หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย” ว่าด้วยพลังเก่า-พลังใหม่ในสังคม


.
พุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2517 ระหว่างเวลา 09.00-10.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น
.
“ปรีดี พนมยงค์” อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส ได้ให้สัมภาษณ์กับ “ขรรค์ชัย บุนปาน” ณ บ้านพัก ชานกรุงปารีส
.
ต่อมาบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม ปีเดียวกัน
.
นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย”
.
อาจารย์คงทราบแล้วว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ในทัศนะของอาจารย์ ทางออกที่ถูกที่ควร คิดว่าน่าจะเป็นอย่างไร?
.
เรื่องนี้อยู่ที่ว่าฝ่ายหนึ่งต้องการประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการรั้งไว้ ทางออกที่สมควรอยู่ที่ว่าคำเรียกร้องของนิสิต, นักศึกษา และเยาวชน ซึ่งมีราษฎรจำนวนไม่น้อยสนับสนุน เป็นคำเรียกร้องที่ชอบและตรงกับที่คุณสัญญา (ธรรมศักดิ์) รับปากไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เราต้องวินิจฉัยในแง่นี้
.
ฝ่ายที่เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติในเวลานี้ได้ปฏิบัติไปตามความคิดเห็นของตัวเอง หรือว่าตามคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษานักเรียนที่เขาได้เสียสละชีวิต พลังกาย ความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเขาก็ได้รับความสนับสนุนจากราษฎรเมื่อครั้งที่เขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา
.
นี่แหละครับปัญหา มันก็ได้เข้าไปสู่ความขัดแย้ง
.
การที่นิสิตนักศึกษาเขาเรียกร้อง 4 ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง อายุ 18 ปี สอง อายุ 23 ปี สาม สภาเดียว และสี่ เรื่องทหารต่างชาติ ก็ผมเห็นว่าการเรียกร้องของเขามิได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มันได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 14 ตุลาคมแล้ว แล้วก็ถ้าเราพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้
.
ที่ผมได้ฟังมาว่า การที่เรียกมา 4 ข้อ จะให้ 2 หรือ 3 ข้อนั้น ผมก็นึกว่า เอ๊ะ มันเป็นวิธีเจรจาที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของเขากระมัง เพราะสิ่งที่นักเรียน, นิสิต, นักศึกษา เขาต้องการ ก็คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คืออย่างน้อยก็สมบูรณ์ในทางการเมือง แม้ว่าจะไม่ถึงกับจะสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ
.
ประชาธิปไตยทางการเมืองที่สมบูรณ์แล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่จะดลบันดาลให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน
.
ถ้าเราจะพิจารณาแต่ละข้อ เช่น เรื่องอายุผู้มีสิทธิออกเสียง 18 ปี และผู้มีสิทธิ์สมัคร 23 ปี และอื่นๆ ไม่พิจารณาให้เขา ทีนี้เขาไปเลือกตั้งจริง แต่สิ่งอื่นที่เขาต้องการไม่ให้เขาคือเรื่องสภาเดียว หรือสองสภาที่สมาชิกทั้งสองสภาต้องได้รับเลือกตั้งจากราษฎร นี่มันเป็นอย่างนี้
.
แม้เมื่อเขาได้มีสิทธิออกเสียงและมีพวกอายุ 23 ปี ได้เข้ามา แต่ระบบการเมืองยังให้มีพวกวุฒิสมาชิก ได้รับแต่งตั้งหรือแม้ว่าได้รับเลือกตั้งจริง แต่ยังมาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนฯ แต่ว่าบัญชีของผู้จะได้รับเลือกตั้งนี้ ก็องคมนตรีเป็นผู้ทำขึ้นมา 300 คน เลือก 100 คน ทีนี้เราก็พิจารณาได้ว่า สภาผู้แทนฯ ต้องถูกจำกัดให้เลือกได้แค่จาก 300 คน และเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ปิดบัง สมาชิกสมัชชาแห่งชาตินี่เราก็รู้

มันไม่ใช่เรื่องลับ ในพวกนักเรียนนอกก็รู้ว่าใครเป็นผู้ทำบัญชี กี่คนด้วยกัน คุณรู้ดีกว่าผม ก็เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็เห็นได้ว่า หลักการมันไม่ใช่ประชาธิปไตย
.
การที่ว่าจะให้เพียงแต่ว่าคนรุ่นหนุ่มอายุ 18 ออกเสียงได้ แต่คนรุ่น 23 สมัครได้ แต่ยังมีอันอื่นค้ำคออยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นำมาพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ผมจึงเห็นว่าเรื่องอายุของเขานั้น เราจะพิจารณาแยกกัน (ไม่ได้) กับเรื่องสภาเดียวโดยสมาชิกเลือกตั้งจากราษฎร หรือจะให้มีวุฒิสมาชิกก็ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเปิดเผยสุจริต ไม่ใช่มาจากบัญชีอย่างนั้น
.
แต่นักศึกษาเหตุใดเล่าที่เขาต้องการสภาเดียว ผมได้แสดงไว้ในหนังสือพิทักษ์เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม ไว้แล้วว่า นักศึกษาเขาได้เตรียมร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อนวันที่ 14 ตุลาคม ว่าเขาต้องการสภาเดียว
.
นี่มันเป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
.
และทำไมเขาถึงได้ต้องการสภาเดียวเล่า อันนี้ผมว่าของเขาก็มีเหตุผล
.
สมัยผมนั้นเมื่อครั้ง 27 มิถุนายน 2475 ก็มีสภาเดียว ฉบับ 10 ธันวาคม 2479 ก็มีสภาเดียว แต่มาฉบับ 2489 ก็มี 2 สภา โดยให้วุฒิสมาชิกได้รับเลือกตั้งจากราษฎร แต่ก็ไม่ได้คงทนถาวรเป็นเพียงเฉพาะกาลไว้แค่ 3 ปีเท่านั้น แต่ว่าเหตุการณ์เราก็เห็นอยู่แล้วว่าประเทศที่เคยมี 2 สภา ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสภาเดียว เหตุการณ์มันได้เปลี่ยนแปลงไป
.
และอีกอันหนึ่งผมว่าเราเถียงได้ในทางนิตินัย แล้วก็ตามชื่อ วุฒิสมาชิกก็คือผู้อาวุโส ในปี 2489 เราก็เรียกซีเนทว่า “พฤฒิสภา” ทีหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา ตามนัยก็หมายความซีเนทว่าสูงอายุ หมายความว่ากำหนดผู้สูงอายุ เช่นว่า 30 ปีอย่างอเมริกา หรือ 40 ปีอย่างฝรั่งเศส แต่ว่าสามารถกำหนดอายุผู้สมัครขั้นต่ำได้ หาได้กำหนดขั้นสูง เช่นเดียวกันกับสภาผู้แทน เพียงแต่กำหนดอายุขั้นต่ำ
.
ขอให้คุณได้ไปดูการปฏิบัติของสภาสูงทั่วโลกและขอให้ไปดูสภาล่างแบบอังกฤษที่เขาเป็นแม่บท อย่างเช่น (วินสตัน) เชอร์ชิล นั่นเขาเป็นชั้นปู่เขาก็อยู่สภาล่าง สภานี่มันมีทั้งหนุ่มทั้งแก่ปนกัน เพราะฉะนั้น คนแก่หน่อยก็ช่วยเหนี่ยวรั้ง มันเป็นไปในตัว
.
การจะมาแก้ว่าต้องมีสภาสูงมาค่อยเหนี่ยวรั้ง ผมว่ามันแก้ได้ด้วยทางอื่นคือแก้ได้ในทางข้อบังคับ คือในระหว่างวาระ 2 กับ 3 ควรทิ้งเวลาไว้สักพัก และอย่าใช้วิธีดื้อด้าน คือว่าระหว่างนั้น มีอภิปรายกัน สมมุติว่าจะมีสภาสูงเพื่อเหนี่ยวรั้ง ทิ้งเวลาไว้หน่อย และอย่าถือทิฐิมานะ เพราะเราทุกคนถือประโยชน์ของราษฎรเป็นใหญ่ แม้ว่าเราจะลงไปแล้วตอนวาระ 2 แต่อาจกลับได้ ถ้ารักจะถือทิฐิว่าของเราถูกเสมอไป แม้ว่าจะให้มีสภาเหนี่ยวรั้งอีกตั้งหลายสภา มันก็เป็นไปไม่ได้
.
อันนี้มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม เหตุใดเราจะมามีทิฐิมานะ สมมุติว่าวาระ 2 ไม่พอ วาระ 3 ต้องให้มีการอภิปรายกันมากๆ อย่างวาระ 3 แค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยกมือเอาสั้นๆ ไม่พอ
.
แล้วก็การแก้ว่าให้มีวุฒิสภาเป็นสภาถ่วงมันเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเหตุว่าเมื่อสภาล่างลงมติในวาระที่ 3 ก็ต้องเสียเวลามาก มันไม่เหมือนที่คุณมาคุยกับผม แค่นี้เวลามันน้อย แต่เรื่องสภา พอมาถึงประธานสภาก็ต้องพิจารณาก่อนจึงนัดประชุม มันเสียเวลากี่วันใช่ไหม และมันก็หมายความว่าวีโต้ 2 ครั้ง คือหมายความว่าสภาสูงวีโต้สภาล่างครั้งหนึ่งแล้ว แล้วจึงนำความเข้ากราบบังคมทูล มันควรจะออกจากสภาล่างแล้วส่งให้ท่านเลย
.
ผมว่าเรื่องการงานนี่มันทำให้เร็วได้ แล้วที่ว่าเป็นสภาเหนี่ยวรั้งอะไรนั้น มันจะเป็นสภาเยิ่นเย้อไปเสียนี่ตามความเห็นของผม
.
เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาและนักเรียนนั้นชอบด้วยเหตุผล อันนี้เป็นหลักการแบบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่ายอมให้เขาเพียงแต่อายุ 18 เท่านั้น แล้วทำให้เขาพอใจ เท่ากับว่าเขาต้องการเพียงเรื่องอายุ 18 เท่านั้น
.
ไอ้เรื่องที่จะยอมแค่นี้แล้วก็เลิกรากันไป ผมว่าเยาวชนสมัยนี้เขาคงไม่ยอมกันแน่ๆ
.
อาจารย์พอจะวิเคราะห์เจตนารมณ์ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ไหม?
.
ผมก็ได้แสดงไว้ในที่ต่างๆ สาเหตุนี่มันยืดยาว พอจะรวมความได้ว่า ในระหว่างนี้คือพวกที่ยังนิยมความคิดที่เป็นศักดินา
.
คำว่าศักดินาที่ผมจะใช้นี่ หมายถึงระบบอภิสิทธิ์ชนิดหนึ่ง รากฐานมันมาจากนั่น แล้วก็มาจากอภิสิทธิ์ชนเฉพาะกาลที่จะรั้งอำนาจไว้ มันก็เป็นการโต้แย้งกันระหว่างพลังที่สืบมาจากทัศนะเก่ากับพลังที่กำลังเติบโตขึ้นมาใหม่ ผมเลือกใช้อันนี้โดยไม่อยากจะไปใช้ศัพท์ “พลังใหม่” ซึ่งผมเคยใช้มา และขณะนี้ก็ได้มีขบวนการทางสังคมเกิดขึ้นมาใช้ชื่อนี้แล้ว
.
ผมใช้คำว่าพลังที่กำลังจะเจริญเติบโตและงอกงาม เพราะว่าพลังใหม่นี้มันหมายถึงทัศนะและจิตใจ ไม่ใช่หมายแต่เพียงชื่อ เพราะเหตุว่าพลังใหม่มันมีรากฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองใหม่ และหวังที่จะได้ระบบการเมืองแบบใหม่ แต่ว่าถ้าส่วนใดของชนชั้นของคนในสังคมต้องการรักษาระบบการเมืองแบบนั้น เพื่อที่จะรักษาอภิสิทธิ์ คุณจะยอมรับทัศนะอันนั้นไว้หรือ เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งก็มีขึ้น เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ก็สุดแท้แต่
.
การแก้ไขข้อขัดแย้ง จะแก้ไขอย่างชนิดที่ว่าขอไปชั่วคราว อย่างมากที่สุดก็แก้ไขบางข้อ แต่ทว่าพื้นฐานไม่ยอมเปลี่ยน อีกอย่างหนึ่งในวาระ 3 ก็ยังดื้อ อย่างนี้หมายความว่าข้อขัดแย้งก็ยังอยู่ อันนี้ย่อมเกี่ยวกับว่าการมองการณ์ไกล
.
การมองการณ์ไกลย่อมมีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายสังคมนิยมที่แท้จริง และทั้งฝ่ายขวา เท่าที่ผมได้สังเกตมาในฝรั่งเศส คือทางฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสเคยขอแก้อายุของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจาก 21 เป็น 18 ปี เขาได้เรียกร้อง แต่ว่าฝ่ายขวายังไม่ยอม ทีนี้ในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งเลือกตั้งเป็นการชิงชัยกันอย่างหวุดหวิด ฝ่ายซ้ายก็มีนโยบายอย่างเดียวคืออันนั้น ที่จะแถลงออกมา แต่ทางฝ่ายขวายังลังเล
.
แต่ว่าหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วมา ดัสแตงค์ (วาเลรี ฌิสการ์ แด็สแต็ง) ได้รับเลือก ซึ่งท่านก็ชนะไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถึงแม้ว่าพวกฝ่ายซ้ายเขาเป็นเสียงข้างน้อยในสภา เขาก็พยายามเสนอร่างฯ ให้แก้ไข ฝ่ายขวาเขาก็มองการณ์ไกล ความจริงเขาก็คัดค้านก็ได้ แต่เขามองการณ์ไกล เห็นว่ารั้งเอาไว้ไม่ได้
.
การเรียกร้องนี้เข้มแข็งและมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ฝ่ายขวาเขาจึงได้บัญญัติเรื่องกฎหมายนี้ โดยไม่แก้แต่เพียงอายุที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่าแก้กฎหมายว่าด้วยการบรรลุนิติภาวะจาก 22 ลงเหลือ 18 ด้วย
.
ฝ่ายเด็กอายุ 18 มันก็มาจากหลายตระกูล เท่าที่ผมคุยด้วยเขาก็ดีใจที่ได้บรรลุนิติภาวะ ทีนี้ฝ่ายขวาเขาไม่กลัว เขาแก้หมดเลย ไม่แก้เฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น ทีนี้มันก็ไม่แน่ว่าการเลือกตั้งคราวหน้าว่า เด็กอายุ 18 เขาจะไปลงให้ฝ่ายซ้ายหมด ฝ่ายขวาเขาก็จะต้องได้เหมือนกัน นี่หมายความว่าการมองการณ์ไกลของเขา ก่อนการเลือกตั้ง นักศึกษาฝรั่งเศสเขาก็มีการต่อสู้กับทหารตำรวจ มีการปิดป้ายอะไรกันอยู่ตั้งหลายเดือน
.
ถ้าหากฝ่ายขวายังดื้อดึงว่า 21 ปีดีแล้ว เพราะว่ากฎหมายนี่มันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ตั้งแต่สมัยโค่นนโปเลียนโน่น ไม่ได้ ฉันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นจารีตนิยม ถ้าดื้อดึงเด็กอายุ 18 ก็ไม่พอใจ และก็นำไปสู่การเดินขบวน การปะทะกัน แต่ว่าเราก็ต้องการทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ของเขามองการณ์ไกล ถ้าเราเป็นฝ่ายขวาก็ไม่ควรมีความคิดแบบจารีตนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น
.
อย่างของฝรั่งเศส นายดัสแตงค์และเมียท่านก็สืบตระกูลมาจากนโปเลียนโดยสายเลือด แต่เขาก็ไม่คอนเซอร์เวตีปเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ส่วนใหญ่ของพรรคเขาก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เขาก็ได้ทั้งประโยชน์ด้านความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและด้านการเมือง
.
นับตั้งแต่กฎหมายนี้ออกมา ไม่มีการแสดงกำลังของพวกเยาวชน


สนับสนุนข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลมติชน Matichon Information Center

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จากศิลปินในวัง สู่ ศิลปินแห่งชาติวันนี้ออกปากไล่ประยุทธ์วันนี้บอกต้องปฏิรูปสถาบันฯ

นี่คือเสียงของคนที่ไกล้ชิดกับวัง
เห็นพัฒนาการ​ที่ไม่เหมาะสมหลายประการ
ของการทำงานของรัฐบาล
ของนโยบายที่อื้อต่อวัง
ในลักษณะ​สปอยล์.. ขืนปล่อยไปวังก็ต้องพบจุดจบ
นี่คือเสียงเตือนแห่งความหวังดี

อ.ลัดดาวัณย์ อุปอินทร์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

วันเกิด จิตร ภูมิศักดิ์ 25 กันยายน 2473

จิตร ภูมิศักดิ์ คือ นักคิดนักเขียน ที่ผลงานวิชาการออกมามากมาย และยังใช้อ้างอิงจนถึงทุกวันนี้ แต่เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ด้วยหลักการ ไม่อาจทำให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ได้ สุดท้ายจึงเลือกจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ และถูกยิงเสียชีวิตในป่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

จิตรเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2473 ที่ จ.ปราจีนบุรี ต่อมาได้เข้ามาศึกษาที่กรุงเทพฯ ในโรงเรียนเบญจมบพิตร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามลำดับ

โดยขณะเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำหน้าที่สาราณียากร ให้กับหนังสือประจำปี ของมหาวิทยาลัย จิตรได้ลงบทความที่มีเนื้อหาวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา จนถูกตำรวจสันติบาลอายัดหนังสือ

ต่อมามีการสอบสวนที่หอประชุมใหญ่ จิตรก็ถูกนักศึกษากลุ่มหนึ่งจับโยนลงมาจากเวที (โยนบก) ทำให้เขาบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน และจิตรถูกลงโทษ พักการเรียน 1 ปี ก่อนกลับเรียนต่อ จนจบการศึกษา

ในปี 2501 เขาโดนจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์ ถูกคุมขังอยู่ 6 ปี ได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี 2507

แต่ถึงแม้จะได้รับอิสรภาพแล้ว ก็ยังถูกคุกคาม จิตรจึงตัดสินใจเข้าป่าหยิบอาวุธขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ และถูกยิงเสียชีวิตกลางป่าละเมาะ บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

จิตรมีผลงานเขียนออกมามากมาย อาทิ ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน , โฉมหน้าศักดินาไทย และ ภาษาและนิรุกติศาสตร์ ฯลฯ

ส่วนผลงานแปล ก็ได้แก่ แม่ (นวนิยายของแมกซิม กอร์กี้ นักเขียนชาวรัสเซีย) , คนขี่เสือ (นวนิยายของภวานี ภัฏฏาจารย์ นักเขียนชาวอินเดีย) และ โคทาน (นวนิยายของเปรมจันท์ นักเขียนชาวอินเดีย) เป็นต้น

รวมถึงได้แต่งเพลง อาทิ แสงดาวแห่งศรัทธา ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง

เครดิต..มิตรสหาย
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
25.ก.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จุดเริ่มต้นชีวิตของ “สีจิ้นผิง” มังกรแห่งแผ่นดินใหญ่

เกิดที่ใดไม่สำคัญ….

1969 เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกส่งจากโรงเรียนมัธยมไปให้เรียนรู้ใหม่ในหมู่บ้านชนบท ชื่อ
เหลียงเจี้ยหัว มณฑลส่านซี ประเทศจีน

เด็กหนุ่มวัย 15 ปี
คนนี้ประสบเคราะห์กรรมมาก เพราะก่อนหน้านั้น 4-5 ปี พ่อถูกส่งไปเป็นแรงงานในชนบท พอปี 1969 พ่อถูกสั่งให้จำคุก พี่สาวเด็กหนุ่มคนนี้ฆ่าตัวตายเพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว พ่อเป็นรองนายกรัฐมนตรี
ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระด้างกระเดื่องต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงนั้น ส่วนแม่ถูกบังคับให้หย่าและประณามพ่อ ตัวเขาเองก็ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท

การถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท ทำให้เขาสร้างตัวเองขึ้นมาจากความทุกข์ยาก จากความลำบาก ความอดทน ความพากเพียร เขาได้สร้างชีวิตตัวเองขึ้นมาในอีกแบบหนึ่งนอกจากเรียนหนังสือ
แต่ความยากลำบากนี้ก็ทำให้เด็กหลายคนทนไม่ได้ ต้องเจ็บป่วยหรือตายไปเป็นอันมาก

เหลียงเจี้ยหัว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห้งแล้งพอสมควร เคยเป็นที่มั่นของการปฏิวัติ มีคนอยู่สัก 300 กว่าคน เขาบันทึกไว้ว่าถูกส่งไปนอนรวมกับเพื่อนๆ บนเตียงยาว

ระหว่างใช้แรงงานอยู่ที่หมู่บ้าน เขาชอบอ่านหนังสือ เขากล่าวว่าในช่วงนั้นรู้สึกเหงามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านมากๆ เข้า เขาก็เริ่มมีความสุข

เขาใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้นานถึง 7 ปี

วันที่เขาจากหมู่บ้านนี้มาชาวบ้านมาส่งกันทั้งหมู่บ้าน เพราะเขาเป็นคนที่เดินเท้าเปล่าเหยียบพื้นน้ำแข็งเพื่อช่วยชาวบ้านซ่อมเขื่อนที่พังเนื่องจากน้ำทะลายลงมา รวมถึงการซ่อมเครื่องมือ ปั๊มน้ำ และช่วยแม้กระทั่งตามหาหมูที่หายไป แล้วเอามาคืนเจ้าของ ทำให้ชาวบ้านประทับใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้มาก

ในวันที่เขาต้องจากหมู่บ้านนี้ไป เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีชาวบ้านมารวมตัวกันหน้าถ้ำที่เขาอยู่
เพื่อมาส่งเขา และนั่นเป็นการร้องไห้ครั้งที่สองของเขา ส่วนครั้งแรก ก็คือ ตอนที่เขามาถึงหมู่บ้านนี้

50 ปีต่อมา เขาได้ทำให้คนจีน 850 ล้านคนพ้นจากความยากจน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาบอกว่า

“เขาอาจเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากที่สุดที่จีนเคยมีมาในช่วงร้อยปี”

เด็กหนุ่มคนนี้ ก็คือ
สีจิ้นผิงประธานาธิบดีคนปัจจุบันของจีน

“โสภณ สุภาพงษ์”

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เช เกวารานักรบกองโจร ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ

วันนี้ในอดีต
14 มิถุนายน ค.ศ. 1928
วันเกิด เช เกวารา
นักรบกองโจร ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ

​“ถ้าท่านโกรธจนตัวสั่นจากความอยุติธรรม เราคือเพื่อนกัน”

คำกล่าวอมตะนิรันดร์กาลของชายผู้เป็นวีรบุรุษของการปฏิวัติคิวบา ที่แสดงความหาญกล้าต่ออุดมการณ์อันเข้มข้นที่ฝันถึงการปฏิวัติสังคม โดยการทลายชนชั้น จนเป็นนักปฏิวัติสายคอมมิวนิสต์ที่เป็นโลโก้ของผู้คนทุกข์ยากในเวลานั้น

​เอร์เนสโต เกวารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ เช เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1928 หรือในวันนี้เมื่อ 93 ปีก่อน เขาเป็นนักปฏิวัติลัทธิมากซ์ เป็นนายแพทย์ นักเขียน ผู้นำนักรบกองโจร นักการทูต และนักทฤษฎีการทหารชาวอาร์เจนตินา ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งจากการปฏิวัติคิวบา ซึ่งเราอาจคุ้นภาพใบหน้าของเขา ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมต่อต้านและการกบฏ และเป็นตราต้นแบบที่รู้จักกันเป็นสากลภายในวัฒนธรรมสมัยนิยม

​ครั้งยังเป็นนักศึกษาแพทย์หนุ่ม เกวาราเดินทางไปทั่วทวีปอเมริกาใต้และรู้สึกสะเทือนใจกับความยากจนข้นแค้น ความหิวโหย และโรคภัยที่เขาพบระหว่างทาง ความปรารถนาทำลายล้างสิ่งที่เขามองว่าเป็นการขูดรีดของทุนนิยมในลาตินอเมริกาผลักดันให้เขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิรูปสังคมกัวเตมาลา

​ปี 1953 เกวาราเดินทางไปยังกัวเตมาลา ตรงกับสมัยรัฐบาลของ จาโคโบ อาร์เบนซ์ (Jacobo Arbenz) ที่พยายามปฏิวัติโครงสร้างทางสังคม หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการยึดที่ดินนายทุนที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ กระทบถึงทุนอเมริกัน นำไปสู่การรัฐประหารที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน

​เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเชื่อว่า การได้มาซึ่งระบบสังคมนิยมจำเป็นต้องเกิดการปฏิวัติระดับโลก และกลายมาเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์มาร์กซิสต์

​เกวาราเดินทางออกจากกัวเตมาลามุ่งหน้าไปยังเม็กซิโก และได้พบกับสองพี่น้องชาวคิวบา ฟิเดลและราอูล คาสโตร ซึ่งหลบหนีคดีการเมืองมาวางแผนยึดอำนาจจากรัฐบาลบาติสตา และกลายมาเป็นมือขวาที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมากของคาสโตร

​ต่อมาเขาและสหายได้ตั้งขบวนการ 26 กรกฎาคม เป็นองค์การปฏิวัติ ซึ่งวางแผนและนำโดยฟิเดล กัสโตร ซึ่งใน ค.ศ. 1959 ได้ล้มรัฐบาลฟุลเคนเซียว บาติสตาในประเทศคิวบา ขบวนการดังกล่าวสู้รบกับรัฐบาลบาติสตาทั้งในชนบทและในเมือง

​เช เกวารา เสียชีวิตในวันที่ 9 ตุลาคม 1967 หน่วยรบของเขาเกือบถูกกำจัดจนสิ้นซากโดยหน่วยรบพิเศษของโบลิเวีย ด้วยความช่วยเหลือจากซีไอเอ ตัวเขาเองถูกจับในขณะได้รับบาดเจ็บ ก่อนถูกยิงเสียชีวิตและฝังร่างอย่างลับๆ หลังถูกตัดมือออกเพื่อเป็นเครื่องยืนยันอัตลักษณ์

​แม้เวลาจะล่วงเลยไปนาน แต่ เช เกวารา ก็ยังเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับทั้งเสียงยกย่องและเสียงประณาม กับการที่เขาได้ยืนหยัดต่ออุดมการณ์อย่างหาญกล้า และยอมสละชีพเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของมวลชนที่ทุกข์ยาก กลายเป็นการปลุกเร้าให้แก่คนในสมัยต่อมา ให้ยังคงใช้มรดกที่ เช เกวารา ทิ้งเอาไว้ผ่านสายธารทางอุมดมการณ์ที่เขายึดมั่นให้คงอยู่ต่อไป

…ตราบใดที่สังคมยังไม่เปลี่ยนแปลง และผู้ทุกข์ยากยังครวญครางจากความหิวโหย

อ้างอิง https://www.bbc.com/thai/international-41536892

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ปรีดีตัดพ้อที่โดนใส่ร้ายว่าเป็นผู้บงการฆ่าในหลวงอานันท์ฯ

จะทำดีกับใครก็ควรดูให้ดี

ปรีดีตัดพ้อที่โดนใส่ร้ายว่าเป็นผู้บงการฆ่าในหลวงอานันท์ฯจากคำบอกกล่าวของหลวงสังวรยุทธกิจที่ว่า “ผมทำแสนจะดีกับพวกเจ้าเท่าไร เมื่อฝรั่งมันทิ้งระเบิดผมก็พาไปไว้ที่บางปะอิน เงินทองที่พวกเจ้ามีสิทธิ์ได้ผมก็เป็นผู้จัดแจง รัฐธรรมนูญที่แก้ไขกันขึ้นให้พวกเจ้ามีสิทธิ์ผมก็ทำ ทำใหัเขามาเสียเท่าไรๆ เขาก็คว่ำเรือเรา”

ปรีดี นอกจากจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว ยังเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยด้วย คนจำนวนไม่น้อยคลางแคลงสงสัยในความจงรักภักดีของปรีดีที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากเขาเป็นแกนนำคนสำคัญของคณะราษฎร เป็นผู้เขียนประกาศคณะราษฎร และร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ประกาศว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”(สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายที่นิยมเจ้า) แต่การที่นายปรีดีถวายความปลอดภัยแก่ “ราชินีสว่างวัฒนา พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าใน8และ9” ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 นี้เป็นพยานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ แล้วปรีดีจะมาบงการลอบปลงพระชนม์ให้ตัวเองโดนประหารตายโง่ๆทำไม

อีกคนเด็ดเดี่ยวสั่งให้โค่น แต่อีกคนสั่งห้ามเพราะคนจะลุกหือ สุดท้ายกลับเป็นตัวเองทั้งสองที่โดนโค่นเสียเอง อีกคนต้องมาโดนวางยาตายที่ญี่ปุ่น อีกคนต้องมาหัวใจวายตายที่ปารีส เมื่อก่อนตอนเด็กผมก็เคยสมน้ำหน้าสองคนนี้นะที่ต้องตายนอกประเทศ เพราะตอนเด็กในคาบวิชาประวัติศาสตร์ถูกสอนมาว่าคนพวกนี้รังแกสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอดตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง คิงประชาธิปกถูกรังแกจนต้องมาตายที่อังกฤษแบบไร้เกียรติ ครูเลยบอกว่าพวกรังแกสถาบันสุดท้ายก็ไม่มีใครตายดี ตายในประเทศสักคน

ในรูปจะเห็นได้ว่าไม่ใครหมอบกราบเลย ก่อนปี2500 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. สถาบันจะคล้ายๆกับ British Royalty คือถูกกำจัดสิทธิ์หลายอย่าง อยู่ในขอบเขต ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบจริงๆ พอช่วงสฤษดิ์รัฐประหารอะไรที่เคยยกเลิกไปแล้วหรือประเพณีวังที่ร.5ยกเลิกไปแล้ว ก็รื้อฟื้นนำกลับมาใช้ใหม่หมด หลังจากนั้นพอมีอำนาจขึ้นมา ก็เริ่มไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจต่างๆหลายประเทศ โดยให้สังวาลย์ พระชนนี เป็นคนสำเร็จราชการแผ่นดินแทน นับตั้งแต่นั้นสถาบันก็เฟื่องฟูมาจนถึงปจบ.

*4คนคล้องสายสะพายเครื่องราชย์ฯ จากขวาไปซ้าย 1.อนันทมหิดล 2.เจ้าฟ้าภูมิพล 3.สังวาลย์ 4.อ.ปรีดี พนมยงค์

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จดหมายของ ปรีดี พนมยงค์ 2024

เรียน สมาชิกทุกท่านครับ

บัดนี้ก็เดินทางมาเป็นเวลา 75 ปี แล้วที่ อนัน ได้เสียชีวิตด้วยน้ำพระหัตถ์ของพระอนุชา ผมขอกล่าวขอโทษแก่ราษฎรทุกคนที่ผมต้องปิดบังความจริงในวันนั้น ถ้าผมเปิดเผยความจริงในวันนั้นเราอาจจะเป็นประเทศแห่งประชาธิปไตยแล้วก็ได้ แต่ในเมื่อผมทำผิดพลาดไปแล้วเราก็มาเริ่มต้นใหม่กัน

1-ทำไมผมต้องไปเชิญมาอีกทั้งๆที่เราสามารล้มได้แล้ว
-เพราะ”ผมกลัว”คำเดียวสั้นๆเลยครับข้อนี้เป็นความผิดผมเอง

2-ทำไมเลือกสายมหิดล
-เพราะสายนี้เป็นสายที่อ่อนที่สุด

3-ผมเขียนจดหมายจริงไหม
-จริงครับ ผมเขียนสมัยที่ลี้ภัยไปอยู่จีนก่อนที่จะย้ายไปฝรั่งเศสแต่ผมล้มเลิกไปก่อน พอกาลเวลาผ่านไปสักพักผมเลยนำข้อมูลที่เขียนไปไว้ที่ฝรั่งเศส

4-ทำไมต้อง2024
-จดหมายลับหรือจดหมายต่างๆที่ยังเปิดเผยไม่ได้ข้อมูลส่วนใหญ่ทางรัฐจะเป็นคนระบุเวลาเปิดให้โดยดูตามอายุของจดหมายและความเป็นไปได้

5-ผมเป็นชู้กับสังวาลย์?
-ไม่จริงครับ ผมรักภรรยาของผมมาก

6-ใครฆ่าอนัน
-พระอนุชาครับ

7-เหตุจูงใจที่มีคนฆ่าอนัน
-เพราะความคิดของผมมีอิทธิพลต่ออนันมากเกินไป จึงทำให้ทางสังวาลย์และทางวังเกิดการกังวลและกลัว

8-ผมแตกหักกับแปลก
-ใช่ครับ เริ่มแตกหักกันช่วงWW2 แต่ในช่วงปี2500 แปลกส่ง จดหมายมาขอโทษแล้วครับ

สมาชิกท่านใดสงสัยอะไรสามารถพิมพ์ทิ้งไว้ได้ครับเดี๋ยวผมจะมาตอบ

สุดท้ายนี้ผมก็ขอกราบขอโทษลูกหลานทุกท่านครับที่ทำประเทศ ฉิบหายขอโทษจากใจจริงครับ ปรีดี พนมยงค์ 9 มิถุนายน 2564

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Nowดาราไทยกับการเมืองราคาของการเป็นบุคคลสาธารณะ

เป็นที่ปฏิเสธได้ยากว่าดาราไทยส่วนมากจะไม่แสดงความเห็นทางด้านสังคมและการเมือง โดยหลายกรณีจะอ้างว่า เป็นเรื่อง sensitive โดยเหตุผลจริง ๆ ที่ทุกคนล้วนรู้กันอยู่ คือพวกเขาเหล่านั้นกลัวการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะมีผลต่องานของเขา

เห็นตัวอย่างได้อย่างมากมายในดารารุ่นก่อน ๆ ในยุคความขัดแย้งทางการเมืองสูงอย่างเหลืองและแดง

ฝ่ายเหลืองอย่างกรณีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงที่กล่าวยกย่องกษัตริย์และสาปส่งคนเห็นต่างที่ถูกยกย่องเป็นคนดีในสังคม มีงานเข้า ได้รับรางวัลและโอกาสมากมาย

ส่วนฝ่ายตรงข้ามอย่างดาราเสื้อแดงที่สุดท้ายกลับได้รับผลกระทบในทางตรงกันข้าม เช่น โด่ง อรรถชัยที่ต้องลี้ภัย หรือทอม ดันดีที่ต้องกลายเป็นนักโทษคดี 112

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การเลือกข้างของคนมีชื่อเสียง คือการชี้ชะตาต่ออนาคตทางการงาน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางสังคมได้อย่างหน้าตาเฉยมาเป็นระยะเวลายาวทาง และยังคงจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีผลกระทบหรือความเสียหายมาถึงตนเอง

แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดที่น้าค่อมเสียชีวิตไป มีการออกมาแสดงความไว้อาลัยครั้งนี้อย่างมาก แต่กลับเงียบไม่ปริปากแม้แต่น้อยถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ

บุคคลสาธารณะไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี, กษัตริย์, นักการเมือง หรือแม้แต่ดาราเอง ควรเข้าใจตรงกันว่า ทุกคนล้วนอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชนคนไทย

อีกทั้งในขณะที่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของคนไทย แย่ลงเรื่อย ๆ จนประชาชนไม่ได้มีเวลา หรือ อรรถรสมาเสพผลงานความบันเทิง มาซื้อสินค้าของพวกคุณ มันก็จะทำให้เราเห็นกรณีดาราออกมาให้สัมภาษณ์มาเรียกร้องความเห็นใจ ขอแรงเงิน แรงใจ (กาละแมร์, ม้า อรนภา) เพื่อให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์ สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากพวกกลุ่มคนเห็นแก่ตัว

การที่รัฐไทยกำลังก้าวเข้าไปอยู่ในฐานะของรัฐล้มเหลว ไม่ว่าคุณจะเป็น ดารา ผู้จัด influencer เบื้องหน้า เบื้องหลัง อะไรก็ตาม ภายใน 10 ปีพวกคุณไม่มีทางจะหนีพ้นผลกระทบที่เลวร้าย ที่จะตามมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เว้นแต่ว่าพวกคุณจะเป็น 1% ของประเทศนี้
§
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เหรียญสร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๒

จอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในคณะราษฎรสายทหาร ผู้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ของไทยในปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ที่มีแนวโน้มเป็นลัทธิคลั่งชาติ ดังเช่น การออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ’
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชประแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทำให้ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน เป็นอีกหนึ่งในผลงานของรัฐบาลจอมพล.ป. พิบูลสงคราม
จุดมุ่งหมายของการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ เกิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะสร้างอนุสรณ์เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลทเกลียวในชาติ และพิทักษ์รัฐธรรมนูญของชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้นำมาซึ่งความสถาพรแก่ชาติ รัฐบาลจึงจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาพื้นที่เหมาะสมแก่การสร้างอนุสาวรีย์ เมื่อพิจารณาที่เหมาะสมนั้น จึงเห็นว่าบริเวณถนนราชดำเนินที่กำลังมีการปรับปรุงอยู่ในขณะนั้น เป็ยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งในขณะนั้นยังมีการก่อสร้างสะพานเฉลิมวันชาติในบริเวณเดียวกัน
โดยสร้างขึ้นตามแบบที่หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ส่งเข้าประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และได้รางวัลชนะเลิศมา ซึ่งการออกแบบนั้นได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึง ‘รัฐธรรมนูญ’ ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า
พิธีก่อฤกษ์อนุสาวรีย์ได้ถือฤกษ์วันชาติไทยในขณะนั้น คือ วันที่ ๒๔ มิถนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นวันก่อฤกษ์ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธีมณฑล พิธีเริ่มต้นขึ้นในเวลา ๙ นาฬิกา ๑๖ นาที เสร็จสิ้นเมื่อเวลา ๙ นาฬิกา ๕๗ นาที
ในการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และนายสิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ตอนหนึ่งว่า
“อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่เชิดชูเกียรติของประเทศ และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่ง”

หนึ่งใน ‘เหรียญ’ ที่ได้สร้างขึ้นมาในห้วงระยะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ที่หยิบยกมากล่าวถึงให้ได้รู้จักกัน คือ ‘เหรียญสร้างชาติ’ เป็นเหรียญปั๊มรูปเสมา มีหูในตัว สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๒
ด้านหน้า เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ด้านหลัง มีอักษรไทยจารึกว่า ‘สร้างชาติ’
เหรียญดังกล่าวนี้กล่าวกันว่าได้มีการจัดทำพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนั้นยังมีบางส่วนที่ได้นำมาให้หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ทำการปลุกเสก ซึ่งในเหรียญส่วนนี้มีการลงจารอักขระด้านหน้าเหรียญด้วย
กล่าวสำหรับหลวงพ่อผิน พุทธสโร หรือ ‘พระครูวิบูลศีลาจาร’ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๔ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ที่วัดโพธิ์กรุ มีพระอธิการแย้ม วัดกุฎีดาว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้ศึกษาวิชาทั้งพระธรรมวินัย หนังสือไทย หนังสือขอม อักขระวิธี และวิชาความรู้ด้านอื่นๆ เช่น เวทมนตร์คาถา และความรู้ด้านอื่นๆ กับพระอธิการอิน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ จนแตกฉาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ สืบต่อจากพระอธิการอิน ในขณะนั้นมีอายุได้เพียง ๒๗ ปี เท่านั้น ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าช้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘
และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ ‘พระครูวิบูลศีลจาร’

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น