หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จะเป็นทหารของประชาชนต้องไม่เรียนจบแค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย จปร.

ถึงวันที่ 13 พ.ค. ทีไร เดียร์จะเขียนรำลึกถึงคุณพ่อผ่านเฟซบุ๊คทุกปี และปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว… เดียร์จะขอรำลึกถึงคุณพ่อในมุมที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

ตอนเดียร์เด็กๆ คุณพ่อมักสอนเสมอว่า ให้ชอบเรียนหนังสือ ไม่ต้องเรียนเก่ง แต่ขอให้มีความสุขกับการเรียน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ไปเรื่อยๆ คุณพ่อจะบังคับให้เดียร์ไปสอบนู่นสอบนี่ตลอด เช่น อยู่ม.1 ให้สอบเทียบม.3 พอสอบเทียบม.3 ได้ ให้สอบเทียบม.6 เลย เพื่อจะได้มีโอกาสลองสนามสอบเอ็นทรานซ์หลายๆ ครั้ง ลดอาการตื่นสนามสอบ แต่ก็ปล่อยให้เลือกสาขาที่เรียนตามใจชอบ แต่พอคุณพ่อรู้ว่าสอบติดคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณพ่อก็ดีใจมาก เพราะคุณพ่อกำลังลงเรียนกฎหมายอยู่พอดีช่วงนั้น ถึงขั้นชวนให้ไปวางพวงมาลาวันรพีด้วยกัน เพียงแต่ต่างมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คุณพ่อไม่ได้แค่สอน แต่ยังทำให้ดูเป็นตัวอย่างถึงความชอบเรียนหนังสือ ความชอบของคุณพ่อทำให้คุณพ่อเรียนจบมาทั้งหมด 5 ปริญญา คือ

  1. ปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  3. ปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  4. ปริญญาโท จากคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (หรือนิด้า)
  5. ปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines

นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณพ่อไม่ได้เรียนจบแต่แค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นของคุณพ่อจึงไม่ได้มีแค่ทหารและตำรวจ แต่รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่คุณพ่อได้มีโอกาสเรียนหนังสือร่วมด้วย

หลักสูตรต่างๆ ที่คุณพ่อเรียน ถือได้ว่าเกือบรอบด้านที่บุคคลคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ ซึ่งถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ คงจะมีเกินกว่า 5 ปริญญาที่คุณพ่อได้มาแล้วข้างต้น…สิ่งที่คุณพ่อเรียนมาและการคลุกคลีอยู่กับคนทั่วไปที่ไม่ใช่แค่ทหารนี่แหละมั้ง ที่ทำให้คุณพ่อใกล้ชิดสังคมพลเรือน มีความเข้าใจในชีวิตของประชาชนคนธรรมดา ที่ต้องขวนขวายหาความรู้ สร้างโอกาสทำมาหากินด้วยตนเอง สร้างเนื้อสร้างตัวโดยไม่มีบันไดชั้นยศ

ในอีกด้านหนึ่ง ทุกๆ ปี ชีวิตหลายคนต้องหยุดชะงักเพราะถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร โดยไม่มีสิ่งใดมารองรับหรือชดเชยเวลาชีวิตที่เสียไป กองทัพได้คิดไหมว่า…เมื่อปลดประจำการไปแล้ว ชีวิตเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร???

หากผู้มีอำนาจสนใจอนาคตของทหารสักนิด คงจะวางแผนส่งเสริมให้ทหารสามารถเข้าถึงการศึกษาแบบพลเรือนได้ เช่น การให้ทุนการศึกษาแก่ชายไทยที่ถูกเกณฑ์ทหาร ยิ่งประจำการนานยิ่งได้ทุนเรียนนาน ให้เขามีอนาคตจากการรับใช้ชาติ หลังปลดประจำการแล้วมีโอกาสในหน้าที่การงานที่สูงกว่าช่วงก่อนเกณฑ์ทหาร ทหารชั้นประทวนและสัญญาบัตรถ้าได้เรียนกับพลเรือน ก็อาจจะเข้าใจชีวิตของพลเรือนมากขึ้นด้วย “ทหารจำเป็นต้องเข้าใจชีวิตประชาชน ไม่ใช่แยกกันอยู่แบบไทยทุกวันนี้”

คุณจะเป็นทหารที่ดีของประชาชนได้อย่างไร
หากคุณไม่ผ่านชีวิตและมีความใกล้ชิดกับประชาชน

ถ้าคุณพ่อยังอยู่
ก็อยากถามคุณพ่อเหมือนกัน
ว่าเกณฑ์ทหารยังจำเป็นอยู่ไหมสำหรับประเทศนี้

คิดถึงคุณพ่อทุกวัน
น้องเดียร์
13 พ.ค. 65

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ครบรอบ 10 ปี การเสียชีวิต อากง – อำพล ตั้งนพกุล “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว”

วันที่ 8 พฤษภาคม

อำพล ตั้งนพคุณ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 หลังถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือของ สมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น และข้อความสั้น 4 ข้อความ มีเนื้อหาแสดงความอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี

‘อากง’ เป็นคำที่ อานนท์ นำภา หนึ่งในทีมทนายความเรียกอำพล ในฐานะลูกความ ตามหลานๆ คดีนี้เกิดในปี 2553 ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากการล้อมปราบสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับการใช้มาตรา 112 เข้มข้นขึ้นในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ปลายปี 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษอำพลจากการส่ง SMS จำนวน 4 ข้อความ รวมเวลา 20 ปี ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ระหว่างเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ‘อากง’ อำพล ตั้งนพกุล ก็เสียชีวิตในเรือนจำ จากโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555

รสมาลิน ภรรยาของอำพล กล่าวกับโลงศพสามีในวันรับร่างจากเรือนจำว่า “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว”

ย้อนรอยคดีอากง

พฤษภาคม 2553 สมเกียรติ ครองวัฒนสุข ได้เข้าแจ้งความถึงข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถรวม 4 ข้อความ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า โทรศัพท์ที่ส่งข้อความมามีหมายเลขประจำเครื่อง (หมายเลขอีมี่) 3589060000230110 และเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อไปยังหมายเลขของ ปรวรรณ ตั้งนพกุล และ ปิยะมาศ ตั้งนพกุล บุตรสาวอำพล จากสอบปากคำพบว่า เป็นการโทรออกจากโทรศัพท์ของอำพล

หลังถูกจับกุม อำพลไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และถูกคุมขังในเรือนจำอยู่ 63 วัน ต่อมาเขาได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัวช่วงสั้นๆ จนกระทั่งเมื่ออัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ศาลก็สั่งไม่ให้ประกันตัวอีกครั้ง และเขาต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตลอดระหว่างต่อสู้คดี

อำพลให้การว่า เบอร์โทรศัพท์ 08-1349-3615 ที่ใช้ส่งข้อความไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด และมีข้อมูลเพิ่มว่า เดือนเมษายน 2553 ได้นำโทรศัพท์ไปซ่อม แต่ไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์เครื่องนี้

แต่จากการตรวจสอบ หมายเลข 08-1349-3615 เป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียน ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ที่มีหมายเลขอีมี่เดียวกับโทรศัพท์ของอำพล และใช้อยู่กับซิมการ์ดหมายเลข 08-5838-4627 ซึ่งเป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียนในเครือข่ายบริษัท ทรู มูฟ ของอำพล

คำพิพากษาส่วนหนึ่งระบุว่า

“ในประเด็นที่จำเลยนำสืบอ้างว่าส่งข้อความไม่เป็นและไม่ทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ของสมเกียรติเป็นของใคร และไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์ของตน เป็นเพียงข้ออ้างที่จำเลยรู้เห็นเพียงคนเดียว ทั้งยังมีเอกสารระบุว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขของจำเลยมีการส่งข้อความเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมีการส่งข้อความจำนวนมาก พยานหลักฐานที่นำสืบมาจึงไม่น่าเชื่อถือ

“แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08-1349-xxxx ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสมเกียรติโดยตรง แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงย่อมจะต้องปกปิดการกระทำ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานแวดล้อม ซึ่งจากพยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อพิรุธ จึงมีน้ำหนักว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย”

ทนายความของอำพลพยายามต่อสู้คดีในประเด็นการพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า การใช้หมายเลขอีมี่เชื่อมโยงว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้ และสามารถซ้ำกันได้ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดที่จะชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้กดพิมพ์ข้อความ และส่งข้อความดังกล่าว

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ลงโทษ 4 กรรม จำคุกกรรมละ 5 ปี รวมเวลา 20 ปี ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า อำพลหูไม่ค่อยดี แม้การพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วยังสอบถามทนายถึงผลของคำตัดสินว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้น อำพลพยายามยื่นขอประกันตัวเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์คดี แต่ศาลไม่ให้ประกันตัว อำพลจึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ให้คดีสิ้นสุด เพื่อเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อำพลเสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายสรุปได้ว่า อำพลเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอาการสืบเนื่องจากโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย

รสมาลิน ภรรยาของอำพล กล่าวกับโลงศพสามีในวันรับร่างจากเรือนจำว่า “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว”

จดหมายจากอากง ถึง ทนายอานนท์ นำภา

11 เมษายน 2555 อำพล ตั้งนพกุล ได้เขียนจดหมายจากเรือนจำถึง ทนายอานนท์ นำภา ซึ่งในวันครบรอบ 10 ปีการเสียชีวิตของอำพล ทนายอานนท์ได้โพสต์รูปจดหมายฉบับนี้บนเฟซบุ๊กเป็นการรำลึก ใจความของจดหมายที่เขียนถึงหนึ่งในทีมทนายความผู้ต่อสู้คดี 112 คือ

สวัสดีครับ คุณอานนท์ ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหาเลย เหตุเพราะว่าผมเขียนไม่ค่อยเก่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก สายตาก็ไม่ดีเลย เลยไม่ค่อยอยากเขียน กับหลานๆ ผมก็ไม่เคยเขียนไปนะ ทั้งๆ ที่คิดถึงพวกเขามาก อาจเพราะว่าคุณหนุ่มเขาทำหน้าที่นี้แทนผมไปก็ได้ เขียนไปคุยเรื่องของผมให้หลานๆ ฟังอยู่เรื่อยๆ ผมเลยไม่ได้เขียนไป คุณหนุ่มเขียนเสมือนผมเขียนแหละ

ผมเองสบายดีครับโดยเฉพาะช่วงนี้ ที่รู้ข่าวว่าคุณอานนท์จะทำเรื่องขออภัยโทษรายบุคคลให้พร้อมๆ กับเพื่อนครอบครัว 112 ทั้ง 11 คน ผมดีใจและมีความหวังมากๆ ที่จะได้รับอิสรภาพในเร็วๆ นี้ พร้อมๆ กับเพื่อนๆ ที่ร่วมอดทนต่อสู้กันมาและผมเชื่อว่าทางออกทางนี้ดีที่สุด เพราะคดีอย่างผมยังไงก็ไม่มีทางที่จะนิรโทษกรรมกับเขาหรอก ทุกวันนี้ผมก็ออกกำลังกายตอนเช้าๆ ทุกวัน บางวันผมก็ทำคนเดียว แต่บางวันผมก็ทำกับคุณหนุ่ม เรื่องความเป็นอยู่พวกเราก็กินด้วยกันที่แดน 8 พวกเราเกาะกลุ่มกันดีครับ ก็มีหนุ่ม หมี สุริยันต์ ไมตี้ และเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบคนเสื้อแดงอีกหลายคนคอยดูแลกันและกัน คุณอานนท์อย่าได้กังวล ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่ เหนื่อยที่จะต่อสู้เพื่อค้นหาความยุติธรรมให้กับตัวเองและคนในครอบครัว ผมหมดกำลังใจหลายครั้ง คิดถึงแต่ลูกเมียและหลานๆ ก็มีแต่คุณหนุ่มที่จะคอยชาร์จแบตให้ คุณหนุ่มจะบ่นว่าเสมอ ผมเป็นพวกแบตเสื่อมชาร์จได้ไม่กี่นาทีก็ต้องกลับมาชาร์จอยู่เรื่อยๆ คิดแล้วก็เห็นใจหนุ่มเขานะ แต่ผมก็ท้อจริงๆในแต่ละวันผมจะเฝ้ารอ อุ๊มาเยี่ยม บางวันพาหลานๆ มา ทำให้ผมมีกำลังใจยิ้มได้บ้าง นี่แหละคือความสุขของผมสามารถหาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

คุณอานนท์ ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมจะพยายามอดทนและมีกำลังใจสู้ต่อไป หวังแต่เพียงว่าคุณอานนท์ และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ จะช่วยกันผลักดันการขออภัยโทษของพวกเราในกรณีพิเศษเพื่อว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับหลานๆ ลูกเมียเสียทีผมบอกตามตรงเลยนะครับว่าผมคิดถึงหลานๆ มากที่สุดเลยครับผมเขียนจดหมายถึงหลานทีไรผมก็น้ำตาไหลทุกทีเลยเลยไม่อยากเขียนไปหา

คุณอานนท์ครับ ฝากกราบขอบคุณคนที่มาเยี่ยมให้กำลังใจผมและนักโทษ 112 ทุกคนด้วยครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้

ขอขอบพระคุณมากครับ

สิทธิการประกันตัวที่หายไปของผู้ต้องหาคดี 112

นอกจากอำพล ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี จนปัจจุบัน สิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหาตามความผิดมาตรา 112 ก็ยังเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึง ด้วยเหตุผลว่า เกรงจะหลบหนี หรือกระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้ สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีก่อนที่ศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุด เป็นสิทธิพื้นฐานที่มาจากหลักการที่ว่า ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ถูกกล่าวหา เป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

แต่สำหรับคดี 112 หลังจากมีการนำมาตรา 112 กลับมาใช้อย่างเข้มงวดในปี 2563 ช่วงกระแสการชุมนุมทางการเมืองและการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ทำให้หลายครั้ง ผู้ต้องหาคดี 112 ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว จนต้องมีการอดอาหารประท้วง เช่น เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์, รุ้ง – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ล่าสุดคือ ตะวัน – ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ เก็ท – โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

จุดร่วมหนึ่งของคดี 112 เมื่อ 10 ปีที่แล้วกับคดีผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกวันนี้คือ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และยังเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา หนึ่งในคณะผู้พิพากษาคดี อากง – อำพล ตั้งนพกุล ซึ่งเคยถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อปี 2564 เกี่ยวกับคดี 112 เนื่องจากเป็นผู้ลงนามคำสั่งไม่ให้ประกันตัวแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมือง อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ หมอลำแบงค์ – ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ในวันที่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำจากคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ขณะที่มีอีกกระแสต่อต้านว่า การเปิดเผยข้อมูลและชื่อคนในครอบครัวของผู้พิพากษาชนาธิปเป็นการกระทำที่ล้ำเส้นและไม่เหมาะสม

การแสดงความรับผิดชอบของ พลตำรวจตรีสุพิศาล
ปี 2564 พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่เคยมีส่วนร่วมในการจับกุม อำพล ตั้งนพกุล โพสต์ข้อความขอรับผิดในกรณีที่เกิดขึ้น หลังจากมีเสียงทวงถามในโลกออนไลน์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553

จากกรณีที่มีการสอบถามกันเข้ามาถึงประเด็นที่ผมในฐานะผู้บังคับการกองปราบปราม มีส่วนร่วมในการจับกุมอากง หรือ คุณอำพล ตั้งนพกุล เมื่อปี 2553 ในข้อหาเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้น ผมขอน้อมรับความผิดในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวในขณะที่มีหน้าที่ในภาครัฐ ปี 2554 และขออภัยต่อดวงวิญญาณอากงและครอบครัว รวมถึงขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทุกคนที่อาจจะเกิดจากการทำงานในหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาแล้วด้วย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไป แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงถือปฏิบัติเช่นเดิมตลอดมา เวลาผ่าน ความเข้าใจของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผมตระหนักแล้วว่าการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้และมาตราอื่นๆ ตลอดจน กฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน รัฐบาล และสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่ำแย่ลงจากความไม่เป็นธรรมในหลายแง่มุม ด้วยน้ำมือของผู้ควบคุมและกำกับ ตลอดจนนโยบายเป็นสำคัญ

งานการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส. ต้องมีหน้าที่และอำนาจ ในการตราออก แก้ กฎหมาย เพื่อให้เป็นธรรมจึงสำคัญยิ่ง

และด้วยตระหนักว่าไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ แต่สามารถมุ่งมั่นลงมือทำงานเพื่อแก้ไขปัจจุบัน และกำหนดอนาคตของสังคมที่ดีกว่านี้ได้ ผมจึงตัดสินใจเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว ในปี 2561 ร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาคือพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นด้วยกับนโยบายด้านการปฏิรูปกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

ผมภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งใน ส.ส. และเป็นอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขปรับปรุงชุดกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมถึงมาตรา 112 ด้วยและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

แม้สิ่งที่ผมทำจะไม่สามารถทดแทนความผิดพลาดได้ และคงไม่ทำให้ครอบครัวอากงให้อภัยผม แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น หลังจากนี้จะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงานแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวในอดีตเดิมที่อยู่ในวังวนของการครอบงำ ในอาณัติ การที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายใต้รัฐราชการ อันเป็นการจำกัดสิทธิพลเมืองบางอย่างออกไปด้วยตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เราทุกคนควรจะมีสิทธิอันพึงมีที่เท่ากันนะครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก: iLaw

อ่านเรื่องคดี ‘อากง’ อำพล ตั้งนพกุล https://plus.thairath.co.th/topic/speak/101478

Illustration:
Nuttal-Thanapohn Dejkunchorn

ไทยรัฐพลัส
Cr:ThairathPlus
https://www.facebook.com/thairathplus/

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ซุนวู : ปราชญ์ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามร่วมสมัยเจ้าของหลักการ ‘รู้เขารู้เรา’


.
ตำราพิชัยสงครามเป็นตำราว่าด้วยการทำศึกสงครามเพื่อเอาชนะฝ่ายศัตรู ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามที่นักยุทธศาสตร์ให้การยอมรับและนำมาศึกษามีมากมายหลายเล่ม ในโลกตะวันตกเราได้ยินชื่อของคาร์ล ฟอน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) และอองตวน-อองรี โฌมินี่ (Antoine-Henry Jomini) ในโลกตะวันออกเราได้ยินชื่อซุนวู (เรียกกันอีกชื่อว่า ซุนจื่อ) ซึ่งรายหลังนั้นแม้จะมีชีวิตในช่วงหลังพุทธกาลไม่นานนัก (ประมาณ 2500 ปีมาแล้ว) แต่ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ (The Art of War) ที่เขาแต่งขึ้นกลับได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลในยุคปัจจุบันไม่ต่างจากสองคนแรกที่เพิ่งกล่าวไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในวงการทหารไปจนถึงวงการอื่น ๆ
.
คัมภีร์พิชัยสงครามของจีนในยุคโบราณมีหลายเล่ม แต่งโดยปราชญ์หลายท่าน อาทิ เจียงจื่อหยา ซือหม่าหรางจวี ซุนวู อู๋ฉี่ ซุนปิน จูกัดเหลียง ฯลฯ แต่ตำราพิชัยสงครามของซุนวูกลับเป็นที่รู้จัก อ้างถึง และได้รับการยอมรับมากที่สุด ก่อนจะกล่าวถึงแนวคิดของเขา ควรทำความเข้าใจชีวประวัติและความสำเร็จของเขากันก่อน
.

ชีวประวัติ

.
ซุนวู มีพื้นเพเดิมเป็นชาวแคว้นฉี (ปัจจุบันคือบริเวณมณฑลซานตง) ในช่วงปลายยุควสันตสารท หรือยุคชุนชิว เกิดเมื่อ 544 ปีก่อนคริสตกาล (1 ปีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน) ตระกูลเดิมของเขาคือตระกูลเถียนอันเป็นตระกูลขุนศึกของแคว้น ต่อมาเถียนซู่ ผู้เป็นบิดามีความดีความชอบจึงได้รับประทานเมืองเล่ออันจากเจ้าแคว้นฉี พร้อมทั้งได้รับแซ่ใหม่ว่า “ซุน” ตระกูลซุนและเถียนจึงถือเป็นญาติสนิทกัน ลุงของซุนวูก็ไม่ใช่ใครอื่น คือเถียนหรางจวี ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แคว้นฉีนามว่า ซือหม่าหรางจวี ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามวิถีแห่งแม่ทัพ (The Methods of Sima) แน่นอนว่า เขาจึงได้รับการหล่อหลอมองค์ความรู้และแนวคิดทางการทหารเอาไว้เป็นทุนเดิมจากครอบครัวของเขา
.
แต่แล้วโชคชะตาพลิกผัน เกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายในแคว้นฉีทำให้ซุนวูต้องหนีออกจากบ้านเกิดเนื่องจากเถียนหรางจวีลุงของเขาถูกใส่ร้ายจนถูกไล่ออกจากราชการและถึงแก่กรรมในเวลาไม่นาน ครอบครัวของซุนวูได้รับผลกระทบจนต้องหลบหนีออกจากเมืองเล่ออัน ซุนวูได้มาพำนักอาศัยอยู่ในแคว้นอู๋ (ปัจจุบันคือบริเวณมณฑลเจียงซู) โดยเข้ารับราชการในตำหนักของเจ้าชายจี้กวงผู้เป็นรัชทายาทของแคว้น เขาได้พิสูจน์ความสามารถและความเด็ดขาดในการบัญชาการทัพด้วยการฝึกนางสนมพร้อมทั้งลงโทษพระชายาองค์โปรดของเจ้าชายผู้ฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่นำพาต่อการทักท้วงของเจ้าชาย แสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดในวินัยกองทัพและความเด็ดขาดในการบัญชาการรบ
.
ซุนวูร่วมงานกับอู๋จื่อซวีเป็นกำลังสำคัญให้แคว้นอู๋กลายเป็นมหาอำนาจ โดยทั้งคู่ช่วยให้เจ้าชายจี้กวงชิงราชสมบัติและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นอู๋ ทรงพระนามว่า อู๋อ๋องเหอหลวี ได้สำเร็จ จากนั้นนำทัพออกทำสงครามกับแคว้นฉู่ด้วยการใช้กลยุทธ์ก่อกวนแคว้นฉู่ให้อ่อนล้า จนกระทั่งสามารถเอาชนะกองทัพแคว้นฉู่ได้ในยุทธการป๋อจวี่และยึดเมืองหยิ่งตู นครหลวงของแคว้นฉู่ได้เป็นผลสำเร็จ แคว้นอู๋ขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจขับเคี่ยวกับแคว้นใหญ่อื่น ๆ อย่างเช่น จิ้น ฉิน ฉู่ และฉี หลังจากนั้นเขาได้รับใช้อู๋อ๋องฟูไช กษัตริย์องค์ถัดมาจนช่วยให้ฟูไชได้ขึ้นเป็นเจ้าอธิราชผู้มีอำนาจเหนือเหล่าแว่นแคว้นในปลายยุคชุนชิวได้เป็นผลสำเร็จ
.
อย่างไรก็ตาม อู๋อ๋องฟูไชบริหารราชกิจเหลวแหลก เชื่อฟังคำประจบสอพลอของขุนนางกังฉินและนางไซซีผู้ที่เยว่อ๋องโกวเจี้ยนจากแคว้นเยว่ส่งมาบั่นทอนความมั่นคงของแคว้นอู๋ ขณะเดียวกันก็ละเลยต่อคำทัดทานของแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์อย่างอู๋จื่อซวีจนรายหลังถูกประหารชีวิตด้วยการบังคับให้ฆ่าตัวตาย ซุนวูไม่อาจทนอยู่ภายใต้สภาวะแรงกดดันทางการเมืองดังกล่าวได้ จึงลาออกจากราชการกลับไปทำไร่นาที่ชนบทและเขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื่อจนจบ ปิดฉากชีวิตการเป็นนักการทหารผู้เปี่ยมความสามารถแห่งแคว้นอู๋
.

หลักการสำคัญของตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ

.
ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อที่เขียนโดยซุนวู มีทั้งสิ้น 13 บท เริ่มตั้งแต่การวางแผนการรบไปจนถึงการใช้จารชน หลักการสำคัญของคัมภร์ดังกล่าวสามารถสรุปได้ดังนี้
.
1.รู้เขารู้เรา – ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อเน้นให้ขุนศึกประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบของฝ่ายตัวเองและฝ่ายตรงข้าม โดยพิจารณาจากหลักการปกครอง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ขุนศึก วินัยกองทัพ กำลังทหาร ไปจนถึงทรัพยากรที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการสงครามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดชัยชนะในการทำศึก อีกทั้งหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้และสูญเสียโดยไม่จำเป็น
.
อย่างไรก็ตาม การรู้ข้อมูลของฝ่ายศัตรูนั้นไม่อาจทำได้อย่างเที่ยงตรงหากปราศจากการใช้จารชนเพื่อสืบรู้สภาพความเป็นไปในกองทัพและสภาพบ้านเมืองของฝ่ายศัตรู ในบทที่ 13 ของตำราดังกล่าวว่าด้วยการใช้จารชนจึงเน้นเรื่องการหาข้อมูลของจารชนสองประเภทนั่นคือ จารชนชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นคนพื้นเมืองที่รู้ข้อมูลภายในของแคว้นฝ่ายศัตรู กับจารชนกลับเป็นซึ่งเป็นคนของตัวเองเข้าไปสืบราชการลับในแว่นแคว้นฝ่ายศัตรูก่อนรอดชีวิตกลับมารายงานต่อแคว้นต้นสังกัด
.
2.ชนะโดยสูญเสียให้น้อยที่สุด – ถือเป็นหัวใจสำคัญของตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ ชัยชนะที่เป็นเลิศที่สุดคือชัยชนะโดยไม่เกิดความสูญเสียในการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ 3 ว่าด้วยยุทโธบายเชิงรุกที่เน้นความสำคัญของการเอาชนะทางยุทธศาสตร์มากกว่าการใช้สงครามเบ็ดเสร็จเข้าทำลายศัตรู ในขณะที่การใช้กำลังทหารเข้าตีเมืองของข้าศึกเป็นเรื่องสุดวิสัย หากแม่ทัพไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเหนือจากนี้ เนื่องจากการตีเมืองข้าศึกเป็นการสูญเสียกำลังคนและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ยิ่งกว่านั้น ซุนวูให้ความสำคัญกับการโจมตีจุดอ่อนของศัตรูเพื่อให้ได้ชัยชนะมาอย่างง่ายดายและเสียเลือดเนื้อให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการโจมตีจุดแข็งของศัตรูอันนำมาซึ่งความพ่ายแพ้และความสูญเสียโดยไม่จำเป็น ในจุดนี้เราจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่องสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) ของเคลาเซอวิทซ์ที่เน้นการทำลายทุกสิ่งของข้าศึกกับสงครามที่เน้นชัยชนะของซุนวูโดยหลีกเลี่ยงการรบที่ไม่จำเป็น
.
3.การศึกควรใช้อุบาย – ซุนวูให้ความสำคัญต่อการใช้กลยุทธ์และอุบายที่แยบยลซึ่งลวงให้ข้าศึกเกิดความสับสนและขาดความระมัดระวังจนเปิดเผยจุดอ่อนของตนออกมา ในขณะที่ฝ่ายตนไม่เปิดเผยจุดอ่อนใด ๆ ให้ศัตรูรับรู้ จึงช่วยให้สามารถโจมตีข้าศึกได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งเป็นการควบคุมสถานการณ์ของฝ่ายตนให้เกิดความได้เปรียบ ซุนวูกล่าวถึงในบทที่ 6 ว่าด้วยตื้นลึกหนาบาง ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้อุบายลวงฝ่ายตรงข้ามในหลายรูปแบบ เช่น ข้าศึกอิ่มหนำจงทำให้อดอยาก ข้าศึกหยุดพักพึงก่อกวน ปกปิดไม่ให้ข้าศึกทราบจุดที่จะเข้าตี เป็นต้น อีกทั้งในบทที่ 1 ว่าด้วยการวางแผนยังแทรกแนวทางการใช้อุบายในการรบเข้าไปด้วย เช่น แสร้งทำเป็นรบไม่ได้ รังควานข้าศึกที่ฮึกเหิมให้อ่อนเปลี้ย เป็นต้น จึงถือว่าซุนวูเน้นการรบด้วยมันสมองมากกว่าการปะทะด้วยกำลังรบเป็นหลัก
.
4.ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ – ซุนวูให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการทำศึกตามสถานการณ์เสมอ จึงต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่ฝืนตัวเองเพื่อทำศึก โดยเฉพาะในบทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องยุทธานุภาพ ที่เน้นว่าอานุภาพการรบไม่ได้มาจากจำนวนทหารที่มากมายแต่มาจากการกลยุทธ์ รวมถึงการรบในแบบและนอกแบบสลับกันไปตามสถานการณ์
.
นอกจากนี้ซุนวูยังกล่าวถึงลักษณะต้องห้ามของผู้นำทัพและการทำสงคราม เช่น แม่ทัพผู้บุ่มบ่าม ใจร้อน เจ้ายศ ลุ่มหลงในอุดมคติ และขี้ขลาด ความดันทุรังใช้กำลังทหารในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย การสั่งการตามอำเภอใจ เป็นต้น ผู้มีลักษณะเช่นว่านี้ย่อมไม่อาจประเมินสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้และยืดหยุ่นพลิกแพลงกลยุทธ์ให้เหมาะสม ย่อมนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด
.
5.ดำรงตนอยู่บนความได้เปรียบ – ถือเป็นศิลปะที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการชัยชนะ นั่นคือการวางตนอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบตลอดเวลาเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะได้ชัยชนะหรือประสบผลสำเร็จอย่างไม่ยากเย็นนัก ซุนวูได้แทรกเอาไว้ในหลายบท ยกตัวอย่างเช่น บทที่ 6 ว่าด้วยตื้นลึกหนาบาง ทัพที่มาถึงภูมิประเทศก่อนย่อมได้เปรียบอีกฝ่ายที่มาทีหลัง นอกจากนี้ในบทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องยุทธานุภาพ ระบุถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนรบโดยคำนึงความได้เปรียบของตนเป็นหลัก
.
6.วินัยและความสามารถในการปกครองกองทัพ – เป็นคุณสมบัติสำคัญของแม่ทัพ ต่อให้มียุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง กลอุบายที่แยบยล มีฝีมือทางการรบ แต่หากแม่ทัพขาดศิลปะในการใช้คน ย่อมทำให้กองทัพขาดความสามัคคี สิ่งที่ปรากฏชัดอยู่ในบทที่ 1 ว่าด้วยการวางแผน แม่ทัพจะต้องมีการปกครองกองทัพอย่างเข้มงวดแต่ปูนบำเหน็จและลงโทษอย่างเป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา จึงจะก่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
.
ถือได้ว่าแนวคิดการทำสงครามของซุนวูให้ความสำคัญกับการทำสงครามโดยอิงยุทธศาสตร์และกลอุบายเป็นสำคัญ เพื่อให้อยู่บนความได้เปรียบในสถานการณ์แห่งการเผชิญหน้า มากกว่าการทำสงครามเบ็ดเสร็จอันก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นวงกว้าง ซึ่งในบางครั้งการทำสงครามประเภทหลังก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่เป็นทางเลือกสำคัญของการทำสงครามโดยเน้นผลสำเร็จที่ชัยชนะมากกว่าความเสียหายเป็นวงกว้าง
.

การยอมรับตำราพิชัยสงครามซุนจื่อทั้งในและนอกวงการทหาร

.
ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อซึ่งเขียนโดยซุนวูนั้นได้รับการยอมรับในหมู่นักการทหารทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก อย่างไรก็ตามตำราดังกล่าวยังได้รับการยอมรับในวงการอื่น ๆ ด้วย
.
ตำราของซุนวูได้รับการยอมรับให้เป็นหนังสือประกอบการเรียนที่โรงเรียนการทหารในหลายประเทศ แม้แต่ในประเทศในโลกตะวันตกอย่างเช่น โรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสปอยท์ (United States Military Academy at West Point) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (The United States Army Command and General Staff College) ของสหรัฐอเมริกา โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิร์สท์ (The Royal Military Academy Sandhurst) ของอังกฤษ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกของเยอรมนี (Die Führungsakademie der Bundeswehr) ฯลฯ ต่างใช้งานเขียนชิ้นนี้ประกอบการศึกษานโยบายทางการทหารและความมั่นคง
.
ในประวัติศาสตร์ นักการทหารและผู้นำประเทศผู้มีชื่อเสียงหลายคนต่างใช้ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อในการดำเนินนโยบายจนได้รับความสำเร็จอย่างเป็นที่ยอมรับ เช่น โจโฉในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีน ทาเคดะ ชินเง็นในยุคเซ็นโกคุของญี่ปุ่น เหมาเจ๋อตุงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายพลโว เหงียน เกี๊ยบของเวียดนาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
.
ในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตำราดังกล่าวสะท้อนหลักความจำเป็นทางการทหารซึ่งเน้นการโจมตีทางการทหารเพื่อบั่นทอนกำลังและทำให้ฝ่ายศัตรูยอมแพ้โดยไม่จำต้องทำลายกองทัพ พลเรือน และทรัพย์สินของพลเรือน โดยถือว่าการโจมตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัยอันกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินพลเรือนของฝ่ายศัตรู ยิ่งกว่านั้น ในบทที่ 2 ยังกล่าวถึงการปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างมีมนุษยธรรมและใช้งานตามสมควร ซึ่งสอดคล้องต่อหลักการที่ปรากฏในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก
.
สำหรับการยอมรับในวงการอื่น จะเห็นได้ว่ามีการนำเอาหลักการในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อมาใช้ในกับการบริหารธุรกิจเพื่อการปกครองภายในองค์กรไปจนถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางองค์กรสำหรับการแข่งขันในตลาด ยิ่งกว่านั้นในวงการกีฬาก็มีการนำเอาตำรานี้มาใช้ในการวางแท็กติกสำหรับการแข่งขันกับทีมตรงข้าม ซึ่งบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากในเรื่องนี้คือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ โค้ชจอมแท็กติกผู้พาทีมชาติบราซิลเป็นแชมป์โลกในปี 2002 โดยเขาได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามประกอบการวางแท็กติกรับมือกับทีมต่าง ๆ เสมอ
.
นับได้ว่าซุนวูผู้เป็นนักการทหารในยุคชุนชิว นอกจากอุดมไปด้วยสติปัญญาและความสามารถทางการทหารจนนำพาแคว้นเล็กอย่างแคว้นอู๋ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแล้วยังแต่งตำราพิชัยสงครามอันทรงคุณค่า ถึงแม้ว่างานเขียนของเขามีอายุมากกว่า 2500 ปี แต่ก็ยังไม่ล้าสมัย ทั้งได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างทั้งในด้านการทหารไปจนถึงวงการกีฬา ถือได้ว่าซุนวูเป็นปราชญ์แห่งสงครามร่วมสมัยอย่างแท้จริง
.
ผู้เขียน ณัฐวัฒน์ กฤตยานวัช
.
ฐานข้อมูล:
http://chinaknowledge.de/Literature/Diverse/sunzibingfa.html
https://www.thecasecentre.org/products/view?id=85816
https://militaryhistorynow.com/2012/10/03/move-over-sun-tzu-west-point-offers-military-history-reading-list/
https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/Online-Exclusive/2018-OLE/Aug/Art-of-War/
https://www.london.edu/think/management-in-times-of-change-lessons-from-the-art-of-war
http://cilij.co.uk/2020/08/30/sun-tzus-art-of-war-and-the-first-principles-of-international-humanitarian-law/
https://daydaynews.cc/en/history/425783.html
https://www.unzeen.com/article/365/
.
ติดตาม The People ได้ที่ช่องทางต่อไปนี้
Website: https://thepeople.co
Youtube: https://youtube.com/c/THEPEOPLECoOfficial
Instagram: https://www.instagram.com/thepeoplecoofficial/
Twitter: https://twitter.com/thepeople_co
Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/the-people/id1526772438
Spotify: https://spoti.fi/3asK57Y
Soundcloud: https://bit.ly/3oMj6wE
Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/60e2f5e06799ca0c85fcf4b3
Clubhouse: https://www.clubhouse.com/club/the-people-talk
.
อ่าน ซุนวู: ปราชญ์ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามร่วมสมัย ในรูปแบบเว็บไซต์ได้ที่: https://thepeople.co/sun-tzu-the-art-of-war/
.

ThePeople #History #ซุนวู #ตำราพิชัยสงคราม

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

กลอนสุดท้ายสมัคร : ไม่มีเทวดาบนฟ้า

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติขาดกันแต่เพียงนี้
ที่เคยหลงจงรักและภักดี
มาบัดนี้ไม่มีเยื่อไม่เหลือใย

เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชั่วชีวิต
เคยหลงผิดถึงขั้นตายแทนได้
หลงตามลมชวนเชื่อทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทยตาสว่างเห็นทางธรรม

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็จบกันเลิกเลี้ยงชุบอุปถัมภ์
จะตอบแทนให้สาสมโสมมระยำ
ให้หลาบจำทำชั่วต้องชดใช้

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้
และไม่มีเหนือมนุษย์ฉุดรั้งได้
ประเทศชาติประชาชนประชาธิปไตย
คือหลักชัยไทยทั้งชาติประกาศพ่วง

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวช
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงนั้นกลับต่ำจนตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
เฝ้าจงรักภักดีไม่รู้คลาย
ขอกัดฟันลาตายไม่ถวายพระพร

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ร.9 ดีจริงหรือ?

ในโพสต์นี้จะรวบรวมถึงข้อวิจารณ์ต่างๆเกี่ยวกับ ร.9 ในแง่ตัวบุคคล โดยไม่รวมถึงโครงสร้างสถาบันและคนรอบตัว

โดยทั่วไปแล้วการชื่นชม ร.9 ว่าดีนั้น จะมี 3 ลักษณะสำคัญคือ ทำเพื่อประชาชน(โครงการพระราชดำริ,มูลนิธิต่างๆ) พระอัจฉริยภาพ(ดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์) และสุดท้ายด้านความพอเพียง(กษัตริย์ติดดิน) ซึ่งข้อดีแต่ละอันนั้นมีข้อวิจารณ์ดังนี้

  1. การทำเพื่อประชาชนของ ร.9 ผ่านโครงการต่างๆนั้น เป็นไปได้ว่า ร.9 มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนจริงๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นแฝง เช่น ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่การดำเนินการในโครงการต่างๆนั้น ล้วนใช้ภาษีประชาชน/เงินบริจาคทั้งสิ้น โครงการต่างๆเหล่านี้อาจมีที่สำเร็จบ้าง แต่ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าโครงการเหล่านั้นคุ้มค่ากับการลงทุนจริง ยกตัวอย่างเช่น โครงการพอ.สว. เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต่างจากการประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ทุกคนสามารถใช้บริการได้ทั่วถึง หลายโครงการได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ ร.9 ได้แก้ตอนพูดในวันเกิดปี 2534 ว่า “ขาดทุนคือกำไร” เป็นการบอกว่าแม้รัฐจะขาดทุนแต่ประชาชนได้กำไร ดีกว่าปล่อยให้รัฐดำเนินการเองซึ่งประชาชนจะต้องรอนาน อย่างไรก็ดีโครงการเหล่านี้ไม่มีการตรวจสอบ มีงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงรัฐ และไม่สามารถวิจารณ์ได้
  2. อัจฉริยภาพ เป็นสิ่งที่ได้รับการโปรโมทอย่างหนักจากสื่อต่างๆ แต่ความสามารถด้านต่างๆนั้นไม่สามารถพิสูจน์จริงได้ เนื่องจากการเป็นกษัตริย์ทำให้คนรอบตัวมีแต่จะชมเชย แม้จะทำได้ไม่ดีก็ไม่กล้าบอกตรงๆ และหลายครั้งมีการอวยจนเกินมนุษย์ เช่น เป็นพระโพธิสัตว์ ฯลฯ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ อัจฉริยภาพตรงนี้กลายเป็นบรรทัดฐานว่าพระองค์เก่งกว่าทุกคน และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ไม่สามารถโต้แย้งใดๆได้ เช่น ในวันเกิดปี 2536 ที่ ร.9 เร่งรัดให้ทำโครงการของตน โดยอ้างว่ามันทำได้ ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรขัดขวาง ซึ่งหากเป็นกษัตริย์ประเทศอื่น การทำอย่างนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากกษัตริย์ต้องไม่มีอำนาจในการควบคุมรัฐบาล
  3. ความพอเพียง เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากการเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ซึ่งผู้นำยุคสงครามเย็นต่างต้องชูประเด็นว่าตนเข้าถึงชาวนาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์อย่างเกาหลีเหนือที่มีปรัชญาJuche ให้พึ่งตนเอง สตาลินทีวางแผนเพื่อพัฒนาชาวนาโซเวียต เช่นเดียวกับ ร.9 ผู้นำการพัฒนาของไทย ในรูปแบบสหรัฐที่เน้นการสร้างเขื่อน ต้นแบบมาจาก Tennessee Valley Authority โดยบรรดาเขื่อนต่างๆนั้นมีทั้งที่อเมริกาสนับสนุนรัฐบาลไทยให้สร้างและนำชื่อของเจ้านายไปตั้งชื่อเขื่อน และเขื่อนที่ ร.9 อยากสร้างเอง ความพอเพียงของ ร.9 ยังถูกโฆษณาซ้ำๆผ่านภาพยาสีฟันรีดแบน รถโตโยต้าโซลูน่า แปลงนาวังสวนจิตรที่มีมหาดเล็กดูแล ฯลฯ ทั้งหมดนี้ถูกนำไปโฆษณาว่า ทำไมพระราชาที่สุขสบายต้องอยู่อย่างพอเพียง โดยไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ว่าหากกษัตริย์ไทยไม่ทำภาพลักษณ์นักพัฒนาแล้ว ชะตากรรมคงไม่ต่างจากกษัตริย์ลาวหรืออิหร่าน เรื่องความพอเพียงยังถูกใช้สั่งสอนประชาชน ซึ่งก็มีบางส่วนที่ยอมรับหมดใจ โดยไม่ได้ดูประชากรไทยส่วนใหญ่ว่ายากจนและมีปัญหาที่ดินปัญหาหนี้สินเพียงใด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงใช้ไม่ได้จริงและเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

ในทางกลับกัน ส่วนที่วิจารณ์กันในเรื่องข้อเสียของ ร.9 มีประเด็นดังนี้

  1. เป็นผู้ปลงพระชนม์ ร.8 ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรืออุบัติเหตุ โดยคำให้การของ ร.9 ในเรื่องนี้นั้นเปลี่ยนไปตลอด และมีการอ้างถึงสายลับญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ (ทางเพจไม่ขอยืนยันว่าความจริงเป็นอย่างไร)
  2. เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา การฆ่านักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก โดยในเวลานั้นมีกลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งทางวังให้การสนับสนุน ทำร้ายกลุ่มนักศึกษา ในเวลาต่อมา พล.ท. สำราญ แพทยกุล บุคคลสำคัญของกลุ่มนวพลได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี
  3. เป็นผู้รับรองการรัฐประหารหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญคือการขับไล่จอมพลป. ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งชัดเจนว่าร.9 เป็นผู้ให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ร.9 ยังมีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร/ให้คำปรึกษาก่อนรัฐประหารอีกหลายครั้ง เช่น ครั้งที่ พล.ร.อ.สงัด รัฐประหาร แล้วตั้งธานินทร์เป็นนายก
  4. ความไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งร.9 เป็นผู้มีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ครั้งสำคัญคือ กรณีตุลาการภิวัฒน์ ในยุคของทักษิณ

นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียว การปลูกฝังต่างๆ การปิดปากผู้วิจารณ์ ย่อมทำให้ ร.9 ถูกมองว่าดีเลิศ และเป็นภาพลักษณ์ของสถาบันที่คนไทยต้องรักและเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

Cr. FB:กูcolt

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ตีแผ่หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand

การนำเสนอประเด็นใหม่ๆ ในกรณีสวรรคตของในหลวง ร.8 นั้น สาระสำคัญที่จะต้องนำมากล่าวถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การโต้แย้งข้อสันนิษฐานของคดีสวรรคต โดยใช้หลักวิชาทางการแพทย์มาสนับสนุน ซึ่งในหนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องชีวิตรักหนุ่มสาว เรื่องซุบซิบนินทา บนหลักฐานอ้างอิงที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ปวินเหมือนจะทำได้ดีในช่วงแรก จากการใช้เอกสารชั้นต้นเพื่อยืนยันตัวตนของ มารีลีน เฟอร์รารี แต่พอเข้าประเด็นหลัก ปวินกลับใช้หลักฐานอ้างอิงที่มาจากคำบอกเล่าของบุคคลที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง ร.8 กับมารีลีน ก็เป็นการอ้างอิงมาจากหนังสือกงจักรปีศาจ

ซึ่งปวินระบุเอาไว้เองในหนังสือว่า เป็นแหล่งอ้างอิงที่ “ไม่ถูกต้องแม่นยำนัก”

ในส่วนของการปกปิดแหล่งที่มา มีการอ้างว่าเป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย มาตรา 112 ซึ่งทีมงาน ฤๅ ก็ได้อธิบายไว้ในบทความวิจารณ์ตอนที่ 2 นี้ด้วย ว่าทำไมข้ออ้างของการไม่เปิดเผยแหล่งที่มานั้น จึงไม่เกี่ยวกับกฎหมาย มาตรา 112 แต่น่าจะเป็นการอ้างเพื่อปกปิดความบกพร่องของการใช้หลักฐานชั้นต้นมากกว่า

ซึ่งถือว่า นี่เป็นจุดอ่อนที่สุดของหนังสือเล่มนี้

ด้วยราคาของหนังสือ ผู้อ่านหลายคนคงคาดหวังว่าจะได้พบสิ่งใหม่ๆ หรือรูปแบบอะไรที่เหนือชั้นขึ้นไปในผลงานของปวิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเต็มไปด้วยความตื้นเขินของประเด็น และความอ่อนยวบของหลักฐานอ้างอิง ที่ไม่สามารถจัดให้หนังสือเล่มนี้เฉียดใกล้คำว่า “วิชาการ” และไม่อาจนำพาเป้าหมายของปวินให้ไปถึงจุดไหนได้เลย

อ่านบทความวิจารณ์หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ตอนที่ 2 แบบเต็มๆ ได้ที่นี่ https://bit.ly/3rFSNIh

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

รักต้องห้ามของรัชกาลที่ 8

“เพราะว่าเรื่องความรักและการสกัดความรักนี้เป็นการเผยภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไทยว่าเป็นปุถุชนที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง ฉันไม่ชอบแฟนลูกชาย ไม่เหมาะกับลูกชายฉัน ฉันต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้คู่นี้คบกัน มันกลายเป็นละครช่อง 3 เป็นเรื่องปุถุชนธรรมดา มันจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ควรจะพูดถึง”

หนังสือเล่มใหม่ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ก่อตั้งเพจตลาดหลวง เล่าเรื่องราวที่ห้ามพูดในสังคมไทย ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 เพราะความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ต้องมาก่อน ความรักที่มีต่อ Marileine Ferrari จึงถูกกีดกันทุกวิถีทางก่อนจบลงด้วยโศกนาฏกรรมความตาย

• ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 มีจุดร่วมเหมือนกันที่เป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย

• บริบททางการเมืองไทยในทศวรรษ 1940 สถาบันกษัตริย์ไร้เสถียรภาพ รัชกาลที่ 8 ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของสถาบัน รวมถึงการกีดกันความรักระหว่างรัชกาลที่ 8 กับ Marileine Ferrari

• ความเชื่อเรื่องความเป็นไทยที่สูงส่งกว่าและเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่งจึงเป็นเรื่องต้องห้าม

• ปวินวิเคราะห์ว่าเหตุที่ความรักของรัชกาลที่ 8 ถูกปิดบังมาตลอด เพราะสถาบันกษัตริย์ไม่ต้องการให้สังคมไทยมองตนว่ามีรัก โลภ โกรธ หลงดังเช่นปุถุชนทั่วไป ซึ่งขัดแย้งกับสถานะความเป็นเทพ

• ปวินมองว่าการแต่งงานของรัชกาลที่ 10 กับคนสามัญถือเป็นสัญญาณที่ดีของการปรับตัว แต่ยังไม่เพียงพอ สถาบันกษัตริย์จำต้องปฏิรูปและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2021/12/96609

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519 (1)

………………………………………………………………..

กรุงเทพ, วันที่ 21 ตุลาคม 1976

ได้รับวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.48 น.

ที่ 1332/1340

เรื่อง สนทนากับกษัตริย์

ผมได้เข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถือเป็นการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมได้ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าฯ ตามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนักตั้งแต่เกือบสามเดือนก่อน แต่ไม่ได้รับอนุมัติเพราะองค์อธิปัตย์ทั้งสองเสด็จฯ ออกนอกกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ ผมเคยสนทนาแต่เรื่องทั่วไปกับพระองค์ แต่การสนทนาครั้งนี้ พระองค์จงใจให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก พระองค์ทรงสาธยายที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการเล่าสถานการณ์ของประเทศอันมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน กล่าวคือ พวกคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์จากการสมรู้ร่วมคิดของคนพวกหนึ่ง ความเพิกเฉยและความไร้ความสามารถของคนอีกพวกหนึ่ง แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาปลุกปั่นให้รัฐแตกสลายเพื่อที่จะยึดอำนาจรัฐ

การเคลื่อนไหวของเหล่านักศึกษาเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญยิ่ง เมื่อสามปีที่แล้วพวกเขาเคลื่อนไหวด้วยความมุ่งหวังที่จะทำเพื่อส่วนรวม บทบาทของพวกเขาสำคัญ อีกทั้งผลลัพธ์จากบทบาทนั้นก็เป็นที่ยอมรับ แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ถูกกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายครอบงำและชักใย คนพวกนี้ฉกฉวยประโยชน์จากความไร้ประสบการณ์และความไม่ประสาของนักศึกษา และผลักดันพวกเขาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เห็นอกเห็นใจ นักศึกษาจึงต้องกระทำกิจที่ไม่สามารถทำและไม่มีวันที่นักศึกษาเองจะมีความสามารถที่จะทำได้

พวกแอคติวิสต์เป็นเพียงส่วนน้อยในสังคม หลักฐานคือพวกเขาไม่มีผลงานในเชิงรูปธรรม ความเห็นของสาธารณะไม่ได้สนับสนุนพวกเขา อีกทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์นี้อย่างชัดเจน การปลุกปั่นทั้งหลายนั้นมิได้มีผลใดๆ แต่เป็นไปเพื่อสร้างความปั่นป่วนและยุยงให้เกิดการปะทะรุนแรงเท่านั้น

ภายในรัฐบาลเองก็มีบางพวกที่จงใจฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เพื่อทำให้รัฐสั่นสะเทือนและทำให้การงานของสถาบันต่างๆ ที่ประชาชนชาวไทยผูกพันอย่างลึกซึ้งเป็นอัมพาต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติสถานการณ์ดังกล่าว การปฏิบัติภารกิจของทหารนั้นเป็นไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ แม้ว่าจะต้องมีการจับกุมก็ตาม หากนี่เป็นประเทศอื่น จะต้องมีการประหัตประหารชีวิตคนจำนวนมากจึงจะสถาปนาและรักษาอำนาจไว้ได้ การแสดงออกของต่างประเทศแสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจผิด อารมณ์ความรู้สึกมากมายที่เกิดจากเหตุการณ์อันน่าสลดในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นมักบดบังความเป็นจริง กษัตริย์ทรงหวังว่าต่างประเทศจะติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ด้วยความเป็นกลางและตัดสินทุกการกระทำด้วยความเห็นอกเห็นใจ

พระองค์ทรงเน้นย้ำหนักแน่นเรื่องคุณลักษณะทางสติปัญญาและศีลธรรมของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า “เป็นนักสังคมนิยมที่แท้และที่ดี” (un vrai, un bon socialiste) กษัตริย์ตรัสเช่นนี้ พระราชินีก็รับรอง (พระราชินีมีส่วนร่วมน้อยในการสนทนา) ในความนึกคิดขององค์อธิปัตย์ ถ้อยคำยกย่องคุณลักษณะที่กล่าวมานี้หมายความชัดเจนว่า นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นบุคคลที่ใส่ใจกับประเด็นทางสังคมและปรารถนาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เขาจะต่อสู้กับการโกงกินและความเห็นแก่ตัวทางเศรษฐกิจ พระองค์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง “พ่อค้า” อย่างจริงจังว่าเอาแต่จะทำนาบนหลังของกรรมกรและผู้ผลิต คนทั้งสองกลุ่มหลังนี้ควรได้รับการปกป้องและสนับสนุน เพราะพวกเขาคือร่างกายของชาติ เป็นผู้ทำให้ชาติเข้มแข็งและมีสมดุล คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ยึดติดกับที่ดินทำกินของตนและสถาบันต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติและถูกต้องที่อำนาจจะถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้

ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีแต่เจตนาที่เป็นมิตรและรักสันติ แต่ประเทศไทยจะไม่ทนต่อการที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน และจะไม่ยอมรับทัศนคติที่ก้าวร้าวหรือคุกคามของประเทศเพื่อนบ้าน พวกหลังนี้จะต้องรับผิดชอบต่อการผลิกผันของสถานการณ์

รายงานนี้มาจากบทสนทนา มีการถามคำถามและตอบคำถาม

ข้อคิดเห็นของผมมุ่งเน้นสองประเด็น

ประเด็นแรก ผมเน้นย้ำว่าความเคารพและความเห็นอกเห็นใจจากประเทศฝรั่งเศส และประเทศตะวันตกโดยรวมที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือการปราบปรามที่พอเหมาะ ในเมื่อความสงบเรียบร้อยได้กลับมาและรักษาไว้ได้แล้ว พวกเราก็หวังว่าผู้มีอำนาจจะมีทัศนคติเอื้ออารี ด้วยเหตุผลทางการเมืองและศีลธรรม จะต้องไม่มีการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดผู้เสียสละ (martyr) และเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสร้างฉันทามติของชาติ แทนที่จะเน้นย้ำชัยชนะของคนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าชัยชนะนั้นจะเป็นของคนกลุ่มใหญ่เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ตาม

ประเด็นที่สอง ผมกล่าวว่ารัฐบาลฝรั่งเศสยินดีที่จะตอบรับประกาศจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของไทยเรื่องนโยบายการต่างประเทศ และเรื่องความมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกชาติ ไม่ว่าชาติเหล่านั้นจะปกครองด้วยระบอบใดก็ตาม ผมทบทวนความทรงจำว่าพวกเราถือว่าการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม รวมถึงการเริ่มต้นสงบศึกระหว่างไทยกับลาวเป็นสิ่งที่ดีต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศ ผมหวังว่าการอดทนอดกลั้นของทั้งสองฝ่ายจะช่วยหลีกเลี่ยงการแตกแยกและการปะทะกัน

กษัตริย์ไม่ได้โต้แย้งผม แต่พระองค์ค่อนข้างจะทรงสงสัยในเรื่องเจตนาของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อประเทศของพระองค์ อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงสนใจจุดยืนของพวกเราในประเด็นที่ว่าการสงบศึกนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งความระมัดระวัง และละเลยการพัฒนาระบบป้องกันตนเองอย่างจริงจัง หากแต่ต้องเป็นไปในทางกลับกัน

ตลอดการสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสเกือบหนึ่งชั่วโมง กษัตริย์ดูจะมีใจจดจ่อที่จะเน้นย้ำเรื่องความชอบธรรมของการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นสู่อำนาจ นอกจากนี้ พระองค์ทรงคาดการณ์ด้วยว่าทัศนะของต่างประเทศซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นด้วยนั้น จะเป็นผลเสียต่อประเทศไทย พระองค์ทรงเชื่อในจุดยืนนี้ที่ตรัสถึงจริงๆ และพยายามจะโน้มน้าวให้ผมเชื่อด้วย

กษัตริย์ทรงสนทนาลักษณะเดียวกันกับเอกอัครราชทูตสวีเดนและออสเตรียซึ่งเข้าเฝ้าในวันเดียวกันนี้ จึงชัดเจนว่าการเข้าเฝ้า “ตามธรรมเนียม” นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองจุดประสงค์ทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการชี้แจงสารแก่รัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะถ่ายทอดสารที่ว่านี้แก่พันธมิตรของพวกเขาอีกต่อหนึ่ง กษัตริย์ทรงขอร้องให้ผมช่วย “ทำให้พวกเขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้” โดยให้ผมไปบอกกับผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป 9 ประเทศ (Les Neuf)

นอกจากนี้ การสนทนาครั้งนี้มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ ผู้ชมคงไม่คาดคิดว่าจะได้ชมการสนทนานี้ (พวกเราเองได้รับแจ้งเพียงแค่ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า) ในด้านหนึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำการใช้อำนาจในฐานะประมุขของรัฐเพื่อมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ และในอีกด้านหนึ่ง การถ่ายทอดการสนทนานี้ก็เป็นการดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยภายใต้ระบอบใหม่

พรุ่งนี้หัวหน้าคณะทูตทั้งหลายได้รับเชิญไปฟังบรรยายสถานการณ์จากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งก็คงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

อองเดร (Gérard André)

ดิน บัวแดง แปล, วณิ(ชช)พก เรียบเรียง

(1)
https://t.co/q8uxIeYxaM https://t.co/dfIGpVw0Ai

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

พระเจ้าตากสิน ถูกสั่งประหารคาผ้าเหลือง

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าตากสิน ได้นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2310 แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น
แล้วชิงบัลลังก์​ขึ้นครองราชย์
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งประหารชีวิต
เพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดขุดรากถอนโคนเชื้อสาย
พระเจ้าตากสินอีกหลายครั้ง

ชนวนมาจากความวุ่นวายทางการเมืองในเวียตนามที่องค์เชียงชุน
และองค์เชียงสือพ่ายหนีพวกกบฏไตเซิน(หรือราชวงศ์เล้)ต้องถอยร่น
ลงมาทางใต้ หวังจะได้กำลังจากเขมร จึงเข้าไปคุมการเมืองในเขมร
ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินได้ทรงแต่งตั้งนักองค์นนเป็นกษัตริย์กัมพูชา
แต่ถูกเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จับประหารในพ.ศ. 2322แล้วถวายราชสมบัติ
ให้นักองค์เองพระชนม์ 7 พรรษาโดยตนเป็นมหาอุปราช

ฝ่ายกรุงธนบุรีไม่ไว้ใจ จึงสั่งให้พระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา)
กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสเป็นทัพหลวงยกทัพไป
เมื่อรบชนะแล้วให้ตั้งกรมขุนอินทรพิทักษ์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
ทัพหลวงพยายามจะรุดหน้าไป แต่ทัพรองชลอฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี

ฝ่ายญวนได้ลอบแต่งทูตมาแอบเจรจากับแม่ทัพรองฝ่ายไทย
แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ
อย่างแน่นหนา มิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนพวกตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรี
โดยด่วน

ทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ปลุกปั่นยุยง และชักชวนทำการกบฏ รวบรวมคนตั้งเป็น
กองรบเข้าทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ยิงเข้าพระนคร
โดยมีพวกกบฏในกรุงธนบุรี ก่อการจลาจลรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในตอนแรก พวกกบฏให้พระสงฆ์ไปทูลขอพระเจ้าตากสินผนวชเพื่อ
สะเดาะเคราะห์เมือง 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล
เพราะเห็นว่ากำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันและราษฎรก็ถูกปลุกปั่น
ให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าตากสินทรงมีสติวิปลาส จึงต้องยอมบวชไปก่อนที่วัดแจ้ง
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงผนวช 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
หลานเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาจากนครราชสีมา ร่วมกับพวกกบฏ

พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี รีบเดินทัพใหญ่มาถึงพระนคร
มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นพวกของพระยาจักรี
ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ก็ยืนยันว่าควรไปกราบทูลให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ
บริหารราชการแผ่นดินโดยด่วน หรือไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาท
ของพระองค์แทน

พวกข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
สมเด็จพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ในวันนั้น ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง
(วัดอรุณราชวราราม) หลังจากทรงผนวช 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ขณะที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ
เมื่อมีพระชนม์ 48 พรรษา

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช
ไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า “
( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย
เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ
เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว
ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ
ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร
จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง
ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์(ริมแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองบางกอกใหญ่
ที่ตั้งกองทัพเรือติดวัดอรุณหรือพระราชวังสมัยกรุงธนบุรี) ก็ประหารชีวิต
ตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้”

แล้วเชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู
(เวลานั้นเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์
เช่น เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์
(สกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (สกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก
(ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) กว่า 50 นาย ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพพระเจ้าตากสิน

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายที่โตแล้ว
ก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ยังเป็นเด็ก ส่วนเจ้าหญิงก็ถูกถอดพระยศออก
แล้วเรียกว่าหม่อม แม้แต่สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศาเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
ขณะบัญชาการทัพใกล้เมืองถลาง ก็ฆ่าตัวตายตามพระเจ้าตากสิน
และไทยต้องช่วยองค์เชียงสือรบกับพวกราชวงศ์เล้หรือกบฎไตเซิน 2 ครั้ง
ต้องช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ตามข้อตกลงลับที่ได้ช่วยกันล้มราชบัลลังก์
ของพระเจ้าตากสิน

และไทยก็ต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนเมื่อญวนตั้งราชวงศ์องเชียงสือ
สำเร็จมีอำนาจมากขึ้น

พระเจ้าตากมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีแม้แต่ปราสาทราชวังหลังเดียวใน
สมัยกรุงธนบุรี มีแต่เพียงท้องพระโรงพระราชวังเดิมที่คล้ายโบสถ์หลังหนึ่งเท่านั้น
สมัยพระเจ้าตากสินได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังภาวะสงครามครั้งใหญ่
ทรงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระสงฆ์จึงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
แต่รัชกาลที่ 1 ต้องการควบคุมพุทธศาสนา โดยกล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่า
ไม่รักษาศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อหาเรื่องเข้าไปควบคุมศาสนจักร
ให้รับใช้ราชวงศ์ใหม่

ถึงกับให้ตำรวจวังไปเอาสมเด็จพระวันรัต(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่
พระอาจารย์วิปัสสนาของพระเจ้าตากสินให้สึกออกแล้วลงพระราชอาญา
เฆี่ยน 100 ที และให้ประหารชีวิต เพราะแค้นที่พระเคยทูลให้พระเจ้าตากสิน
ลงโทษพระองค์ แต่ฟ้าฉิมทรงทูลขอให้ไว้ชีวิตอาจารย์ของตนไว้

รัชกาลที่1 ให้กรมสังฆการีปกครองสงฆ์และแต่งตั้งสมณะศักดิ์
และตัดสินปัญหาที่พระสงฆ์ต้องอธิกรณ์(ถูกลงโทษ)
มีการตั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสของรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพวกลักเพศ
ชอบมั่วสุมกับเด็กหนุ่มๆ ให้บังคับบัญชากรมสังฆการี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 พ.ย.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

การปกครองชาวฮั่นโดยราชวงศ์แมนจู

การผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของแมนจูเหนือจีนฮั่น เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเพราะคนแมนจูมีน้อยกว่าคนฮั่นมากๆ แต่กลับสามารถปกครองจีนฮั่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ (และ "เอาอยู่" ด้วยหลายเหตุปัจจัย) เหตุผลหนึ่งคงมาจากราชวงศ์หมิงตอนปลายมีปัญหามากมาย และราชวงศ์ชิง "โชคดี" มากๆ ที่มีฮ่องเต้เก่งๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงแรก

นูเอ่อฮาซื่อ – ฮ่องเต้องค์แรกของชิง ผู้รวมเผ่าแมนจูเป็นปึกแผ่น ไม่ได้ปกครองจีนเพราะตายก่อน แต่ลูกหลานอวยยศเป็นปฐมกษัตริย์ให้ทีหลัง (อารมณ์เดียวกับเจงกิสข่าน)

หวงไท่จี๋ หรือ ฉงเต๋อ – ผู้ขยายแสนยานุภาพของแมนจู (และเปลี่ยนชื่อเผ่าจากนีเจิน เป็นแมนจู) เกือบปราบหมิงสำเร็จแล้ว แต่ตายก่อนที่หน้าด่าน

ซุ่นจื่อ – เป็นจักรพรรดิองค์แรกของชิง ในยุคที่ยึดปักกิ่งได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขาเป็นจักรพรรดิหุ่นที่เหล่าแม่ทัพเชิดขึ้นมาเป็นผู้ปกครองตั้งแต่อายุ 6 ขวบ (เพราะพ่อตายก่อน) ถ้าใครอ่านอุ้ยเสี่ยวป้อ เขาคืออดีตจักรพรรดิ พ่อของคังซี ที่สละบัลลังก์แล้วหนีไปบวชนั่นเองครับ (เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ ไม่มีหลักฐานชัดเจน)

คังซี – จักรพรรดิคู่บุญของอุ้ยเสี่ยวป้อ เป็นจักรพรรดิตั้งแต่ยังเด็ก แต่ดันเก่งแบบมหัศจรรย์ ปราบแม่ทัพนายกองแล้วรวบอำนาจกลับมาได้ (ในอุ้ยเสี่ยวป้อจะแจกบทให้อุ้ยเสี่ยวป้อเป็นผู้ช่วยของคังซีในการรวบอำนาจแทน) ครองราชย์นานถึง 61 ปี ยุคทองของชิงเริ่มที่รัชสมัยนี้

ยงเจิ้ง – ช่วงปลายยุคของคังซีมีความวุ่นวายเรื่องการชิงอำนาจของพระโอรส (แยกเป็นสายของอ๋องสี่ กับอ๋องสิบสี่ ใครที่คุ้นๆ ชื่อพวกนี้ ก็มาจากสมัยนี้) สุดท้ายอ๋องสี่ขึ้นครองราชย์ได้เป็นจักรพรรดิยงเจิ้ง ถึงแม้ภาพลักษณ์ของยงเจิ้งไม่ค่อยดี (ฆ่าน้อง) แต่ยงเจิ้งเก็บหอมรอมริบ สร้างฐานะท้องพระคลังให้เข้มแข็ง เป็นฐานสำคัญสำหรับยุคถัดไป ช่วงของยงเจิงเป็นยุคสั้นๆ ประมาณ 13 ปี

เฉียนหลง – ราชวงศ์ชิงโชคดีมากที่ เฉียนหลง หลานของคังซีกลับเป็นจักรพรรดิที่โดดเด่นในระดับเดียวกัน (ชิงเลยมียุคทองสองรอบ) เฉียนหลงได้เป็นจักรพรรดิตอนหนุ่ม เจ้าสำราญ ชอบปลอมตัวไปเที่ยว แต่ก็บริหารงานได้เป็นเยี่ยม มีโครงการรวบรวมตำราวิชาการครั้งใหญ่ เฉียนหลงฮ่องเต้ครองราชย์นาน 60 ปีแล้วสละบัลลังก์ให้พระโอรสเป็นต่อ แต่ช่วงปลายของเฉียนหลงก็มีปัญหาข้าราชบริพารเก่าก่อนเริ่มครองอำนาจและคอร์รัปชั่น จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ราชวงศ์ชิงเริ่มเสื่อมลงหลังยุคของเฉียนหลงเป็นต้นมา

บทความบางส่วนจาก http://www.isriya.com/node/4088/เชิงอรรถยุทธภพ
ประวิทย์ ทรัพย์ทวีนนท์

เรื่องเล่าบันทึกโลก

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น