หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลูกสาวคนเล็กของลุงพลเอาแต่ใจตัวเองที่สุด ซึ่งคุณพลเองเป็นคนพูดกับหลายๆ คนถึงเรื่องนิสัยเสียของน้องถั่ว เย็นเห็นน้องถั่วมาแต่เด็ก ใจนึงก็สงสารนางที่เกิดมาแบบนั้น ใจหนึ่งก็อาจจะตบนางเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง ไอ้ความเอาแต่ใจตัวเองนี้มันติดตัวมาเป็นสาว ไม่มีผู้ชายคนไหนอาจยุ่งกับนาง เพราะนิสัยแบบนี้ และหน้าตาแบบนี้ นางจึงมีปัญหาเรื่องการหาสามี จนกระทั่งนางไปพบกับทหารเรือยุทธชัย ที่เค้ามีเมียมาก่อนแล้ว นางก็ไปแย่งเค้ามา บังคับให้เค้าเลิก และก็แต่งงานกับเค้า จนในที่สุดก็มีงานแต่งงานในปี 1981 เรื่องนี้ เย็นขอกลับมาเล่าอีกที เพราะชีวิตน้องถั่วเอามาทำเป็นซีรีส์ต่างหากได้สบายๆ…ขึ้นต้นทศวรรษที่ 1980 คุณพลทรงอำนาจในบริษัทมากขึ้น หลังจากผ่านวิกฤตของบริษัทมามาดๆ หลังจากร่วมมือกับยามหลายคนในอดีตในการครอบครองอำนาจของบริษัท แม้ว่าตามกฎของบริษัท คุณพลไม่ควรจะมีอำนาจทั้งสิ้น แม้กระทั่งความเกี่ยวโยงการในสังหารนักศึกษาลูกจ้างที่โรงเรียนปรีดา คุณพลก็ยังรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะพระสยามเทวาธิราชห่าเหวหรอกค่ะ ที่รอดมาได้เพราะกลยุทธของคุณพลที่สร้างไว้หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าใครจำได้ เย็นเคยบอกแล้วว่า เค้าต้องการทั้งความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตย แถมไอ้กันมันยังคอยหนุน ดังนั้น เมื่อผ่านมาปี 1980 คุณพลยิ่งมีความมั่นใจในสถานะตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะอีผู้จัดการคนใหม่ นางเปรมิกา ที่เข้ามาช่วยคุณพลอีกแรง…อีเปรมิกาเป็นผู้จัดการนาน 8 ปี ตลอดเวลานี้ นางขได้สร้างเครือข่ายประธานที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าเครือข่ายของลูกจ้างคนใด เครือข่ายนี้รวมเอาพวกยาม ลูกจ้างอาวุโส ผู้กำกับใช้กฎหมาย รวมไปถึงอีชนชั้นกลางเมืองกะลาที่ภักดีต่อคุณพล มาสร้างความเข้มแข็งให้คุณพลมากไปอีก อีเปรมิกามันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพวกยาม มันจึงจับคนใส่ในตำแหน่งสำคัญที่คอยเป็นหูเป็นตาให้คุณพล แม้จะมียามบางพวกที่ต้องการล้มคุณพล โดยเฉพาะในเหตุการณ์เมษาหรรษา ที่เป็นไม่กี่ครั้งที่คุณพลไม่ยอมเซ็นรับรองการล้มผู้จัดการ แต่ในหลายๆ ครั้ง เย็นเห็นกับตาว่า คุณพลเซ็นรับรองในการทำบริษัทประหารทุกครั้งค่ะ….ขณะที่อีเปรมิกาสามารถควบคุมอำนาจให้คุณพลได้ แต่คุณพลยังมีเรื่องหนักใจ เพราะตั้งแต่ได้ย้ายเดชณรงค์ไปวอชิงตันดีซี เพื่อตัดความสัมพันธ์ชู้กับเมียตัวเอง แต่มันก็ยังไม่ได้ผล เพราะคุณนายปากแดงเลิกกับคุณเดชณรงค์ไม่ได้ และชอบมีข้ออ้างไปเยือนสหรัฐ เหมือนตอนที่มีข้ออ้างไปเยือนอีสาน เพื่อไปหาชู้ ในครั้งนี้ ได้อ้างว่าจะพาน้องโอไปฝึกวิชายามที่สหรัฐ แท้ที่จริงก็ต้องการไปหาชู้เดชณรงค์ ในระหว่างที่แม่มีชู้ อีลูกชาย น้องโอ ก็พาเมียสองคนไปสหรัฐ เกือบไปตบกันที่นั่น ทั้งถั่งเช่าและอีปอร์เช่ จนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โชคดีที่ถั่งเช่าไม่ตาย โอ้ย เย็นละปวดหัวกับครอบครัวนี้มาก…ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เลยใช้อาวุธเดียวกับที่กำจัดคุณ ป กุ้งเผา นั่นคือการวางยาพิษ โดยหลังจากมื้ออาหารกลางวัน คุณเดชณรงค์ได้ทานข้าวเหนียวมะม่วงที่แม่บ้านจัดให้ จากนั้น สักพัก คุณเดชณรงค์ก็ไปออกกำลังกาย คือออกไปวิ่ง ว้าย คุณพระ เสียชีวิตค่ะ โดยบอกว่าเป็นโรคหัวใจวาย เหมือนคุณ ป กุ้งเผาเป๊ะ ตอนนั้น เย็นอยู่กับป้าแดงที่กรุงเทพ เมื่อมีคนแจ้งข่าวป้าแดง พระเจ้าช่วย ป้าแดงร้องกรี๊ดๆๆๆๆ ร้องห่มร้องไห้ ยิ่งกว่าผัวจริงๆ ตาย และในการร้องไห้นั้น ป้าแดงแค้นผัวมากที่กล้าใช้วิธีเลวทรามฆ่าชู้ของตัวเอง ป้าแดงบอกดิชั้นว่า จากนั้น แดงกับพลสิ้นสุดกัน และมันก็จริง คือความเป็นผัวเมียจบสิ้นกันจากนั้น แม้ยังต้องอยู่ด้วยกันเพื่อเหตุผลทางสังคม…คุณแดงจัดงานศพให้เดชณรงค์อย่างอลังการ นั่งเฝ้าดูศพ ลูบคลำศพ จับศพ ร้องไห้ เสมือนเป็นเมียของเค้า ส่วนเมียตัวจริง ถูกไล่ให้ไปล้างชามกระเพาะปลาหลังศาลา ในโอกาสนั้น ป้าแดงพิมพ์หนังสือความรักของนางกับคุณเดชณรงค์เพื่อแจกแขก แต่มารู้ที่หลังว่ามันเอิกเกริกไป และเรียกคืนทั้งหมด แต่มันก็สายไปแล้ว จบงานศพ ความสัมพันธ์ของคณแดงกับคุณพลก็ถูกเผาไปพร้อมกับเดชณรงค์…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องคุณโอเลี้ยงเมียสองคนค่ะ มันส์หยดๆ มาดูว่า อีปอร์เช่ถีบอีถั่งเช่าออกไปจากคฤหาสน์ได้อย่างไร…ปล: รูปเย็นที่ดีซีค่ะ เห็นตอนคุณถั่งเช่าขับรถชนด้วย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเหตุการสังหารลูกจ้างนักศึกษาในปี 1976 แม้คุณพลจะโบ้ยความผิดไปที่ยาม แต่สังคมรู้ ทุกคนรู้ ว่าคุณพลและครอบครัวอยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยด่วน ในปี 1979 คุณพลจึงชวนนักข่าว BBC มาทำสารคดีเกี่ยวกับการทำงานของครอบครัวคุณพล รวมการสัมภาษณ์หลายเรื่อง ตั้งแต่การตายของคุณนนท์ การฟื้นฟูสถาบันประธาน การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกจ้าง เรียกว่าเป็นงานพีอาร์ชิ้นใหญ่รัชดาลัยไฟกระพริบเลยทีเดียว สารคดีนี้ชื่อว่า Soul of a Nation หาดูได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ

…มีการจัดฉากว่าคุณพลเป็นประธานติดดิน ซึ่งมันเป็นความย้อนแย้งแบบสุดโต่ง ในจุดหนึ่ง คุณพลคือพระโพธิสัตว์ ในอีกจุดหนึ่ง คุณพลคือประธานที่ทำเพื่อประชาชน การจัดฉากคือการที่คุณพลนั่งทำงานกับพื้น มีอุปกรณ์การทำงานเรี่ยราด ทั้ง blueprint ทั้งแม่แบบต่างๆ ในวาระนั้นเอง นักข่าวได้ถามเรื่องการตายของคุณนนท์ เย็นนั่งอยู่ในห้องด้วย เย็นขนลุกส์ คุณพลมองไปที่กล้อง มองแบบจ้อง แล้วพูดว่า ตอนเกิดเหตุ ผมอยู่ในอีกห้องหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงปืน จึงวิ่งออกมาดู ก็รู้ว่าพี่ได้ตายแล้ว พอถามเรื่องหลักฐาน คุณพลตอบว่า มันกระจัดกระจายไปหมด ไม่รู้อะไรเป็นอะไร โอ้โห ขอโทษค่ะคุณพล แม้จะเป็นเจ้านายเย็น แต่มึงเหี้ยฉิบหาย โกหกได้ทั้งต่อหน้ากล้อง และในชีวิตจริง

….ทีนี้ นักข่าวตามไปสัมภาษณ์สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงคุณแดง เมียของคุณพล ตรงนี้น่าสนใจค่ะ และต้องเจอกับเหตุการณ์โป๊ะแตก คือตอนนั้น พวกคอมมี่เวียดนามมันรุกเรามา มันอยากฮุบบริษัทของไทย คุณนายปากแดงเลยอาสาไปคุมโรงงานที่ภาคอิสาน แรกๆ ทั้งคุณพลเองและเย็นก็สงสัยว่า ทำไมคุณแดงถึงชอบไปอิสานบ่อยๆ และก็ไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ ส่วนมากหนีบน้องถั่วไปด้วย ลูกสาวคนเล็ก เพื่อเป็นการอำพรางเรื่อง จนต่อมา เย็นก็แอบเห็นหลายอย่าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

…คือคุณแดงแกมีกองกำลังยามเป็นของตัวเอง ตั้งชื่อเริ่ดหรูว่า เสือตะวันออก ไอ้เสือตะวันออกเหี้ยอะไรเนี่ย มันคือกลุ่มยามที่ทำรัฐประหารล้มตำแหน่งผู้จัดการของอีหอย ที่เป็นน้องสาวไอ้เหลี่ยมเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตัดกลับไปสมัยป้าแดง ไอ้กลุ่มเสือตะวันออกเนี่ยเพิ่งก่อตั้ง และได้ตัวหัวหน้าที่มาดูแลกลุ่มนี้ เป็นยามหนุ่มรูปงาม ชื่อเดชณรงค์ ไอ้คนที่ชื่อเดชณรงค์นี่แหละค่ะ ที่กลายมาเป็นชู้กับป้าแดง เย็นแอบเห็นในหลายโอกาส

…เพราะความที่คอมมี่มันจะบุกอิสาน และเพราะความที่ยามกลุ่มนี้ดูแลความมั่นคงภาคตะวันออก จึงกลายมาเป็นหน้าที่ของเดชณรงค์ที่ต้องดูแลสถานการณ์ ป้าปากแดงใช้โอกาสนี้เพื่อไปพบเดชณรงค์ ทุกครั้งที่ไปหาเค้า ก็จะเตรียมแพ็คกระเป๋าเว่อร์วัง เตรียมชุดเดินป่าออกแบบโดย Pierre Balmain จากปารีส เราจึงได้เห็นชุดนางงามของป้าแดงเดินป่า แถมมีรูปจู๋จี๋ดู๋ดี๋ เดินจับมือกันในป่า เหมือนคู่ผัวตัวเมียหนุ่มสาว ซึ่งเย็นเคยเตือนป้าแดงหลายครั้งว่าไม่เหมาะ แต่ป้าก็ยังดื้อรั้น

…ทีนี้เมื่อช่างภาพตามไปถ่ายภารกิจของป้าแดงที่อิสาน เผอิญเรื่องแตกก็เพราะว่า ป้าแดงเอ่ยถึงชู้ในระหว่างการอัดสารคดี ทำให้ลุงพลรู้เรื่องในที่สุด เพราะลุงพลก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ต่อหน้าลูกจ้าง สองผัวเมียนี้เล่นบนครอบครัวสุขสันต์ แม้ผัวจะจับได้ว่าเมียมีชู้ ลับหลัง โอ้ย อย่าให้เย็นเม้าท์ ด่ากันบ้านแตกค่ะ ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เพราะสั่งให้เลิก แต่ป้าแดงก็ไม่ยอมเลิก จึงย้ายคุณเดชณรงค์ไปประจำที่บริษัทของเราที่วอชิงตันดีซี เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่มันก็ต้องจบด้วยโศกนาฏกรรม

….หลังจากแพร่ภาพสารคดีดังกล่าว อาจบอกได้ว่า ความนิยมของครอบครัวคุณพลกลับคืนมากได้ ก้าวไปสู่ทศวรรษที่ 1980 มันมีความเปลี่ยนแปลงมาก ในปีนั้นเอง คุณพลแต่งตั้งขันทีคู่ใจขึ้นเป็นผู้จัดการ นางชื่อเปรมิกา นางได้เป็นผู้จัดการถึงสองสมัย เป็นกลจักรสำคัญในการสร้างเครือข่ายของท่านประธาน นางเปรมิกาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ายามมาก่อน ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการ นางนี่ร้ายลึก และไม่ถูกกับน้องโอเลี้ยง เดี๋ยวมาเล่าต่อ

…อ้อ ปีถัดไป 1981 น้องถั่วแต่งงานค่ะ บังคับให้ผู้ชายเลิกกับเมียเพื่อแต่งกับเค้า เค้าชื่อยุทธชัย เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องนี้เช่นกันพร้อมๆ ไปกับเหตุการณ์ปี 1985 ที่คุณเดชณรงค์ตายกระทันหัน ย้อนรอยการตายแบบเดียวกับคุณ ป กุ้งเผาที่ญี่ปุ่น คือทั้งคู่ถูกวางยาพิษค่ะ มันส์ฉิบหาย

…ปล: กุหลาบเหลืองคือสัญลักษณ์ของชู้ค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

จบเรื่องลูกคนโตสองคนไปสักครู่ ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าคุณโอเลี้ยงถูกบังคับแต่งงานกับญาติตัวเอง คือคุณถั่งเช่า เย็นคิดว่าคู่นี้คงไปไม่รอด และก็ไม่รอดจริงๆ ส่วนคู่ของคุณบัวหลวง นั่นก็ไม่รอด เย็นอยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เห็นทุกอย่าง ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของครอบครัวท่านประธานบริษัท เพราะมีปัญหาของบริษัท ของผู้จัดการ และการชุมนุมของลูกจ้างครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เกือบนำความฉิบหายมาให้ท่านประธานแล้ว…ในทศวรรษที่ 1970 คุณพลยุติการไปเยือนต่างประเทศ แต่ในประเทศยังไม่หยุดยั้ง ในต่างประเทศนั้น การเดินทางในทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อถึงความมีเสถียรภาพของสถาบันของท่านประธาน ได้ไปเยือนบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา แต่ในทศวรรษใหม่ สงครามเย็นมันถึงจุดขีดสูงสุด ท่านประธานและยามของเราพยายามจะแทรกแซงกิจการภายในบริษัทของเขมร ซึ่งตอนนั้นแตกแยกเป็นหลายส่วน และยังถูกบริษัทของเวียดนามครอบงำด้วย บริษัทของคุณพลกลายมาเป็นหน้าด่านแห่งความอันตราย ในจุดนี้ ยิ่งทำให้คุณพลสนิทกับสหรัฐมากขึ้น…สหรัฐใช้ไทยเป็นที่ตั้งในการต่อสู้กับบริษัทเวียดนาม เพราะสหรัฐเชื่อในทฤษฎีโดมิโน หากบริษัทหนึ่งกลายเป็นคอมมิสนิสต์แล้ว ก็อาจจะทำให้อีกบริษัทเป็นคอมมิวนิสต์ได้ ไอ้ความกลัวคอมมิวนิสต์มันขึ้นสมอง ส่วนหนึ่งเป็นภัยของจริง ส่วนหนึ่งเป็นภัยที่จินตนาการ ไอ้ส่วนที่จินตนาการนั่นเองที่คุณพลใช้เป็นเครื่องมือ ร่วมกับยาม ในการป้ายสีลูกจ้างเยาวชนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อป้ายสีอย่างนั้นแล้ว มันให้ความชอบธรรมในการกำจัดพวกเค้าได้ ไม่ว่าจะวิธีป่าเถื่อนอย่างไรก็ตาม..เวียดนามรุกคืบมามาก เขมรอาจจะตกเป็นของบริษัทเวียดนามในไม่ช้า ซึ่งหมายถึง เป้าหมายต่อไปของเวียดนามคือไทย ตอนนั้น สหรัฐนำกำลังเข้ามามาก เข้ามาตั้งบริษัทย่อยๆ หลายแห่งในไทย รวมถึงถึงบริษัทที่พัทยา เมื่อก่อนก็เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเงียบๆ แต่เมื่อไอ้กันมันมาตั้งถิ่นฐานที่พัทยา ก็เลยกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างรวดเร็ว มีบาร์ ซ่องมากมาย เป็นที่มาของแหล่งรวมกะหรี่ที่ใหญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เมื่อไอ้กันมันออกไปแล้ว พัทยาก็ยังบูมอยู่อีกหลายสิบปี….ในปี 1975 ในที่สุด เวียดนามก็รุกคืบ บริษัทสหรัฐถูกตีแตก จากที่เคยมีฐานตั้งมั่นทางตอนใต้ของเวียดนาม คือที่ไซ่ง่อน ก็ตกเป็นของเวียดนามไป และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์_ซิตี้ เมื่อคุณพลเห็นว่า สหรัฐพ่ายแพ้ คุณพลได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต้องหาบริษัทอื่นมาสร้างความมั่นคงให้ นั่นคือบริษัทของจีน ในที่สุดก็มีการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัทไทยและจีนในปี 1975 ที่เย็นเห็นว่าเป็นเรื่องตลกก็คือ ตลอดเวลา ลุงพลพูดว่ากลัวคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากบริษัทจีน กลับไม่กลัวคอมมิวนิสต์จากจีน เอาจริงๆ การเมืองในภูมิภาคนี้มันซับซ้อนกว่านั้น ก่อนหน้านั้น บริษัทคอมมิวนิสต์เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ต่อมา บริษัทของโซเวียตทะเลาะกับบริษัทของจีน ทำให้บริษัทคอมเล็กๆ ที่เหลือต้องเลือกข้าง ทีนี้ เวียดนามมันเกลียดจีนมาเป็นพันปี มันจึงเลือกที่จะอยู่กับบริษัทโซเวียต ทำให้จีนโกรธ และเห็นว่า การที่ไทยขอให้จีนช่วยป้องกันภัยจากบริษัทเวียดนาม มันคือผลประโยชน์ของจีนเช่นกัน นับแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทไทย-จีนก็เติบโต จนมีคำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้อง ลูกคนที่สามของลุงพล น้องนักจด กลายมาเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของสองฝ่าย จนไม่นานมานี้ ได้รับเหรียญทองในฐานะสหายสำคัญชองคอมมิวนิสต์จีนด้วยซ้ำ….ปี 1973 และ 1976 เป็นปีแห่งความขัดแย้งระหว่างคนของคุณพลและกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนปรีดา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง สังหารนักศึกษาในโรงเรียน เพียงเพราะนักเรียนประท้วงการกลับมาของเผด็จการที่เป็นผู้จัดการที่เป็นคนโปรดของคุณพล มันคือคุณถนัด เหตุการณ์ครั้งนั้น มีการป้ายสีว่านักเรียนคือคอมมิวนิสต์ มีการทำทารุณกรรมนักเรียนหลายคน หนึ่งในนั้นคือซินแสผมหงอกที่ตอนนั้นยังผูกคอซองไปโรงเรียนปรีดาอยู่ เมื่อนักศึกษาหนีความป่าเถื่อนเข้าไปบ้านคุณพล คุณพลสั่งให้เย็นเปิดประตูรับนักศึกษา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณพลสั่งให้มีการหยุดทำร้ายนักศึกษาได้ แต่ก็ไม่สั่ง ทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือเหตุการณ์ตาสว่างครั้งแรกของคนที่ผ่านปี 1976 มา…เมื่อรู้ว่าทำพลาด คุณพลรีบแก้เกมโดยการเชิญนักข่าวจาก BBC มาทำรายการเพื่อโปรโมทครอบครัวของคุณพล ชื่อรายการ Soul of a Nation ในปี 1979 แม้มันจะช่วยได้บ้าง แต่คุณพลก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำรายการ คุณพลจับได้ว่า เมียปากแดงมีชู้! ตอนหน้ามาติดตามกันค่ะ….ปล: รูปนี้ เย็นถ่ายไว้เมื่อตอนไปพบกับซินแสผมหงอกที่โรงเรียนปรีดาค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เราพักเรื่องโอเลี้ยงไว้นิดนึง ตัดมาที่เรื่องคุณบัวหลวง เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน เอาจริงๆ นะคะ คุณพลรักลูกคนนี้มากที่สุด เพราะฉลาดที่สุด และมีความมั่นใจสูง แต่เค้าไม่อยากเรียนที่เมืองไทย ในที่สุดพ่อก็ตามใจให้ไปเมืองนอก แต่พอส่งคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษ คุณบัวหลวงเลยขอไปอเมริกา ในที่สุด ก็ได้ไปจริงๆ ได้เข้าเรียนปริญญาตรีในมหาลัยที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ Massachusetts Institute of Technology (MIT) แต่เพราะการไปเรียนที่ MIT ทำให้ชีวิตของบัวหลวงต้องเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อคุณพ่อพลด้วย เย็นได้รับคำสั่งให้ตามไปดูแลคุณบัวหลวง ดังนั้น เย็นจึงรู้เรื่องคุณบัวหลวงอย่างดี…ระหว่างที่เรียนที่ MIT นั้น คุณบัวหลวงเกิดไปพบรักกับฝรั่งอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อคุณพีท เจ่นเซ่น ความรักมันพัฒนาไปเร็วมากค่ะ และคุณบัวหลวงก็ไม่ยอมบอกคุณพ่อ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรู้ว่า หากบอกคุณพ่อ ก็คงต้องถูกสั่งให้เลิกกัน เหมือนคุณลุงที่เสียชีวิตไปแล้ว พอคุณย่ารู้ว่า ไปมีแฟนเป็นผู้หญิงสวิส ก็สั่งให้เลิกกันทันที มาถึงยุคคุณบัวหลวง ไอ้ความคิดโบราณว่าห้ามมีแฟนเป็นฝรั่งยังไม่หมดไป ส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะคุณพลกำลังวางแผนสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวเปอร์เฟ็ค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอำนาจทางจริยธรรมจองคุณพลเอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นการยกสถาบันประธานของบริษัทให้อยู่สูงขึ้นไปอีก แต่ต้องการใช้ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว เป็นเครื่องลบเหตุการณ์ที่ตัวเองสังหารคุณนนท์ด้วย ลูกจ้างจะได้คิดว่า โอ้โห คุณพลดีอย่างนี้ ไม่มีทางที่เค้าจะฆ่าพี่ชายได้… คุณๆ เข้าใจที่เย็นพูดไหมคะ…ในที่สุด เรื่องก็รู้ถึงหูคุณพล แต่มันสายไปแล้ว ทั้งสองคนได้แต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ การแต่งงานกันครั้งนั้น เป็นการทำร้ายจิดใจคุณพลมาก เพราะบัวหลวงกลายมาเป็นตัวทำลายแฟนครอบครัวสุขสันต์ของคุณพล ซึ่งคุณพลตอบสนองด้วยการ ตัดยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของบัวหลวง แม้ตอนแรกๆ บัวหลวงทำท่าไม่แคร์ แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าตัวเองพลาด…จากนั้น เมื่อจบตรีที่ MIT แต่งงานแล้ว ก็ได้ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ซานดิเอโก้เพราะสามีได้งานที่นั่น คุณบัวหลวงเป็นคนฉลาด ลงเรียนปริญญาโทที่ UCLA (University of California, Los Angeles) นับเป็นคนเดียวในบ้านที่จบปริญญาสูงสุด (ปริญญาโท) ในต่างประเทศ และก็มีลูกคนโต ตั้งชื่อว่า บุษราคัม ในโอกาสที่มีเบบี้คนแรก เรียกว่าเป็นหลานคนที่สองของบ้าน รองจากภาริณี ซึ่งเป็นลูกสาวของโอเลี้ยงกับถั่งเช่า หลังจากที่คุณบัวหลวงพยายามจะทำให้พ่อยกโทษให้ ก็เลยวางแผนอุ้มลูกแบเบาะไปให้เค้าดูถึงเมืองไทย แผนเดิมเชื่อว่า พ่อจะให้อภัย เพราะแม่ปากแดงช่วยพูดชงให้แล้ว ก็เลยกลับบ้านอย่างเชื่อมั่น….แต่เมื่อถึงไทย กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พ่อก็ยังใจแข็ง แม้แม่จะพยายามช่วยพูด ก็ไม่เป็นผล นี่เป็นเพราะพ่อรักบัวหลวงมาก เมื่อบัวหลวงดื้อโดยการไปแต่งงานกับฝรั่งมังค่า ก็เลยถูกลงโทษแบบนี้ จากที่วางแผนจะอยู่เป็นเดือน เลยเก็บของกลับอเมริกาภายในไม่กี่วัน ไปใช้ชีวิตตามลำพังกับสามีฝรั่งต่อ จนมีลูกอีกสองคน คือลูกชาย น้องพวง และลูกสาวคนเล็ก น้องสิริกัลยา ส่วนไอ้ข่าวลือที่ว่า คุณบัวหลวงและลูกๆ ต้องอยู่ได้ความยากลำบาก อันนั้นไม่จริงค่ะ แม้พ่อจะไม่คืนดีกับเค้า แต่ก็ยังส่งเสียบัวหลวง เอาเงินภาษีลูกจ้างส่งมาเลี้ยงอย่างเต็มที่ค่ะ คุณบัวหลวงก็ได้แต่รอวันที่พ่อจะใจอ่อน แต่ก็ไม่เป็นผล…อยู่อเมริกาไปสักพัก คุณบัวหลวงเริ่มเบื่อ ไอ้การใช้ชีวิตแบบอเมริกันชน ไม่ได้รับการประคบประหงมเหมือนตอนอยู่ไทย ไปไหนก็มีคนรองมือรองตีน ทำให้คุณบัวหลวงเบื่อหน่าย ไอ้ความเบื่อหน่ายก็นำไปสู่การเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น จนเย็นสังเกตได้ว่า ผัวคุณบัวหลวงเริ่มรำคาญเช่นกัน แต่คุณบัวหลวงก็ไม่แคร์ เพราะคิดเสมอว่าเป็นลูกสาวท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ มีแต่คนเอาใจสารพัด จะเอาอะไรก็ต้องได้ จึงทำตัวเป็นเจ้าหญิงที่นำความรำคาญมาสู่ผัว….มีอยู่สัปดาห์หนึ่งในปี 2541 คุณบัวหลวงออกไปธุระต่างเมือง และเอาเย็นไปด้วย กำหนดไปแค่ 2-3 วัน แต่คุณบัวหลวงตัดสินใจกลับเร็วกว่ากำหนด แต่ไม่ได้แจ้งสามี คิดว่าจะมาเซอร์ไพรซ์เค้า เมื่อมาถึงบ้าน เปิดประตูเข้าไป คุณพระช่วย สามีคุณบัวหลวงกำลังแอบแซ่บกับคนใช้ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งจ้างมาไม่นาน แถมมันอายุน้อยกว่าคุณบัวหลวงมาก คุณบัวหลวงร้องกรี๊ดๆๆๆ ไม่ยอมๆๆๆ แม้สามีขอโทษยังไง ก็ขอเลิกกับเค้า ซึ่งคุณบัวหลวงก็มาถึงจุดเดือดเหมือนกัน เค้าบอกเย็นว่า พอกันที ในเมื่อชีวิตคู่ไม่มีความสุข และชีวิตทั่วไปก็น่าเบื่อ ก็เลยเก็บของกลับเมืองไทยในปี 2543…พอกลับมา พ่อก็ยังไม่ใจอ่อน ด้วยความที่คุณบัวหลวงต้องทำตัวเด่นเสมอ เลยต้องหาโน่นหานี่ทำ ในด้านหนึ่ง บัวหลวงก็ต้องการทำให้ลูกจ้างมันเห็นว่าเค้าเป็นคนแคร์สังคม เลยจัดตั้งโครงการอิชิบัง เอาภาษีลูกจ้างมาสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง นอกจากนั้น ก็มีงานร้องเพลงบ้าง จัดคอนเสิร์ตให้ลูกสาวคนโตของคุณบัวหลวงบ้าง และในที่สุด ก็ตัดสินใจเล่นหนัง คุณบัวหลวงเล่นหลายเรื่องค่ะ ส่วนใหญ่รับบทเดียวที่ถนัด นั่นคือบทก้อนหิน…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณบัวหลวงไปลอสแองเจลิสค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลฝากความหวังไว้กับลูกชายมาก เพราะลูกชายเท่านั้นที่จะได้สืบต่อการเป็นประธานบริษัท ตามกฎที่ตั้งไว้โดยคุณลุงกะเทย ตามธรรมเนียมเศรษฐีเก่า เค้ามันส่งลูกไปเรียนอังกฤษ คุณลุงพลเลยส่งน้องโอเลี้ยงไปโรงเรียนประจำที่อังกฤษ เย็นได้ติดตามไปดูแลด้วยค่ะ โอ้ย อย่าให้เม้าท์ ไปสร้างแต่ปัญหา คุณพลไม่มีเพื่อนคบ เรียนไม่เก่งด้านวิชาการ เนื่องจากไม่มีใครคบ เลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ตอนนั้นคุณโอเลี้ยงตัวอ้วนๆ ค่ะ เลยโดยเพื่อนล้อ แต่คุณโอเลี้ยงไม่ยอม ก็บูลลี่เพื่อนกลับโดยใช้ความรุนแรง นิสัยใช้ความรุนแรงแบบนี้ จึงติดด้วยมาถึงตอนโต ที่ไม่พอใจใคร ก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ…แม้ด้านวิชาการไม่เก่ง แต่วิชาที่เป็นเรื่องการใช้กายภาพและวินัย คุณโอเลี้ยงถนัดมาก และมักรับอาสาเป็นผู้คุม อีกเช่นกัน ไอ้ความรักการมีวินัยแบบนี้ ก็ติดตัวมาเช่นกัน เพราะเมื่อต่อมา คุณโอเลี้ยงได้เรียนวิชาทหาร ก็เอาวินัยแบบนี้ไปใช้ ตอนหลังๆ เย็นเห็นคุณโอเลี้ยงสั่งให้ลูกน้องทำท่ายกอกอึ๊บ เย็นยังขำแทนเลยค่ะ ประสาท…คุณโอเลี้ยงมีนิสัยประหลาด นอกจากจะไม่มีใครคบแล้ว ยังถูกพ่อแม่ตามใจ คือคุณโอเลี้ยงไม่ชอบทานอาหารน่าเบื่อของอังกฤษ อย่างเชฟเพิร์ดพายเนี่ยไม่เอาเลย อย่างซันเดย์โรสท์ก็ไม่เอา กินฟิซแอนด์ชิปส์พอได้ คุณพลเลยสั่งให้ผู้จัดการสาขาลอนดอน คอยเอาอาหารไทยไปส่งให้ที่โรงเรียนประจำ และคุณโอเลี้ยงก็เอาอาหารซ่อนไว้ใต้เตียง ดึกๆ ก็งัดออกมากิน ถึงได้อ้วนตุ้ยนุ้ยค่ะ…พอเรียนอังกฤษได้สักพัก คุณพลเห็นว่าลูกชายไม่ชอบ และอยากเรียนวิชาทหาร เนื่องจากไม่ชอบอังกฤษ เลยไม่ให้เรียนต่อที่นั่น จะย้ายไปเรียนอเมริกาก็ยังไงอยู่ เพื่อประเทศนั้นเป็นสาธารณรัฐ อาจจะไม่เหมาะกับประธานบริษัทในอนาคตอย่างคุณโอเลี้ยง เลยตัดสินใจส่งไปออสเตรเลียแทนค่ะ สาเหตุอาจมาจากการที่ออสเตรเลียอยู่ห่างไกลจากสงครามเย็นตอนนั้น คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทายาทคนเดียวของครอบครัวด้วย และอีกส่วนหนึ่ง ก็ต้องการประสานสัมพันธไมตรีกับออสเตรเลีย เพราะยังถือว่าอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษอยู่….ในที่สุดได้ย้ายไปอยู่โรงเรียน King’s School แถวๆ Parramatta ที่ๆ มีคุกที่เคยขังลูกน้องคุณโอเลี้ยง มันชื่อตุ๋ยค่ะ มันถูกจับในข้อหาค้าแป้งมันเกินราคาตลาด จากนั้น เมื่อคุณโอเลี้ยงจบมัธยมปลาย ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนทหารที่ชื่อว่า Duntroon อยู่ที่เมืองหลวงแคนเบอร์ร่า ขณะเดียวกัน คุณโอเลี้ยงก็เรียนที่มหาวิทยาลัย New South Wales ด้วย จนจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์…ในระหว่างที่ฝึกทหารอยู่นั้น คุณโอเลี้ยงรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย เป็นอิสระจากครอบครัว วันหยุดก็มักขับรถจากแคนเบอร์ร่าไปเที่ยวที่ซิดนีย์บ่อยๆ ไปมั่วกับผู้หญิงไทยที่นั่น จนคุณพลต้องเตือนหลายครั้ง กลับมาที่โรงเรียน Duntroon คุณโอเลี้ยงไม่ได้คิดว่ามันจะฝึกโหดแบบนั้น เพราะออสเตรเลียมันไม่ถือหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่คิดว่าเป็นลูกประธานบริษัท หมายถึงทุกคนต้องฝึกโหดเท่ากัน ทีนี้ โรงเรียนทหาร Duntroon แม้จะมีชื่อเสียงดี แต่ก็มีมุมมืดหลายอย่างที่เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวออสเตรเลีย อาทิ มีการใช้อำนาจแก่พลทหารไปในทางที่ผิด มีการล่วงละเมิดทางเพศ และมีการฝึกที่โหดร้ายป่าเถื่อน จากการที่เย็นมีโอกาสแอบไปที่ Duntroon ก็ได้ข้อมูลว่า แม้คุณโอเลี้ยงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจผิดๆ แบบนั้น แต่คุณโอเลี้ยงก็เห็นคนทำทารุณกรรมคนอื่นๆ จนเก็บมาเป็นภาพฝังใจ จนนำเอามาใช้กับลูกน้องตัวเอง เรื่องนี้แม้แต่นักวิชาการออสเตรเลียเองถึงกับเอ่ยปากบอกกับเย็นว่า ออสเตรเลียอาจต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายป่าเถื่อนของคุณโอเลี้ยงในทุกวันนี้….ระหว่างที่อยู่ออสเตรเลีย สงครามเย็นเดินหน้าเต็มที่ คุณโอเลี้ยงมีโอกาสได้กลับไปไทย และได้ช่วยคุณพ่อพลและคุณแม่ปากแดง ในการเดินทางไปอีสาน เพื่อไปให้กำลังใจกับยามของเราในการต่อสู้กับยามของเวียดนาม ลาว และกัมพูชา คุณโอเลี้ยงชอบสงครามแบบนี้ ชอบใช้ปืน เอาจริงๆ วิชาทหารจึงถือว่าเหมาะกับคุณโอเลี้ยงมาก แต่การวางอนาคตลูกชายของคุณพลไม่ได้อยู่แค่เรื่องวิชาที่เรียน แต่รวมไปถึงอนาคตของการเป็นประธานบริษัทและครอบครัว (เมีย) ของคุณโอเลี้ยงด้วย…ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 คุณโอเลี้ยงได้รับการสถาปนาเป็นผู้สืบต่อมรดกคนต่อไปของบริษัท และในโอกาสนี้ ก็ได้จับคุณโอเลี้ยงคลุมถุงชน ให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง คือลูกสาวของพี่ชายคุณแม่ปากแดง นับตั้งแต่วันแรก คุณโอเลี้ยงก็รู้ว่าไม่ได้รักน้องถั่งเช่า (ชื่อเมีย) แต่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานด้วย เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะสม ตอนหน้า เย็นจะมาเล่าเรื่องนี้ต่อ รวมถึงวีรกรรมของพี่บัวหลวงที่อเมริกาด้วยค่ะ…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณโอเลี้ยงไปที่ออสเตรเลียค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 5

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว ป กุ้งเผาเครียดแค้นใจที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออีกลุ่มประธานบริษัท จนต้องถูกถีบออกมา จึงได้ขอให้คนใกล้ชิดติดต่อปรีดา เพื่อนที่ทั้งรักและเกลียด เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้งในการล้มอีประธาน โดยมองว่า วิธีเดียวที่จะล้มได้ก็คือ การต้องขุดเรื่องการตายของคุณนนท์กลับคืนมา ในเบื้องต้น ปรีดาเห็นดีด้วย แต่ได้บอกว่า ขอให้ ป กุ้งเผาเดินหน้าไปก่อน และตัวเองจะตามไป ทั้งคู่เตรียมตัวที่จะกลับเมืองไทย

…กลับมาที่กรุงเทพ ดิชั้นยังเป็นคนใช้บ้านคุณพลอยู่ ค่ำวันหนึ่ง คุณพลเรียกที่ปรึกษามาคุย เพราะรู้ว่า ป กุ้งเผาอาจจะกลับมารื้อฟื้นเรื่องคดีคุณนนท์ จึงต้องวางแผนทั้งรุกและรับ ในด้านแผนรุกนั้น ได้มีการติดต่อไปยังบริษัทอเมริกันที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ ตอนนั้น อเมริกามีอิทธิพลมาก และได้ร่วมมือกับบริษัทของคุณพลในการต่อสู้กับบริษัทของเวียดนาม กัมพูชา และลาว เมื่อคุณพลบอกว่า ป กุ้งเผากำลังคิดไม่ดีกับบริษัท ไอ้กันก็ยินดีช่วยทันที เพราะผลประโยชน์ของอเมริกาอยู่ในตัวลุงพล การที่ ป กุ้งเผาหนีไปญี่ปุ่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะญี่ปุ่นคือพันธมิตรของอเมริกา หลังจากที่อเมริกาเอาปรมาณูไปทิ้งที่บริษัทญี่ปุ่น 2 แห่งที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จนทำให้ประธานของญี่ปุ่นต้องแพ้ราบคาบ จากนั้น ญี่ปุ่นก็อยู่ในอาณัติอเมริกา ที่เย็นได้ยินแต่ไม่ถนัดนั้น คือคุณพลขอให้อเมริกาจัดการ ป กุ้งเผา เพื่อไม่ให้กลับมาไทยได้ แต่ด้วยวิธีใด ตอนนั้นดิชั้นยังไม่ทราบ

…ใน่อีกส่วนหนึ่ง คุณพลขอให้จ้างนักเขียนชาวอังกฤษ แต่งนิยายขึ้นหนึ่งเล่ม ให้ชื่อว่า กงจักรดอกบัว (รูปที่แนบมานี้) เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่า คุณนนท์ฆ่าตัวตาย เพราะความรักไม่สมหวัง คือคุณนนท์มีแฟนเป็นชาวสวิส ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ไม่สามารถแต่งงานกันได้ แต่ทฤษฎีฆ่าตัวตายนั้นมันอ่อน อย่างไรก็ตาม การสั่งให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1964 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ป กุ้งเผาตาย แสดงว่า จนเวลาล่วงเลยมาถึง 18 ปี หลังจากที่คุณนนท์เสียชีวิต คุณพลยังไม่อาจนอนหลับตาสนิทได้ เพราะกลัวเรื่องที่ตัวเองเป็นคนฆ่าพี่ชาย จะกลับมาหลอกหลอนอีก

…เช้าวันนั้น วันที่ 11 มิถุนายน ปี 1964 ป กุ้งเผายังมีสุขภาพดีทุกอย่าง กินข้าวได้ ออกกำลังกาย ไปจ่ายตลาดได้ บ้านคุณ ป กุ้งเผาอยู่เมือง Sagamihara ชานเมืองโตเกียว เย็นเคยได้แวะไปหาข้อมูล และได้มีโอกาสไปคุยกับเพื่อนบ้านคุณ ป กุ้งเผา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนบอกว่า ป กุ้งเผาเป็นคนมีมิตรไมตรีดี และเช้าวันที่เสียชีวิตก็ยังสุขภาพดีอยู่เลย จากนั้น ดิชั้นสังเกตว่า จากบ้านคุณ ป กุ้งเผา เดินไปไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นฐานทัพบริษัทอเมริกัน จึงผูกเรื่องได้ว่า การให้ ป กุ้งเผาไปอยู่ที่นั่น ก็เพื่อให้อยู่ในสายตาของบริษัทอเมริกัน ดังนั้น ข่าวที่ว่า ป กุ้งเผาจะร่วมมือกับปรีดา ในการขุดคุ้ยคดีคุณนนท์ก็อาจจะมาจากตรงนี้

…ตอนเย็น คุณ ป กุ้งเผาทานอาหารปกติ เป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหมูทอด ทานเสร็จไม่นาน เวลา 2 ทุ่มกว่าๆ คุณ ป กุ้งเผาเสียชีวิตกระทันหัน คาดว่าน่าจะมาจากการถูกลอบวางยาพิษ ซึ่งเย็นคอนเฟิร์มได้ว่า บ้านคุณพลเก่งเรื่องการวางยาพิษ เพราะหลายปีต่อจากนั้น ชู้ของป้าปากแดงก็ตายด้วยยาพิษเหมือนกัน บรื๊อออ เมื่อคุณ ป กุ้งเผาตาย ทำให้คุณปรีดายกเลิกแผนการกลับไทย และล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์ แต่ได้ทิ้งจดหมายลึกลับให้เปิดได้ในปี 2024 เย็นอยากรู้จังว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณพลหรือไม่

….กลับมาไทยอีกครั้ง ตอนนี้ ทางสู่อำนาจของคุณพลโล่งแจ้ง ไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอีกแล้ว ตอนนี้ ยอมทั้งหลายก็เค้ามาเป็นพันธมิตรกับคุณพล แถมยังได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาด้วย จากนี้ คุณพลเดินทางสานสัมพันธ์กับยามต่อ เพราะมันสำคัญต่อความมั่นคงทางอำนาจของคุณพล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มการเดินทางเยือนลูกจ้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นฐานเสียง ที่ใครบอกว่าไอ้ผู้จัดการหน้าเหลี่ยมมันใช้นโยบายประชานิยมซื้อลูกจ้างจริงๆ แล้ว ลุงพลทำมาก่อนทั้งสิ้น

….ในช่วงนี้ ลุงพลกับเมียจึงเริ่มเดินทางหาเสียงในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับอเมริกาทั้งสิ้น โดยไปเยือนบริษัทเวียดนามใต้เป็นแห่งแรกในปี 1959 ในปีต่อมาก็ไปหลายแห่ง อินโนนีเซีย พม่า เยอรมันตะวัตกและหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษที่ก่อนหน้านี้ ประธานคนเก่าไม่ต้อนรับคุณพล เพราะเชื่อว่าคุณพลคือฆาตกรฆ่าพี่ชาย แต่ทริปที่สำคัญที่สุดคือไปอเมริกา ที่ได้รับการต้อนรับดังดาราฮอลลีวู้ด ได้ไปพบเอลวิส เพรสลีย์ จนอเมริกันชนปลื้มในคู่ผัวเมีย เย็นติดตามคณะไปด้วย ต้องยอมรับว่า การต้อนรับโอ่อ่าจริงๆ

…การเดินทางต่างประเทศมีไปถึงปี 1967 ซึ่งคุณพลกลับไปอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หยุดการเดินทางจนกระทั่งปี 1994 ที่ไปลาวเพื่อไปเปิดสะพานข้ามแม่น้ำของสองบริษัท การไม่เดินทางต่างประเทศอีก เพราะคุณพลต้องการทุ่มเทให้กับการสร้างอำนาจในบริษัทอย่างเต็มที่ ในทศวรรษที่ 1960 นี้ ลูกๆ ของคุณพลเริ่มโตแล้ว คุณพลส่งลูกชายคนเดียว ในบ้านเรียกกันว่า น้องโอเลี้ยง ไปเรียนที่อังกฤษในปี 1966 ก็ไปก่อความวุ่นวายที่นั่น จนในที่สุดต้องส่งไปเรียนที่สุดขอบโลกที่ประเทศจิงโจ้ ส่วนลูกสาวคนโต บัวหลวง ก็ไปเรียนที่อเมริกา ก็ดันไปมีผัวฝรั่งให้พ่อช้ำใจ ตอนหน้า เย็นจะกลับมาเล่าความปวดหัวของลูกๆ คุณพลค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมื่อคุณพลสามารถกำจัดผู้จัดการ ป กุ้งเผาไปได้ ด้วยความร่วมมือของหัวหน้ายามและผู้จัดการคนใหม่ คุณสลัด เค้าก็เริ่มการสร้างอุดมการณ์ประธานชาตินิยม อุดมการณ์นี้สร้างบนปัจจัย 3 ข้อคือ ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตยให้คุณพล ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณสล้ดได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณที่คุณปู่เคยยกเลิกไปแล้ว เอากลับมาใหม่ ทั้งในเรื่องการหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ เพราะเป็นการยกสถานะคุณพลให้เป็นเทพ แน่นอน คุณพลต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นประธานที่เต็มไปด้วยทศพิธราชธรรม

…การสร้างความศักดิ์สิทธิ์มันมาพร้อมกับการคงไว้ซึ่งกฏหมายหมิ่นประธาน ที่มีโทษสูง คือนอกจากจะเป็นเทพแล้ว ลูกจ้างห้ามด่าเทพ อวยได้อย่างเดียว ถ้าด่าท่านประธาน ก็จะติดคุกหัวโต การอวยอย่างเดียวนี้เอง กลายมาเป็นโปรแกรมแห่งชาติ ผ่านการศึกษาและสื่อตลอด 24 ชม ต่อวัน ทุกๆ 2 ทุ่ม จะต้องมีข่าวภารกิจท่านประธานและครอบครัว ในหนังสือเรียน ก็จะมีการโฆษณารูปท่านประธานมีเหงื่อหยดปลายจมูก เด็กๆ สมัยนั้น รวมถึงลูกชาวบ้านอย่างดิชั้น บางทียังเผลอร้องไห้เมื่อเห็นรูปนั้น

…นอกจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็คือการสร้างความนิยม ตรงนี้แหละที่นำมาซึ่งการสร้างโครงการในดำริของท่านประธานที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท้องถิ่นให้ลูกจ้างอยู่สบาย แต่บางทีคนใช้อย่างดิชั้นก็งง เวลาเดินทางไปกับคุณพลและคุณนายปากแดง แม้ไปถิ่นธุรกันดาล และสองผัวเมียคู่นี้ก็รับเงินบริจาคจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วย ส่วนโครงการหลายพันโครงการ เอาจริงๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นมาก ไม่มีใครกล้าตำหนิโครงการท่านประธานเพราะกลัวติดคุก แต่ต้องยอมรับว่า ท่านประธานได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อไปพบลูกจ้าง เหมือนนักร้องดาราที่ไปพบแฟนคลับนั่นเอง

…ไอ้การสร้างความนิยมนี่เองที่นำไปสู่การเริ่มการตั้งงบประมาณอวยคุณพลอย่างหูดับตับไหม้ คือทั้งงบประมาณของทั้งบริษัท และงบประมาณขององค์กรย่อย ต่างทุ่มให้กับการโฆษณาชวนเชื่อคุณพล มีการติดรูปคุณพลทั่วทุกมุมถนน มีการสร้างซุ้ม ศาลา บนสะพายลอย แม้แต่ถิ่นธุรกันดารก็ยังมีการเอารูปหรือปฏิทินไปแจกชาวบ้าน จนกลายเป็นหลักปฏิบัติว่า ทุกบ้านต้องมีรูปของคุณพลกับป้าปากแดงเสมอ บ้านของเย็นเองที่หนองบัวลำภูก็มีรูปครอบครัวคุณพลติดตระหง่านทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าประตูส้วม

…ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือการสร้างภาพลักษณ์ลุงพลให้เป็นนักประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันตลก เพราะความเป็นคุณลุง ที่สืบต่ออำนาจในบริษัทจากครอบครัว ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ลองสังเกตุดีๆ เย็นเอาสุนทรพจน์ที่คุณพลพูดทุกๆ วันเกิดแก่ลูกจ้างมาฟัง มันจะมีข้อความวนเวียนไปมา ไม่พ้นเรื่องความดีความชั่ว ความสะอาดความสกปรก ความซื่อสัตย์การคอร์รัปชั่น ลุงพลจะแอบด่าผู้จัดการลูกจ้างเนียนๆ ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดี คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและเอาแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เพราะการพูดแบบนั้น เท่ากับเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพความดีและความสะอาดให้ตัวเอง เย็นยอมรับว่า อีลุงพลมันเก่งเรื่องนี้มาก

…ไม่เพียงเท่านั้น แม้คุณพลต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัท แต่ทุกครั้งที่ลูกจ้างทะเลาะกันยาม คุณพลต้องเข้ามาห้าม แต่จะห้ามก็ต่อเมื่อได้เกิดการนองเลือดแล้ว เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากันได้เข้ามาห้ามความรุนแรง จนคุณพลได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพเแห่งบริษัท หรือ stabilising force จนลูกจ้างกรุงเทพมันมักเรียกร้องให้คุณพลแทรกแซงกิจการบริษัททุกครั้งที่มีปัญหา เท่ากับเป็นการชักชวนให้คุณพลละเมิดกฎบริษัทนั่นเอง

…พอได้สามสิ่งที่ตั้งใจ หรือเรียกว่าอุดมการณ์ประธานชาตินิยม เราเริ่มสังเกตุเห็นความกล้าของลุงพลมากขึ้น ในการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จนหลายครั้งข้ามหน้าผู้จัดการไป ลุงพลได้รับการสนับสนุนจากคุณสลัด ที่ได้สร้างวาทกรรมเรื่องความมั่นคงของคุณพลเท่ากับความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น ในฐานะผู้จัดการและหัวหน้ายาม จึงมีความจำเป็นที่ต้องปกป้องคุณพล นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอีพวกยามมันจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับกิจการบริษัทด้วย จนมีรัฐประหารบริษัทหลายครั้ง

…ช่วงนั้นเอง ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว คุณ ป กุ้งเผายังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับมาไทยเพื่อล้างแค้น เค้าได้แอบติดต่อคุณปรีดาผ่านตัวกลาง ซึ่งตอนนั้น คุณปรีดาอยู่ที่กรุงปารีสแล้ว โดยทั้งสองวางแผนที่จะกลับไทย โดยปรีดาถามว่า ถ้าจะกลับไทย เราจะกลับไปอย่างไร คุณ ป กุ้งเผาบอกว่า เราออกมาจากทางไหน ก็กลับทางนั้น นั่นหมายถึงการถูกเขี่ยออกมาเพราะเรื่องที่คุณนนท์ตายลึกลับ หมายความ คุณ ป กุ้งเผา และคุณปรีดา จะกลับไปเพื่อมาเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์

…เรื่องรู้ถึงหูคุณพล จึงรู้สึกเครียด เพราะกลัวว่า ความลับที่ตัวเองสังหารพี่ชายโดยบังเอิญจะถูกเปิดออก จึงได้ปรึกษาผู้แทนบริษัทอเมริกันว่าจะทำอย่างไรกับ ป กุ้งเผาดี…. คำตอบที่ได้คือ… ความตายเช่นเดียวกัน

….รูปตอนดิชั้นอายุ 30 ค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลและครอบครัวกลับมากรุงเทพในปี 1951 พร้อมด้วยทารกน้อย เพศหญิง ที่มีชื่อว่า บัวหลวง ช่วงที่กลับมาถึงใหม่ๆ นั้น คุณพลมีอายุเพียง 24 เท่านั้น ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ อีกทั้งยังอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎการบริหารบริษัท คุณพลมีภารกิจอันใหญ่หลวง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างไรให้รอดพ้นจากคำลือคำเล่าอ้างที่เค้าคือคนฆ่าพี่ชาย เรื่องนี้มันกลายมาเป็นปัญหาความชอบธรรมตราบใดก็ตามที่เค้าดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท นอกจากนี้ อีกคำถามที่สำคัญคือ ตระกูลคุณพลจะพลิกผันกลับมาสู่อำนาจอีกทีได้อย่างไร เพื่อนำคืนวันเก่าๆ ที่บรรพบุรุษเค้าได้สร้างไว้ ซึ่งการทำอย่างนั้นคือการประกาศสงครามกับยามทั้งประเทศ

….การที่ต้องเก็บความลับเรื่องพี่ชาย ทำให้คุณพลไม่เคยยิ้ม เพราะรู้ว่าตัวเองปกปิดความผิดไว้ จนนักข่าวฝรั่งมันเอาไปเขียนหนังสือในอีกหลายสิบปีต่อมาเรื่อง ท่านประธานไม่เคยยิ้ม คุณพลบอกกับแม่ (ดิชั้นแอบได้ยินว่า) จะต้องเพียรพยายามสร้างภาพลักษณ์ชองคนดีเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง การทำความดีที่ว่านี้ เริ่มขึ้นเร็วมาภายในไม่กี่ปีหลังจากที่คุณพลกลับจากสวิตเซอร์แลนด์

…เหมือนมีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นใจให้ความตั้งใจของคุณพลสำเร็จลุล่วง กลับมาไทยได้ไม่นาน ก็เกิดความขัดเแย้งระหว่างบริษัทอเมริกันกับบริษัทโซเวียต จนหลายๆ คนเรียกว่าเป็นสงครามเย็น ทีนี้ อีบริษัทจีนมันเข้าร่วมฝ่ายโซเวียต ขณะที่ไทย เลือกข้างอเมริกันเพราะเราต้องการประกาศให้ประชาคมโลกเห็นว่า บริษัทของเรามีความเป็นประชาธิปไตย ไอ้ความสนิทสนมกับบริษัทอเมริกันนี้เอง ที่ทำให้คุณพลกลายมาเป็นประธานที่มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขัดต่อกฎบริษัทที่ประธานต้องอยู่เหนือธุรกรรมทั้งหมด

…ในปี 1955 บริษัทอเมริกันแสดงความเห็นว่า เพื่อเป็นการสกัดคู่แข่งที่มาจากบริษัทเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ซึ่งต่างอยู่ภายใต้อาณัติของโซเวียต) คุณพลอาจจะต้องเดินทางไปดูบริษัทในภาคอีสานมากขึ้น จึงเริ่มมีการจัดการเดินทางไปเยือนภาคกลางและอิสาน เพื่อไปดูแลว่าลูกจ้างเป็นอย่างไร เป็นครั้งแรกที่ลูกจ้างได้พบเห็น สัมผัสท่านประธาน หลังจากมองได้แต่ในรูปภาพ การไปเยือนบริษัทในต่างจังหวัดเหล่านี้ในที่สุดได้ปูทางไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาลูกจ้างหลายพันโครงการ ส่วนใหญ่ก็ขโมยความคิดมาจากลูกจ้างคนอื่นๆ และส่วนหนึ่งของโครงการก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หลอกเอาไว้

…ในช่วงนั้น ผู้จัดการบริษัทคือ ป กุ้งเผา ซึ่งมีทัศนะคติไม่ดีต่อท่านประธาน เพราะจริงๆ แล้ว ต้องการกำจัดตระกูลท่านประธานทั้งหมด และเปลี่ยนการบริหารบริษัทใหม่ให้เป็นการเลือกตั้งตัวประธานเอง คุณพลก็เกลียดคุณ ป กุ้งเผามาก และใช้ความพยายามหลายอย่างในการสร้างความแตกแยกในหมู่ยาม เพื่อเป็นการโค่นล้มคุณ ป ซึ่งต่อมา คุณพลก็พบว่า การที่สร้างความแตกแยกนั้นเป็นผลดีต่อตำแหน่งประธานของตัวเอง และได้พยายามสนับสนุนยามอีกคนให้ขึ้นมามีอำนาจ นั่นคือคุณสลัด ในปี 1957 คุณสลัดก็ทำสำเร็จในการขับไล่คุณ ป ออกจากตำแหน่ง จนต้องหนีตะเพิดไปญี่ปุ่น และต่อมาก็เสียชีวิตที่นั้น ส่วนคุณปรีดานั้น ลงจากตำแหน่งผู้จัดการไปนานแล้ว ด้วยเรื่องของการปกป้องการตายของคุณนนท์ คือมีคนของกลุ่มลูกเจ้ากลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่ากลุ่มแมลงสาป ได้ไปตะโกนที่โรงหนังว่า คุณปรีดาฆ่าคุณนนท์ จนทำให้ในที่สุด คุณปรีดาต้องหนีออกจากไทย ไปจีน และจากนั้นถึงต่อไปที่ฝรั่งเศส ส่วนแพะทั้งสาม พุธ จิต ฉลอง ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1955 แม้คุณพลรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นคนฆ่า แต่ก็ยังปล่อยให้มีการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้ง 3 มันจำเป็นต้องการมีการสร้างแพะ เพราะเป็นการซักขาวให้คุณพลหลุดจากคดีนั่นเอง แต่ในที่สุด กลับยิ่งทำให้มัวหมองมากขึ้น

…นับจากการมาถึงของคุณสลัด เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับคณะยาม มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของท่านประธาน มันเป็นความร่วมมือของท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ยามเข้ามาวุ่นวายในธุรกิจ จากนี้ มีโครงการมากมายและพิธีกรรมที่รื้อฟื้นใหม่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้คุณพล ขณะที่การรุกรานของบริษัทจากเวียดนามก็ใกล้ตัวเข้ามา พันธมิตรบริษัทอเมริกันก็เข้ามาช่วยสนับสนุนคุณพลกับเหล่ายาม ผลักดันให้กลายมาเป็นผู้มีอำนามากที่สุดในบริษัท

…ถึงตอนนี้ ปี 1959 ดิชั้น อีเย็นเป็นสาวเต็มตัว อายุเบญจเพศพอดีค่ะ ดิชั้นได้ทันเห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คืนก่อนที่คุณนนท์จะเสียชีวิต ดิชั้นลงมาในครัวเพื่อเก็บถ้วยชามให้เข้าที่ ดิชั้นได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน คุณป้าสังวรณ์กับคุณนนท์ ดิชั้นแอบอยู่ตรงซอกประตู พอได้ยินเค้าเถียงกัน โดยคุณนนท์ต่อว่าแม่ว่า แม่ทำอย่างนั้นไม่ถูก ผู้ชายเค้ามีภริยาแล้ว ส่วนป้าสังวรณ์ตอบว่า มันเป็นการตัดสินใจของแม่ ลูกไม่เกี่ยว แล้วคุณนนท์เถียงต่อว่า ต้องเกี่ยวสิ เพราะผมคือประธานบริษัท และแม่คือแม่ของประธานบริษัท จากนั้น ดิชั้นเห็นเค้าแย่งกระดาษกันในมือ ก่อนที่คุณนนท์จะดึงมามัน และฉีกมันทิ้งลงในถังขยะ แล้ววิ่งเข้าห้องไปทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ค่อยสบาย เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ดิชั้นเดินไปหยิบกระดาษชิ้นที่ถูกฉีกขาด แล้วเอามาประติดประต่อกัน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศส ดิชั้นอ่านไม่ออก เห็นแต่คำลงท้ายว่า CS น่าจะเป็นชื่อย่อของแฟนป้าสังวรณ์ที่เป็นฝรั่ง…หลังจากดราม่าจบลง คุณพลได้เป็นประธานคนใหม่ การสืบสวนคดียังมีต่อไปอย่างยาวนาน เมื่อคุณพลไม่รับสารภาพ และทางผู้จัดการได้ยกตำแหน่งประธานให้ไปแล้ว มันยังต้องมีผู้ต้องรับผิดชอบการตายของคุณนนท์ ตอนนั้น ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ยามหน้าห้องสองคน คือพุธและจิต รวมถึงหัวหน้ายาม คุณฉลอง แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถูกให้แสดงความรับผิดชอบต่อการตายที่เกิดขึ้น สาเหตุที่พวกเค้าต้องการกำจัดคุณฉลองเพราะว่า คุณฉลองสนิทกับคุณปรีดา การกล่าวหาคุณฉลอง ก็เท่ากับการกล่าวหาคุณปรีดา เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว…ระหว่างเรื่องยังค้างอยู่แบบนั้น คุณป้าสังวรณ์เห็นว่า การอยู่ในไทยต่อไปก็จะมีแต่การสร้างข่าวลือเรื่องการตายไปเรื่อย จึงใช้เหตุผลว่า ต้องให้คุณพลกลับไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะกลับมาทำหน้าที่ประธานบริษัทอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งเรื่องการตายของคุณนนท์ไว้ข้างหลังเพื่อให้คนลืม จากนั้น ครอบครัวนี้ก็เก็บของกลับเมืองโลซาน์น ดิชั้นโชตดีที่ได้ถูกเรียกตัวไปรับใช้ต่อที่นั้น จึงได้รู้ความลับเรื่องบ้านนี้อีกมาก….เมื่อกลับมาถึง จากบ้านนี้ที่มีลูกสามคน ก็เหลือเพียงสองคน พลกลายเป็นลูกชายคนที่เหลือ หากเกิดอะไรขึ้นกับพล จะส่งกระทบต่อบริษัทมาก คุณป้าสังวรณ์เลยขอให้ตำรวจสวิสมาช่วยอารักขา 24 ชั่วโมง ดิชั้นเป็นเด็กบ้านนอก พูดภาษาฝรั่งก็ไม่ได้ จึงไม่รู้ว่า การจัดการเรื่องการตรวจตราของตำรวจเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า นอกจากตำรวจแล้ว ดิชั้นก็ได้พบติวเตอร์ของคุณพลเป็นครั้งแล้ว แม่เจ้าโว้ย หล่อฉิบหาย ผมหนักศก สูง ดาร์กแฮร์ พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา เค้าเองก็มีเมียแล้วและมีลูก แต่ดูเหมือนป้าสังวรณ์จะสนิทกับเค้าเป็นพิเศษ บางวันเค้าก็มาค้างที่บ้านป้าสังวรณ์ ดิชั้นยังเคยต้องซักเสื้อผ้าให้เค้า และนึกขึ้นได้ว่า เสื้อเค้ามีปักเป็นภาษาอังกฤษว่า CS เอ๊ะ หรือเค้าจะเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้นถึงป้าสังวรณ์ที่ทำให้คุณนนท์โกรธ…คุณลุงติวเตอร์มาบ่อยขึ้น มาค้างบ่อยขึ้น ดิชั้นเห็นตำรวจสวิสคอยจับตามอง และจดบันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เอาจริงๆ เนื่องจากดิชั้นเป็นคนใช้ จึงต้องตื่นก่อนเจ้านาย บางทีตอนประมาณตี 5 ดิชั้นเห็นคุณลุงติวเตอร์ออกมาจากห้องคุณป้าสังวรณ์ แต่ดิชั้นแกล้งทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่อยากให้เค้ารู้ว่าดิชั้นก็แอบมองอยู่…คุณลุงติวเตอร์เป็นที่รักของคุณพลมาก คุณพลถึงกับเรียกเค้าว่าพ่อบางครั้ง เค้าเป็นทั้งครู และผู้สอนวิชาชีพต่างๆ ทั้งต่อเรือ เกาะสลักไม้ ทั้งเป็นเพื่อนไปเล่นสกี และมักจะอยู่ฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน แทนที่จะไปฉลองกับครอบครัวเค้า แต่เค้ากับมาอยู่กับป้าสังวรณ์ อย่าหาว่าบาป ดิชั้นคิดว่าสองคนนั้นคือผัวเมียกัน…ในปีถัดมา ดิชั้นอายุ 13 ปี เริ่มโตเป็นสาว ก่อนหน้านี้ ดิชั้นเห็นคุณพลพาแฟนสาวมาเที่ยวบ้าน จริงๆ เค้าอายุไม่ห่างจากดิชั้นเท่าไหร่ค่ะ เค้าชื่อดาวเรือง เป็นลูกสาวของผู้จัดการบริษัทสาขาปารีส เค้าจีบกันได้สักพัก จากนั้น ดาวเรืองต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพ มันเป็นช่วงจังหวะที่คุณพลประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ บนทางด่วนที่จะไปเมืองมอนติคาร์โล คุณพลตาบอดข้างนึง ป้าสังวรณ์ร้องกรี๊ดๆ นึกว่าลูกชายอีกคนอาจต้องเสียชีวิต ทีนี้ อีผู้จัดการที่ปารีสมันกังวลว่า ตอนนี้ลูกสาวดาวเรืองไม่อยู่ช่วยปรนนิบัติ กลัวว่าจะเสียลูกเขยให้หญิงอื่น เลยส่งลูกสาวคนโต สิรินภา หรือชื่อเล่น แดง ย่อมาจากปากแดง ไปช่วยปรนนิบัติฆ่าเวลาที่น้องสาวไม่อยู่ ที่ไหนได้ เมื่อพลได้เจอกับแดง พลกลับเปลี่ยนใจมาชอบแดงแทน พี่สาวเลยขโมยแฟนของน้องสาว ไม่นานจากนั้น ป้าสังวรณ์ก็ให้ทั้งสองหมั่นกัน และในที่สุดแต่งงาน แม้ว่าแดงจะมีอายุ 17 ปีเท่านั้น เค้าแก่กว่าดิชั้นแค่ 4 ปีค่ะ….เค้าบินไปแต่งงานที่ไทย พอกลับมาสวิส 1 ปีถัดมา เค้าก็คลอดลูกเป็นลูกสาว ซึ่งไม่สามารถสืบต่อทายาทได้ เพราะบ้านนี้ ต้องการแค่ทายาทผู้ชาย ถึงตอนนั้น คุณพลไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว เพราะเพิ่งแต่งเมีย และมีลูก เลยเลิกเรียนและอพยพครอบครัวกลับไทย ในส่วนนี้ อีลูกจ้างโง่ๆ หลายคนคิดว่าคุณพลเรียนจบ จริงๆ แล้วไม่ค่ะ แม้จะเรียนมาเป็นเวลานานถึง 6 ปี….ดิชั้นได้กลับไทยไปรับใช้ครอบครัวนี้ต่อ ตอนหน้ามาเล่าว่า ครอบครัวนี้เอาตัวรอดได้อย่างไร ท่ามกลางการต่อสู้กับคณะเปลี่ยนแปลงการบริหารบริษัทภายใต้คุณ ป กุ้งเผา

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 1

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

มันเป็นเวลา 9:20 น. ของเช้าวันที่ 9 มิถุนายน ปี 1946 ดิชั้น อีเย็น อายุได้เพียง 12 ขวบ ดิชั้นเป็นเด็กกำพร้า มีคนส่งตัวดิชั้นมาเป็นเด็กรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ เช้าวันนั้น ระหว่างที่ดิชั้นกำลังทำความสะอาดห้องโถง ดิชั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ด้วยความที่ดิชั้นเป็นเด็กชอบสอดรู้สอดเห็น ดิชั้นรีบวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นแอบมองจากบันได ดิชั้นเห็นน้องชายของเค้าวิ่งออกมาจากห้องที่มีเสียงปืน แล้วเค้าทำท่าเลิ่กลั่ก พูดอะไรสองสามคำกับยามที่เฝ้าหน้าห้องสองคน ดิชั้นจับความไม่ทัน ก่อนที่เค้าจะวิ่งหลบไป หลังจากนั้น หนึ่งในยามคนนั้นจึงได้ตะโกนว่า คุณนนท์ (มาจากชื่ออานนท์) เสียชีวิต แป๊ปเดียว แม่ของคุณนนท์ คุณป้าสังวรณ์ก็วิ่งไปที่ห้อง แล้วดิชั้นก็ได้ยินเสียงร้องตามมา จากนั้น ดิชั้นเห็นน้องชายเค้า คุณพล (มาจากชื่อพลาพล) วิ่งกลับเข้าไปในห้องอีก ตอนนั้น ดิชั้นเริ่มจับความได้ว่า คุณนนท์เสียชีวิตแล้วด้วยกระสุนปืน

…ดิชั้นขอแก้ข่าวว่า เช้าวันนั้น มีคนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด 9 คน ไม่ใช่ 8 คน มีคุณป้าสังวรณ์ คุณนนท์ คุณพล ยามสองคน คือ พุธ กับ จิต และยังมีคนใช้อีก 4 คน คือ จำหลาด จรัญ แม่นมน่าน และดิชั้น ทั้งหมด ได้เข้าไปรวมตัวกันในห้องนอนคุณนนท์ ดิชั้นเด็กสุด ได้แต่แอบดูที่หน้าประตู ดิชั้นเห็นว่า ป้าสังวรณ์รีบเค้าไปกอดร่างอันไร้วิญญาณของคุณนนท์ ร้องห่มร้องไห้ ขณะที่น้องชาย คุณพลคอยปลอบแม่อยู่ ถึงตอนนั้น ทุกคนรู้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้น คุณพลฆ่าคุณนนท์ แต่เราไม่มีเวลาเถียงกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณนนท์ แม้จะอายุเพียง 21 แต่ก็ได้เป็นประธานบริษัทแล้ว เมื่อเกิดเรื่องนี้ จึงต้องแจ้งผู้จัดการบริษัท คุณปรีดา เรามีเวลาไม่มากในการทำลายหลักฐานการเสียชีวิต ดิชั้นเห็นคุณป้าสังวรณ์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนางพยาบาล ได้ถอดเสื้อคุณนนท์ออก แล้วเอาน้ำมาล้างตัวเพื่อลบรอยเลือด รวมถึงหลักฐานทางนิติเวช คุณป้าทำอย่างรวดเร็วและชำนาญมาก ขณะนั้น นามพุธได้เอาปืนที่เป็นตัวปัญหา ไปเก็บไว้ในลิ้นชักอีกห้องหนึ่ง ดิชั้นก็ไม่รู้ว่าเค้าทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้การสืบสวนมันมีความซับซ้อนมากขึ้นหรือเปล่า

…..คุณป้าสังวรณ์ย้ายศพคุณนนท์จากเตียงไปที่โซฟาอีกด้านนึงของห้อง ดิชั้นแอบเห็นฟูกที่เตียง ที่มีรอยกระสุนทะลุเข้าไปในนั้น นั่นหมายถึง คุณนนท์ถูกน้องชายยิง ในท่านอน จนกระสุนทะลุไปในลักษณะเช่นนั้น ในระหว่างที่ทุกคนรอการมาถึงของคุณปรีดา นั่นคือเวลาสำคัญที่สุด คุณป้าถามลูกชายคนเล็กว่าเกิดอะไร พรางร้องไห้น้ำตามอาบแก้ม น้องชายสารภาพว่า เมื่อเช้าได้เข้ามาดูพี่ชายว่าทำไมยังไม่ตื่นสักที เพราะปกติทั้งสองคนจะตื่นเช้า และน้องพลไม่ทราบว่า พี่นนท์ไม่สบาย ท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืน จริงๆ คุณป้าได้แวะเข้ามาหาลูกตอนเช้าตรู่เพื่อเอาน้ำส้มมาให้ แต่คุณนนท์ไม่อยากทาน และได้ปฏิเสธไป

….คุณพลเล่าให้แม่ฟังว่า เมื่อเข้ามาเห็นพี่ชายกำลังนอนหลับ และชำเรืองไปเห็นปืนที่วางอยู่แถวนั้น เป็นปืนที่มอบให้เราโดย ลูกจ้างของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในประเทศของเรา เค้าสองคนชอบเล่นปืน คุณพลเลยหยิบปืนมาเล่น และใช้ปืนสะกิดพี่ชายให้ตื่น พี่นนท์ตื่นขึ้น และบอกน้องว่า ไม่อยากเล่นด้วย อยากนอนต่อ แต่พลไม่ยอม มีการพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าพี่ไม่ตื่น น้องจะเอาปืนยิง พี่เลยท้าว่า ยิงสิยิง น้องเลยแกล้งเอาปืนไปจ่อที่หน้าผากของพี่ ปืนลั่น ทำให้พี่นนท์เสียชีวิตทันที

….ป้าสังวรณ์ล้มทั้งยืน และต้องยอมรับป้าว่า ป้าทำใจได้ดีมากหลังจากนั้น และบอกกับลูกว่า เรามีเวลาไม่มากที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ป้าบอกว่า เค้าเสียลูกไปแล้วคนนึง จะไม่ยอมเสียอีกคน นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมครอบครัวนี้จึงต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ในโอกาสนี้ น้องพล ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากพี่นนท์ทันที

…ไม่นานจากนั้น คุณปรีดา ผู้จัดการก็มาถึง คุณปรีดาเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่เปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัท จากเดิมที่ครอบครัวนี้กุมอำนาจบริษัททุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเปิดให้มีระบอบการเลือกตั้งผู้จัดการ แม้ครอบครัวนี้จะยึดตำแหน่งประธานบริษัท แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัทอย่างเคร่งครัด เอาจริงๆ ครอบครัวนี้ก็ไม่ชอบคุณปรีดา เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มาลดอำนาจพวกเค้า แต่คุณปรีดายังเห็นความสำคัญของการคงครอบครัวนี้ไว้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบริษัท ต่างไปจากเพื่อนเค้า คุณ ป กุ้งเผา ที่ต้องการกำจัดครอบครัวนี้ไปให้หมดสิ้น

..เมื่อคุณปรีดามาถึงที่เกิดเหตุ แม้คุณปรีดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พูดไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองยังต้องการสนับสนุนครอบครัวนี้ไว้ แทนที่จะให้มีการสอบสวนคดีอย่างตรงไปตรงมา คุณปรีดาด่วนประกาศแต่งตั้งให้คุณพลเป็นผู้จัดการแทน นี่เท่ากับเป็นการเอากุญแจมือใส่ตัวเอง เพราะเมื่อคุณพลเป็นประธานบริษัทแล้ว คุณพลไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ และคุณปรีดาต่อมาต้องการเป็นจำเลยในคดีนี้ รวมถึงแพะสามคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากโศกนาฎกรรมครั้งนี้ค่ะ

…ปล: รูปดิชั้นตอนเป็นคนใช้ของบ้านนี้ค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น