หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

ด้วยจงรักและภักดี ‘เจ้าจอมสดับ’ ในรัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

#พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสปราศรัยกับ ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ ในวันเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516 #วันนี้เมื่อ51ปีที่แล้ว

2. ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักเดียวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หญิงสาวราชนิกูล ผู้มีสิริโฉมงดงามผู้นี้ ได้เข้าถวายตัวในตำแหน่งของเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 ขณะมีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งในวันนั้นนับเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด เนื่องด้วยคุณหญิงสดับ (ฐานะก่อนสถาปนา) ได้รับพระราชทาน #กำไลมาศ จากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อันเป็นกำไลทองคำแท้หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตะปูสองดอกไขว้กัน อันหมายถึง “…ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย…” (ความตอนหนึ่งในบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ตลอดระยะเวลาในการเป็นข้าทูลละอองพระบาท คุณหญิงสดับได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ และไม่นานล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระสนมเอก’ อันเป็นตำแหน่งที่เจ้าจอมมารดาหลาย ๆ ท่านที่รับราชการมาช้านานก็ยังไม่ได้เป็น

3. ด้วยความที่เจ้าจอมสดับ เป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการเป็นเจ้าจอม กลับได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ จึงก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากบรรดาเจ้าจอมทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ได้เล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า…

“…เหลียวไปไหนพบแต่ศัตรู คุณจอมท่านนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมท่านนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน…”

ภายหลังได้รับรับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสนมเอก ท่านก็มักจะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีไปต่าง ๆ นานาอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นท่านก็มิเคยที่จะปริปากเพ็ดทูลสิ่งใด ๆ ให้เป็นที่หนักพระทัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เลย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านเป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 5 โปรดมากที่สุดในเวลานั้น เจ้าจอมสดับได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทูลขอพระราชทานทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใดเลยสักครั้ง  และด้วยอุปนิสัยค่อนข้างจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย จึงเป็นที่สนิทเสน่หามากขึ้นไปอีกถึงกับพระราชทานสิ่งของมีค่าให้อยู่เนือง ๆ แม้ท่านจะมิเคยเอ่ยปากขอเลยก็ตาม

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ซึ่งในขณะนั้นเจ้าจอมสดับมีอายุแค่เพียง 20 ปี ท่านจึงตัดสินใจสละสมบัติของมีค่าทุกอย่างที่เคยได้รับพระราชทานถวายคืนแด่ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ เพื่อมิให้เกิดการครหาว่าท่านจะนำสมบัติไปปรนเปรอชายอื่น มีเพียง ‘กำไลมาศ’ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านขอติดตัวไปด้วย

ต่อมาท่านได้ตัดสินใจหลบหลีกความวุ่นวายในราชสำนัก และหาความสงบให้แก่จิตใจโดยการบวชชีจำวัดอยู่ที่วัดเขาบางทราย จ.ชลบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว ชายผู้เป็นที่รักของตน

4. เจ้าจอมสดับได้ปฏิญาณตนอย่างแน่วแน่ว่าจะครองตนเป็นหม้ายโสด เพื่อรักษาเกียรติยศแห่งการเป็นพระสนมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตลอดชีวิต

และตลอดชีวิตของท่าน นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานกำไลมาศมา ท่านมิเคยถอดกำไลนี้ออกจากข้อมือเลยจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมสดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริอายุได้ 93 ปี ซึ่งหม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาว ได้เป็นผู้ถอดกำไลมาศออกให้ และได้นำถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมสดับนั้นเอง

5. “…กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย…”

(บทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ที่มา: เว็บไซต์ Sanook

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

วันนี้ในอดีต4 มีนาคม พ.ศ. 2492สังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีอีสาน

74 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลานี้ ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ เหยื่อ 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายจำลอง ดาวเรือง และ นายทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต.หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อขบวนรถได้วิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 14-15 ของถนนพหลโยธิน (บริเวณใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน) ผู้ต้องหาทั้งสี่คน ถูกสังหารด้วยการสาดกระสุนปืนใส่ทั่วทั้งร่างกาย จำนวนไม่ต่ำกว่าคนละสิบนัดจนเสียชีวิต
.
ทางตำรวจได้แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์อุกอาจที่เกิดขึ้นว่ากลุ่มโจรมลายู (โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา) พร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหาและปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในที่เกิดเหตุนั้น ไม่พบรอยเท้าของผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจอ้างถึงอยู่บริเวณนั้น และตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ดังนั้น ความสนใจทั้งหมดของสื่อมวลชนและประชาชนจึงมุ่งตรงไปยัง ‘พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้บงการให้เกิดการสังหารโหดในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีสื่อสำนักใดกล้าตีแผ่ความจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว

การประหัตประหารชีวิตของอดีตรัฐมนตรีทั้ง 4 อย่างเหี้ยมโหด ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทมิฬที่ครองเมืองด้วยกระบอกปืน หลังจากความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 บุคคลใกล้ชิดของนายปรีดีล้วนแล้วแต่ถูกตามล่าและสังหารอย่างโหดเหี้ยม ด้วยจุดมุ่งหวังของฝ่ายเผด็จการและอนุรักษนิยมที่หมายจะครองพื้นที่ทางการเมือง ฟื้นฟูระบอบศักดินา และฉุดรั้งระบอบประชาธิปไตยให้ถอยหลัง
.
รัฐมนตรีทั้ง 4 ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ผู้ก่อการคณะราษฎร และบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งถือได้ว่านายปรีดีเป็นผู้ที่มีส่วนอิทธิพลทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองให้แก่พวกเขาเหล่านั้นในการทำงานแก่ประเทศชาติด้วยความเสียสละและเพื่อประโยชน์ของมาตุภูมิ
.
เมื่อ ‘จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร คดีสังหาร 4 รัฐมนตรีได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดขั้วอำนาจของพล.ต.อ.เผ่า สำหรับหลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลยเพราะเสียชีวิตไปก่อน
.
‘ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์’ ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีฆาตกรรม ‘4 อดีตรัฐมนตรี’ นับว่า “เป็นการนำความมัวหมองมาสู่วงการตำรวจของไทยในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ การตายของบุคคลทั้ง 4 เกิดขึ้น เพราะความหลงผิดและมัวเมาในอำนาจของตำรวจการเมืองเพียง 3-4 คน แต่ผลสะท้อนทำให้ตำรวจอาชีพที่สำนึกในหน้าที่ทั้งหลายต้องพลอยได้รับความมัวหมองไปด้วย”

  • “พล.ต.ท.หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี” โดย กษิดิศ อนันทนาธร
    https://pridi.or.th/th/content/2021/08/817

ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งได้ตั้งกองบัญชาการปราบปรามขึ้นที่วังปารุสกวัน ปฏิบัติการการกวาดล้างได้เริ่มต้นขึ้นในตอนเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2492 เป้าหมายคือ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตนายทหารเรือ

ร.ต.อ. อรรณพ พุกประยูร ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกไปยังบ้านของ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข และได้ทำการวิสามัญฆาตกรรมโดยอ้างว่า พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ทำการต่อสู้และขัดขืนขณะจับกุม แต่ลักษณะของศพที่ปรากฏนั้นคือนอนเสียชีวิตอยู่ที่หน้าตู้กระจกแต่งตัว โดยมือข้างหนึ่งยังคงกำมีดโกนแน่น ซึ่งในเวลาต่อมาศพนั้นก็มิได้ผ่านกระบวนการการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนจากแพทย์ในโรงพยาบาลแต่อย่างใด

นอกจากกระทำการสังหารอย่างโหดเหี้ยมแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้ใช้วิธีการข่มขู่ผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ ดังกรณีของ พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต ที่ให้การในชั้นศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต บังคับขู่เข็ญให้ฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ นานา เช่น ยิงตัวตาย และกินยาตาย จากความกดดันที่ได้รับในขณะนั้นพลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จึงตัดสินใจที่จะกินยาตาย โดยที่ พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต ได้ผสมยาพิษลงไปในกาแฟ พร้อมทั้งได้บังคับให้พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต เขียนจดหมายลาบุตรและภรรยาด้วย แต่ยังไม่ทันที่พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จะกินยาพิษที่ผสมอยู่ในถ้วยกาแฟ ก็ปรากฏว่าได้รับการขัดขวางจาก พ.ต.ต. ศิริ คชหิรัญ

เหยื่ออีก 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และ ทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต. หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากนั้น เมื่อไปถึงบริเวณถนนพหลโยธิน กม. 14-15 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลวงพิชิตธุระการได้บอกให้ผู้ตายทั้ง 4 คนลงจากรถ โดยพูดว่า รถคันหน้าถูกยิง แต่ไม่มีใครยอมลง และได้มีคนหนึ่งในพวกผู้ตายได้พูดขอชีวิต แต่หลวงพิชิตธุระการกลับพูดคะยั้นคะยอจะให้ลงจากรถให้ได้ ทั้งได้พูดรับรองว่า ลงจากรถจะเป็นการปลอดภัย ถ้าหากอยู่ในรถจะไม่ปลอดภัยแต่ผู้ตายก็คงไม่มีใครยอมลงจากรถ

“ขณะนั้นจำเลยที่ 1 (พลตำรวจจัตวา ผาด ตุงคะสมิต) ได้พูดถึงว่า ‘อ้ายพวกนี้ กบฏแบ่งแยกดินแดน เอาไว้ทำไม’ แล้วจำเลยที่ 2 (พลตำรวจจัตวา ทม จิตรวิมล) ก็พูดว่า ‘อ้ายพวกนี้เป็นกบฏ เอาไว้ทำไม’ ต่อจากนั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้เรียกร้องชื่อจำเลยที่ 5 (สิบตำรวจเอก แนบ นิ่มรัตน์) จำเลยที่ 5 ได้วิ่งเข้ามาทางข้างหลังหลวงพิชิตธุระการ หลวงพิชิตธุระการเดินหลบออกไป ทั้งได้ตะโกนบอกให้ นายร้อยตำรวจเอก พุฒ บูรณสมภพ หลบออกไปด้วย แล้วจำเลยที่ 5 ได้ประทับปืนยิงผู้ตาย 1 ชุด และข้างจำเลยที่ 5 นั้น ยังมีจำเลยที่ 3 (ร้อยตำรวจโท จำรัส ยิ้มละมัย) และที่ 4 (ร้อยตำรวจโท ธนู พุกใจดี) ยืนอยู่ในท่าเตรียมยิงเหมือนกัน ต่อจากนั้นยังมีการยิงผู้ตายอีก 2-3 ชุด”

ดูเพิ่มเติมได้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2504 ซึ่งเป็นการดำเนินคดีภายหลังหมดยุคของอธิบดีกรมตำรวจอย่าง พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ สำหรับ หลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลย เพราะเสียชีวิตไปก่อน ส่วน พุฒ บูรณสมภพ หลบหนีไปต่างประเทศ[1]

ศาลฎีกาสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “ผู้ตายทั้ง 4 คน เป็นนักการเมืองทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลในขณะนั้น ทั้งเป็นบุคคลสำคัญในพรรคฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว ได้มีการกบฏขึ้นในระหว่างที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะติดๆ กัน ถึง 2 ครั้ง ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าเพราะพรรคพวกฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อขึ้น และมีรายงานว่าผู้ตายได้ร่วมในการกบฏ จึงมีเหตุเพ่งเล็งถึงผู้ตายว่าได้มีส่วนร่วมอยู่ด้วย แล้วผู้ตายก็ถูกจับกุมในระยะเวลาใกล้ชิดนั้น และถูกแยกย้ายควบคุมไว้ในสถานที่ต่างๆ กัน ซึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมอยู่อย่างแข็งแรง ไม่มีเหตุที่จะต้องย้ายไปทำการควบคุมที่อื่นรวมกันไว้ทั้ง 4 คน”

และข้ออ้างของฝ่ายตำรวจที่ว่ามีโจรมลายูมาชิงตัวนั้น ศาลก็ไม่เห็นด้วย ดังเหตุผลที่ว่า “ถ้ามีผู้ร้ายมาดักแย่งชิง ย่อมจะมีการต่อสู้ขัดขวางบ้าง ตรงที่เกิดเหตุสองข้างถนนมีต้นไม้ปลูกไว้ห่างๆ พ้นออกไปเป็นที่โล่งไม่มีที่กำบังหรือสิ่งพรางสายตาที่คนร้ายจะเข้ามาซุ่มยิงได้ ปรากฏว่าผู้ที่ถูกกระสุนปืน คงมีแต่ผู้ตายรวม 4 คนเท่านั้น ผู้อื่นที่ไปด้วยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บด้วยกระสุนปืนเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่มีรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้ามาทางประตูด้านขวา … และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมไปในขบวนนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นคนร้ายเลย”

สำหรับเหตุผลในการฆาตกรรมครั้งนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า “การกระทำของจำเลยผู้กระทำความผิดเหล่านี้ พอเห็นได้ว่าเป็นเครื่องมือของผู้อื่นที่ใช้ให้กระทำ”

น่าเสียดายที่ในเวลาที่มีการพิจารณาคดีนี้ หลวงพิชิตธุระการถึงแก่กรรมไปเสียก่อน จึงไม่อาจทราบเหตุผลจากปากของนายตำรวจหัวหน้าชุดซึ่งลงมือฆ่าได้ แต่จะมีเหตุผลใดเล่าที่ฟังขึ้น หรือ อนุญาตให้ตำรวจลงมือเข่นฆ่าประชาชนเพียงเพราะเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเท่านั้นเอง

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เคยวิเคราะห์ไว้ว่าการกระทำครั้งนี้ “น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่คณะรัฐประหารมุ่งจะดำเนินการเพื่อปราบปรามกลุ่มการเมืองกลุ่มเสรีไทยให้ขยาด ไม่ก่อการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอีกต่อไป ทั้งที่ความจริงแล้ว อดีตรัฐมนตรี 4 คน ไม่ได้เข้าร่วมก่อการกบฏครั้งนี้เลย”[2]

การฆาตกรรมสังหารนี้นำโดยหัวหน้ากองปราบปราม หลวงพิชิตธุระการ ซึ่งเคยได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เมื่อเวลา 11.00 วันที่ 5 มีนาคม 2492 ว่า

“การย้ายผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปบางเขนนี้ เป็นคำสั่งของ พ.ต.อ. หลวงสัมฤทธิ์สุขุมวาท ผู้ช่วยผู้อำนายการสอบสวน ในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม 2492 เนื่องจากสถานีตำรวจบางเขนมีความปลอดภัยกว่า โดยมีรถจี๊ปของ พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ นำหน้าด้วยรถสเตชั่นแวก้อนบรรทุกผู้ต้องหา และตามด้วยรถชนิดเดียวกันอีก 1 คัน บรรทุกตำรวจจำนวน 15 นาย มีตำรวจชั้นหัวหน้าคือ พ.ต.ต. ลั่นทม จิตรวิมล, ร.ต.อ. ผาด ตุงคะสมิต, ร.ต.อ. พุฒ บูรณสมภพ, ร.ต.ท. บุญสม ประไพ เมื่อรถวิ่งมาเกือบถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีชายฉกรรจ์แต่งตัวสีกากีสวมหมวกแบบมลายูระดมยิงมาที่รถ จากนั้นก็เกิดการยิงต่อสู้กัน ผลคือสี่อดีตรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาถูกยิงตาย โดยกระสุนเข้าทางด้านหน้าคนทั้งสี่ ส่วนรถถูกยิงด้านข้าง ส่วนคนในเครื่องแบบสีกากีก็ได้หายไปในความมืด”[3]

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยได้ถามว่า “เหตุใดกระบอกตาของทองอินทร์ ภูริพัฒน์กับนายทองเปลว ชลภูมิ จึงเขียวช้ำขณะตาย”

พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ ตอบว่า “คงเกิดจากการกระทบกระแทกของรถขณะบรรทุกศพส่งโรงพยาบาล”[4]

ภาพถ่ายในวันบำเพ็ญกุศลศพของ ‘สี่อดีตรัฐมนตรี’ ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งไสว สุทธิพิทักษ์ เล่าว่า “คนไปในงานสวดศพก็น้อยเหลือเกิน … ไม่มีใครกล้าไปในงานศพ เกรงจะมีอันตรายมาถึงตัว และก็มีอันตรายจริงๆ เสียด้วย เพราะตลอดเวลา 7 วันที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ก่อนบรรจุนั้น ทุกคืนจะมีสมุนของผู้ทรงอำนาจในขณะนั้นไปคอยดูว่ามีใครไปฟังพระสวดบ้าง”

“ตามรูปคดีน่าเชื่อว่า ผู้ตายทั้ง 4 คน ถูกนำตัวไปกำจัดเสีย ตามความประสงค์ของผู้เมาอำนาจขณะนั้น และผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายด้วยน้ำมือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ตายไปนั้นเอง”[5]

เอกสารอ้างอิง
[1] กษิดิศ อนันทนาธร, “พล.ต.ท. หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี”, สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2564, https://www.the101.world/the-murder-of-four-minister/.

โดย ณภัทร ปัญกาญจน์
https://pridi.or.th/th/content/2021/03/629

หมวดหมู่
วันสำคัญ

30 เมษายน 1945อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฆ่าตัวตาย


.
วันที่ 30 เมษายน 1945 คือวันที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำอันเหี้ยมโหดแห่งนาซีเยอรมัน บุคคลที่นำพาเยอรมนีไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำการสังหารหมู่ชาวยิวส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตไปนับล้านคน ได้ปลิดชีวิตตัวเองลงด้วยกระสุนปืนพร้อมกับ เอฟา เบราน์ (Eva Braun) ภรรยาของเขาที่กินยาพิษไซยาไนด์ฆ่าตัวตายตาม
.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือใคร?
.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 1889 ในประเทศออสเตรีย เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาสอบเข้า Academy of Fine Arts สถาบันศิลปะชั้นนำของยุโรป แต่กลับถูกปฏิเสธถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้เงินที่เขานำติดตัวมาหมดเกลี้ยง จนต้องเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน และรับจ้างทั่วไปเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ต่อมาฮิตเลอร์ได้เจอกับ ไรน์โฮลด์ ฮานิช ผู้ที่มองเห็นฝีมือด้านศิลปะของเขา ทั้งคู่จึงตกลงเป็นหุ้นส่วนทำงานศิลปะกันร่วมกัน โดยฮิตเลอร์รับหน้าที่เป็นผู้วาดทิวทัศน์ในกรุงเวียนนา และฮานิชรับหน้าที่ขายภาพ ภายหลังพบว่าฮานิชโกงส่วนแบ่ง จึงแยกทางกัน
.
ต่อมาเขาเดินทางกลับเยอรมนี และสมัครเป็นพลทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 การสมัครเป็นทหารถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นบุคคลที่ถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์โลกมากที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1921 เขาได้เป็นผู้นำพรรคนาซี และได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1933 พร้อมกับประกาศรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นตำแหน่งในชื่อ ‘ผู้นำแห่งจักรวรรดิ’ (Führer) และอีก 5 ปีต่อมา ฮิตเลอร์ก็ได้นำเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ
.
จุดจบของฮิตเลอร์ เริ่มต้นขึ้นในระหว่างปี 1942-1943 ฝ่ายอักษะเริ่มพ่ายแพ้ โดย 10 วันสุดท้ายก่อนจะฆ่าตัวตายในวันที่ 30 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในบังเกอร์ลึกลงไปใต้ดินถึง 50 ฟุต พร้อมกับภรรยาและคนใกล้ชิด โดยกิจวัตรประจำวันของเขาช่วงนั้น คือประชุมกับนายทหารและข้าราชการ
.
ในบันทึกของ ไฮนซ์ ลิงเงอ (Heinz Linge) คนรับใช้ส่วนตัวของฮิตเลอร์เขียนถึง ‘วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์’ ไว้ว่า ในคืนวันที่ 26 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้รับข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบุกโจมตีของกองทัพโซเวียตที่ยิงโจมตีตึกบัญชาการเหนือบังเกอร์ที่เขาหลบซ่อนอยู่ ในวันนั้นเขาจึงเรียกตัว ฮันนา ไรตช์ (Hanna Reitsch) นักบินทดสอบหญิงที่อยูในบังเกอร์หลบภัยให้เข้าพบและกล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนฝ่ายเยอรมันจะพ่ายแพ้ หากรัสเซียบุกยึดเมืองได้เมื่อไร เขาและภรรยาจะฆ่าตัวตาย และร่างจะถูกนำไปเผาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูนำไปประจานได้ พร้อมกันนั้นเขายังมอบขวดยาพิษให้กับฮันนาและนายพลประจำกองทัพอากาศอีกด้วย
.
ในวันที่ 27 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์เรียกบริวารมาประชุมและให้ทุกคนซ้อมแผนฆ่าตัวตาย ในวันต่อมา (28 เมษายน 1945) ฮิตเลอร์ได้เขียนพินัยกรรมส่วนตัว รายละเอียดส่วนหนึ่งระบุว่า เขาขอยกทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ให้พรรคนาซี แต่หากพรรคไม่มีแล้วก็ขอมอบให้กับรัฐบาล พร้อมกันนั้นในพินัยกรรมฉบับนี้ยังมีข้อความโอ้อวดเรื่องการใช้กำลังและการปกครองของฮิตเลอร์เอง มิหนำซ้ำยังโยนความผิดทุกอย่างให้ฝ่ายอื่นอีกด้วย เช่น ชาวยิว
.
วันที่ 30 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองพร้อมกับภรรยา การเสียชีวิตของฮิตเลอร์ถูกประกาศจากฝ่ายเดียว คือฝ่ายเยอรมันที่กล่าวว่า ฮิตเลอร์ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย แต่ขณะเดียวกันการตายของฮิตเลอร์ยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าฮิตเลอร์ยังไม่ตายเพราะเป็นประกาศจากเยอรมนีฝ่ายเดียว ไม่มีหลักฐานอื่นมาประกอบ เช่น รูปถ่าย พร้อมกันนั้นฝ่ายโซเวียตก็ยืนยันว่า ไม่พบศพของฮิตเลอร์และบราวน์ จนเกิดสมมติฐานหลายอย่างว่า ฮิตเลอร์อาจหลบหนีไปยังสเปนหรืออาร์เจนตินา และบางคนคิดไปไกลถึงว่า ฮิตเลอร์อาศัยเทคโนโลยีของนาซีเพื่อหนีไปสร้างฐานทัพบนดวงจันทร์
.
ภาพ: AFP
.
ที่มา :

TheMomentum #StayCuriousBeOpen #OnthisDay #TheMomentumOnThisDay #วันนี้ในอดีต #นาซี #ฮิตเลอร์ #ยิว #เยอรมนี #สงครามโลกครั้งที่2 #อดอล์ฟฮิตเลอร์

หมวดหมู่
วันสำคัญ

6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ

ผู้สนับสนุนจาก 20 ประเทศ และ 8 องค์กร หนุน อบจ. เสนอ UN
กำหนดวันที่ 6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ
ร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ผ่าน https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” (the International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันแสดงถึงการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาที่ตอนนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและต่างประเทศ
.
ข้อเสนอมีผู้สนับสนุนเริ่มต้นจากมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ Nathan Law นักกิจกรรมชาวฮ่องกง Mu Sochua แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา และ Jandeil Roperos ประธานสหภาพนักศึกษาแห่งชาติฟิลิปปินส์ รวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษาในไทย อาทิ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภานิสิตจุฬาฯ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มนักเรียนเลว
.
เนื้อหาในข้อเสนอได้อธิบายถึงความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่พรากชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากโดยรัฐในวันที่ 6 ตุลา ซึ่งเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงชี้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลานั้นเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นของขบวนการเคลื่อนไหวนักเรียนนักศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในหลากหลายประเทศ
.
ในปัจจุบัน สถานการณ์การใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนนักศึกษายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไทย รัฐใช้ความรุนแรงและมุ่งดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่แสดงออกอย่างสันติ แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพ ก็เพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นและยังคงขัดขวางการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ดังที่เห็นได้จากกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่อนุญาตให้จัดการรำลึกครบรอบ 45 ปีภายในมหาวิทยาลัย ในฮ่องกง มีกรณีที่ที่ทำการของนักศึกษาถูกบุกค้น ไปจนถึงขั้นยุบสหภาพนักศึกษา หรือในเมียนมาร์ที่นักศึกษาจำนวนมากถูกจับและถูกแจ้งข้อที่ต้องจำคุกเป็นเวลายาวนาน
.
เนื่องในโอกาส 45 ปี 6 ตุลา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า วันที่ 6 ตุลาคมเป็นวันที่เหมาะสมที่สมควรจะถูกสถาปนาเป็น วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาโลก เพื่อรำลึกผู้เสียชีวิตและบรรดาเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในสถาบันการศึกษาทั่วโลกในปัจจุบัน
.
อ่านเนื้อหาของข้อเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และร่วมลงชื่อผ่าน change.org ได้ที่ https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
ท่านสามารถร่วมแสดงออกผ่าน Social Media ของท่านโดยการชูป้ายที่มีข้อความสนับสนุนข้อเสนอ อาทิ #ProtectStudentsFreedomDay, #ProtectStudentsFreedom, #StopStudentsArrest, International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression หรือข้อความที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอื่น ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงข้อประเด็นและข้อเรียกร้องดังกล่าวในประเทศและในระดับนานาชาติ
.
[ องค์กรที่ร่วมสนับสนุนแรกเริ่ม ]
.
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะจุฬาฯ
Spring Movement
กลุ่มแสงโดม
พรรคโดมปฏิวัติ
กลุ่มนักเรียนเลว
.
[ รายชื่อผู้สนับสนุนแรกเริ่มจากต่างประเทศ ]
.
1.Nathan Law, Hongkong activist (HongKong)
2.Johnson Yeung (Hong Kong)
3.Perry Link, Professor of University of California (USA)

  1. Jhanisse Vaca Daza (Bolivia)
  2. James Lee Proudfoot (Australia)
    6.Lim Khiam, Taiwan Platform of Democratic Sustainability (Taiwan)
  3. Marc Batac (Philippines)
  4. Sao Khon Cho (Myanmar)
  5. Eero Kivistö (Finland)
  6. Xun-ling Au (UK)
  7. Vanessa Law (Hong Kong)
  8. Hideyuki Shimura (Japan)
  9. Narayan Liu (Sweden)
  10. Jessica Chiu (Norway)
  11. Hong Kong Committee in Norway
  12. Zoya Phan, activist(Burma)
  13. Eraldo Souza dos Santos (Brazil)
  14. Mu Sochua, (Cambodia)
  15. Issa Sarikamis (Turkey)
  16. Evgeniya Chirikova (Russia)
  17. Victoria Arana (Nicaragua)
  18. Befekadu Hailu (Ethiopia)
  19. Hector Ulloa, SAIH – Studentenes og Akademikernes Internasjonale Hjelpefond (Norway)
  20. Jandeil Roperos – President of National Union of Students of the Philippines
  21. Yasmin Ullah (Canada)
  22. Fred Burman (Congo)
  23. Edipcia Dubon (Nicaragua)
  24. Dr Ceri Oeppen (UK)
  25. Milk Tea Alliance – Friends of Myanmar

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
19 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันที่ 6 ตุลาคม “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล”

เครือข่ายองค์กรนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ รวมทั้งหมด 71 องค์กร ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้วันที่ 6 ตุลาคม เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” เพื่อต่อต้านอำนาจนิยมทุกรูปแบบในหลายประเทศทั่วโลก

แถลงการณ์ร่วมสนับสนุนข้อเสนอของ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “ วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล (The International Day for the Protection of Students ‘Freedom of Expression)

เพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการสังหารหมู่นิสิต นักเรียน นักศึกษาและประชาชน แสดงถึงการใช้ความรุนแรงเป็นบ่อนทำลายการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกก็ยังมีการทำลายสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนนักศึกษากันอยู่

“ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก”

“With respect for human dignity and fellow human beings around the world”

7 ตุลาคม 2564

45ปี6ตุลา

หมวดหมู่
วันสำคัญ

2 ตุลา วันละความรุนแรงสากล

2 ตุลาคม วันละความรุนแรงสากล (The International Day of Non-Violence)
ด้วยเป็นวันครบรอบวันเกิดของ มหาตมะ คานธี ริเริ่มโดยชิริน เอบาดี เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2546 ก่อนหน้าที่องค์การสหประชาชาติ จะสานต่อและประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคม เป็นวันละความรุนแรงสากล

หมวดหมู่
วันสำคัญ

ตุลา เดือนแห่งตาสว่าง

1 ตค. 2411 ร.4 สวรรคต
1 ตค. 2491 กบฏเสนาธิการ
3 ตค. 2436 วิกฤต ร.ศ.112
4 ตค. 2313 ตั้งกรุงธนบุรี6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

7 ตค. 2551 สลายม็อบพันธมิตร
11 ตค. 2476 กบฏบวรเดช
11 ตค. 2540 ใช้ รธน 40

13 ตค. 2551 เสด็จพระราชดำเนินไปงานศพน้องโบว์-พันธมิตร
13 ตค. 2559 ร.9 สวรรคต
13 ตค. 2563 ม็อบชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จ
14 ตค. 2516 วันมหาวิปโยค
14 ตค. 2563 ขบวนเสด็จขับฝ่าม็อบ
16 ตค. 2336 ประหารมารีอองตัวเนต
16 ตค. 2563 ใช้รถจีโน่ครั้งแรกที่แยกปทุมวัน
20 ตค. 2501 สฤษดิ์รัฐประหารกระชับอำนาจ
20 ตค. 2520 สงัดรัฐประหารธนินทร์
23 ตค. 2453 ร.5 สวรรคต
23 ตค. 2563 กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ
25 ตค. 2547 กรณีตากใบ
31 ตค. 2549 ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐประหาร 19 กย. 2549

หมวดหมู่
วันสำคัญ

#ม็อบ19กันยา

🔴⚡️ทะลุฟ้าเข้าร่วมม็อบ19กันยา
CAR MOB ขับรถยนต์ชนรถถัง
•จุดเริ่มต้น แยกอโศก
มุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
เวลา 14:00 น.เป็นต้นไป

15ปีนะไอ้สัส #ไล่ประยุทธ์ #ม็อบ19กันยา

ทะลุฟ้า

thalufah

https://www.facebook.com/100194462299495/posts/161442692841338/
………………………………………

‼️ทะลุแก๊สช่วยกระจายข่าว‼️

📢นัดรวมพล
ในวันที่ 19กันยายน 2564 นี้ จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชน กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ แนวร่วมประชาธิปไตย ทั้งหลายที่จะทำการรวม พล เพื่อมุ้งหน้าไปที่ ราบ1 เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ทรราชประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น หดหัวแอบตัวเองอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการประยุท เชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน ร่วมเดินขบวนไปด้วยกันกับเราจนถึงหน้าราบ1 พร้อมทั้งตะโกนคำว่า
“ทรราช ออกไป ประยุทธ์ ออกไป ปรสิต ออกไป”

จุดรวมตัวเริ่มขบวนอยู่ที่จุด แยกสามเหลี่ยมดินแดง
ในเวลา 17.30-20.30น วันที่19กันยายน2564
ร่วมกันขับไล่ทรราชและกำจัดปรสิตบ้านเมืองให้หมดไป

👉การเสียสละนั้น จะควรค่าก็ต่อเมื่อ เราเสียสละเพื่อเปลี่ยนเเปลงบางสิ่งบางอย่างให้ดี ขึ้น “

ม็อบ19กันยา

ทะลุแก๊ส

https://www.facebook.com/100750945674801/posts/114485607634668/
…………………………………………

วันอาทิตย์ที่19 กันยายน 2564 นี้ จุดเริ่มต้น หมู่บ้านท่าซักวิลล์ นัดรวมพล 13.00 น. เคลื่อนขบวน 14.00 น. “พอกันทีรัฐประหาร” ❗
.
เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชผู้รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม มาร่วมกันแสดงพลังขับไล่รัฐบาลปรสิตและนายกฯประยุทธ์กันอีกครั้งครับ
.
และร่วม #รำลึกต้นตอความวิบัติของสังคมไทย #รำลึกวีรบุรุษลุงนวมทอง #เล่าบทเรียนรัฐประหาร19กันยาให้น้องๆฟัง #ทำพิธีฌาปนกิจผู้ก่อการรัฐประหาร #เกิดชาติหน้าขออย่าได้เจอรัฐประหาร
.

MobCarParkNakhonsri #ม็อบคาร์ปาร์คนครศรีฯ #ม็อบ19กันยา #คนคอนจะไม่ทน

.
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว

https://www.facebook.com/groups/1805830096303209/permalink/3307929599426577/
……………………………………

พี่น้องชาวตรัง​ อย่าลืม​ พรุ่งนี้เรามีคาร์ม็อบ!
ออกมาช่วยกันขับไล่รัฐบาลหัวดอนี้
19​ กันยา​ ตั้งแต่ 14.30​น.​เป็นต้นไป
รวมตัวที่ลานหน้าศาลจังหวัดตรัง(ศาลากลางหลังเก่า)
.
กรุณาเว้นระยะห่าง​ และสวมแมสก์ตลอดกิจกรรม

ประยุทธ์ออกไป #ม็อบ19กันยา​ #15ปีแล้วไอสัส

https://www.facebook.com/121699732750713/posts/366979691556048/
………………………………….

วันที่19 กันยายน เวลา15.30น.
รับขบวนเสด็จณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
แยกท่าพระ
พร้อมใจกันเรียกร้องสิทธิของตัวเอง
เราจะไม่ทน เราจะไม่ด้าน เราจะไม่ล้มเหลวกับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป
เราจะร่วมขบวนคาร์ม็อบตั้งแต่ แยกท่าพระ
ไปถึงอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย
ฟังปราศรัยไปพร้อมกัน

ม็อบ19กันยา

ประยุทธ์ออกไป

https://www.facebook.com/109021301017968/posts/332619741991455/
……………………………………

19 กันยายน #ส่งประยุทธ์ #สู่ขิต

เตรียมรถของคุณให้พร้อม CarMob เพชรบูรณ์
รอบที่ 2

ครบรอบ 15 ปี “รัฐประหาร ปี49”
ผลพวงที่ส่งผลต่อรัฐประหาร ปี57

บทเรียนแห่งความฉิบหาย

พรุ่งนี้มาขับรถส่งประยุทธ์ สู่ขิต ไปด้วยกัน

15ปีแล้วนะไอ้สัส

ม็อบ19กันยา

https://www.facebook.com/402085490575552/posts/998655524251876/
………………………………….

พรุ่งนี้เรามีนัดกันเด้อพี่น้อง

14.00 น. ณ บริเวณหน้าบึงผลาญชัย

ราษฎรสาเกตุ #ม็อบ19กันยา #ประยุทธ์ออกไป

https://www.facebook.com/118500140409273/posts/164645102461443/
…………..,………,…………….

เช็กเส้นทาง “ณัฐวุฒิ ” จัดคาร์ม็อบ “ขับรถยนต์ชนรถถัง” 19 ก.ย.64

ณัฐวุฒิ #ม็อบ19กันยา #theroom44

🔴ติดตามข่าวสาร ที่น่าสนใจได้ที่นี่ทุกช่องทาง👇🏼👇🏼
………………………………
Facebook : https://m.facebook.com/theroom44/
เว็บไซต์ : https://theroom44channel.com
twitter : https://twitter.com/newroom44
Tiktok: https://vt.tiktok.com/ZSWjC6o8/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCcoyY6gFDXBQBRhKZeleA_g
Instagram : https://www.instagram.com/theroom44channel/

หมวดหมู่
วันสำคัญ

ย้อนรอย 15 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 บรรดาผู้นำเหล่าทัพไทยทำรัฐประหาร โดยได้พากันยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อร่วมการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจรัฐครั้งแรกในรอบ 15 ปี ของการเมืองไทย

พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศตัวเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยการยึดอำนาจของพลเอกสนธิ เป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากการต่อต้านด้วยอาวุธ หลังประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงขับไล่ ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

พลตรีประพาศ ศกุนตนาค โฆษกคณะรัฐประหารกล่าวถึงเหตุผลในการยึดอำนาจครั้งนี้ว่า

“ด้วยเป็นที่ปรากฏความแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

แม้หลายภาคส่วนสังคมจะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้

ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง

แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติรวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน”

ทั้งนี้ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้ใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยข้อหาที่แทบไม่ต่างไปจากเหตุผลที่ใช้ในการยึดอำนาจของทักษิณในอีกกว่า 15 ปี ถัดมา

https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2605

หมวดหมู่
วันสำคัญ

“วาเลนไทน์”คือชื่อของนักบุญ St. Valentine

ในสมัยกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 แห่งกรุงโรม St. Valentine เป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์ใกล้ๆ กรุงโรม สมัยนั้นกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 ออกกฎห้ามมีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะทรงต้องการให้ผู้ชายทุกคนไปเป็นทหารเพื่อทำศึกสงคราม สร้างกรุงโรมให้เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง หากผู้ชายที่มีครอบครัวไปเป็นทหารจะมีห่วงและมีอารมณ์อ่อนไหวเกินกว่าจะเป็นนายทหารที่ดี ถ้าหากไม่มีการแต่งงานผู้ชายจะสนใจการรบมากขึ้น
บาทหลวงวาเลนไทน์รู้สึกเห็นอกเห็นใจหนุ่มสาวที่มีความรัก จึงแอบจัดพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวที่ต้องการแต่งงานหลายคู่อย่างลับๆ โดยภายในงานจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และบาทหลวง พวกเขาต้องกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย
เรื่องรู้ถึงหูคลอดิอุสเข้าจนได้ ในที่สุด นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับเข้าคุกและถูกทรมานอย่างสาหัส ระหว่างที่อยู่ในความเชื่อและศรัทธาในความรักเช่นกัน
ขณะที่ถูกขังอยู่ในคุกรอการประหาร บาทหลวงวาเลนไทน์ได้รู้จักกับผู้คุมชื่อแอสทีเรียส ซึ่งมีลูกสาวตาบอด และขอให้เขาช่วยรักษา เหมือนปาฏิหาริย์เธอสามารถมองเห็นได้อีก ลูกสาวของผู้คุมจึงมักมาเยี่ยมและให้กำลังใจบาทหลวงอยู่เสมอ กระทั่งก่อนเสียชีวิตเขาได้เขียนจดหมายถึงเธอ และลงท้ายว่า “From your Valentine” นักบุญวาเลนไทน์ เสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 ในคุกแห่งนั้นนั่นเอง
ต่อมา สันตะปาปา Gelasius ยกย่องให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของนักบุญวาเลนไทน์ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” และ “มิตรภาพ”
ดังนั้นความหมายแท้จริงของวันวาเลนไทน์คือ
กล้าหาญ เสียสละ มิตรภาพ ความดีงาม ความรักที่มีแก่เพื่อนมนุษย์ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง การเป็นผู้ให้ ปรารถนาดีเพื่อนมนุษย์ อดทน เมตตา

ข้อมูลและภาพ

FB:นัฐกานต์ ดิษยกุลวงศ์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น