ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เรียนจบแล้วกลับไปทำงานต่อที่กระทรวงเลย กองการเจ้าหน้าที่รู้ว่าทำวิทยานิพนธ์เรื่องความเป็นไทย และไทยกับพม่า เลยจับให้ไปอยู่กรมเดิมคือเอเชียตะวันออก แต่โต๊ะพม่าเต็มแล้ว เลยให้ไปทำโต๊ะกัมพูชาแทน ไปเจอหัวหน้ากองที่ชื่อพิษณุ สุวรรณชฏ (ทูตลอนดอนคนปัจจุบัน) ขี้อิจฉาเด็ก กลับไปทำงานวันแรก รู้ว่าเราจบเอก ก็บอกว่าเรา เอาหินโยนขึ้นไปบนฟ้า ตกลงมาใส่หัวปริญญาเอกเยอะแยะ คือกำลังบอกดิชั้นว่า อย่าทนงตัวว่าเรียนสูง เพราะคนกระทรวงเรียนสูงมีเยอะแยะ เออ งง มาทำงานวันแรกก็เจอแบบนี้ ไม่มีสอนงาน ไม่ให้งาน ขัดขวางทุกอย่าง งานดีเอาเข้าตัว งานห่วยก็โบ้ยมา ไอ้งานที่โบ๊ยมาส่วนหนึ่งมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา
…เคยเล่าไปแล้ว เดือนมกราคม 2003 เพิ่งกลับมาทำงานที่กระทรวงไม่กี่เดือน ถูกส่งให้ไปพนมเปญไปช่วยร่างเอกสารเรื่องความร่วมมือทางการค้า ระหว่างที่ไป เผอิญเกิดเรื่องคนเขมรไม่พอใจคนไทย โดยฮุนเซนอ้างว่า กบ สุวนันท์ พูดว่า นครวัดเป็นของไทย เท่านั้นแหละ ชาตินิยมเขมรพุ่งปี๊ด สาเหตุจริงๆ มาจากการที่ฮุนเซนกลัวจะแพ้การเลือกตั้งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เลยสร้างเรื่องความขัดแย้งกับไทยเพื่อเบี่ยงประเด็น ดิชั้นไปถึงกัมพูชา ก็เริ่มเห็นคนออกมาต่อต้านไทยมากขึ้นหน้าสถานทูตเรา ไม่อยากเชื่อ ภายใน 2 วัน เกิดการเผาสถานทูตจนเละ โชคดีที่ดิชั้นไม่ได้อยู่ในสถานทูตตอนนั้น ต้องระหกเร่รอน ไปเช่าโรงแรมฝรั่งนอนเพื่อหลบหนีคนคลั่งชาติเขมร เพราะมันโจมตีธุรกิจของไทยทั้งหมด รวมถึงโรงแรม จึงต้องไปพักโรงแรมฝรั่ง แล้วมันยังโจมตีคนไทยด้วย ทีนี้ อีรัฐมนตรีพาณิชย์ตอนนั้น อดิศัย โพธารามิก กำลังบินมาเขมรเพื่อมาลงนามในข้อกตลงการค้าที่เราช่วยกันร่างไว้ล่างหน้า เมื่อเครื่องลงที่สนามบิน ตอนนั้นเขมรประกาศสภาวะฉุกเฉินแล้ว นางโทรมาบอกให้เรารีบมาสนามบิน เพราะจะเอาเรากลับบ้าน ไม่อย่างนั้นเราอาจตกค้างในเขมร เราเลยรีบนั่งรถไปสนามบินผ่านม็อบคลั่ง เชื่อไหม พอไปถึงสนามบิน อีอดิศัยกับคณะบินกลับไปแล้ว รับกลับจนไม่รอเอากระเป๋ากลับไปด้วย นอกจากจะทิ้งให้เราอยู่ในสนามบิน ยังขอให้เราดูแลกระเป๋าของพวกเค้าด้วย เย็ดแม่มากค่ะ
…เราเลยต้องนั่งรถกลับโรงแรม น่ากลัวมาก เพราะม็อบมันตรวจรถทุกคันว่ามีคนไทยไหม โชคดีดิชั้นสวยแบบหมวยๆ เลยบอกว่ามาจากสิงคโปร์หล่ะ เลยรอดตัว สุดท้าย ทักษิณส่ง C130 มารับกลับบ้าน เราถูกอพยพเช้ามืด มีรถถึงมานำหน้ารถเรา เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน บินกลับกรุงเทพ ครั้งนั้นก็ติดหนี้ทักษิณเหมือนกัน พอกลับกรุงเทพ ก็รีบตรงไปกระทรวง เค้ากำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเขมร แม้ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็พยายามปิดปากเรา กระทรวงขอไม่ให้ดิชั้นบอกสื่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้ย มันไม่แฟร์เลย ประชาชนควรต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอกตรงๆ ผิดหวังกับกระทรวงมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
…ทำงานได้ประมาณปีนิดๆ คือเรียนจบกลับมาทำงานเดือน ตค 2002 พอคริสต์มาส 2003 ดิชั้นก็ถูกส่งไปประจำการต่างประเทศ กระทรวงให้ดิชั้นเลือก 3 อันดับ (สำหรับข้าราชการที่ออกประจำการครั้งแรก ในยุคนั้น เราต้องเลือกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ห้ามเลือกประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปหรืออเมริกา) ดิชั้นเลยเลือกปักกิ่ง ฮ่องกง และสิงคโปร์ (ค่ะ ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ในที่สุด ดิชั้นได้สิงคโปร์ ตามคำแนะนำของปลัดกระทรวงตอนนั้นคือคุณเตช บุนนาค ให้เหตุผลว่า ดิชั้นมีความเชี่ยวชาญงานวิชาการ ให้ไปสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีงานวิชาการมาก และถูกจัดให้เป็น listen post คือทีประจำการที่ต้องไปฟังว่าคนต่างชาติเค้าพูดอะไรบ้าง หน้าที่หลักก็คือ ไปนั่งฟังงานสัมมนาทั้งหลาย และรายงานกลับกระทรวงค่ะ
….ตอนแรกไม่ตื่นเต้นเลยที่ต้องไปสิงคโปร์ จึงเลือกเมืองนี้เป็นอันดับ 3 เพราะคิดว่าน่าเบื่อ และในช่วง 2 ปีแรกก็คิดว่าน่าเบื่อจริงๆ จนต่อมาเปลี่ยนใจ จากเบื่อ กลายเป็นรักสิงคโปร์ การได้มาเป็นนักการทูตในสถานทูตไทยที่สิงคโปร์มันคือจุดเปลี่ยนชีวิต ตาสว่างแล้วสว่างอีก ตอนหน้ามาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตนักการทูตในสถานทูตเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงลาออกค่ะ
…ปล: รูปนักการทูตหญิง









