็นการปูทางให้พี่ชาย ส่วนไอ้การที่ กปปส บิ้วเรื่องสิรินทรนั้น ส่วนหนึ่งคือ wishful thinking อย่างที่เขียน คืออีพวกอีลีทไทย ชนชั้นกลางตอแหล พวกนี้มันเกลียดวชิราลงกรณ์ แล้วพยายามเอาสิรินทรไปชน อันนี้คนอย่างลุงสนามหลง พูดเป็นตุเป็นตะว่าเค้าทะเลาะกัน ไม่เลย ถามว่า สิรินธรพอใจ กปปส ไหม ในความเห็นดิชั้นคิดว่า ฝ่ายเจ้าทุกคนก็เอา กปปส ทั้งนั้น ดังนั้น การด่วนสรุปว่า สิรินธรเอา กปปส เลยทำให้ไม่ถูกกับพี่ชาย เป็นเรื่องไร้สาระ…เพราะในความเป็นจริง พี่น้องทำงานอย่างเข้าขา การไปร่วมงานที่ไปร่วมงานขึ้นครองราชย์กษัตริย์เนเธอร์แลนด์ด้วยกัน (บทความของดิชั้นเรื่องนี้ https://www.newmandala.org/royal-power-arrangement/) ก็เพราะต้องการใช้ความชอบธรรมของน้องมาลบภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ของพี่ หรือแม้แต่การยอมให้มีการจัดงานวันเกิดสิรินธรอย่างใหญ่โต นั่นก็เพราะจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ สิรินธรคือสินค้าหลักของบริษัทนั่นเอง ส่วนจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อไปหรือเปล่า มันเร็วไปที่จะพูด ขึ้นกับเงื่อนไขทางการเมือง และความมั่นคงของสถาบันเอง ทั้งนี้ รวมด้วยว่า สุทิดาจะมีลูกด้วยหรือไม่

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 19

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับทักษิณเป็นประเด็นที่พูดกันมาก แม้แต่ตัวดิชั้นเองที่ได้มีโอกาสคุยกับคุณทักษิณหลายครั้ง ก็ยังไม่สามารถล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงของคนทั้งสอง เรื่องนี้ลือกันมาก ตั้งแต่ก่อนทักษิณเป็นนายก และยิ่งหนาหูเมื่อตอนทักษิณเป็นนายกแล้ว จนถึงขนาดทูตสหรัฐเอาไปเขียนรายงานกระทรวงการต่างประเทศที่วอชิงตันว่า ทักษิณมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ่งกับวชิราลงกรณ์ จนทำให้อีลีทไทยคนอื่นๆ หวั่นใจว่า วชิราลงกรณ์จะหันไปร่วมมือกับทักษิณแล้วกินรวบการเมืองไทย….ข่าวลือมันมาจากไหน มันมาจากความพยายามของทักษิณในการเอาใจเจ้า เรื่องนี้เขียนไปแล้ว คือทักษิณจะเอาทุกอย่าง อยากได้อำนาจทางการเมือง และทำได้สำเร็จ แต่การได้อำนาจทางการเมืองนั้น ทำให้ต้องเป็นอริกับฝ่ายเจ้า ซึ่งทักษิณก็พยายามที่จะดีด้วย แต่ไม่เป็นผล เพราะทักษิณถูกมองเป็นภัยตั้งแต่วินาทีแรกที่เค้าชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย นี่มันคือความน่าเสียดายที่ทักษิณไม่ต้องการใช้พลังมวลชนเปลี่ยนการเมืองแบบใหม่ และดับเครื่องชนระบบเจ้าที่มันเกาะกินมานาน ในทางตรงข้าม อำนาจก็จะเอา เจ้าก็จะเลีย ผลสุดท้าย คนไทยกลายเป็นผู้รับกรรม…ข่าวลือคือ เมื่อทักษิณไม่สามารถทำให้ภูมิพลรักได้ ก็ต้องไปเอาใจวชิราลงกรณ์แทน โดยการเป็นเจ้ามือจ่ายค่าโน่นค่านี่ให้ รวมถึงข่าวลือของการออกเงินช่วยซ่อมวังที่นนทบุรี แต่จดบัดนี้ เราก็ยังไม่เห็นหลักฐานอันนั้น จากนั้นมันก็มีสัญลักษณ์อื่นๆ ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า สองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาทิ การที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ใน นสพ ไทม์ ของอังกฤษ บอกว่า รัชสมัยหน้า (ร 10) จะต้องดีกว่า สว่างกว่า รัชสมัยปัจจุบัน (ตอนพูดนั้น ภูมิพลยังไม่ตาย) ทำให้ฝ่ายเจ้าโกรธและฟ้องทั้งทักษิณและนักข่าวอังกฤษด้วย 112 <_ thaipoliticalprisoners.wordpress.com=”thaipoliticalprisoners.wordpress.com” _2009=”_2009″ _11=”_11″ _09=”_09″ thaksin-and-the-golden-age=”thaksin-and-the-golden-age” _=”_”>

….ถามว่าเชื่อไหมว่าคนสองคนมีการสื่อสารกัน อันนี้ดิชั้นเชื่อแน่ๆ ว่ามีการสื่อสารโดยผ่านตัวกลาง ทักษิณยังมีคนที่พอพึ่งได้ในวังที่จะเป็นคนส่งสัญญาณต่างๆ อาทิ สัญญาณว่าตัวเองต้องหนีออกไป สัญญาณที่ส่งต่อไปยิ่งลักษณ์ว่าต้องหนี รวมถึงเพื่อนพ้องทางการเมืองที่เป็นตัวกลางให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอนุทิน หรือแม้แต่ประวิตรเองก็ตาม ประวิตรมีความสนิทสนมกับตระกูลดามาพงศ์มาก และยังมีความเกรงใจคุณหญิงพจมานอย่างที่สุด พยายามที่จะแยกความเกลียดทักษิณออกจากพจมาน เราจะสังเกตเลยว่า คนจะด่าทักษิณอย่างไร พจมานไม่ถูกลากไปเกี่ยวด้วย เมื่อตอนอีทยาจาก กปปส ไล่ด่าคุณหญิงที่สยาม หลังจากนั้น อีทยาถูก “ผู้ใหญ่” เรียกไปด่าว่า อย่าไปยุ่งกับคุณหญิงพจมาน…ต่อมาก็เกิดปรากฏการณ์เสื้อแดง ใครจำได้ไหมว่ามีวาทกรรม “เรารักพระบรม” ออกมาจากคนเสื้อแดง ดิชั้นฟังแล้วป่วย บอกเลย ต้องการปลดแอกออกจากระบบภูมิพล แต่กลับจะเอาตัวเองไปอยู่ในระบอบวชิราลงกรณ์ ดิชั้นเองเอาเรื่องนี้มาล้อ การปาฐกถาครั้งสุดท้ายของดิชั้นที่กรุงเทพ ดิชั้นใส่เสื้อตัวนี้ขึ้นเวที เป็นการพูดวิจารณ์วชิราลงกรณ์อย่างตรงไปตรงมา ตอนนั้นยังคิดเลยว่าอีกไม่นานดิชั้นคงถูกจับ ไม่นานก็เกิดรัฐประหาร และอย่างที่เราทราบกันอยู่ว่าดิชั้นโดนอะไรบ้าง กลับมาที่คนเสื้อแดง ส่วนหนึ่งบอกว่า ไอ้แคมเปญเรารักพระบรมเป็นการตอกกลับกลุ่มรอยัลลิสต์ให้มันดิ้นตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นว่าวชิราลงกรณ์หันมาอยู่ข้างเสื้อแดง ดิชั้นไม่อินด้วยนะคะกับความคิดแบบนี้ คิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ….ยิ่งตอนที่เสื้อแดงชุมนุมที่อักษะ ยิ่งตีความกันไปใหญ่ว่า วชิราลงกรณ์อนุญาตให้ชุมนุมได้ เท่ากับเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดง โอ้โห ไงละคะ ไม่นานนักก็เกิดรัฐประหาร นั่นเท่ากับว่า วชิราลงกรณ์เลือกแล้วที่จะพึ่งทหารในการช่วยให้การเปลี่ยนผ่านรัชสมัยเป็นไปโดยราบรื่น และได้รับการตอบสนองของกองทัพอย่างเต็มใจ…ผ่านมาหลายปี หลังจากที่วชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์แล้ว ข่าวลือที่ว่าคนสองคนเป็นมิตรกัน ก็ยังกลับมาเนืองๆ ตอนที่อุบลรัตน์ถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ และมีการออกพระบรมราชโองการด่าทักษิณอย่างรุนแรง นั่นเป็นการพิสูจน์อีกทีว่า ไอ้ความเป็นเพื่อนมันเป็นเรื่องมายาหรือเปล่า หลายคนเชื่อว่า หากไม่ได้รับไฟเขียว พรรคคงไม่กล้าเสนอชื่ออุบลรัตน์ นั่นก็จริง แต่วชิราลงกรณ์วัดกระแสตอบรับจากสังคม และเห็นว่า หากยอมเรื่องนี้ ฝ่ายสลิ่มมันจะเชื่อมั่นว่า วชิราลงกรณ์กับทักษิณเป็นพันธมิตรกันแน่ๆ เลยต้องออกมาปราม เพื่อรักษาแรงสนับสนุนจากฝ่ายสลิ่มคลั่งเจ้า ขณะที่ยังเก็บทักษิณเป็นหมากทางการเมืองต่อไป ส่วนทักษิณยังอวยเจ้าไปเรื่อยๆ เขียนอวยพรในทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้…มีคนเคยบอกว่า “ไม่มีใครเอาใจวชิราลงกรณ์ได้เท่ากับทักษิณ” นั่นอาจจะจริง แต่คนพูดคงลืมไปว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในมุมมองของวชิราลงกรณ์เช่นกัน”

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 18

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ปัญหาหนึ่งของการไม่เข้าใจการปกครองของวชิราลงกรณ์คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัว ในสมัยภูมิพล เรื่องส่วนตัวเจ้าส่วนหนึ่งมันปรากฏในข่าวในพระราชสำนัก แม้มันจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันก็ทำให้เราเห็นภาพบางอย่าง ที่สามารถนำไปใช้ตีความต่อได้ ส่วนหนึ่ง ภูมิพลมีความมั่นในใจการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบางอย่าง สาเหตุหนึ่งก็เพราะ ภูมิพลมีทีมงานที่ปรึกษาที่ดี ในความเป็นจริง เค้ามีที่ปรึกษาในเกือบจะทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเกษตร หรือแม้แต่ด้านสื่อ บุคคลที่เคยอยู่ในการประชุมกับภูมิพลจะรู้ว่า ภูมิพลไม่มีไอเดียอะไรมาก คอยแต่จะเอาไอเดียจากคนอื่น แต่นั่นก็ถือว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งการในเอาไอเดียคนอื่นมาปรับใช้และเคลมว่าเป็นของตัวเอง….ในตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องการพูด ใครคือที่ปรึกษาวชิราลงกรณ์ คำตอบง่ายๆ เลย ไม่มีใครรู้เป็นที่แน่แท้ ก็เดาๆ ไปบ้าง เพราะเราจะไม่เห็นบุคคลรอบข้างวชิราลงกรณ์นอกจากเมีย นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ไม่มี “พระราชกรณียกิจ” จึงทำให้ไม่มีความจำเป็น (มั้ง) ในการแสวงหาที่ปรึกษา ทั้งนี้ทั้งนั้น วชิราลงกรณ์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เห็นการทำงานของพ่อมาทั้งชีวิต ต่างจากพ่อที่เริ่มงานนี้เมื่อยังเป็นเด็กเลยต้องมีคนประคับประคอง แต่วชิราลงกรณ์เห็นว่าพ่อทำอย่างไรบ้าง รู้กลไกอำนาจรัฐ และสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง…วชิราลงกรณ์อาจมีคนสนิทรู้ใจอยู่บ้าง มีกระแสข่าวเรื่องอำพน กิตติอำพน ที่ตอนนี้เป็นกรรมการ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ปรึกษาโครงการจิตอาสา มีพลากร สุวรรณรัฐ ที่เป็นองคมตรีอยู่ แต่ก็แค่นั้น ต้องขอย้ำอีกทีว่า ในความเป็นจริง วชิราลงกรณ์อาจจะมีคณะที่ปรึกษาก็ได้ ที่เราไม่รู้ แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว ดิชั้นไม่เชื่อ ส่วนหนึ่งเพราะนิสัยส่วนตัวของวชิราลงกรณ์ ที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ไม่มีใครอยากเป็นที่ปรึกษา เพราะไม่ชอบฟังสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ จะฟังแต่ที่ตัวเองจะเชื่อ ข้อมูลภายในแจ้งว่า ทุกวันนี้ พวกประยุทธ์ยังต้องรายงานข่าวการเมืองแบบที่วชิราลงกรณ์อยากฟัง ไม่ได้มาจากความเป็นจริง อาทิ การรายงานว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษามีทักษิณและธนาธรอยู่เบื้องหลัง วชิราลงกรณ์ชอบอ่านแนวหน้า ไทยโพสต์ สยามรัฐ แต่จะไม่อ่านมติชนหรือช่าวสด เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ก็คือสลิ่มตัวพ่อนั่นเอง…วชิราลงกรณ์ไม่ชอบคนประจบสอพลอ แต่ก็ไม่อยากฟังอะไรที่มันบาดหู มีกรณีทูตไทย รัฐกิจ มานะทัต พยายามวิ่งเต้นหลังจากถูกย้ายจากการเป็นทูตที่เบิรน์ (สวิตเซอร์แลนด์) เพื่อจะกลับไปปักกิ่ง มาวุ่นวายกับวชิราลงกรณ์ เลยถูกส่งไปอังการา ตุรกี แทน นอกจากนี้ คนที่กระทรวงต่างประเทศเล่าด้วยว่า วชิราลงกรณ์เกลียดคนผมหงอก (55555 อันนี้จริง คงเกลียดเพราะ สศจ) เลยบังคับให้ทูตไทยที่ต้องเข้าเฝ้าก่อนไปประจำการต่างประเทศทุกคนต้องย้อมผมเป็นสีดำ คือรัฐกิจหัวหงอกทั้งหัว เลยต้องไปรีบย้อมผมเพื่อเข้าเฝ้า ก่อนที่วชิราลงกรณ์จะโกรธไปมากกว่านี้ เรื่องนี้ถาม คน กต ได้ รู้กันทั่ว….แต่มีที่ปรึกษาคนหนึ่งที่วชิราลงกรณ์จะฟัง นั่นคือที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยส่วนตัว นั่นคือ จักรภพ ภูริเดช มันเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีทั้งรักทั้งเกลียด เอาจริงๆ เหมือนผัวเมียด้วยซ้ำ ตระกูลภูริเดชรับใช้วชิราลงกรณ์มานาน เลยได้การปูนบำเหน็ดทั้งครอบครัว รวมถึงการแต่งตั้งน้องไอ้ค้อก จิรภพ เป็นผู้บังคับการกองปราบ ไอ้ค้อกได้กลายมาเป็น security guard ให้วชิราลงกรณ์ อย่างที่เรารู้ เป็นมือสังหารให้เสี่ย อยู่เบื้องหลังการกำจัดศัตรูทางการเมือง (กลุ่มหมอหยอง ปรากรมและพิสิษฐ์ศักดิ์) และการกำจัดผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ เคยร่วมมือกับก้อยวางแผนการตัดกำลังผู้ลี้ภัยในต่างประเทศด้วย…แต่ค้อกก็ทำให้วชิราลงกรณ์กริ้วหลายครั้ง ครั้งที่ถูกเด็กเยอรมันลอบยิงด้วยปืนลม อันนั้นทำให้การรักษาความปลอดภัยของวชิราลงกรณ์ต้องบกพร่อง แต่อันที่วชิราลงกรณ์โกรธมากก็คือ การปล่อยให้ปาปารัสซี่เข้าถึงตัว และถ่ายภาพที่วชิราลงกรณ์กับก้อยใส่เสื้อกล้ามตัวจิ๋วยืนบนยอดเขาสกี แถมดิชั้นเป็นคนแรกที่ได้ภาพนั้นมา ทำให้วชิราลงกรณ์โกรธค้อกมาก เลยสั่งให้มีการปลดค้อกแบบฟ้าผ่าเพราะควบคุมความโกรธไม่ได้ แต่สายดิชั้นแจ้งล่วงหน้าว่า การปลดแบบนี้เป็นแค่ชั่วคราว พออารมณ์ดี ก็คืนตำแหน่งให้ แล้วมันก็เป็นจริง มีการคืนตำแหน่งจริงๆ อาจสรุปได้ว่า ในบรรดาคนใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ทั้งหมด จักรภพ ภูริเดชคือคนใกล้ชิดที่สุด

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 17

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตอนที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เรื่องการสร้างฮาเร็มของวชิราลงกรณ์
…ฮาเร็มเป็นเรื่องปกติของเจ้า เป็นชื่อเสียงที่ชาวตะวันตกเข้าใจถึงกษัตริย์ของสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ที่ยึดหลักปฏิบัติการมีหลายเมีย (polygamy) จากรัชกาลที่ 4 ไปสู่รัชกาลที่ 5 ที่มีการตั้งฮาเร็มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สาเหตุของการตั้งฮาเร็มในสมัยนั้นมันไม่ใช่แค่ความใคร่ของกษัตริย์ แต่มันยังตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางการเมืองใน 2 ข้อ คือ 1) การใช้ความเป็นผัวเมียในการสร้างพันธมิตรกับครอบครัวขุนนาง หรือแม้แต่พันธมิตรกับราชอาณาจักรเพื่อนบ้าน เรื่องนี้ ยกตัวอย่างที่ ร 5 เอาคนในตระกูลบุนนาคมาเป็นเมีย หรือการเอาเจ้าหญิงของล้านนามาเป็นเมีย เพราะมีข่าวว่า ล้านนาอาจไปสวามิภักดิ์กับอังกฤษที่ตอนนั้นได้ยึดครองพม่าแล้ว เป็นต้น และ 2) การสืบสันตติวงศ์ด้วยความมั่นคงจำเป็นต้องมีตัวเลือกจำนวนมาก นั่นคือการขยาย pool ของการสืบราชสมบัติ
….แต่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลักปฏิบัติสากลอย่างรวดเร็วในต้นศตวรรษที่ 20 ที่ความเป็นผัวเดียวเมียเดียวกลายมาเป็นนอร์มใหม่ บวกกับในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เป็นเกย์ (แบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) ไม่พึงประสงค์ที่จะมีฮาเร็ม (ที่ตีความอย่างเดียวว่าสำหรับผู้หญิง) แม้ในความเป็นจริง ร 6 ได้สร้างฮาเร็มชายไว้ในที่ประทับด้วยซ้ำ เรื่องนี้ ฝรั่งให้ความสนใจมาก อย่างโทรเลขของสถานทูตสหรัฐที่ได้เคยเอามาลงแล้ว มีการรายงานกลับไปกรุงวอชิงตันว่า ร 6 ไม่มีฮาเร็ม ถือเป็นการเปลี่ยนหลักปฏิบัติเรื่องครอบครัวไปสู่ความเป็นสมัยใหม่
…..จากรัชกาลที่ 7 หรือรัชกาลที่ 9 หลักปฏิบัตินี้คงอยู่ โดยเฉพาะ ร 9 ที่มีความเคร่งครัดในเรื่องการสร้าง happy family ครอบครัวเป็นสุขเพื่อเป็นทั้งตัวอย่างให้กับคนไทย และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เราถึงไม่เคยได้ยินเรื่อง ร 9 แอบไปมีอะไรกับใคร ในจุดนี้ ดิชั้นคิดว่า ข่าวลือเรื่อง ร 9 มีเมียน้อยอะไรทั้งหลาย เป็นเรื่องไม่จริง… ผ่านมาสู่ ร 10 อย่างที่เรารู้กันอยู่ การตั้งฮาเร็มมันไม่ใช่การตั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอีกแล้ว มันเป็นเรื่องความใคร่ล้วนๆ ที่วชิราลงกรณ์เป็นมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม
…นิสัยการชอบกินหลากหลายมาเกิดในช่วงที่วชิราลงกรณ์แต่งงานกับโสมสวลี ที่ถูกจับให้แต่งแบบคลุมถุงชน จากนั้น วชิราลงกรณ์ก็หันไปชอบยุวธิดา ชอบแบบชอบมาก ชอบจริงๆ ตามข้อมูลที่ได้รับมานั้น วชิราลงกรณ์ถึงขนาดเดินทางไปบ้านพ่อแม่ยุวธิดาเพื่อขอลูกสาวมาเป็นเมีย อยู่กินกับยุวธิดามาได้พักหนึ่ง ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ผลิตลูกถึง 5 คน ในช่วงนี้แหละ ที่วชิราลงกรณ์เริ่มเบื่อหน่ายชีวิตผัวเดียวเมียเดียว แล้วเริ่มไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จำนวนมาก เรื่องนี้ ยุวธิดารับไม่ได้ในช่วงแรก แต่เมื่อคำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องผ่อนปรน เพื่อแลกกับตำแหน่งราชินีในอนาคต ในที่สุด ยุวธิดาถึงยอมให้สามีจัดตั้งฮาเร็มภายในวัง ผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในฮาเร็มต้องได้รับความเห็นชอบจากยุวธิดาก่อน คือนางถือคติว่า ถ้าจะกิน อย่าออกไปกินนอกบ้าน กินในบ้านดีกว่า อย่างน้อยประชาชนไม่รู้ไม่เห็น และก็ยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ของครอบครัวไว้ได้
….การอยู่กันสมัยนั้นก็คือ ยุวธิดาอยู่บ้านหลังใหญ่ ในรั้วเดียวกัน มีบ้านเล็กบ้านน้อยย่อยออกไป และมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่ได้ถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในฮาเร็ม ผู้หญิงเหล่านี้มาจากไหน ส่วนหนึ่งมาจากการ recruit โดยผ่านช่องทางราชวัลลภ ส่วนหนึ่งมาจากการใส่พานถวายของผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับวชิราลงกรณ์ เช่นกรณีของศรีรัศมิ์ เป็นต้น แรกๆ ยุวธิดาก็อดทนดี จนเมื่อความใคร่ที่มีกับยุวธิดามันหายไป วชิราลงกรณ์ก็ไปอยู่ที่ฮาเร็มทั้งวันทั้งคืน ยุวธิดายังทน เพราะตราบใดที่ตัวเองยังเป็นหนึ่ง ก็ยังยอมได้
…แต่ไอ้ความเป็นหนึ่งมันไม่ยืดยาว ศรีรัศมิ์ได้รับการส่งใส่พานมาให้ พื้นเพเดิมตามข้อมูลที่ได้คือเคยทำงานในสถานบันเทิง แล้วผู้มีอิทธิพลไปเจอ และคิดว่าเป็นสเป็คของวชิราลงกรณ์ เลยเอามาส่งให้ ซึ่งวชิราลงกรณ์ถูกใจ เพราะอี๊ดใจถึง ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะลดความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เราจึงเห็นคลิปและภาพต่างๆ ของศรีรัศมิ์มากกว่าคนอื่นๆ อาทิ คลิปริมสระที่มีมาหลายปีแล้ว และภาพนิ่งเรทเอ๊กซ์ เรื่องนี้แหละที่ทำให้ยุวธิดาไม่ยอม เพราะรู้สึกว่า อี๊ดจะเข้ามาแทนที่ตัวเอง นำไปสู่การมีปากมีเสียงกันหลายครั้ง ดังที่เราได้ยินในเสียงในโทรศัพท์ที่รั่วออกมา ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า อี๊ดคือผู้ทำลายครอบครัวเบ๊นซ์ แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมาตอบสนองอี๊ดเหมือนกัน
….กรณีการเลิกกับเบ๊นซ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรง การทำให้อาย เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการหย่า มีการใส่ร้ายเรื่องยาเสพติด มีการส่งแฟ๊กซ์ประจานเบ็นซ์ไปสถานที่ราชการต่างๆ เผาเสื้อผ้าเบ๊นซ์ต่างๆ นานา เรื่องนี้ มีข้อกล่าวหาหนึ่งที่เป็นความจริง คือเบ๊นซ์คบชู้ แต่ผู้ให้ข้อมูลเห็นว่า มันเกิดมาจากความอ้างว้างของเบ๊นซ์ เพราะเมื่อวชิราลงกรณ์หันไปติดผู้หญิงอื่น เบ๊นซ์จึงไปคบกับชายอื่น เพราะความเหงา หรือส่วนหนึ่งมาจากความต้องการล้างแค้นเช่นกัน
…ในสมัยอี๊ด ฮาเร็มก็ยังมีอยู่ แต่อี๊ดอยู่เหนือฮาเร็มเหล่านั้น ในช่วงที่ผัวหลงมากๆ อี๊ดตื้อให้มีลูก เพราะเป็นการปูทางถึงอนาคตตัวเอง และในที่สุด วชิราลงกรณ์ก็ยอมตาม แต่เรื่องมันเกิดซ้ำซาก เพราะในจังหวะเดียวกันนั้น วชิราลงกรณ์ก็เริ่มรู้จักนุ้ย เจอกันบนเครื่องการบินไทย เมื่อเทียบกับเมียในอดีตหรือผู้หญิงในฮาเร็ม นุ้ยมีการศึกษามากสุด และไม่ได้มาจากคาเฟ่ เหมือนคำที่มีคนด่าอี๊ด การคบซ้อนแบบนี้ แรกๆ อี๊ดยอมได้ เพราะตอนนั้นมีทีปังกรแล้ว และยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า ผัวไม่มีวันทิ้ง แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อนุ้ยเริ่มถีบตัวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง อี๊ดยอมไม่ได้ ถึงขนาดมีการราวีตบตีกัน จนวชิราลงกรณ์โมโห ถึงขนาดด่าอี๊ดว่า มึงมันเป็นอีกะหรี่ กะหรี่คือกะหรี่วันยังค่ำ จริงๆ วชิราลงกรณ์มองอี๊ดอย่างนั้นมาตลอด มิฉะนั้นจะยอมให้อี๊ดแก้ผ้าต่อหน้าข้าราชบริพารได้อย่างไร
…ตอนจบของอี๊ดเหมือนที่เรารู้กันอยู่ โหดร้ายกว่าเบ๊นซ์ เพราะอย่างน้อยเบ๊นซ์ยังหนีทัน หลังจากคบกับนุ้ยได้สักพัก ฮาเร็มยังขยายตัวมากขึ้นต่อไป ส่วนหนึ่งเพราะราชวัลลภได้รับการโปรโมทมากขึ้น มีทหารหญิงเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือก้อย สินีนาฏ ที่เล็งเห็นช่องทางการขึ้นไปสู่การเป็นคนใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ เรื่องนี้ นุ้ยยอมตามทุกอย่าง ยอมเรื่องฮาเร็ม เพราะนุ้ยเข้าใจสถานะตัวเอง และโดยพื้นฐาน นุ้ยไม่ได้เป็นคนโหวกเหวกโวยวาย คือมีการศึกษาว่างั้น จึงยอมทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องตั้งก้อยเป็นเมียน้อยทางการด้วย จุดนี้เองที่ดิชั้นคิดว่า สำหรับวชิราลงกรณ์ นุ้ยเหมาะที่จะเป็นราชินีมากกว่าใคร
…ก้อยเริ่มเข้ามาสมัครเป็นพยาบาลในราชวัลลภ ด้วยกลเม็ดเด็ดพราย เริ่มไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งโอกาสมาถึงที่ทำให้ก้อยเป็นที่เตะตาวชิราลงกรณ์ ส่วนที่เหลือเรารู้กันอยู่ว่าก้อยกลายเป็นคนโปรด ถึงขนาดหนีบให้ไปอยู่ที่เยอรมันด้วยกัน และย้ายนุ้ยไปสวิสเพื่อป้องกันความระหองระแหง ก้อยเป็นคนใจถึง และเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมแปลกๆ ของวชิราลงกรณ์ ตั้งแต่เรื่องการแต่งตัว การติดแท็ททูปลอม การเดินห้างแบบนั้น เดินกินไอติมกลางดึก การเสพสารต่างๆ จนถึงเช้า แล้วไปสนามบินแบบนั้น แต่งตัวแบบนั้น ไฮแบบนั้น ดังที่เราเห็นในรูปภาพอย่างดาษดื่น
…จุดจบของก้อยคือการปีนเกลียว น่าจะมาจากความพยายามมากไปของก้อย ทั้งในแง่การชิงดีชิงเด่นกับนุ้ย ในแง่การปีนเกลียวกับองค์ภา ในแง่การใช้ชื่อผัวไปกร่างกับคนทั่วไป ซึ่งทำให้เสี่ยต้องกำจัดออกไป มีรายงานว่า ในช่วงที่ยังอยู่กับก้อย ฮาเร็มเป็นสถานที่ครื้นเครงมาก เพราะมีการคัดตัวทหารหญิงล๊อตใหม่มากกว่า 20 คน จัดปาร์ตี้ออร์จี้ แล้วก้อยนี่แหละที่เป็นแม่งาน สาวๆ ในฮาเร็มได้รับการโปรโมททุกคน โดยการมอบนามสกุลใหม่ให้ ในนัยหนึ่ง วชิราลงกรณ์ต้องการให้สาธารณชนรับรู้ถึงการมีอยู่ของฮาเร็มอย่างเป็นทางการ สาวๆ ต้องปฏิบัติตามกฎของราชวัลลภโดยเฉพาะในเรื่องวินัยและการแต่งตัว นั่นเป็นที่มาว่าทำไมทุกคนถึงตัดผมสั้น รวมถึงก้อยด้วย ทุกวันนี้ ฮาเร็มถูกย้ายออกจากไทยไปอยู่ที่โรงแรมในเยอรมัน ดังที่สื่อต่างประเทศรายงานให้เราทราบ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว สิ่งหนึ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการทำคือ การรวบอำนาจทางการเมือง แน่นอน เค้าไม่อาจพาไทยกลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ (absolute monarchy) ในความเห็นดิชั้น เราหน้าจะเดินไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเป็นการเกิดอีกครั้งของระบอบราชานิยมแบบสมบูรณ์ (royal absolutism) ซึ่งจะนำมาใช้ควบคู่และกดทับประชาธิปไตย ทีนี้ การรวบอำนาจทางการเมืองมันทำได้หลายอย่าง ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การจัดระเบียบอำนาจในวัง การทำงานกับกองทัพและพรรคการเมือง การกำจัดผู้เห็นต่างทั้งหลาย อีกส่วนที่จะพูดในวันนี้คือ การรวบอำนาจผ่านการรวบพื้นที่ (spatial centralization) นั่นคือ ความพยายามของวชิราลงกรณ์ในการยึดที่ดินที่เคยเปิดให้สาธารณชนใช้ประโยชน์ มาอยู่ภายใต้ความเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่ทำผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์….ก่อนไปถึงตรงนั้น ขอพูดเรื่องหมุดคณะราษฏร์ จนถึงป่านนี้ สาธารณชนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า วชิราลงกรณ์อยู่เบื้องหลังหมุดหาย (และถูกทำลายไปแล้ว) เพราะสถานการณ์รอบข้างการสูญหายมันบอกอย่างนั้น ตั้งแต่มันถูกขโมยหายตอนกลางคืน ไปสู่การเอาของใหม่มาติด แล้วใครเข้าไปวุ่นวานกับหมุดใหม่ ก็จะถูกทางการเล่นงาน วชิราลงกรณ์เกลียดคณะราษฏร์ เพื่อมองว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ขโมยอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ไป โดยเฉพาะความเกลียดที่มีต่อจอมพล ป ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ มีเรื่องเล่าว่า ตอนวชิราลงกรณ์อายุ 5 ขวบ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ ป เป็นนายก ป ได้เข้าไปตีกอล์ฟในวังจิตรลดา ให้ทำภูมิพลโกรธมาก และในที่สุด สมรู้ร่วมคิดต่อการทำรัฐประหาร ป ตอนนั้น แม้ยัง 5 ขวบ แต่วชิราลงกรณ์ยังจำความได้ และก็พลอยเกลียด ป ตั้งแต่บัดนั้น เรื่องนี้ดิชั้นเล่าหลายครั้ง ในวังของวชิราลงกรณ์ มีรูปปั้นหมา แต่หัวเป็น ป เอาไว้เพื่อเป็นการดูถูกเท่านั้น อ้อ ส่วนเรื่องหมุดใหม่ ที่มีการจารึกข้อความใหม่ ก็สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของไทยในอดีตภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยิ่งสะท้อนความต้องการของชิราลงกรณ์ในการหวนสู่การสร้างอำนาจกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา…หมุดหายแล้ว จากนั้นก็ยึดพื้นที่และอาคารต่างๆ คือ อาทิ รัฐสภา เขาดิน สนามม้านางเลิ้ง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และสวนสุนันทา ที่ดินเหล่านี้เคยเป็นของรัชกาลที่ 5 แล้วต่อมาอยู่ภายใต้การดูแลของ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อย่างเขาดิน ซึ่งเคยเป็นสวนพฤกษชาติ (botanic garden) ที่ ร 5 สร้างเรียนแบบสวนต่างๆ ในยุโรป ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏร์ก็ยึดเอามาทำประโยชน์ต่อสาธารณะ เรื่องนี้ วชิราลงกรณ์ไม่ยอมและได้ยึดคืนทั้งหมด แถมปิดไม่ได้สาธารณชนได้ใช้ ในนัยหนึ่ง ดิชั้นคิดว่าวชิราลงกรณ์ต้องการอัพเกรดกรุงเทพให้เป็นเมืองแบบลอนดอน ที่สถาปัตยกรรมต่างๆ มันสะท้อนความเป็นเจ้าและได้รับการดูแลอย่างดี แต่มันไม่ใช่ประเด็นการดูแลอย่างดีเท่านั้น มันยังเป็นเรื่องของอำนาจเหนือพื้นที่ด้วย ใครรู้จักลอนดอนจะเข้าใจว่า พื้นที่ที่เป็นตัวแทนสัญลักษณ์มีอยู่ทั่วไปและอยู่ติดๆ กัน มันสะท้อนถึงความอลังการของจักรวรรดิ์อังกฤษ ตั้งแต่วังบัคกิ้งแฮม the mall สวน St James สวน Green Park สวน Regent’s Park และ Hype Park เชื่อว่า วชิราลงกรณ์กำลังเปรียบเปรยความยิ่งใหญ่ของตัวเองกับอังกฤษ จึงต้องการสร้างพื้นที่ในส่วนพระบรมมหาราชวัง ให้เป็น “พื้นที่เจ้า” ที่มีความศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง….ในการยึดพื้นที่เหล่านั้นคืน เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ที่อิงกับเจ้านั้น วชิราลงกรณ์ได้สั่งให้มีการรื้อถอน ถอดทิ้ง โยกย้าย เปลี่ยนชื่อ เพื่อลบล้างผลพวงของคณะราษฏร์ เช่น การย้ายอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ทำล้ายรูปปั้นสมาชิกคณะราษฏร์ เปลี่ยนชื่อสถานที่เหล่านั้นกลับมาเป็นชื่อของสมาชิกครอบครัวตัวเอง กองทัพตอบสนองด้วยการเปลี่ยนชื่ออาคารให้อยู่ในชื่อนักรบรอยัลลิสต์เจ้าในอดีต นี่คือการกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่ต้องการเขี่ยทิ้งการอภิวัฒน์สยาม 2475….ตอนหน้าจะมาพูดถึงเรื่องการตั้งฮาเร็มของวชิราลงกรณ์ค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ทำไมวชิราลงกรณ์ถึงไม่อยากอยู่ไทย และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ อันนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แน่นอน มันคงไม่มีคำตอบใดคำตอบเดียวที่ถูกต้อง และแน่นอน คงไม่มีใครรู้อย่างแน่แท้เพราะเราไม่ได้เข้าไปนั่งในใจของวชิราลงกรณ์ แต่ดิชั้นของประมวลสาเหตุหลักๆ มาดังนี้1. เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่า วชิราลงกรณ์ป่วยด้วยโรคอะไร ที่เราคาดเดากันนั้น คือการป่วยโรคเลือด แต่เจาะลงไปในรายละเอียดจริงๆ ไม่น่าจะมีใครรู้ นอกจากคนใกล้ชิด เรื่องข่าวลือของการติดเชื้อ HIV จากคนนั้นคนนี้ (หนึ่งในนั้นคือฟ้ารุ่ง) ยังไม่มีข้อพิสูจน์ เพราะเชื้อ HIV มันผ่านสู่พ่อไปสู่ลูกได้ และในช่วงที่เกิดทีปังกร วิวัฒนาการของการสร้างยา PreP น่าจะยังไม่ออกมา (ยา PreP คือยาที่ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ HIV แม้ว่าคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV แบบไม่ป้องกันก็ตาม) จะอย่างไรก็ตาม การติด HIV ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนในสถานะแบบวชิราลงกรณ์นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการถ่ายเลือดอย่างข่าวลือ ถ้าจะเป็นโรคเลือดอย่างอื่น ก็มีอีกหลายโรคที่คาดเดาได้ ส่วนตัวคิดว่า น่าจะมาจากยีนของวชิราลงกรณ์ ที่เกิดจากการสมสู่ของคนในครอบครัว ทำให้เกิดยีนด้อย อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเลือด เอาละค่ะ การต้องทำการตรวจหรือถ่ายเลือดบ่อยๆ วชิราลงกรณ์ต้องการหาคลินิคที่ไว้ใจได้ เค้าสามารถค้นหาแพทย์คนหนึ่งที่สามารถตรวจหรือถ่ายเลือดให้เป็นประจำและพร้อมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แพทย์คนนี้อยู่ในเมืองมิวนิค (ปล: ในปี 2007 ตอนที่ดิชั้นยังรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์ ทูตไทยได้เรียกประชุมด่วนเพื่อแจ้งว่า มีข่าวว่าวชิราลงกรณ์อาจจะเสียชีวิตที่มิวนิค ด้วยโรคเลือด ตอนนั้นเราประชุมกันว่า หากเป็นจริง เราจะแจ้งฝ่ายสิงคโปร์อย่างไร รวมไปถึงจะจัดพิธีระลึกถึงอย่างไร ต้องมีหนังสือลงนามแสดงความอาลัยไหม ฯลฯ)2. วชิราลงกรณ์ไม่อยากถูกจำกัดด้วยความรับผิดชอบจิปาถะที่ไทย และต้องการใช้ชีวิตอิสระ ห่างไกลผู้คน มิวนิคเป็นเมืองขนาดกลาง ไม่ cosmopolitan เหมือนลอนดอน ปารีส (ที่แน่ๆ ไม่เอาอเมริกาเพราะมันเป็นสาธารณรัฐจ๋า) เค้าต้องการเลือกเมืองขนาดปานกลางแบบนี้ ที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมาก ที่ต้องมีบรรยากาศธรรมชาติไม่ห่างไกล เพราะเค้าชอบขี่จักรยาน และยังสามารถแต่งตัวพิลึกกึกกือได้ อย่างเสื้อกล้ามตัวจิ๋ว หรือการติดสติ๊กเกอร์แท๊ททู เรื่องการไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหนีความวุ่นวายมันเป็นธรรมเนียมของเจ้าไทยบางองค์ เริ่มจากการไปเรียนนอกก่อน เมื่อมีความคุ้นเคย จึงอยากหลบหนีความวุ่นวายจากไทยอย่างที่บอก เริ่มจาก ร 5 ประพาสยุโรป (เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ไป) จากนั้น ส่ง ร 6, 7 ไปอังกฤษ ส่งจักรพงษ์ภูวนาถไปรัสเซีย ส่งมหิดลไปอเมริกา (นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น จริงๆ ส่งลูกหลายคนไปเรียนนอก) ตัวในหลวงเองและพี่น้องเกิดต่างประเทศทั้งหมด (กัลยาณีเกิดลอนดอน อานันท์เกิดไฮเดลเบิร์ก ภูมิพลเกิดที่แมชซาชูเซส) และไปโตที่โลซาน์น ส่วนวชิราลงกรณ์ถูกส่งไปเรียนอังกฤษ จากนั้นไปจบวิชาทหารที่ออสเตรเลีย การหนีความวุ่นวายจากไทยไปมิวนิคสะท้อนให้เห็นความขาดความรับผิดชอบของวชิราลงกรณ์ในฐานะกษัตริย์ ซึ่งต่างจากวิธีของภูมิพลมาก ที่จำกัดเวลาการเดินทางต่างประเทศ และเมื่อเยือนประเทศสำคัญหมดแล้ว (แค่ในช่วงทศวรรษที่ 1950-60 เท่านั้น) ก็ยุติการเดินทางทั้งหมดเพื่อโฟกัสการสร้างฐานอำนาจในไทย (ยกเว้นการไปเปิดสะพานไทย-ลาวเมื่อปี 2537)3. การชอบขับเครื่องบินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมถึงชอบไปอยู่ยุโรป จริงอยู่ อยู่ไทยก็ขับเครื่องบินได้ ส่วนตัวคิดว่า มันขาดทัศนียภาพและความหลายหลากของภูมิประเทศแบบยุโรป เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยไม่ต้องทำอะไร วันๆ ได้แต่ร่างจดหมายขออนุญาตประเทศต่างๆ ให้วชิราลงกรณ์บินเหนือน่านฟ้า ซึ่งต้องทำทุกครั้งที่บิน แล้วคิดดูว่า วชิราลงกรณ์บินถี่แค่ไหน มีอยู่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์เปลี่ยนเส้นทางบิน คือบินจากเยอรมันเข้าอิตาลี แล้วไม่ได้ขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้า จนทำให้อิตาลีเกือบยิงเครื่องบินตก เรื่องนี้วชิราลงกรณ์ทำผิดเอง แต่หวยไปลงที่ทูตไทยที่อิตาลี ที่ถูกด่าว่าไม่สามารถประนีประนอมกับฝ่ายอิตาลีได้ ผลคือมีการย้ายทูตกลับไทยภายใน 24 ชั่วโมง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สิ่งสำคัญประการสุดท้ายของการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจของวชิราลงกรณ์คือการกำจัดผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ ในยุคภูมิพลนั้น แน่นอน มีการกำจัดคนเห็นต่างเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือ และมักกระทำโดยมีขอบเขตจำกัด คือจะกระทำภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนคนไทยในต่างประเทศหรือชาวต่างชาตินั้น แม้จะถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายหมิ่น แต่หากไม่ย่างกรายเข้าไทย ก็มีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตเล็กน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างหนึ่งก็คือ ในยุคภูมิพลนั้น การหมิ่นเจ้าหรือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้น การลงโทษผู้ทำผิดจึงมีไม่มาก แต่หลังจากรัฐประหารครั้งล่าสุด ซึ่งประจวบเหมาะกับการใกล้การสวรรคตของภูมิพล มนต์ขลังมันจางหายไปตามกาลเวลา และกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งคือวชิราลงกรณ์ ก็ไม่ได้รับความรักจากประชาชนเท่าภูมิพล จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เจ้าอย่างแพร่หลาย แต่วชิราลงกรณ์เลือกที่จะไม่ใช้กฎหมายหมิ่นเป็นเครื่องมือ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องภาพลักษณ์ไทยถูกองค์การระหว่างประเทศต่อว่ามานานเรื่อง 112 การเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่จะไม่ใช้ 112 ไม่ได้หมายความว่า วชิราลงกรณ์ใจดีกว่าพ่อ แต่พราะเค้าหันมาใช้การอุ้มฆ่าแทนที่….กรณีการอุ้มที่เราสงสัยว่ามาจากวชิราลงกรณ์นั้นเกิดตั้งแต่สมัยศิรินทิพย์ ซึ่งได้พูดไปบ้างแล้ว ขอไม่พูดอีก ข้ามกลับมาในปัจจุบัน สองกรณีแรกของการอุ้มฆ่าก็คือ ดีเจซุนโฮ และโกตี๋ เรามาเริ่มจากดีเจซุนโฮก่อน เค้าหายตัวไปในปี คศ 2016 หายไปอย่างนั้น หายไปเฉยๆ ภาษาฝรั่งเรียกว่า enforced disappearance คือบังคับให้สูญหาย ส่วนโกตี๋ถูกชายชุดดำประมาณ 10 คน มาอุ้มถึงที่พักในกรุงเวียงจันทน์ในปี 2017 ทั้งสองคนถือว่าเป็นคนที่วิจารณ์เจ้ารุนแรงที่สุดไม่แพ้คนอื่นๆ ดีเจซุนโฮมีชื่อเสียงจากการทำคลิปยูทูปโจมตีราชวงศ์ไทย ส่วนโกตี๋ถูกกล่าวหามากนั้น โดยมีการโยงเรื่องการค้าอาวุธ การฝึกอาวุธให้พลเรือนเพื่อต่อต้าน คสช รวมถึงถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งอาวุธให้คนเสื้อแดงปะทะกับกองทัพที่ราชประสงค์ในปี 2010 เมื่อทั้งสองคนสูญหายจากลาว ทางการไทยปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น และก็ปฏิเสธคำขอขององค์การระหว่างประเทศในการสอบสวนการอุ้มของคนเหล่านี้อย่างจริงจัง….ปลายปี 2018 เหยื่ออีกสามราย คืออาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน และสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ได้ถูกอุ้มพร้อมๆ กัน จากบ้านพักในลาวเช่นกัน แต่ตามหลักฐานที่ปรากฏ ดูเหมือนว่าจะถูกล่อโดยนกต่อ เพราะภายในบ้านพักของอาจารย์สุรชัย ยังมีร่องรอยของการเลี้ยงรับรองคนจำนวนหนึ่ง การหายตัวไปแบบนั้น ยื่งทำให้สงสัยว่า ฝ่ายวังกำลังทำงานไล่ล่าผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง แน่นอน ทั้งสามคนนี้ถูกมองว่าล้มเจ้า จึงสมควรถูกกำจัดไป ในเวลาต่อมา ได้มีศพของชายสองคนลอยขึ้นจากแม่น้ำโขง ผลการพิสูจน์ศพพบว่าเป็นสหายภูชนะและสหายกาสะลอง แต่ร่องรอยของอาจารย์สุรชัยยังหาไม่พบ ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากนักการทูตประเทศยุโรปท่านหนึ่งที่ได้ข้อมูลจากวงในว่า สภาพศพที่ถูกมัดมือขาและผ่าท้องยัดด้วยซีเมนต์นั้น เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่คนร้ายทำก่อนลงมือสังหาร เพราะคนสั่งเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โดยให้เหยื่อนั่งคุกเข่า มัดมือและขา มือถือดอกบัว กล่าวขอขมาวชิราลงกรณ์ แล้วมีการถ่ายคลิปไว้เช่นกัน จากนั้นจึงลงมือสังหารในท่าดังกล่าว ส่วนการผ่าท้องนั้น นักการทูตกล่าวว่า อาจมาจากความเชื่อว่า การเอาอวัยวะภายในออกจะทำให้วิญญาณไม่สามารถจำร่างได้ จึงไม่สามารถกลับมาล้างแค้นได้ แน่นอน ทั้งนักการทูตฝรั่งและดิชั้นไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ แต่อย่าลืมว่า ราชวงศ์ไทยงมงายในเรื่องไสยศาสตร์มาก ส่วนร่องรอยอาจารย์สุรชัยนั้น ดิชั้นคิดว่า คนร้ายคิดว่าศพทั้งสองที่ลอยขึ้นมาไม่น่าจะเป็นข่าวอะไรมากมาย แต่พอมันกลายมาเป็นข่าวระดับชาติและระหว่างประเทศ พวกเค้าเลยตัดสินใจทำลายร่องรอยของอาจารย์สุรชัยทั้วหมด เพราะกลัวว่า การพบศพจะเป็นการกระตุ้นสาธารณชนให้ออกมาประท้วงได้…จากนั้น เดือน พค ปีที่แล้ว นักต่อสู้อีกสามคนสูญหาย หนึ่งในนั้นคือลุงสนามหลวง หลังจากทราบชะตากะรรมของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จึงได้หาทางหนีจากลาวไปเวียดนาม ได้มีข่าวออกมาว่า ทางการไทยขอความร่วมมือเวียดนามในการส่งตัวบุคคลเหล่านั้นกลับไทย ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลเหล่านั้นตอนนี้อยู่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ลุงสนามหลวงเป็นบุคคลที่ฝ่ายเจ้าเกลียดมาก และพร้อมที่จะกำจัดเสมอ โดยหลังจากองค์กรระหว่างประเทศตามเรื่องนี้กับรัฐบาล ประวิตร วงศ์สุวรรณ ตอบว่าไม่รู้ตามเคย อีดอก….หลังจากนั้นก็มาถึงวันเฉลิม ซึ่งทุกคนคงรู้ที่มาที่ไปแล้ว ต้าร์ไม่ได้เป็นคนวิจารณ์เจ้ามากมายเลย และคิดว่า การดูแลของฝ่ายกัมพูชาจะทำให้ตัวเองรอดพ้นจากวัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเยอรมัน การประท้วงต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้วชิราลงกรณ์ต้องการล้างแค้นโดยการสร้างความหวาดกลัวกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ต้าร์เป็นเหยื่อง่าย เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตปิดบังอะไรในพนมเปญ การอุ้มต้าร์กลางวันแสกๆ นั้นชี้ว่า ตอนนี้ ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการที่กัมพูชาเคยเห็นใจคนเสื้อแดง แต่พลวัตรความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไป ตอนนี้ ฮุนเซนต้องการสานสัมพันธ์กับวังไทย ดังนั้น การปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการหายตัวของต้าร์จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้…ในปี 2016 มีนักการเมืองท่านหนึ่งบอกดิชั้นว่า วชิราลงกรณ์จะขึ้นครองราชย์ปลายปี ในกระบวนการขึ้นครองราชย์ วชิราลงกรณ์ได้ทำรายชื่อศัตรูที่ต้องกำจัดจำนวน 50 คน ดิชั้นเพื่อเข้าใจว่า รายชื่อนั้นมันมีอยู่จริง แต่อย่าถามว่าใครอยู่ในรายชื่อนั้นบ้าง…….

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น