หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เสธ.หิมาลัย + ร.อ.ธรรมนัส = ฉิบหายบรรลัยกัน

– เมื่อกล่าวถึงร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (ผู้กองตุ๋ย) ก็คงต้องพูดถึงพ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ (เสธ.หิ) มาเฟียมหาภัยที่มีพฤติกรรมโหด-ชั่ว-อำมหิตไม่แพ้ผู้กองตุ๋ย….คนหนึ่งเป็นฆาตกรรุมซ้อมข่มขืนและฆ่าดร.หนุ่มไฮโซ, คุมชายชุดดำ 200 คนเผาหมู่บ้านสมัชชาคนจน ค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยิงพ่อค้าตายคาตลาดคลอง เตย ส่วนอีกคน นามเสธ.หิ หรือ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณในชุดซาฟารีก็คุมชายฉกรรจ์ 400 คน บุกเข้ารื้อบาร์เบียร์ที่  ปากซอยสุขุม วิท 10 ช่วงใกล้รุ่งราวตี 4 ของเช้าวันที่ 26 ม.ค.2546 ปฏิบัติการตามตำรา “รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด” แบบฉบับทหารครั้งนี้ ทลายบาร์เบียร์รวดเดียว 60 ร้านในพริบตา

– ภายหลังเจ้าของร้านได้แจ้งความกับ สน.ลุมพินี ต่อมา พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา ผบช.น. ในเวลานั้นได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.เทพรัตน์ รัตนวานิช และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รอง ผบช.น. ดูแลการสอบสวน ทราบว่าบริษัทนิเกิล จำกัด เป็นผู้ที่สั่งให้รื้อ และนายธวัชชัย รุ่งระวี เป็นผู้รับจ้างรื้อถอน ซึ่งเจ้าของบริษัทนิเกิลกับนายธวัชชัย จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกในยามวิกาล ในเวลาต่อมาทนายของบริษัทนิเกิล ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่โดยแจ้งว่าจะยอมจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับเจ้าของกิจการทุกราย

– วันที่30 ม.ค. พนักงานสอบ สวน สน.ลุมพินี ยื่นขอความเห็นชอบจากศาลออกหมายจับ พ.ท.หิมาลัย และ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร ในข้อหาบุกรุกในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์ กล่าวสำหรับพ.ต.ธัญเทพ ธรรมธรหรือเสธ.แอ๊ป ที่ท่านผู้อ่านควรต้องรู้คือ เสธ.แอ๊ปเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 28 เคยเป็นนายทหารคนสนิทพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ส่วนร.อ.รรมนัส เคยเป็นนายทหารคนสนิทพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัตหรือเสธ.ไอซ์เจ้าพ่อสนามม้า และราชาเก็บส่วยสถานบันเทิง ที่สำคัญ ธรรมนัสยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นพ.ท.หิมาลัย จากนี้พี่-น้องแฟนๆคงจะได้สังเกตเห็นนายทหารมาเฟียสีเทา จะมาจากทหารฝ่ายเสธนาธิการเสียเป็นส่วนใหญ่ จากรุ่นสู่รุ่นที่เรียกว่าทหารแก่ไม่มีวันตาย (Old soldiers never die)

– 13 มี.ค.46 พนักงานอัยการ ยื่นฟ้อง พ.ท.หิมาลัย กับพวกรวม 128 คนต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกยามวิกาล และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ พ.ท.หิมาลัย ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์วงเงิน 4 แสนบาท

– 1.พ.ค.46 เจ้าหน้าที่บุกจับกุม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ได้ที่ลานจอดรถสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรีย ถนนพระราม 9 นายชูวิทย์ ขอให้การในชั้นศาล ต่อมาวันที่ 28 พ.ค. นายชูวิทย์ก็ได้ประกันตัว ในวงเงิน 4 แสนบาท และห้ามมิให้เดินทางไปต่างประเทศ

– วันที่ 13 ก.ค.49 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อ่านคำพิพากษาชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณและ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร กับพวกรวม 131 คน มีเพียงจำ เลยที่ 49 ที่ให้จำคุก 8 เดือน

– วันที่ 11 ก.ย.55 ศาลอุทธรณ์ ได้อ่านคำพิพากษา แก้เป็นจำคุก 5 ปี นายชูวิทย์,พ.ท.หิมา ลัย หรือ เสธ.หิ และ พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊ป กับพวกรวม 66 คน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

– 15 ต.ค. 55 ถือเป็นวันชี้ชะตา นายชูวิทย์ ได้เดินทางมาศาลพร้อมกับคนใกล้ชิด โดยได้ถือถุงหิ้วพลาสติกใส่อุปกรณ์อาบน้ำมาด้วย และพร้อมรับคำพิพากษา นายชูวิทย์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมแล้วยื่นคำให้การใหม่ ขอรับสารภาพ เพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ศาลได้รับไว้พิจารณาและนัดอ่านคำพิพากษาใหม่ เป็นวันที่ 28 ม.ค.59 ทั้งหมดนี้คือวีรกรรมของเจ้าพ่ออาบ อบ นวดกับทหารมาเฟีย ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่จดจำ จึงทำให้นายชูวิทย์ยังชี้นำสังคม และทหารมาเฟียยังหากินได้อยู่จนทุกวันนี้…..เปิดอ่านฉบับเต็ม
https://www.thairath.co.th/news/local/531737

ข้อมูลจำเพาะ

– กล่าวสำหรับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ภายหลังจากที่ถูกปลดออกจากราชการ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือเสธ.ไอซ์นายทหารมาเฟีย (ตท.รุ่น10 รุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร) ก็ประคับประคองให้การสนับสนุน โดยเริ่มต้นจากธุรกิจรักษาความปลอดภัย แล้วไปสู่ธุรกิจอสังหาฯ, ขายสลากกินแบ่งจำนวน 2 แห่ง, และมาชนะการประมูลบริหารตลาดคลองเตยช่วงปลายปี 2551 จนเกิดเหตุรุนแรงขึ้นหลายครั้ง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต มีการไปแจ้งความร้องทุกข์ แล้วเรื่องก็เงียบหาย เมื่อสิ้นเสธ.ไอซ์ ร.อ.ธรรมนัสก็ได้ครอบครองธุรกิจสีเทาอย่างเบ็ดเสร็จและกลายเป็นเจ้าพ่อ ที่ให้การสนับสนุนนายกัน จอมพลังตีเมืองขึ้นอยู่ในเวลานี้
https://www.isranews.org/content-page/item/29999-rt_29999.html

ถอดยศ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
https://www.matichon.co.th/politics/news_1569266

– พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ เตรียมทหารรุ่น 25 โดยมีร.อ.ธรรมนัสเป็นเพื่อนร่วมรุ่น และทั้งสองมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันทั้งในฐานะเพื่อนและวงการธุรกิจมืด การรับราชการของทั้งคู่ก็มีศีลเสมอกัน  คือต่างก็ถูกออกจากราชการมีทั้งถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ นอกจากนี้เสธ.หิ ยังมีน้องชายที่รับราชการเป็นนายตำรวจใหญ่ชื่อพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎ หมายและคดี (ผบช.กมค.) ในฐานะหัวหน้าด้านปฏิบัติการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT ที่บุกค้นบ้านบิ๊กโจ๊กมาแล้ว และเมื่อร.อ.ธรรมนัสกับพ.ท.หิมาลัยมีอันต้องโคจรมาร่วมงานการเมืองด้วยกัน อนาคตเมืองไทยคงต้องมืดมนอนธการสุดหยั่งคาดจริงๆ….ไม่ฉิบหายบรรลัยกันให้มันรู้ไป
https://www.nationtv.tv/news/social/378931517#goog_rewarded

ถอดยศเรียกคืนเรียกคืนเครื่องราชฯ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ 
https://www.thaipbs.or.th/news/content/253173

ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร
https://www.matichon.co.th/politics/news_328161

บทสรุป 

นายทุน-นักการเมืองและมาเฟียทหาร แยกกันไม่ออกจริงๆสำหรับสังคมคนไทย

อาคม ซิดนี่ย์

13 ตุลาคม 2568

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

ด้วยจงรักและภักดี ‘เจ้าจอมสดับ’ ในรัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

#พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสปราศรัยกับ ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ ในวันเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516 #วันนี้เมื่อ51ปีที่แล้ว

2. ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักเดียวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หญิงสาวราชนิกูล ผู้มีสิริโฉมงดงามผู้นี้ ได้เข้าถวายตัวในตำแหน่งของเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 ขณะมีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งในวันนั้นนับเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด เนื่องด้วยคุณหญิงสดับ (ฐานะก่อนสถาปนา) ได้รับพระราชทาน #กำไลมาศ จากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อันเป็นกำไลทองคำแท้หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตะปูสองดอกไขว้กัน อันหมายถึง “…ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย…” (ความตอนหนึ่งในบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ตลอดระยะเวลาในการเป็นข้าทูลละอองพระบาท คุณหญิงสดับได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ และไม่นานล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระสนมเอก’ อันเป็นตำแหน่งที่เจ้าจอมมารดาหลาย ๆ ท่านที่รับราชการมาช้านานก็ยังไม่ได้เป็น

3. ด้วยความที่เจ้าจอมสดับ เป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการเป็นเจ้าจอม กลับได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ จึงก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากบรรดาเจ้าจอมทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ได้เล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า…

“…เหลียวไปไหนพบแต่ศัตรู คุณจอมท่านนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมท่านนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน…”

ภายหลังได้รับรับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสนมเอก ท่านก็มักจะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีไปต่าง ๆ นานาอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นท่านก็มิเคยที่จะปริปากเพ็ดทูลสิ่งใด ๆ ให้เป็นที่หนักพระทัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เลย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านเป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 5 โปรดมากที่สุดในเวลานั้น เจ้าจอมสดับได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทูลขอพระราชทานทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใดเลยสักครั้ง  และด้วยอุปนิสัยค่อนข้างจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย จึงเป็นที่สนิทเสน่หามากขึ้นไปอีกถึงกับพระราชทานสิ่งของมีค่าให้อยู่เนือง ๆ แม้ท่านจะมิเคยเอ่ยปากขอเลยก็ตาม

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ซึ่งในขณะนั้นเจ้าจอมสดับมีอายุแค่เพียง 20 ปี ท่านจึงตัดสินใจสละสมบัติของมีค่าทุกอย่างที่เคยได้รับพระราชทานถวายคืนแด่ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ เพื่อมิให้เกิดการครหาว่าท่านจะนำสมบัติไปปรนเปรอชายอื่น มีเพียง ‘กำไลมาศ’ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านขอติดตัวไปด้วย

ต่อมาท่านได้ตัดสินใจหลบหลีกความวุ่นวายในราชสำนัก และหาความสงบให้แก่จิตใจโดยการบวชชีจำวัดอยู่ที่วัดเขาบางทราย จ.ชลบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว ชายผู้เป็นที่รักของตน

4. เจ้าจอมสดับได้ปฏิญาณตนอย่างแน่วแน่ว่าจะครองตนเป็นหม้ายโสด เพื่อรักษาเกียรติยศแห่งการเป็นพระสนมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตลอดชีวิต

และตลอดชีวิตของท่าน นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานกำไลมาศมา ท่านมิเคยถอดกำไลนี้ออกจากข้อมือเลยจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมสดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริอายุได้ 93 ปี ซึ่งหม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาว ได้เป็นผู้ถอดกำไลมาศออกให้ และได้นำถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมสดับนั้นเอง

5. “…กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย…”

(บทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ที่มา: เว็บไซต์ Sanook

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บุรุษที่ “มั่งคั่ง” ที่สุดในประวัติศาสตร์

ลืมอีลอน มัสค์ หรือวอเรน บัฟเฟตต์ไปได้เลย
หากเปรียบเทียบคนที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราที่ผ่านมา
มานซา มูซา กษัตริย์ในตำนานแห่งจักรวรรดิมาลีโบราณ ยืนหยัดในฐานะบุคคลผู้มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความมั่งคั่งของเขาเหมือนดั่งพรมที่ทอจากทองคำ เกลือ และการอุปถัมภ์ทางวัฒนธรรม
แต่เขาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงหรือไม่?

ลองย้อนเวลาเพื่อเจาะลึกลงไปในทรายแห่งกาลเวลา

ตำนานแห่งทองคำ
มานซา มูซา หรือที่รู้จักกันในชื่อ มูซาที่ 1 แห่งมาลี เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรมาลีโบราณในแอฟริกาตะวันตก โลกเริ่มรู้จักชื่อของมานซา มูซา จากการเดินทางเพื่อแสวงบุญไปยังเมกกะ ซึ่งเขาได้แจกจ่ายทองคำให้กับคนยากจนและผู้อื่นตลอดการเดินทาง ทำให้โลกตกตะลึง สุลต่านแห่งอียิปต์เองก็ประหลาดใจกับความมั่งคั่งของกษัตริย์มาลีผู้นี้

มานซา (หมายถึงกษัตรย์) มูซา ขึ้นสู่อำนาจในปี 1312 หลังจากที่อาบู บักร์ ผู้ปกครองคนก่อน หายตัวไปในทะเลขณะสำรวจมหาสมุทรแอตแลนติก และไม่เคยกลับมาอีกเลย และทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 9 แห่งจักรวรรดิมาลี การเปิดเส้นทางการค้าใหม่ๆ ทำให้มาลีกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทองคำ งาช้าง และเกลือ

ในปี 1324 มานซา มูซาได้เดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเป็นการแสวงบุญทางศาสนาไปยังนครเมกกะ พระองค์ทรงเดินทางไปพร้อมกับคาราวานประมาณ 60,000 คน รวมทั้งทหาร คนรับใช้ และทาส คาราวานถูกประดับด้วยทองคำและผ้าไหมเนื้อดี ส่วนมานซา มูซาซึ่งขี่ม้าอยู่นั้นนำหน้าด้วยทาส 500 คน แต่ละคนถือไม้เท้าประดับด้วยทองคำ นอกจากนี้ เขามีขบวนบรรทุกสัมภาระซึ่งมีอูฐ 80 ตัว แต่ละตัวบรรทุกทองคำหนัก 300 ปอนด์

ความมีน้ำใจและความศรัทธาของ มานซา มูซาในระหว่างการแสวงบุญทำให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนเขาก็แจกทองคำให้คนยากจนและสร้างมัสยิด
การใช้ทองคำอย่างฟุ่มเฟือยในเมืองต่างๆ ที่เขาเดินทางผ่าน โดยเฉพาะในกรุงไคโร ถึงกับทำให้ “ราคาทองคำในภูมิภาคลดลง” ชั่วคราว

การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชื่อเสียงของ มานซา มูซาแข็งแกร่งขึ้นในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาและมีน้ำใจเท่านั้น แต่ยังนำความมั่งคั่งของมาลีไปสู่ความสนใจของโลกอีกด้วย การเดินทางแสวงบุญของเขาทำให้แอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะมาลี ปรากฏบนแผนที่ ทั้งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

เทียบชั้นความมั่งคั่ง
ปัจจุบันโลกรับรู้ว่าอีลอน มัสก์คือบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด ด้วยความมั่งคั่งสุทธิของเขาที่ 199.4 พันล้านดอลลาร์
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์

จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัท แสตนดาร์ด ออยล์ และเป็นมหาเศรษฐีอย่างเป็นทางการคนแรกของโลก ความมั่งคั่งของเขาอยู่ที่ 341 พันล้านดอลลาร์
แอนดรูว์ คาร์เนกี้ เศรษฐีที่ร่ำรวยจากธุรกิจเหล็กและผู้ใจบุญ 372 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาเทียบได้กับจักรพรรดิเลยทีเดียว

มีคนคำนวณความมั่งคั่งสุทธิของ มานซา มูซา ด้วยตัวเลขปัจจุบันพบว่าเขาน่าจะมีความมั่งคั่งอยู่ที่ประมาณ 1000 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาไหลมาจากเหมืองทองคำของเขาที่มาลีซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างไม่รู้จบสิ้น

มรดกที่เหนือกว่าทองคำ:
ความมั่งคั่งของ มานซา มูซาไม่ใช่แค่วัตถุเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรม สติปัญญา และจิตวิญญาณให้กับคนอีกมากมาย
เขาเปลี่ยน ทิมบักตู (เมืองโบราณในประเทศมาลี) ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ที่ซึ่งนักวิชาการมารวมตัวกันราวกับผีเสื้อกลางคืนจนกลายเป็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์

มงกุฎแห่งความร่ำรวย
แล้ว มานซา มูซารวยที่สุดหรือเปล่า?
ในทองคำ “อาจจะ” ใช่
แต่ถ้ารวมถึง “มรดก” ด้านวัฒนธรรม ความรู้และอื่นๆที่เขาตกทอดให้คนรุ่นหลัง
มานซา มูซาเป็นคนที่ “ใช่” อย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องราวของมานซา มูซาเป็นการผสมผสานที่น่าทึ่งระหว่างการอุทิศตนทางศาสนา ความมั่งคั่งมหาศาล และผลกระทบที่กว้างขวางจากการกระทำของเขาบนเวทีระดับโลก

ชื่อของเขาสะท้อนผ่านกาลเวลา ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงจุดบรรจบกันของความมั่งคั่งและสติปัญญา
ในภาพโมเสคอันยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ มานซา มูซาสวมมงกุฎแห่งความร่ำรวยได้อย่างงามสง่า

Cr: wealth lab
หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เมื่อกิจกรรมแสนสุขกลายเป็นเรื่องทุกข์ของ ‘โอรสแห่งสวรรค์’ เพราะมันคือภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’


SEX แห่งจักรพรรดิชิง กฎระเบียบที่ ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’
จากคราวที่แล้ว ผมบรรยายถึงเรื่องของขันทีจีน อารยธรรมที่ส่งต่อข้ามศตวรรษ จนกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลทางวัฒนธรรมของแผนดีนจีนอยู่พักใหญ่ ทีนี้มาดูถึงฝ่ายในที่ขันทีพวกนี้ทำงานอยู่บางกันดีกว่า
แน่นอนพวกเราหลายคนคงเคยดูหนังจีนย้อนยุค (ใช้คำว่าหนังจีนนี่แหละ ดูย้อนยุคดี) จะเห็นว่าฝ่ายในนั้นจะมีนางสนมของฮ่องเต้ เป็นร้อย เป็นพัน ทั้งจากคัดเลือกของฝ่ายในเพื่อถวายฮ่องเต้โดยเฉพาะจากมเหสีหรือจากนางกำนัลของรัชกาลก่อน ทั้งจากบรรดาขุนนางฝ่ายหน้าที่หวังจะก้าวหน้าจึงเอาลูก เอาหลาน
เอาญาติมาถวาย บ้างก็ผ่านการคัดสรรมาจากแดนไกลเพื่อมาหมั้นหมายสร้างสัมพันธไมตรี ความเยอะแยะมากมายแบบนี้แหละที่ได้สร้างตำนานหงส์เหนือมังกรขึ้นมา สุดท้ายก็พาลทำให้หลายราชวงศ์ของจีนถึงกาลล่มสลาย อย่างราชวงศ์ชิงนี่ก็ถึงกาลอวสานด้วยความหลงอำนาจ นำพาจีนให้กลายเป็นดินแดนอ่อนแอด้วยน้ำมือของพญาหงส์อย่างพระนางซูสีไทเฮา
ทีนี้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงคิดกันว่าถ้าได้เป็นฮ่องเต้ต้องสำราญเป็นแน่แท้ เพราะสนมนางในมีมากมายก่ายกอง ต้องได้ลองรักลองเลิฟกันสนุกสนาน แต่จากการศึกษาเรื่องราวตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่า น่ากระอักกระอ่วน อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง
รันทดระคนสงสาร พาลเลิกจินตนาการเรื่องความหวาบหวามกันไปเลยทีเดียว เพราะมันมีการควบคุมเรื่องอย่างว่าสำหรับ ‘ฮ่องเต้ชิง’ กันอย่างเข้มงวด เพราะมันคือภารกิจสำคัญ ภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’ และเพิ่มโอกาสที่จะได้โอรส ‘เพศชาย’ มาสืบทอดบัลลังก์มากขึ้นนั่นเอง
Sex ที่อยู่ภายใต้การควบคุมมันเป็นอย่างไร? ปุถุชนแบบเราคงจะนึกภาพกันไม่ออก แต่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ ‘ชิง’ ราชวงศ์สุดท้ายของแผ่นดินจีน ทรงรู้รสชาติของมันเป็นอย่างดี จากชนเผ่านอกด่าน สู่การกุมอำนาจราชสำนัก จักรพรรดิชิงได้รับเอาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของราชวงศ์ ‘หมิง’ ซึ่งเป็นชาวฮั่นมาใช้พร้อมกับพัฒนาระบบเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรม ‘บนเตียง’ ในวังหลวง ถือว่าพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ถ้าเราเคยชมภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘สุริโยทัย’ จะเห็นภาพการถวายงานแบบนั่ง ‘พับเป็ด’ ทาเครื่องประทินผิวทั่วตัว เปลือยสรีระสำคัญ
แต่ข้อห้ามที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ‘ห้ามเท้า’ ซึ่งเป็นของต่ำถูกพระวรกายขององค์ขุนหลวง นี่ว่าลำบากแล้วนะ แต่นั่นก็ยังน่าจะยังลำบากไม่เท่าการถวายงานแก่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งมันค่อนข้าง ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’ ซึ่งแปลจากภาษาจีนที่เรียกว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
ก่อนจะไปรู้ว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’ เป็นอย่างไร ? เรามาลองอ่านลำดับชั้นของฝ่ายในกันก่อน สำหรับฝ่ายในสมัย ‘ราชวงศ์ชิง’ นั้นจะมีลำดับอยู่ 3 ชั้น คือ

  1. จักรพรรดินี คือ ‘มเหสีเอก’ หรือ ‘อัครมเหสี’ ภรรยาทางการขององค์จักรพรรดิ คือหญิงที่ได้รับการยกย่อง เคารพนับถือสูงสุดในจีน เป็นรองก็เพียง องค์จักรพรรดิ และพระมารดาของจักรพรรดิ
  2. พระมเหสี คือ ‘มเหสีรอง’ มักจะเป็นหญิงสาวที่จักรพรรดิถูกใจ ได้รับแต่งตั้งไว้ในระดับที่สำคัญแต่ไม่ที่สุด ยกเว้นเมื่อเกิดกรณีที่ ‘มเหสีเอก’ ไม่มีทายาทเป็นชาย แต่ ‘มเหสีรอง’ กลับมีทายาทเป็นชาย ทีนี้สถานะก็จะกลับกลายไปเป็นเสมอได้ ในสมัยราชวงศ์ชิงมีตำแหน่ง ‘พระมเหสีถึง 4 ตำแหน่ง’ ด้วยกัน
  3. นางสนม ลำดับมีมากที่สุด ตามบันทึกแบ่งเป็น 8 ลำดับขั้น คือ พระสนมเอก พระสนม นางสนมกำนัล นางกำนัล กุลสตรี นางกำนัลขานรับ และเจ้าพนักงานหญิง ซึ่งรวมแล้ว อาจจะมี 50 – 80 คน หรือมากกว่านั้น โดยใน 8 ลำดับขั้นนั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากหญิงสาวร่วม 5,000 คน ซึ่งการคัดเลือกแต่ละครั้งจะมี ‘ขันที’ เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ เอาล่ะ! เริ่มกระบวนการ ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
    เริ่มต้นการเลือกนางสนมแห่งค่ำคืนนั้น ด้วยการนำป้ายชื่อของนางสนมแต่ละคนมาวางลงบนถาด แล้วนำมาให้ ‘องค์ฮ่องเต้’ พิจารณาเลือก ระหว่างรอเชฟหลวงทำอาหารเพลิน ๆ กับรอทีมพิสูจน์อาหารทดสอบยาพิษ ก็เลือกหยิบเอาไว้ว่าคืนนี้จะขึ้นเตียงกับใคร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นว่า เป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นในราชสำนักฝ่ายในได้
    โดยเฉพาะกับพวกขันที เพราะถ้าเซ่นขันทีถูก รับรองสบาย เพราะต่อให้ถาดใหญ่แค่ไหน ไม่มีทางใส่ป้ายชื่อของนางสนมได้หมด นางสนมบางคนที่อยากจะได้ใกล้ชิดฮ่องเต้ในค่ำคืนนั้น ก็ต้องติดสินบนขันที
    เพื่อให้นำป้ายชื่อของตนเองไปไว้บนถาดดังกล่าว โดยใส่รายละเอียดแบบเป๊ะ เพื่อการถูกเลือก ทั้งตำแหน่งในการวาง วางตรงไหน ฝั่งไหน ได้ระดับสายตาไหมเลือกมือไหน มองทางไหนก่อน หยุดตรงไหนนาน ไม่ต้องแปลกใจ เพราะขันทีผู้ดำเนินการ ถือถาดมาให้ฮ่องเต้เลือกนางสนมเกือบทุกวัน แม้จะมีการเปลี่ยนเวรก็เถอะ แต่ก็จะวนปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ไม่กี่คน
    และแน่นอนด้วยความเป็นข้ารับใช้ที่ใกล้ชิด ก็ย่อมล่วงรู้ถึงพระนิสัย รู้พระทัยของฮ่องเต้ เป็นอย่างดี แบบนี้ก็พาลให้นึกไปว่า อย่างพระนางซูสีไทเฮา ก็ไม่รู้ว่าพระนาง ฯ ได้เซ่นขันทีไปไหม ? หรือขันทีมองพระนาง ฯ เป็นโอกาสไหม ? ที่ทำให้เส้นทางของพระองค์ได้ถูกเลือกขึ้นมาจากถาดใบนั้น
    ทำไมต้องเน้นขนาดนี้ ? เพราะว่า 1. ในเขตพระราชฐานชั้นในมีแค่ฮ่องเต้เป็นบุรุษเพศแค่พระองค์เดียว นางสนมก็เหงาเป็น หนาวเป็น อยากได้ไออุ่นเหมือนชาวบ้านทั่วไป 2. หากสนมคนใดตั้งครรภ์และคลอดองค์ชายออกมาเรียกได้ว่าสุขสบายทั้งชาติ มั่งมีทั้งตระกูล และอาจได้รับการยกระดับ
    หลังจากฮ่องเต้ท่านเลือกป้ายชื่อนางสนมได้แล้ว ทีมขันทีก็จะไปเตรียมการ ระหว่างนั้นฮ่องเต้ก็จะทรงดื่มด่ำกับอาหารค่ำไป ซึ่งธรรมเนียมตรงนี้ มีบันทึกเขียนเอาไว้ว่า “หากสนมนางใดถูกเลือก จะถูกนำตัวไปอาบน้ำ พาเข้าพระตำหนักแบบเปลือยเปล่า และนำผ้านวมสีแดงพันตัว อุ้มเข้าไปรอที่ห้องบรรทม” ซึ่งขั้นตอนนี้ นอกจากจะช่วยชำระเนื้อตัวให้หอมสะอาดแล้ว ยังเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน อย่างเช่นการซุกซ่อนอาวุธหรือยาพิษใด ๆ ที่อาจทำอันตรายต่อองค์จักรพรรดิได้
    ขั้นต่อมาถ้าเป็นสามัญชนอย่างเรา ๆ ก็คง “ลุยกันเลย!” แต่ช้าก่อน !!!!! สำหรับองค์จักรพรรดิ ยังต้องทำตามกฎแห่งวังหลวง คือ ‘จักรพรรดิ’ จะต้องนอนรออยู่บนพระแท่น ห่มผ้า แล้วเปิดส่วนพระบาท เอาไว้ ให้สนมเปลือยกาย “มุดจากด้านล่าง” ขึ้นมา ซึ่งเป็นแบบแผนชัดเจน ว่าการสังวาสนางสนมนั้น พวกนาง “ต้องมาจากเบื้องต่ำ” หรือ “เบื้องล่าง”
    ซี่งเอกสารโบราณเขียนไว้แบบนี้จริง ๆ นึกภาพนางสนมจะต้องเลื้อยจากบริเวณปลายเท้าขององค์ฮ่องเต้ขึ้นมาแนบพระวรกาย เอาล่ะแต่จากตรงนี้จะเป็นช่วง “ฟรีสไตล์” อยากจัดยังไง ก็จัดไป ตามอัธยาศัย แต่อย่าคิดว่าจะ “ฟรีไทม์” นะ ซึ่งนี่คือเรื่องตลกร้าย เพราะ Sex แห่งองค์จักรพรรดิ “มีเวลาจำกัด” !!!!
    แย่แล้ว !!! เป็นถึงจักรพรรดิจะมี Sex กับนางสนม ยังมีการจับเวลา ท่านลองนึกตามผมนะ สำหรับท่านผู้ชายเวลาไปอาบน้ำตามสถานที่อโคจรมันจะมีกำหนดเวลา อาจจะ 1 ชั่วโมงบ้าง ชั่วโมงครึ่งบ้าง แล้วพอครบเวลาเสียงกริ่งก็ดังเหมือนเลิกเรียน อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอดขำไม่ได้ แต่นี่คือเรื่องจริงในประวัติศาสตร์จีน โดยทีมควบคุมนี้ ดำเนินการโดยทีมขันที แผนกเรื่องบนเตียง ซึ่งจะรอฮ่องเต้อยู่นอกห้องบรรทม
    เพื่อคอยสังเกตความผิดปกติ หากท่านเล่นรักกับนางสนมนานเกินไป ใน “ครั้งแรก” ขันทีจะตะโกนเข้าไปบอกว่า “ได้เวลาแล้ว” หากท่านไม่ตอบรับครบ 2 ครั้ง (คือต้องมีสมาธิฟังเสียงตะโกนของขันทีด้วย) พอถึงครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องตอบรับ เพราะแก๊งขันทีจะเปิดเข้าไปในห้องบรรทม และแบกนางสนมคนนั้นกลับไปห้องของนางทันที โดยไม่สนว่าองค์จักรพรรดิจะสำเร็จกิจหรือไม่ (คือเสร็จไม่เสร็จไม่รู้พวกข้าพเจ้าจะอุ้มไปแล้วนะ)
    ซึ่งถ้าถามว่าฮ่องเต้ขัดขืนได้ไหม ? ก็ยังไม่อยากเลิก ถูกใจนางสนมคนนี้ จะขอค้างคืนเลยได้ไหมคำตอบคือ “ไม่ได้” อำนาจยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่กฎย่อมต้องเป็นกฎ อยากขัดขืนก็ทำได้นะ แต่จะต้องมีเรื่องกับผู้ทรงอิทธิพลคนรองจากพระองค์ นั่นก็คือ ‘จักรพรรดินี’ หรือ ‘มเหสีเอก’ ของพระองค์เอง เพราะเรื่องบนเตียงในวังหลวง ทั้งหมด ไม่ว่าจักรพรรดิจะไปร่วมหลับนอนกับใคร แต่สุดท้ายต้องกลับไปเตียงหลักของพระองค์ เตียงของผู้ที่ใหญ่ที่สุด เตียงของเมียเอก
    หรือเมียหลวงขององค์จักรพรรดินั่นเอง มันเป็นกฎที่บรรพชนเขียนเอาไว้ ฮ่องเต้มีสิทธิค้างคืนกับฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดังนั้นการจัดดวลเดือดกับองค์ฮองเฮาเลยทำได้ง่ายหน่อย ไม่ลำบากเหมือนกับนางสนม ไม่งั้นนอกจากปัญหากับกฏและองค์จักรพรรดินีแล้ว พระองค์จะมีปัญหาต่อเนื่องไปถึงพระมารดาของพระองค์ด้วย
    เคยมีบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ องค์ฮ่องเต้ ‘หลงใหลนางสนม’ แล้วไม่ยอมออกจากห้องตามกฎ ก็เลยถูกองค์ฮองเฮาลงโทษด้วยการนำป้ายคำสั่งบรรพชน มาอ่านออกเสียงดังๆ หน้าห้องบรรทมนั้น พร้อมกับสั่งลงโทษนางสนมคนดังกล่าว ซึ่งคนจีนเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษเป็นที่สุด เจอแบบนี้เข้าไป ฮ่องเต้เอง ก็ลำบาก ไปไม่เป็นเหมือนกัน ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
    ทีนี้ในกรณีฮ่องเต้ เมื่อร่วมหลับนอนกับนางสนมเรียบร้อยแล้ว กฎระเบียบที่ต้องทำตามข้อต่อไปคือ ต้องคิดว่าถ้าหากนางสนมท้อง ฮ่องเต้จะต้องเลือกว่า จะ ‘เก็บ’ เด็กในท้องเอาไว้ไหม ? คือสันนิษฐานเอาไว้ก่อนเลยว่า การร่วมรักครั้งนี้จะเกิดการตั้งครรภ์ ถ้าฮ่องเต้ ‘พอใจ’ ก็จะอนุมัติให้เก็บเด็กไว้
    เพื่อที่กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายต่อไป แต่ถ้าองค์ฮ่องเต้บอกว่า ‘ไม่เก็บ’ ทีมขันทีจะจัดการพานางสนมไปทำการคุมกำเนิด จัดการล้างช่องคลอด จะด้วยวิธีใดก็จินตนาการกันเอาเองเถิดแต่ก็นับว่าโหดร้ายกับฝ่ายหญิงพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการ ‘ไม่เก็บ’ นี้ถือว่าเกิดน้อยมาก
    ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้? คำตอบคือ เพราะฮองเฮาในราชวงศ์ชิง เกือบทั้งหมดเป็นคน “เชื้อสายแมนจู” เหมือนฮ่องเต้โอกาสจะทรยศ ล้มล้างเหมือนที่ ‘ชาวฮั่น’ จ้องอยู่มีน้อยกว่า นางสนมบางคนเป็นคนเชื้อสายฮั่นการค้างคืนกับฮ่องเต้ จะเพิ่มความเสี่ยง และเหตุผลอีกข้อคือ
    การมุ่งทำให้ชาวแมนจูมีความเป็นอารยะมากขึ้น การมีกฎเกณฑ์มีธรรมเนียม เป็นเรื่องราวของชนชั้นสูง ควรค่าต่อการปกครองใต้หล้า และข้อสำคัญคือ ไม่ต้องการให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงหมกมุ่นกับเรื่องเพศมากจนเกินไป เพราะ ‘ฮ่องเต้’ มีศักดิ์เป็น ‘โอรสแห่งสวรรค์’ ทุกคำพูด และการกระทำต้องถูกบันทึกเอาไว้หมดและมีผลต่อลิขิตฟ้าชะตาแผ่นดิน
    ดังนั้น Sex ของ ‘จักรพรรดิชิง’ จึงมีไว้เพื่อสืบราชวงศ์ให้ดำรงต่อไป ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกสนานในเมื่อสวรรค์เลือกท่านลงมาปกครองแล้ว ก็ย่อมต้องยอมทำตามระเบียบปฏิบัติให้ความสำคัญกับการว่าราชการบ้านเมืองมาก่อน ส่วนเรื่อง Sex เป็นเรื่องรอง ต้องอยู่ในกรอบ มี Sex ได้ แต่ต้องมีขอบเขตด้วยประการฉะนี้แล
    เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager
    ที่มา ; THE STATES TIMES

.blockdit.com

#เพจภาพและเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

< หัวหน้าของ “ผู้การทางหลวง” คือ “ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง” >


จากกรณีอื้อฉาว “ส่วยทางหลวง” ทำให้หลายคนได้รู้ว่า “ตำรวจทางหลวง” นั้นเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ “ตำรวจสอบสวนกลาง” ซึ่งว่ากันว่าเป็นหน่วยงานระดับ “กองบัญชาการ” ที่ทรงอำนาจที่สุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะคุมหน่วยงานระดับกองบังคับการสำคัญไว้เกือบหมดนอกจาก ตำรวจทางหลวง แล้วก็ยังมี ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจคอมมานโด(ปฏิบัติการพิเศษ) ตำรวจคดีอาญชากรรมเทคโนโลยี ตำรวจคดีอาชญากรรมเศรษฐกิจ ตำรวจปราบปรามทุจริตฯ ตำรวจปราบปรามค้ามนุษย์ ตำรวจคดีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตำรวจคดีคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจรถไฟ และ ตำรวจน้ำ ซึ่งทำให้มีอำนาจการสืบสวนสอบสวนครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร

แถมถ้าไปดู ทำเนียบรายชื่อ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็จะพบว่าตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา ผบ.สอบสวนกลาง ต่างเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับแวดวงอำนาจระดับสูงทั้งสิ้น เช่น

  • ปี 2553-2557 พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์
    อดีต ผบ.สอบสวนกลาง ที่ว่ากันว่าตอนนั้นทรงอำนาจยิ่งกว่า ผบ.ตร. พงศ์พัฒน์เป็นน้าชายแท้ๆ ของพระวรชายาของพระบรมโอรสาธิราช (ในขณะนั้น) แต่เมื่อเกิด”ฟ้าเปลี่ยน” พงศ์พัฒน์ก็ร่วงจากฟ้า ถูกเปิดโปงว่า กระทำการ”อ้างเบื้องสูง”หากินโดยมิชอบ รับสารพัดส่วยจนร่ำรวยเป็นพันล้าน สุดท้ายโดนตัดสินจำคุกรวมกันหลายสิบปี
  • ปี 2557-2561 ฐิติราช หนองหารพิทักษ์
    จากเดิมเป็นลูกน้องพงศ์พัฒน์ในสอบสวนกลาง แต่เมื่อฟ้าเปลี่ยนก็ได้กลายเป็นหัวหน้าทีมทลาย “เครือข่ายพงศ์พัฒน์” และขึ้นเป็น ผบ.สอบสวนกลาง คนต่อมา ฐิติราชเป็นน้องเขยของ พล.อ.จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ และ พี่เขยของ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผบ.สอบสวนกลาง คนปัจจุบัน หลังเกษียณฐิติราชได้รับการโอนย้ายไปเป็นข้าราชการทหารในพระองค์ มียศเป็นนายพลทหารบก ล่าสุดมีตำแหน่งเป็น รองผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ
  • ปี 2563-2564 ต่อศักดิ์ สุขวิมล
    น้องชายแท้ๆของ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์และเลขาธิการพระราชวัง ต่อศักดิ์จบป.ตรีจากรัฐศาสตร์ มธ. ไม่ได้ผ่านโรงเรียนนายร้อย หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานเป็นเซลบริษัทน้ำมันต่างชาติสักระยะ ถือว่าเริ่มอาชีพตำรวจค่อนข้างช้า แต่ในช่วง 10 ปีหลัง เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นตัวเต็ง ผบ.ตร. คนต่อไป ซึ่งอาจทำให้เป็น “สิงห์แดง” คนแรกที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร.
  • ปี 2564-ปัจจุบัน จิรภพ ภูริเดช
    ผบ.สอบสวนกลางคนปัจจุบัน ขึ้นเป็น ผบช.ก.ตอนอายุ 46 ปี ถือเป็น ผบช.ก. ที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งหน่วยงานมา จิรภพเป็นน้องชายแท้ๆของ จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาเล็กฯ และ เป็นน้องเขยของ ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ บีบีซีไทยวิเคราะห์ว่า ด้วยความที่เป็นผู้บัญชาการตั้งแต่อายุยังน้อย จิรภพจะได้เป็นผบ.ตร.แน่ๆ เนื่องจากเหลืออายุราชการอีกยาวถึงปี 2579

Cr: FB พูติกาล ศายษีมา

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

วันนี้ในอดีต4 มีนาคม พ.ศ. 2492สังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีอีสาน

74 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลานี้ ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ เหยื่อ 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายจำลอง ดาวเรือง และ นายทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต.หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อขบวนรถได้วิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 14-15 ของถนนพหลโยธิน (บริเวณใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน) ผู้ต้องหาทั้งสี่คน ถูกสังหารด้วยการสาดกระสุนปืนใส่ทั่วทั้งร่างกาย จำนวนไม่ต่ำกว่าคนละสิบนัดจนเสียชีวิต
.
ทางตำรวจได้แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์อุกอาจที่เกิดขึ้นว่ากลุ่มโจรมลายู (โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา) พร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหาและปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในที่เกิดเหตุนั้น ไม่พบรอยเท้าของผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจอ้างถึงอยู่บริเวณนั้น และตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ดังนั้น ความสนใจทั้งหมดของสื่อมวลชนและประชาชนจึงมุ่งตรงไปยัง ‘พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้บงการให้เกิดการสังหารโหดในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีสื่อสำนักใดกล้าตีแผ่ความจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว

การประหัตประหารชีวิตของอดีตรัฐมนตรีทั้ง 4 อย่างเหี้ยมโหด ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทมิฬที่ครองเมืองด้วยกระบอกปืน หลังจากความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 บุคคลใกล้ชิดของนายปรีดีล้วนแล้วแต่ถูกตามล่าและสังหารอย่างโหดเหี้ยม ด้วยจุดมุ่งหวังของฝ่ายเผด็จการและอนุรักษนิยมที่หมายจะครองพื้นที่ทางการเมือง ฟื้นฟูระบอบศักดินา และฉุดรั้งระบอบประชาธิปไตยให้ถอยหลัง
.
รัฐมนตรีทั้ง 4 ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ผู้ก่อการคณะราษฎร และบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งถือได้ว่านายปรีดีเป็นผู้ที่มีส่วนอิทธิพลทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองให้แก่พวกเขาเหล่านั้นในการทำงานแก่ประเทศชาติด้วยความเสียสละและเพื่อประโยชน์ของมาตุภูมิ
.
เมื่อ ‘จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร คดีสังหาร 4 รัฐมนตรีได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดขั้วอำนาจของพล.ต.อ.เผ่า สำหรับหลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลยเพราะเสียชีวิตไปก่อน
.
‘ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์’ ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีฆาตกรรม ‘4 อดีตรัฐมนตรี’ นับว่า “เป็นการนำความมัวหมองมาสู่วงการตำรวจของไทยในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ การตายของบุคคลทั้ง 4 เกิดขึ้น เพราะความหลงผิดและมัวเมาในอำนาจของตำรวจการเมืองเพียง 3-4 คน แต่ผลสะท้อนทำให้ตำรวจอาชีพที่สำนึกในหน้าที่ทั้งหลายต้องพลอยได้รับความมัวหมองไปด้วย”

  • “พล.ต.ท.หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี” โดย กษิดิศ อนันทนาธร
    https://pridi.or.th/th/content/2021/08/817

ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งได้ตั้งกองบัญชาการปราบปรามขึ้นที่วังปารุสกวัน ปฏิบัติการการกวาดล้างได้เริ่มต้นขึ้นในตอนเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2492 เป้าหมายคือ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตนายทหารเรือ

ร.ต.อ. อรรณพ พุกประยูร ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกไปยังบ้านของ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข และได้ทำการวิสามัญฆาตกรรมโดยอ้างว่า พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ทำการต่อสู้และขัดขืนขณะจับกุม แต่ลักษณะของศพที่ปรากฏนั้นคือนอนเสียชีวิตอยู่ที่หน้าตู้กระจกแต่งตัว โดยมือข้างหนึ่งยังคงกำมีดโกนแน่น ซึ่งในเวลาต่อมาศพนั้นก็มิได้ผ่านกระบวนการการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนจากแพทย์ในโรงพยาบาลแต่อย่างใด

นอกจากกระทำการสังหารอย่างโหดเหี้ยมแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้ใช้วิธีการข่มขู่ผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ ดังกรณีของ พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต ที่ให้การในชั้นศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต บังคับขู่เข็ญให้ฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ นานา เช่น ยิงตัวตาย และกินยาตาย จากความกดดันที่ได้รับในขณะนั้นพลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จึงตัดสินใจที่จะกินยาตาย โดยที่ พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต ได้ผสมยาพิษลงไปในกาแฟ พร้อมทั้งได้บังคับให้พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต เขียนจดหมายลาบุตรและภรรยาด้วย แต่ยังไม่ทันที่พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จะกินยาพิษที่ผสมอยู่ในถ้วยกาแฟ ก็ปรากฏว่าได้รับการขัดขวางจาก พ.ต.ต. ศิริ คชหิรัญ

เหยื่ออีก 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และ ทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต. หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากนั้น เมื่อไปถึงบริเวณถนนพหลโยธิน กม. 14-15 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลวงพิชิตธุระการได้บอกให้ผู้ตายทั้ง 4 คนลงจากรถ โดยพูดว่า รถคันหน้าถูกยิง แต่ไม่มีใครยอมลง และได้มีคนหนึ่งในพวกผู้ตายได้พูดขอชีวิต แต่หลวงพิชิตธุระการกลับพูดคะยั้นคะยอจะให้ลงจากรถให้ได้ ทั้งได้พูดรับรองว่า ลงจากรถจะเป็นการปลอดภัย ถ้าหากอยู่ในรถจะไม่ปลอดภัยแต่ผู้ตายก็คงไม่มีใครยอมลงจากรถ

“ขณะนั้นจำเลยที่ 1 (พลตำรวจจัตวา ผาด ตุงคะสมิต) ได้พูดถึงว่า ‘อ้ายพวกนี้ กบฏแบ่งแยกดินแดน เอาไว้ทำไม’ แล้วจำเลยที่ 2 (พลตำรวจจัตวา ทม จิตรวิมล) ก็พูดว่า ‘อ้ายพวกนี้เป็นกบฏ เอาไว้ทำไม’ ต่อจากนั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้เรียกร้องชื่อจำเลยที่ 5 (สิบตำรวจเอก แนบ นิ่มรัตน์) จำเลยที่ 5 ได้วิ่งเข้ามาทางข้างหลังหลวงพิชิตธุระการ หลวงพิชิตธุระการเดินหลบออกไป ทั้งได้ตะโกนบอกให้ นายร้อยตำรวจเอก พุฒ บูรณสมภพ หลบออกไปด้วย แล้วจำเลยที่ 5 ได้ประทับปืนยิงผู้ตาย 1 ชุด และข้างจำเลยที่ 5 นั้น ยังมีจำเลยที่ 3 (ร้อยตำรวจโท จำรัส ยิ้มละมัย) และที่ 4 (ร้อยตำรวจโท ธนู พุกใจดี) ยืนอยู่ในท่าเตรียมยิงเหมือนกัน ต่อจากนั้นยังมีการยิงผู้ตายอีก 2-3 ชุด”

ดูเพิ่มเติมได้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2504 ซึ่งเป็นการดำเนินคดีภายหลังหมดยุคของอธิบดีกรมตำรวจอย่าง พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ สำหรับ หลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลย เพราะเสียชีวิตไปก่อน ส่วน พุฒ บูรณสมภพ หลบหนีไปต่างประเทศ[1]

ศาลฎีกาสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “ผู้ตายทั้ง 4 คน เป็นนักการเมืองทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลในขณะนั้น ทั้งเป็นบุคคลสำคัญในพรรคฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว ได้มีการกบฏขึ้นในระหว่างที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะติดๆ กัน ถึง 2 ครั้ง ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าเพราะพรรคพวกฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อขึ้น และมีรายงานว่าผู้ตายได้ร่วมในการกบฏ จึงมีเหตุเพ่งเล็งถึงผู้ตายว่าได้มีส่วนร่วมอยู่ด้วย แล้วผู้ตายก็ถูกจับกุมในระยะเวลาใกล้ชิดนั้น และถูกแยกย้ายควบคุมไว้ในสถานที่ต่างๆ กัน ซึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมอยู่อย่างแข็งแรง ไม่มีเหตุที่จะต้องย้ายไปทำการควบคุมที่อื่นรวมกันไว้ทั้ง 4 คน”

และข้ออ้างของฝ่ายตำรวจที่ว่ามีโจรมลายูมาชิงตัวนั้น ศาลก็ไม่เห็นด้วย ดังเหตุผลที่ว่า “ถ้ามีผู้ร้ายมาดักแย่งชิง ย่อมจะมีการต่อสู้ขัดขวางบ้าง ตรงที่เกิดเหตุสองข้างถนนมีต้นไม้ปลูกไว้ห่างๆ พ้นออกไปเป็นที่โล่งไม่มีที่กำบังหรือสิ่งพรางสายตาที่คนร้ายจะเข้ามาซุ่มยิงได้ ปรากฏว่าผู้ที่ถูกกระสุนปืน คงมีแต่ผู้ตายรวม 4 คนเท่านั้น ผู้อื่นที่ไปด้วยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บด้วยกระสุนปืนเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่มีรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้ามาทางประตูด้านขวา … และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมไปในขบวนนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นคนร้ายเลย”

สำหรับเหตุผลในการฆาตกรรมครั้งนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า “การกระทำของจำเลยผู้กระทำความผิดเหล่านี้ พอเห็นได้ว่าเป็นเครื่องมือของผู้อื่นที่ใช้ให้กระทำ”

น่าเสียดายที่ในเวลาที่มีการพิจารณาคดีนี้ หลวงพิชิตธุระการถึงแก่กรรมไปเสียก่อน จึงไม่อาจทราบเหตุผลจากปากของนายตำรวจหัวหน้าชุดซึ่งลงมือฆ่าได้ แต่จะมีเหตุผลใดเล่าที่ฟังขึ้น หรือ อนุญาตให้ตำรวจลงมือเข่นฆ่าประชาชนเพียงเพราะเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเท่านั้นเอง

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เคยวิเคราะห์ไว้ว่าการกระทำครั้งนี้ “น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่คณะรัฐประหารมุ่งจะดำเนินการเพื่อปราบปรามกลุ่มการเมืองกลุ่มเสรีไทยให้ขยาด ไม่ก่อการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอีกต่อไป ทั้งที่ความจริงแล้ว อดีตรัฐมนตรี 4 คน ไม่ได้เข้าร่วมก่อการกบฏครั้งนี้เลย”[2]

การฆาตกรรมสังหารนี้นำโดยหัวหน้ากองปราบปราม หลวงพิชิตธุระการ ซึ่งเคยได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เมื่อเวลา 11.00 วันที่ 5 มีนาคม 2492 ว่า

“การย้ายผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปบางเขนนี้ เป็นคำสั่งของ พ.ต.อ. หลวงสัมฤทธิ์สุขุมวาท ผู้ช่วยผู้อำนายการสอบสวน ในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม 2492 เนื่องจากสถานีตำรวจบางเขนมีความปลอดภัยกว่า โดยมีรถจี๊ปของ พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ นำหน้าด้วยรถสเตชั่นแวก้อนบรรทุกผู้ต้องหา และตามด้วยรถชนิดเดียวกันอีก 1 คัน บรรทุกตำรวจจำนวน 15 นาย มีตำรวจชั้นหัวหน้าคือ พ.ต.ต. ลั่นทม จิตรวิมล, ร.ต.อ. ผาด ตุงคะสมิต, ร.ต.อ. พุฒ บูรณสมภพ, ร.ต.ท. บุญสม ประไพ เมื่อรถวิ่งมาเกือบถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีชายฉกรรจ์แต่งตัวสีกากีสวมหมวกแบบมลายูระดมยิงมาที่รถ จากนั้นก็เกิดการยิงต่อสู้กัน ผลคือสี่อดีตรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาถูกยิงตาย โดยกระสุนเข้าทางด้านหน้าคนทั้งสี่ ส่วนรถถูกยิงด้านข้าง ส่วนคนในเครื่องแบบสีกากีก็ได้หายไปในความมืด”[3]

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยได้ถามว่า “เหตุใดกระบอกตาของทองอินทร์ ภูริพัฒน์กับนายทองเปลว ชลภูมิ จึงเขียวช้ำขณะตาย”

พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ ตอบว่า “คงเกิดจากการกระทบกระแทกของรถขณะบรรทุกศพส่งโรงพยาบาล”[4]

ภาพถ่ายในวันบำเพ็ญกุศลศพของ ‘สี่อดีตรัฐมนตรี’ ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งไสว สุทธิพิทักษ์ เล่าว่า “คนไปในงานสวดศพก็น้อยเหลือเกิน … ไม่มีใครกล้าไปในงานศพ เกรงจะมีอันตรายมาถึงตัว และก็มีอันตรายจริงๆ เสียด้วย เพราะตลอดเวลา 7 วันที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ก่อนบรรจุนั้น ทุกคืนจะมีสมุนของผู้ทรงอำนาจในขณะนั้นไปคอยดูว่ามีใครไปฟังพระสวดบ้าง”

“ตามรูปคดีน่าเชื่อว่า ผู้ตายทั้ง 4 คน ถูกนำตัวไปกำจัดเสีย ตามความประสงค์ของผู้เมาอำนาจขณะนั้น และผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายด้วยน้ำมือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ตายไปนั้นเอง”[5]

เอกสารอ้างอิง
[1] กษิดิศ อนันทนาธร, “พล.ต.ท. หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี”, สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2564, https://www.the101.world/the-murder-of-four-minister/.

โดย ณภัทร ปัญกาญจน์
https://pridi.or.th/th/content/2021/03/629

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

มนุษย์/ต่าง/ด้าว โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หนังสือที่ใช้ภาพคอลลาจบอกเล่าการเดินทางของชีวิตได้อย่างจัดจ้านน่าสนุก

มนุษย์/ต่าง/ด้าว โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หนังสือที่ใช้ภาพคอลลาจบอกเล่าการเดินทางของชีวิตได้อย่างจัดจ้านน่าสนุก

เรื่อง ณัฐพล ศรีเมือง

‘มนุษย์/ต่าง/ด้าว : เรามาอย่างสันติ’ โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากสำนักพิมพ์น้องใหม่มาแรง Avocado Books คือหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ต่อเนื่องมาจนถึงวางแผงตามร้าน และทำให้ต้องพิมพ์ครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็ว

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก รองศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หรือ ‘อาจารย์ปวิน’ เป็นอดีตนักการทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะลาออกจากราชการมาเป็นนักวิชาการที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และย้ายมาประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ในปี 2555 ถึงปัจจุบัน 

โดยหลังรัฐประหารปี 2557 เขาต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และพำนักอาศัยอยู่ที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เรื่อยมานับตั้งแต่นั้น 

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกการเดินทางของชีวิตของคนที่ต้องห่างบ้านไปนานๆ แบบมากกว่าการไปท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อ ทั้งก่อนและหลังลี้ภัย เรียกว่าเป็นงานเขียนสนุกๆ บอกเล่าประสบการณ์ที่นอกเหนือไปจากงานวิชาการ และไม่การเมืองจ๋า 

อย่างไรก็ตาม สโลกแกนที่ใช้กำกับหนังสือไว้อย่าง ‘เรามาอย่างสันติ’ นั้น ทางสำนักพิมพ์ได้ให้ความหมายว่า ‘เบาได้เบาจารย์!’

แต่สิ่งที่สะดุดตาอย่างย่ิงของหนังสือเล่มนี้ก่อนที่จะได้เข้าไปอ่านเนื้อในก็คือ อาร์ตเวิร์กที่ส่วนใหญ่เป็นภาพคอลลาจมันๆ จัดจ้าน และดูสนุก ซึ่งหากใครรู้จักคาแรกเตอร์ของ ‘อาจารย์ปวิน’ ในโลกโซเชียล จะรู้สึกว่า ภาพประกอบเหล่านี้สะท้อนความเฟียร์ซ ปากจัด และจิกกัด ของผู้เขียนออกมาได้อย่างดี

นี่คือผลงานการออกแบบของ Shake & Bake Studio สตูดิโอออกแบบที่มีผลงานน่าสนใจมากมาย ซึ่งเราอยากชวนคุณไปย้อนดูกระบวนการทางความคิดในการผลิตงานภาพของหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

บรีฟที่เปิดกว้าง 

ก่อนทำหนังสือเล่มนี้ Shake & Bake Studio ร่วมงานกับอะโวคาโด บุ๊กส์ มาตั้งแต่ตอนออกแบบโลโก้และคาแรกเตอร์สนุกๆ ของสำนักพิมพ์ นั่นคือตัว ‘น้อนโด้’ สิ่งมีชีวิตไฮบริดระหว่างอะโวคาโดกับสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลทั้ง DEmark ของไทย และ G-Mark ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็เคยออกแบบปกหนังสือ 2 เล่ม ออกแบบปกและรูปเล่มอีก 1 เล่ม จึงรู้มือกันเป็นอย่างดี  

สำหรับหนังสือมนุษย์ต่างด้าว บรีฟจากทางสำนักพิมพ์มี 2-3 อย่าง

  • สำนักพิมพ์แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 พาร์ต ซึ่งทางสตูดิโอนำมาคิดต่อจากโครงสร้างที่ว่านี้ จึงเสนอให้เป็นหนังสือที่เปิดได้ทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง แล้วตั้งชื่อทั้ง 3 พาร์ตนั้นใหม่เป็น ภาค ดิฉันชื่อปวิน, ภาค ดิฉันเป็นมนุษย์/ต่าง/ด้าว และภาค Pavin Universe 
  • สำนักพิมพ์ไม่ได้กำหนดจำนวนหน้ามาในตอนแรก แต่กำชับว่าอย่าหนามาก เพราะค่าพิมพ์จะสูงทำให้ราคาขายต้องสูงตาม คนจะไม่ซื้อ และอยากออกให้ออกขายทันงานหนังสือเดือนตุลาคม
  • ปกและรูปเล่มเปิดกว้างให้กับทางสตูดิโอ

Reference แบบหนังสืบสวนสอบสวน

investigation board แบบในหนังสืบสวนสอบสวน รวมทั้งพวกภาพถ่าย UFO ที่เป็นภาพขาวดำ ความละเอียดไม่ชัด คือเรเฟอเรนซ์ที่ผู้เขียน ส่งมาพร้อมกับเนื้อหาและภาพพอร์เทรต

ทางสตูดิโอคิดว่าเป็นไอเดียที่เอามาพัฒนาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะ investigation board ที่ตอนแรกตั้งใจจะใช้ภาพจาก stock image แล้วมารีทัชรูปต่างๆ ของผู้เขียนใส่เข้าไป

แต่ปรากฏว่าน้องคนหนึ่งในทีมทำบอร์ดแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ โดยเอาบอร์ดติดกับผนังบ้านแล้วถ่ายรูปมาให้ดู ทีมจึงคิดว่าทำจริงเลยดีกว่า แล้วสั่งซื้อแผนที่ที่ตั้งใจเอามาเป็นแบ็กกราวนด์และโครงเรื่องหลักของภาพประกอบที่จะใช้ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งแผนที่โลก แผนที่ยุโรป และแผนที่กรุงเทพฯ จากร้านเครื่องเขียนออนไลน์ โดยกะว่าจะทำหนึ่งบอร์ดสำหรับแต่ละภาคในเล่ม และใช้วิธีถ่ายรูปแบบ zoom in, zoom out, crop, close up เป็นภาพเปิดในแต่ละบท แล้วพรินต์รูปที่ได้จากปวินมา mapping ลงตามจุดต่างๆ ในสเกลที่ถูกย่อลงมาเพื่อให้ภาพเกือบทุกภาพสามารถติดลงไปบนแผนที่ตามโลเกชั่นต่างๆ ที่ผู้เขียนบรรยายไว้ในเรื่องได้

แต่พอเอาไปทำ layout แล้ว ปรากฏว่าภาพรวมมีแต่บอร์ดที่ต่อให้ถ่ายครอปหรือมุมไหนๆ ลงไป พอหลายหน้าเข้า หนังสือก็ขาดเสน่ห์ไปมาก เพราะดูซ้ำไปซ้ำมา ทางสตูดิโอจึงล้มแบบตัวเอง เปลี่ยนใหม่หมดโดยไม่เสียดาย แล้วใช้ภาพนี้ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น

จากนั้นจึงออกแบบและทดลองทำภาพประกอบในแบบ collage และ digital painting ที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับทั้งเนื้อหาทั้ง 3 ภาค โดยให้เนื้อหาของภาพไปด้วยกันกับเนื้อหาของผู้เขียน และถ่ายทอดความ ‘แซ่บ’ แบบปวินออกมาให้ได้ แบบสเก็ตช์ที่เสนอให้บรรณาธิการและผู้เขียนดูว่า ทำภาพประกอบตามเรฟเฟอร์เรนซ์แล้วออกมาเป็นยังไง

เลย์เอาต์ที่ต้องปรับใหม่เพราะคนอาจไม่เก็ต

หน้าตาแบบแรกที่นำเสนอ ทางสตูดิโอตั้งใจจะทำให้เป็นหนังสือที่ anti-design ลองออกแบบให้เหมือนคนไม่ใช่กราฟิกดีไซเนอร์มาทำ อะไรที่พูดกันมาว่า ไม่ให้ทำ ไม่เหมาะสมในการออกแบบหนังสือ ก็จะลองทำ และลองทำพวกตัวอักษรแบบที่เคยเห็นกันบน powerpoint ในยุคสมัยหนึ่ง ใช้สีสดๆ ฟุ้งๆ พูดง่ายๆ ว่าให้มันดูกากๆ หน่อย เหมือนมีม เหมือนคนออกแบบไม่เป็น

ที่เลือกวิธีนี้ก็เพราะต้องการที่จะสะท้อนบางอย่างของความเป็นปวิน นั่นคือ การไม่จำเป็นต้องทำแบบที่คนเขาว่าว่าดี หรือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อต่อๆ กันมา สุดท้ายได้รับคอมเมนต์จากผู้เขียนว่า ดู childish หรือดูเด็กน้อยไป ทำให้ต้องรื้อแบบแล้วทำใหม่ เพราะคนอื่นก็อาจจะไม่เก็ตเหมือนกัน แต่ยังคงไว้ให้เป็นเท็กซ์ที่อ่านง่าย จะแอนตี้ดีไซน์ก็ได้แต่ไม่ต้องไร้เดียงสาขนาดนั้น

ส่วนการออกแบบการจัดวางเนื้อหา ก็พยายามทำให้เนื้อหากับภาพไปด้วยกัน แบบที่อ่านเท็กซ์แล้วไม่ต้องไปหาภาพที่พูดถึงในหน้าอื่น แต่จะอยู่ในหน้านั้นเลย 

“สำนักพิมพ์ตามใจเรา ทีแรกเขายังเสนอมาเลยว่าพวกภาพถ่ายของอาจารย์ปวินหรือภาพประกอบ เอาไปไว้หน้าเปิดบทอย่างเดียวมั้ย ที่เหลือก็โปรยเท็กซ์ ไม่ต้องมีภาพแทรก งานของเราจะได้ไม่หนักเกินไป แต่เราคิดว่าถ้าอ่านแล้วเห็นภาพตรงหน้านั้นเลยจะได้อรรถรสกว่า เหมือนไปนั่งคุยกับอาจารย์ปวินแล้วอาจาย์เขาเล่าไปเปิดรูปในมือถือให้เราดูไป” ตัวแทนของทีม Shake & Bake Studio กล่าว 

ปกที่ยังไงก็ต้องขายของด้วย 

สำหรับหน้าปกนั้น ตอนแรกทางทีมสตูดิโอตั้งใจจะให้มีแต่หน้าของผู้เขียนแบบไม่มีหน้า กับไม่มีปาก จะมีแว่นหรือไม่มีแว่นก็ได้ แล้วให้ชื่อหนังสือกับผู้เขียนตัวเล็กๆ อาจจะอยู่เฉพาะตรงสันปกด้วยซ้ำ สิ่งที่อยากจะเล่นคือ คนที่เป็นแฟนคลับจะยังจำได้มั้ยว่านี่คืออาจารย์ปวิน และจะมีวิธีทำยังไงให้หนังสือเล่มนี้ยังขายได้ในร้านหนังสือที่อาจจะไม่ต้อนรับ จึงเป็นที่มาของหน้าปวินแบบไม่มีหน้า

แต่ทางบรรณาธิการก็ยืนยันว่าอยากให้มีชื่อเรื่องบนปก ซึ่งทางทีมออกแบบก็เข้าใจเหตุผลดี เพราะเวลาสั่งหนังสือทางออนไลน์ ภาพใน thumbnail ก็เล็กอยู่แล้ว ถ้าไม่มีชื่อเรื่องอีกอาจจะดูโหดร้ายไป มันก็จะเป็นหน้าโล่งๆ เกลี้ยงๆ ซึ่งไม่สื่อสารกับคน หรือเวลาคนไปซื้อที่ร้านก็อาจจะบอกคนขายยากอีก เช่น “เอาเล่มนั้นน่ะ ที่เป็นหน้าคนไม่มีหน้า” สุดท้ายจึงเป็นการประนีประนอมกันและออกมาเป็นแบบที่เห็น ตัว lettering รอบแรกๆ ที่ทำขึ้นมาประกอบในหน้าหนังสือLettering ตัวอักษรที่ custom ขึ้นมาในการออกแบบระยะแรกที่ไปในทาง anti-design ตั้งใจทำให้ดูไม่เหมาะกับรสนิยมทางด้านกราฟิกที่ว่ากันว่าดี  พัฒนามาจากคำว่ามนุษย์ต่างด้าว และมนุษย์ต่างดาว ลองเอาดาวทรงกลมมาจัดเรียงกันเป็นตัวอักษรตามที่เห็น นำไปใช้บ้างในบางส่วนของ layout

ภาพประกอบที่ไม่ได้ใช้

พอเลือกไม่ใช้แค่ investigation board และเลือกจะไม่ anti-design วิธีการที่ทางสตูดิโอเลือกใช้สำหรับภาพประกอบก็คือ collage ทั้งแบบดิจิตัลและ handmade ใช้ทั้งพวกภาพกากและภาพคุณภาพดี ภาพ public domain มาสร้างให้เกิดเนื้อหาแบบที่ทีมต้องการ

วิธีคิดแต่ละภาพจริงๆ ก็คือการเอาภาพตัวอาจารย์ปวินที่โพสต์ท่าต่างกรรมต่างวาระจับมาคอลลาจลงบนภาพอื่นที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ไม่ว่าจะเป็นมีม ภาพกากๆ มังงะของนาโอกิ อุราซาวะ หรือเคซูเกะ อิตางากิ สไตล์แมกกาซีนยุค 2000s อย่าง THE FACE งานออกแบบของ M/M Paris และหน้าปกโมเดิร์นด็อกชุดแรก

ส่วนหลายๆ ภาพที่ไม่ได้ถูกเลือกนำไปใช้นั้น อาจจะเนื่องด้วยเหตุผล เช่น องค์ประกอบดูซ้ำกับภาพอื่น จำเป็นต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง หรือบางภาพก็ต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นที่เซนสิทีฟ เป็นต้นภาค PAVIN UNIVERSE จะเป็นภาพที่ใช้ digital painting ที่สีจัดจ้านมาก จึงต้อง test print กับโรงพิมพ์ว่าถ้าพิมพ์ออกมาจาก RGB เป็น CMYK จะเป็นยังไง ผลก็คือ สบาย 

ภาพที่ใช้ในเล่ม

ภาค ดิฉันชื่อปวิน

เป็นภาคแรกช่วงก่อนเป็นมนุษย์ต่างด้าว ภาพประกอบในภาคนี้ใช้ investigation board ที่ใส่โทนสีเหมือนหนังนักสืบ และใช้ภาพดิจิทัลคอลลาจที่ใช้วิธีคิดที่อยากให้ดูแล้วนึกถึงความเป็นมีมและการผลิตซ้ำของภาพกากที่มีเลเยอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้คอลลาจแบบ handmade ไดคัทปวินและถ่ายรูปเอาไปทำต่อใน iPad ก็มี ในภาคนี้ปวินยังคงเป็นปวิน แต่ช่วงบทสุดท้ายของภาคจะเริ่มมีการเปลี่ยนสภาพปวินบินได้ ได้ไอเดียมาจากมังงะเรื่อง Pluto โดย นาโอกิ อุราซาวะ

ภาค ดิฉันเป็นมนุษย์ต่างด้าว

ทีมตั้งใจที่จะใช้ปวินในท่าโพสต์ต่างๆ มาทำให้เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ แบบที่ใช้ภาพและเอกสารในยุคสมัยที่คนมีประสบการณ์กับ UFO และสิ่งมีชีวิตนอกโลก รวมทั้งภาพ UFO มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ทำให้ปวินบินได้ บินไปนอกโลกก็ได้ และเป็นปวินที่ไม่มีหน้าเพราะถูกทำให้เป็นอื่นไปแล้วโดยรัฐและคนในสังคมบางส่วน 

ภาค PAVIN UNIVERSE 

ภาคนี้คือจักรวาลของปวิน มีทุกเรื่องนอกเหนือไปจาก 2 ภาคแรก เป็นภาคที่คิดว่าถ้าปวินกลายเป็นแบรนด์ PAVIN แล้ว จะออกมาเป็นยังไง โดยที่การออกแบบภาพประกอบในภาคนี้จะ free flow สุดๆ ทดลองกันหลายรูปแบบจนมาลงตัวในแบบที่เห็น คือ เยอะ ร่วมสมัย แซ่บ จัดจ้าน และไม่ประนีประนอม

ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ 

“ความท้าทายน่าจะอยู่ที่ทำยังไงให้คนที่เขาไม่ได้เป็นแฟนคลับอาจารย์ปวินมาซื้อ” ตัวแทนของทีมออกแบบ Shake & Bake Studio กล่าว

“คีย์เวิร์ด ‘เรามาอย่างสันติ’ เป็นคำประนีประนอม อยากให้ลองเข้ามาทำความรู้จักคนที่คุณจะเกลียดหรือไม่เกลียดตอนหลังก็ได้ แต่ว่าส่วนมากคนเรามักจะเกลียดกันโดยไม่รู้เหมือนกันว่าเกลียดกันเพราะอะไร แค่คนบอกๆ กันมา เลยเกลียดบ้างดีกว่า

“เราอยากให้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับเขา เห็นแค่ตัวดีไซน์ หรือเห็นข้างใน แล้วอยากจะซื้อเก็บไว้เพราะมันเป็นหนังสือที่น่าเก็บ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องน่าอ่านหรือใครเขียนเลยก็ได้ แต่มันเป็นวิธีพรีเซนต์หนังสือเล่มหนึ่งในแบบที่อยากคนไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองด้วยซ้ำมาซื้อได้” 

สุดท้ายทาง Shake & Bake Studio ก็ได้ให้เครดิตกับทางอะโวคาโด บุ๊กส์ ว่า เชื่อในรสนิยมบางอย่างและความกล้าของทางสำนักพิมพ์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้เห็นหนังสือที่มีงานดีไซน์จัดจ้านถึงใจแบบนี้ออกมานั่นเอง

Cr: A Day Magazine

Cr: https://adaymagazine.com/pavin-alien-book-design/

Cr: Pavin Chachavalpongpun

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต สิริพระชนมายุ 96 พรรษา


สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร สวรรคต สิริพระชนมายุ 96 พรรษา ด้วยพระอาการสงบ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตในปราสาทบัลมอรัล สกอตแลนด์ สถานที่แปรพระราชฐานฤดูร้อน โดยมีสมาชิกพระราชวงศ์อยู่ข้างพระวรกายจนนาทีสุดท้าย

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จพระราชสมภพเมื่อ 21 เม.ย. 2469 ก่อนที่จะทรงขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระบิดาเมื่อปี 2495 ก่อนที่จะสวรรคตลงเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นสกอตแลนด์ โดยทรงครองสิริราชสมบัติ 70 พรรษา โดยพระบรมศพจะถูกเคลื่อนมายังกรุงลอนดอนในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ย.) และพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ พร้อมพระราชินี จะเสด็จกลับมายังกรุงลอนดอนพร้อมกัน

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชบุตรพระองค์โต สมาชิกพระราชวงศ์อาวุโสสูงสุด จะเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพทันที โดยจะมีการออกพระนามพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในเวลาต่อมา

ก่อนหน้าการแถลงยืนยันการสวรรคต สถานีข่าวทั่วโลกต่างเริ่มรายงานถึง “ความกังวล” ของคณะแพทย์ ที่ถวายการรักษาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมกันกับการรายงานสมาชิกพระราชวงศ์ ตั้งแต่ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์, คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ม, เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี, เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์, เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์, เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก, เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซกซ์, และพระราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ที่เสด็จมายังปราสาทบัลมอรัล เพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทั้งนี้ แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริด มิได้ทรงเสด็จมายังปราสาท เนื่องจากยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อส่งพระบุตรและเป็นกำลังพระทัยในการเสด็จเรียนในโรงเรียนเป็นวันแรก ในขณะที่ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ไม่ได้เสด็จมาพร้อมพระสวามีเจ้าชายเฮนรีแต่อย่างใด

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ สวรรคตแล้วในวันนี้ (8 ก.ย.) สิริพระชนมายุ 96 พรรษา ณ ปราสาทบัลมอรัล สกอตแลนด์ สถานที่แปรพระราชฐานฤดูร้อน ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสมภพเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2469 ทรงเป็นพระราชบุตรีในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ในพระราชวงศ์วินด์เซอร์ ทรงมีพระกนิษฐาอย่าง เจ้าหญิงมาร์กาเรต เคาน์เตสแห่งสโนว์ดอน อีกหนึ่งพระองค์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 6 ก.พ. 2495 ถึง 8 ก.ย. 2565 สิริราชสมบัติ 70 พรรษา ทรงเป็นพระประมุขของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และเครือจักรภพ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จาเมกา บาฮามาส เกรนาดา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู เซนต์ลูเชีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เบลีซ แอนทีกาและบาร์บิวดา และเซนต์คิตส์และเนวิส อีกทั้งยังทรงเป็นประมุขคริสตจักรแห่งอังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ เมื่อ 20 พ.ย. 2490 และครองชีวิตรักของสองพระองค์มาจนถึงครั้นเจ้าชายฟิลิปสิ้นพระชนม์เมื่อ 9 เม.ย. 2564 ด้วยพระชนมายุ 99 พรรษา ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชบุตร-บุตรี (ลูก) 4 พระองค์ พระราชนัดดา (หลาน) 8 พระองค์ พระราชปนัดดา (เหลน) 12 พระองค์ โดยเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร จะขึ้นครองราชย์ต่อทันทีหลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ พระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ถดถอยลงไปอย่างมาก โดยถึงแม้ว่าพระมัตถลุงค์ (สมอง) ของพระองค์จะทำงานเป็นปกติ แต่ทรงมีอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) และพระชานุ (เข่า) จนต้องทรงใช้ธารพระกร (ไม้เท้า) ออกในงานเสด็จพระราชดำเนินจนชินตา เนื่องจากปัญหาในการเคลื่อนไหวพระวรกาย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงติดโควิด-19 ก่อนที่จะทรงได้รับการรักษาจนพระพลานามัยกลับมาหายเป็นปกติ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิบัติพระราชกิจเบา หรืองดปฏิบัติพระราชกิจบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยปัญหาพระพลานามัย อีกทั้งยังทรงมีน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ปลายรัชสมัยของพระองค์อาจเข้าใกล้มามากยิ่งขึ้นแล้ว

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิบัติพระราชกิจในฐานะองค์พระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลา 70 ปี ทั้งนี้ พระองค์ไม่มีอำนาจในทางการเมืองใดๆ แต่ทรงทำหน้าที่ได้เพียงมอบคำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น อย่างไรก็ดี พระองค์ได้รับความเคารพอย่างสูงจากผู้นำทางการเมือง ตลอดจนประมุขจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไปทั้งชาวสหราชอาณาจักรและนานาชาติ

ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมานี้ พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ทรงงานโปรดของพระองค์พร้อมกันกับพระราชสวามี ก่อนที่เจ้าชายฟิลิปจะสิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 อธิบายว่าการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ทิ้ง “ช่องโหว่ช่องใหญ่” ในพระทัยของพระองค์ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้แปรพระราชฐานมายังปราสาทบัลมอรัลในสกอตแลนด์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกสถานที่โปรดของพระองค์ในการทรงงาน ก่อนที่จะสวรรคตลง

การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะมิได้เพียงแต่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพเท่านั้น แต่การสวรรคตของพระองค์จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปในอีกหน้าหนึ่ง ทั้งนี้ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร และทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ รองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ 72 พรรษา) ทรงมีนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในรัชสมัยของพระองค์ถึง 15 คน โดยมี วินสตัน เชอร์ชิล เป็นคนแรก และ ลิซ ทรัสส์ เป็นคนสุดท้าย

หลังการสวรรคต สำนักพระราชวังบักกิงแฮมจะดำเนินรหัสลับ “ปฏิบัติการสะพานลอนดอน” หรือ “Operation London Bridge” สำหรับบอกคนวงใน เช่น นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เครือจักรภพ และบุคคลสำคัญอื่นๆ ให้ทราบว่า สมเด็จพระราชินีนาถสวรรคตแล้ว จะได้เริ่มปฏิบัติตามแผน ก่อนมีการประกาศการสวรรคตที่ประตูพระราชวังบักกิงแฮม ทั้งนี้ จะมีการเรียกประชุมรัฐสภานัดพิเศษ เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะได้แถลงการสวรรคตต่อสภาสามัญชน

มีการคาดการณ์จากโบราณราชประเพณีว่า พระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะถูกอัญเชิญด้วยรถไฟหลวงไปยังกรุงลอนดอน ก่อนจะถูกตั้งไว้ในท้องพระโรงพระราชวังบักกิงแฮมเป็นเวลา 4 วัน แล้วจะย้ายไปตั้งสักการะ ณ โถงเวสมินสเตอร์ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ อีก 4 วัน และจะมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์เมื่อสวรรคตแล้ว 9 วัน ก่อนที่จะนำพระบรมศพไปฝังไว้ ณ โบสถ์น้อยเซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์

#ควีนเอลิซาเบธ
#สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่2
#สวรรคต
#VoiceOnline

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

มีรูปถ่ายรูปหนึ่งดูน่าสนใจ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

ทรงประทับเป็นแบบให้ประติมากรที่เราไม่คุ้นหน้าปั้นพระบรมรูปให้ เจ้าของเก่าที่เป็นฝรั่งบอกว่าได้รูปนี้มาแบบถูกๆจากเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะรูปถ่ายโบราณที่บ้านเราให้ค่า เพราะเป็นรูปบุคคลสำคัญ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ วิวทิวทัศน์ในอดีตของไทย กลับไปตกหล่นอยู่ในมือต่างชาติที่ไม่ได้ใส่ใจไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตั้งมากมาย ใครขยันค้นขยันหาก็มักจะได้ของเด็ดมาแบบฟลุกๆ
.
ยิ่งน่าสนใจขึ้นมาอีกที่พระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี้มีกระดาษเล็กๆ พร้อมคำอธิบายภาพแปะอยู่ด้านหลัง พิมพ์เอาไว้ว่า
.
Bildhauer schafft Büste des Knabenkönigs von Siam Der bekannte Bildhauer Benno Elkan ist zur Zeit damit beschäftigt, von dem Knabenkönig Ananda von Siam, der in Lausanne in der Schweiz erzogen wird, eine Büste zu schaffen. A.P.Bild zeigt den Bildhauer bei der arbeit.
.
โอ้ว แม่เจ้า ขนาดภาษาไทยยังกระท่อนกระแท่น แล้วนี่ภาษาเยอรมันแล้วจะอ่านรู้เรื่องได้ยังไง ขณะกำลังบ่นพึมพำกับตัวเอง ศรีภรรยาบังเอิญมาได้ยินเข้าคงเกิดความสมเพชในความโลว์เทคของสามี เลยแนะให้โหลดแอพฯ กูเกิลทรานสเลต และสอนให้ใช้เลย ณ บัดเดี๋ยวนั้น เฮ้ย อะไรจะง่ายขนาดนี้ แค่เอาโทรศัพท์ส่องไปที่ข้อความภาษาเยอรมัน แล้วข้อความทั้งหมดในภาพบนหน้าจอเราก็กลับกลายเป็นภาษาอังกฤษทันทีทันใด ดังนี้
.
Sculptor creates bust of the boy king of Siam The well-known sculptor Benno Elkan is currently busy creating a bust of the boy king Ananda of Siam, who is educated in Lausanne, Switzerland. A.P. picture shows the sculptor at work.
.
แปลความได้ว่าภาพนี้คือภาพประติมากรชื่อดังนามว่า เบ็นโน เอลแคน กำลังใจจดใจจ่อปั้นพระบรมรูปในหลวงอานันทมหิดลแห่งสยาม ผู้ซึ่งเรียนอยู่ที่โลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
.
นับเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เพราะในช่วงที่ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในหลวง รัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ ในหลวง รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยหรือสยามในขณะนั้นกำลังตกอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ราชสำนักต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่สามารถสร้างและซื้อหาผลงานศิลปะมาประดับประดาปราสาทราชวังได้มากเหมือนรัชกาลก่อนๆ อีกทั้งกษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คอยตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เรื่องอาร์ทซึ่งถูกมองเป็นของฟุ่มเฟือยย่อมกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับท้ายๆ
.
ในสมัยรัชกาลที่ 8 ผลงานศิลปะที่ถูกว่าจ้างโดยราชสำนักจึงมีจำนวนน้อยมาก พระบรมรูปในภาพถ่ายนี้ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยประติมากรที่ได้รับโอกาสอันหายากยิ่งนี้คือ เบ็นโน เอลแคน ศิลปินผู้ที่มีพื้นเพเดิมเป็นคนเยอรมนี แต่อพยพหนีนาซีไปตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษ เอลแคนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากฝีมือการสร้าง รูปเหมือน และอนุสาวรีย์ ผลงานของเอลแคนถูกนำไปแสดงตามสถานที่สำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป อิสราเอล รวมถึงในเมืองไทยเมื่อคราวที่พระบรมรูปชิ้นนี้ถูกหล่อขึ้นด้วยสำริดจนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2478 และถูกส่งจากลอนดอนมาประดิษฐานที่พระที่นั่งราชกรัณยสภา ในพระบรมมหาราชวัง
.
ถ้าไม่ได้กูเกิลทรานสเลต ป่านนี้คงยังนั่งงงเต๊กมะงุมมะงาหรา เดาสุ่มไปต่างๆ นานาว่าคนปั้นเป็นใคร ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ตกเย็นมีหวังต้องไปนั่งโซ้ยขาหมู ไส้กรอกรวม กับเซาเออร์เคราต์ที่ไหนสักแห่ง แล้วตีซี้กับเจ้าของร้านชาวเยอรมัน หรือไม่ก็ภรรยาชาวไทย ไหว้วานให้เขาช่วยแปลให้ Danke für Ihre Hilfe.
.
.
หลงเลนส์ “โหลดปุ๊บรู้ปั๊บรูปปั้น ร. 8” โดย ตัวแน่น 😉
ภาพ : เบ็นโน เอลแคน ขณะกำลังปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พ.ศ.2478 เทคนิค ภาพถ่าย ขนาด 24×18 เซนติเมตร

ที่มา:ของแหล่งข่าว
หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ขอแสดงความยินดีกับคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

มีประวัติของท่านมาฝากค่ะ..
รองศาสตราจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เกิด 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ชื่อเล่น ทริป เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ อาจารย์ และวิศวกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เขาเป็นที่รู้จักจากข้อเสนอสร้างทางรถไฟความเร็วสูงภายใต้กรอบวงเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไป และยังมีภาพลักษณ์เป็น บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี จากภาพหิ้วถุงอาหารในปี พ.ศ. 2556 และทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบนสื่อสังคม ที่มีการนำภาพไปทำเป็นอินเทอร์เน็ตมีมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อมาได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2565

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นบุตรของพลตำรวจเอก เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กับจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ (สกุลเดิม: กุลละวณิชย์) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา สองคนคือ

รศ. ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ดร.นายแพทย์ ฉันชาย สิทธิพันธุ์ กรรมการแพทยสภาวาระ พ.ศ. 2562–2564 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ท่านชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

สำเร็จปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา(เกียรตินิยมอันดับ 1) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และวิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2530

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น