หมวดหมู่
ตาสว่าง

คอลัมน์ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” by Thai Rights Now

15 กุมภาพันธ์

ศาสนากับการเมืองไทย

จากความเชื่อสู่การปกครอง

ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เมืองไทยคือเมืองพุทธ” และเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางศาสนามาผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็ตามพวกเราก็จะขอนำเรื่องนี้มาเสนอ โดยนำกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยจนนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมายในสังคมไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๓๑:
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา ๖๗:
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลาย พระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย

เห็นได้ว่าแม้กระทั่งในตัวกฎหมายของรัฐธรรมนูญเองนั้นก็มีความขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ มาตรา 31 ช่วงแรกบอกว่าทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งคำว่าศีลธรรมในที่นี้ก็คือกรอบของศาสนาพุทธที่เอามาครอบไว้ มิหนำซ้ำ ยังมี มาตรา 67 ที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครอง ศาสนาพุทธ และส่งเสริมในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท และพึงส่งเสริมให้ชาวพุทธมีส่วนร่วมในกลไกดังกล่าวอีก สรุปแล้ว การเป็นคนสัญชาติไทยในประเทศไทยนั้นมีสิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้เสมอหน้าเท่าเทียมกับศาสนาพุทธจริงหรือ คำตอบคือไม่ ไม่จริงเลยสักนิด

จากตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญข้างต้นที่กล่าวมา จะขอแยกเป็น 2 ปัญหาหลักใหญ่คือ 1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย และ 2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท

1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย
กฎหมายทุกมาตราในรัฐธรรมนูญไทยปี 60 ที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีแม้แต่มาตราเดียวที่เขียนรองรับกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย แล้วการที่กลุ่มคนที่ไม่มีศาสนามิได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะเป็น ปรปักษ์ หรือ ภัยความมั่นคงต่อศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง อีกทั้งสิ่งที่ทำให้คนอยู่รวมกันอย่างสงบสุขในสังคมก็มิใช่เป็นศาสนา แต่เป็นกฎหมายแต่ดูเหมือนว่าทางนิตินัยกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกกีดกันออกจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งทางด้านพฤตินัยก็ทำให้คนกลุ่มนี้โดนกีดกันทางสังคมเช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อีพวกไม่มีศาสนาแล้วมันจะนำเดินชีวิตอย่างไง” “แล้วมีอะไรยืดเหนียว” “ทำไมเป็นพวกบาปหนา” “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการที่จะเลือกนับถือ (หรือไม่นับถือ) ศาสนาอะไรก็ได้

2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของสาเหตุปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือการแทรกแซงการนับถือศาสนาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ตัวศาสนาพุทธเถรวาท (ทุกศาสนามีความทรงคุณค่าและศักดิ์ในตัวเอง) แต่ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่อุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อีกทั้งมีการส่งเสริมในการเผยแผ่หลักคำสอนออกไป มันทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักเกิดปัญหาเรื่อง minority discrimination หรือ การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ลองคิดดูว่าหากคุณไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่คุณต้องยืนเข้าแถวตอนเช้าท่ามกลางกลุ่มคนที่สวดมนต์, คุณต้องดูถ่ายทอดสดพิธีกรรมทางศาสนาที่คุณไม่ได้นับถือในทุกช่องทีวี, คุณต้องเรียนวิชาพุทธศาสนา แทนที่จะเป็นวิชาศาสนาศาสตร์, ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่หากเกิดการก่อตัวเป็นระยะเวลาอันยาวนาน อีกทั้งการถูกรัฐเลือกปฏิบัติก็สามารถนำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ได้

ดังนั้นสิ่งที่รัฐไทย ควรทำคือต้องให้ สิทธิเสรีภาพในการนับถือ หรือไม่นับถือศาสนาอะไรก็ได้ และไม่ควรด้อยค่าศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยการอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติ แต่สิ่งที่ควรทำคือการสนับสนุนและส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา อย่างเท่าเทียมกัน ย้ำอีกครั้ง ตัวศาสนาเอง มิใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาของเหตุการณ์บ้านเมืองหรือการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย แต่ตัวปัญหาที่แท้จริงคือ การแทรกแซงและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐไทยต่างหากที่เป็นตัวปัญหา

ดูเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม: https://ilaw.or.th/sites/default/files/%2060.pdf

§

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now: https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงกลางปี 2011 มีเพื่อนที่ญี่ปุ่นกระซิบว่า ที่มหาลัยเกียวโตเปิดสมัครรับอาจารย์ จริงๆ ตอนแรกก็ไม่กระตือรือล้นเท่าไหร่ แต่ก็ไปสมัครดู จากนั้นไม่นาน ทางญี่ปุ่นก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์ รับ 1 ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ สรุปว่าผ่านสัมภาษณ์ค่ะ ก็แค่นั้น จบชีวิตที่สิงคโปร์ที่อยู่กับมันมาถึง 9 ปี ใครจะวิจารณ์สิงคโปร์ว่าเป็นอย่างไร แต่ดิชั้นยังรักในประเทศนี้ ในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และมันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิชั้นรู้จุดยืนของตัวเอง จนนำไปสู่การลาออกจากระบบราชการ…มาเริ่มงานที่เกียวโตเดือนเมษายนปี 2012 มีวิชาที่ต้องสอนในปีแรกๆ 3 ตัว ย้ายจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่นมันก็เป็น culture shock อย่างหนึ่ง จากการที่สิงคโปร์ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของญี่ปุ่นนี่ปล่อยเป็น free flow เลย คือเค้าไม่มาสนว่าเราต้องทำอะไร ทำแบบไหน ตราบที่ความรับผิดชอบของเราไม่บกพร่อง ดิชั้นกล้าพูดเลยว่า จากการเดินทางมารอบโลก ไปสอนมาหลายมหาวิทยาลัยของโลก ไม่มีที่ไหนที่ให้เสรีภาพทางวิชาการได้เท่าญี่ปุ่น แม้แต่ช่วงเวลาที่เลวร้ายชองดิชั้น รัฐบาลญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยเกียวโตเคารพในเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของดิชั้นแต่อย่างใด อีกอย่างที่จะแจ้งให้สลิ่มไทยทราบ ญี่ปุ่นมีประเพณีของการรักษาบูรณาการทางวิชาการสูง แม้แต่การเมืองก็แทรกแซงไม่ได้ ไอ้การที่จะกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้มากดดันดิชั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้….พอมาเป็นอาจารยเต็มตัวก็เดินหน้าเลคเชอร์เรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นได้รับเชิญจากมหาลัยไทยไปบรรยายบ่อย ต้องเดินทางโอซาก้า-กรุงเทพบ่อย และดิชั้นก็ชอบ จนมันเกิดรัฐประการล้มยิ่งลักษณ์ในปี 2014 จากนั้นทุกคนคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นถูกเรียกปรับทัศนคติ แต่ดิชั้นปฏิเสธเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่เสนอที่จะส่งอีหมูหยองเป็นผู้แทนดิชั้นไปรับการปรับทัศนคติแทน ซึ่งทำให้ทหารมันโกรธมากเพราะมันรับการถูกล้อไม่ได้ มันเลยออกหมายจับ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ทำให้ดิชั้นกลายเป็นผู้ลี้ภัยข้ามคืน…จากนั้น ดิชั้นก็ถูกรังแกมาตลอด ทหารส่งคนไปรังควานแม่ครั้งแรก ต่อมา เมื่อดิชั้นได้รูปลับศรีรัศมิ์ที่ถูกบังคับโกนหัว แล้วดิชั้นเขียนเรื่องนี้ลงเฟซบุ๊ค (แม้จะยังไม่ลงรูป) วชิราลงกรณ์ส่งคนจาก 904 ไปรังควานแม่อีกรอบ คราวนี้ขู่ว่า ถ้าดิชั้นไม่หุบปาก คนในบ้านจะเจ็บตัว ไม่ใช่แค่คนในบ้านถูกรังควาน การเดินทางของดิชั้นในช่วงแรกๆ หลังรัฐประหารก็ลำบาก ดิชั้นถูกกักตัวหลายสนามบิน เพราะสถานทูตไทยแจ้งว่าดิชั้นเป็นอาชญากร การบรรยายหรือเล็คเชอร์แรกๆ ก็มีเจ้าหน้าที่สถานทูตมาป่วน ดิชั้นไม่เอาพวกนี้ไว้ ดิชั้นด่าพวกแม่งต่อหน้าฝูงชนระหว่างการเล็คเชอร์ของดิชั้น พอกันทีกับการเป็นฝ่ายรับจากสถานการณ์แบบนี้ ดิชั้นขอรุกบ้าง แม้ในชีวิตจริง ดิชั้นจะยังเป็นรับก็ตาม…นี่คือตอนจบของซีรีย์ #ตาสว่าง เรื่องนี้มันสอนอะไรดิชั้น มันสอนว่า ดิชั้นเกิดมาในครอบครัวที่อาจจะดีกว่าหลายคน ได้เข้าในสังคมที่ดี ได้รับการศึกษาดี หน้าที่การงานดี แต่สิ่งเหล่านี้มันได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงตัวเอง จากต้นทุนที่มีไม่มาก ดิชั้นเห็นถึงสองมาตรฐาน เห็นกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ การรัดคิว การได้รับผลตอบแทนในชีวิตที่ไม่ต้องเหนี่อย เพียงเพราะเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่เค้าปกป้องมันไว้ ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบนั้น คุณต้องทำงานเหนื่อยเป็นร้อยเท่า ยังไงก็ยังไม่ได้เท่าพวกเค้าอยู่ดี….นี่ไม่ใช่เรื่องการต้องยอมรับในวาสนาห่าเหวอะไร ใช่ เกิดมารวยจนต่างกัน แต่สังคมต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในสังคมไทยมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราถลำลึกในสังคมที่อิงกับระบบอุปถัมภ์ ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งเพาะโรคร้าย เอาง่ายๆ แค่เรื่องการคืนยศเมื่อวานที่มันผิดไปจากกรอบพิจารณาทางกฎหมาย คนที่ได้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ยังคงเดินหน้าออกมาแก้ต่างให้แบบน้ำขุ่นๆ….ดิชั้นต้องการอะไร จริงๆ แค่ต้องการสังคมที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมอย่างว่า ดิชั้นสนับสนุนข้อเรียกร้อง 10 ขัอของนักศึกษาในการพาสถาบันกษัตริย์กลับสู่รัฐธรรมนูญ นี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องล้มเจ้า พ่อมึงตาย นี่คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับประชาธิปไตยเท่านั้น…สุดท้าย เรามาถึงปี 2020 เราควรต้องเข้าใจกันเสียทีว่า ความรวยจนอาจจะแบ่งชนชั้น แต่ในความเป็นมนุษย์ เราทุกคนเท่าเทียมกัน ดิชั้นเป็นด๊อกเตอร์จบปริญญาเอก แต่ความเป็นมนุษย์ ดิชั้นมีค่าเท่ากับอีเย็นที่ไถนาอยู่ที่หนองบัวลำภู ตำแหน่งกษัตริย์เป็นแค่หัวโขน ถอดมันออก เราคือมนุษย์เท่ากัน และดิชั้นถือในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมาก ดิชั้นจะไม่ยอมรับความต่ำต้อยของตัวเอง จะไม่ยอมกราบใครค่ะ ภูมิใจเกิดมาเป็นกะเทยเริ่ดๆ เชิ่ดๆ สวยๆ ผัวเยอะ…. ลาไปก่อนค่ะ…ปล: รูปนี้ถ่ายวันสุดท้ายก่อนออกจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 17

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงเวลาหรือ timing มันได้มาก ดิชั้นให้การต้อนรับพระเทพที่มาเยือนที่สถาบันเพื่อฟังการบรรยายของดิขั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดิชั้นทำแคมเปญฝ่ามืออากง ที่มีความหมายของการต้องการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ที่เผอิญต้องต้อนรับเจ้าในช่วงนี้ หลังจากพระเทพกลับไปแล้ว ภายในไม่กี่วัน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพ เพื่อเชิญให้ดิชั้นเข้าไปบรรยายสรุปให้เค้าฟังที่กรุงเทพ โดยจะออกค่าเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เรื่องที่ขอให้บรรยายคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เอาจริงๆ หัวข้อแบบนี้ เอาอาจารย์จากไทยไปบรรยายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ฐิตินันท์ หรือแม้แต่อีปณิธานก็น่าจะบรรยายได้ ก็เลยงงว่าทำไมหวยมาลงที่ดิชั้น

….ดิชั้นรับปากไปแล้ว ก็เดินทางไปจริงๆ ไปถึงปุ๊ป ก็มีคนมารอรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปส่งที่พัก ให้พักก่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น ส่งรถมารับ และพาไปที่บรรยาย ถ้าจำไม่ผิด ก็คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่นครนายก จริงๆ เมื่อตอนที่ดิชั้นจบเอกใหม่ๆ ดิชั้นก็ได้รับการทาบทามให้ไปสอนที่นั่นหลายครั้ง แต่ผ่านคอนเน็คชั่นของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเข้าต้องการข้าราชการที่สามารถบรรยายเรื่องการเมือง/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้น การกลับไป จปร รอบนี้ จึงไม่แปลกเท่าใด

….ที่แปลกก็คือ คลาสที่ดิชั้นบรรยายมีคนฟังไม่มาก มีพระเทพนั่งฟัง และก็นายทหารระดับสูงไม่มาก ไปถึงปุ๊ป ดิชั้นก็ฉอดๆๆ บรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร พม่า และลาว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง (มีการพักเบรคนิดหนึ่งระหว่างการบรรยาย) เช่นเคย พระเทพก็จดๆๆๆๆ เมื่อบรรยายเสร็จ ก็เปิดให้มีการถามคำถาม แทบจะไม่มีการถามจากทหารคนอื่นเลย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่มาจากพระเทพ ซึ่งก็เป็นคำถามทั่วไป ไม่ได้พลิกแพลงพิสดาร

…ทีนี้ หลังบรรยายจบ ก็มีการมอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยาย จำไม่ได้ว่าอะไร แต่รู้ว่าเป็นของไร้ค่า ไม่ไดอารี่ ก็ที่ทับกระดาษ ดิชั้นรับจากมือพระเทพ และมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้น ที่งงมากๆ คือ ดิชั้นได้รับเชิญให้ทานอาหารกลางวันกับพระเทพ โดยเราย้ายไปอีกห้องหนึ่ง มีดิชั้นนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับพระเทพ เพียง 2 คน และมีทหาร (คิดว่าน่าจะเป็นองครักษ์) นั่งอยู่คนเดียวโต๊ะถัดไป บอกตรงๆ ว่าประหม่า เพราะใช้คำราชาศัพท์ไม่เก่ง และก็เกร็งที่ต้องกินข้าวกับเจ้าสองต่อสอง ดิชั้นขอข้ามเรื่องอาหารการกิน เพราะมันมีรายละเอียดมากเกินไป บอกได้แต่เพียงว่า พระเทพชอบการกินมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือบทสนทนา

…การพบกับวันนั้นคือวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 2011 ถ้าใครจำได้ ยิ่งลักษณ์เพิ่งเป็นนายกได้ไม่นาน และประสบปัญหาน้ำท่วม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานซะหนักแม้เพิ่งขึ้นสู่อำนาจ บวกไปกับประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่กำลังเร่าร้อน ด้วยเรื่องอากงและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ทั้งหมดมันกลายมาเป็นฐานการพูดคุยที่น่าสนใจมาก อ้อ ขอบอกก่อนว่า พระเทพชวนคุยเป็นหลัก เป็นกันเองในจุดหนึ่ง ดิชั้นไม่ได้ชวนคุยหรือเริ่มบทสนทนาก่อน เพราะมันเป็นมารยาทที่ไพร่จะชวนเจ้าคุยไม่ได้ หรือไม่เหมาะอะไรก็แล้วแต่

…บทสนทนาเริ่มจากการที่พระเทพพูดเรื่องน้ำท่วม ที่ดิชั้นค่อนข้างแปลกใจคือ การพูดถึงปัญหานี้แบบไม่ได้โทษใคร ไม่ได้โทษยิ่งลักษณ์ โดยพูดว่า มันเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จะโทษรัฐบาลเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ คืออันนี้เริ่มงงละว่าจะมาไม้ไหน จากนั้นก็มาโฟกัสเรื่องยิ่งลักษณ์ โดยถามดิชั้นว่า “เค้าเป็นใครเนี่ยยิ่งลักษณ์” คือคำถามนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์คือใคร แต่เป็นการถามเพื่อขอความเห็นว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ถึงสำคัญ ทำไมนางชนะการเลือกตั้ง ทำไมจึงมีทูตต่างประเทศเข้าคิวเพื่อจะพบกับนาง ทำไมๆๆๆ แล้วเอาจริงๆ พอดิชั้นจะตอบคำถามเหล่านี้ ดูเหมือนพระเทพจะไม่สนใจคำตอบ อีกนัยหนึ่ง นี่มันไม่ใช้คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น เข้าใจไหมคะ

….พระเทพไม่ได้ตำหนิยิ่งลักษณ์แม้แค่คำเดียว ในทางตรงกันข้าม ได้ขอให้ดิชั้นให้ความเห็นเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งนายกไป โดยเป็นคำถามที่ล่อมาก คือถามว่า ทำไมอภิสิทธิ์ชอบทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน (ในกรณีเขาพระวิหาร) คือโดยสรุป ตามที่ดิชั้นตีความ การชมยิ่งลักษณ์และตำหนิอภิสิทธิ์คือความต้องการที่จะแสดงว่า พระเทพเข้าใจการเมืองไทย ไม่ได้ฝักใฝ่สีไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอันนั้นถือว่าน่าสนใจมาก ถามว่าดิชั้นเชื่อตามนั้นหรือไม่ อันนี้พูดยาก รู้แต่เพียงว่า พระเทพไม่ธรรมดา และฉลาดในเรื่องการวางตัวทางการเมือง ส่วนเรื่องที่ทำไมเชิญดิชั้น และมาพูดเรื่องนี้กับดิชั้น อาจเพราะอยากให้ดิชั้นไปพูดต่อว่าพระเทพมีความเป็นกลางทางการเมือง

…..ก่อนจบอาหารกลางวัน พระเทพขอบใจดิชั้นเรื่องช่วยจัดการเรื่องการขอทุนวิจัยให้พระเทพที่สถาบันของดิชั้นที่สิงคโปร์ แต่ก็คุยทับว่า พระเทพก็ได้ทุนแบบนี้จากมหาลัยฮาร์วาร์ดด้วยเหมือนกัน (แต่จากโครงการไทยศึกษาที่ได้เงินสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์นั่นเอง) ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือการมอบของที่ระลึกอีกชิ้นให้ดิชั้น นั่นคือรูปที่ถ่ายก่อนหน้าที่ในท่าที่ดิชั้นรับของจากมือพระเทพ ทางเจ้าหน้าที่เอารูปไปปรินท์อย่างรวดเร็ว ใส่กรอบทอง และพระเทพมอบให้ดิชั้นอีกครั้งพร้อมลายเซ็น ตอนนี้ตั้งอยู่ที่ออฟฟิสที่ญี่ปุ่นค่ะ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นได้พบกับพระเทพค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เริ่มงานเป็นนักวิชาการที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์ วันที่ 1 มกราคม 2008 กระทรวงต่างประเทศให้ลา 2 ปี ดิชั้นสัญญากับสถาบันและกระทรวงว่าจะเขียนหนังสือเรื่องนโยบายต่างประเทศให้ 1 เล่ม และในที่สุดก็สำเร็จ นั่นคือ Reinventing Thailand: Thaksin and His Foreign Policy ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์อ่าน ชื่อว่า “การทูตทักษิณ” ตลอดสองปี ดิชั้นเริ่มศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังรัฐประหารทักษิณ เห็นการชักใยการเมืองของทหารและสถาบันกษัตริย์ ไอ้ที่เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าเราไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ของโครงสร้างแบบนั้น เราจะถูกย่ำยีตลอด ความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็เป็นจริงมากขึ้น

….พอครบสองปีปุ๊ป ต้องกลับกระทรวง ตอนนั้นมั่นใจเลย 100% ว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราแล้ว และการวิจารณ์เจ้าก็ถูกจับตามองมากขึ้นจากคนในกระทรวง ดิชั้นคิดว่ามันไม่ healthy ที่จะเป็นทั้งข้าราชการและวิจารณ์รัฐบาล/เจ้าไปในเวลาเดียวกัน เลยตัดสินใจลาออก บอกแม่ที่บ้าน ที่อยากเห็นลูกสาวเป็นทูต บอกว่า แม่ขา มันไม่ใช่ของหนูค่ะ แม่ก็ยอมรับโดยดี ลาออกปุ๊ป ทางสถาบันก็รับตัวเข้าทำงานฟูลไทม์เลย เริ่มงานอย่างจริงจังก็ในต้นปี 2010 นี่คือลาออกจากกระทรวงมา 10 ปีพอดี และต้องใช้ทุนคือเป็นจำนวนมหาศาล แม้เราไม่ได้เอาทุนมาจากรัฐบาลไทยก็ตาม

…ออกมาปุ๊ป ที่นี้ก็ลุยทำงานวิจัยเรื่องสถาบันมาตั้งแต่นั้น แรกๆ คิดว่า การวิจารณ์ไทยในสิงคโปร์คงไม่เป็นไร แต่เอาจริงๆ สถาบันดิชั้นดันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลสิงคโปร์ แล้วเราก็รู้กันว่า สิงคโปร์มันก็มีความเผด็จการในตัวเหมือนกัน นี่คือที่ต่างจากญี่ปุ่น หมายความว่า พอเราวิจารณ์เจ้า สิงคโปร์ก็ร้อนตัว กลัวว่าจะทำให้ไทยโกรธ ก็เรียกดิชั้นไปตักเตือนเรื่อยๆ ขอให้เบาๆ ลง ดิชั้นก็ไม่เคยเบาลง มีแต่หนักขึ้นเรื่อยๆ

…จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ดิชั้นตื่นมาพบกับข่าวที่ทำให้โกรธมาก ชายแก่ไทย-จีนอายุ 62 ปี ถูกจับข้อหาหมิ่นเจ้า ติดคุก 20 ปี เรารู้จักเค้าในชื่ออากง โอ้โห ทำไมมันป่าเถื่อนอย่างนี้ แกถูกใส่ร้ายว่าส่งข้อความ 4 ชิ้นไปที่เลขาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด่าสิริกิติ์ ดิชั้นเห็นว่า แม้ทำจริง การสั่งคนติดคุก 20 ปีมันมากเกินไป จึงคิดว่าจะทำเคมเปญช่วยแก ก็ไปได้ไอเดียจากอองซานซูจีที่ต้องการช่วยนักโทษการเมือง โดยการเขียนชื่อนักโทษการเมืองบนฝ่ามือ (กลายเป็นฝ่ามืออากง) ดิชั้นเอาไอเดียนี้มาเขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ แล้วถ่ายรูปลง ฟบ สรุปว่า กลายที่เป็นนิยมและหลายคนทำตาม จนดิชั้นคิดว่ามันกลายมาเป็นความเคลื่อนไหวระดับชาติ เราทำอย่างจริงจัง เปิดให้คนส่งรูปมา แล้วทำหนังสือขาย รายได้ทั้งหมดมอบให้อากงและครอบครัว

….เผอิญดิชั้นได้มีโอกาสกลับไทย มีคนแนะนำว่า ก็ให้เอาเงินไปมอบให้อากงเองเลย ดิชั้นก็ไปเรือนจำ ไปพบป้าอุ๊ที่เป็นภริยาอากง เมื่อเจออากงที่ยืนอยู่ในคุก เรายืนคุยกันผ่านลูกกรง ป้าอุ๊แนะนำดิชั้นว่า “คนนี้คือคนที่เค้าช่วยเรื่องลื้อและเอาเงินมามอบให้” อากงร้องไห้ทันที ขณะที่มือจับลูกกรงอยู่ แล้วอากงทรุดตัวลงไปเพื่อกราบดิชั้น ดิชั้นเอามือลอดผ่านลูกกรง ดึงตัวเค้าขึ้นมา เค้าบอกดิชั้นว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าถูกกลั่นแกล้ง ร้องไห้น้ำตาอาบสองแก้ม เราก็ร้องไห้ตามไปด้วย อากงยังฝากให้ช่วยดูแลลูกหลานแกด้วยหากเป็นอะไรไป ในที่สุด แกก็เสียชีวิตในคุกในปีถัดมา

….โอ้โห นี่คือทั้งโกรธ อีกแล้ว และเสียใจ ทำไมระบอบมันทำกับคนแก่ ผู้บริสุทธิ์ได้แบบนี้ ด้ชั้นจำได้ว่าดิชั้นเลิกเล่น ฟบ ไปพักหนึ่งหลังจากแกตาย เพราะทำใจไม่ได้ และรู้สึกว่า แคมเปญของเราที่ต้องการช่วยชีวิตเค้า มันล้มเหลว ในทางกลับกัน ชื่อดิชั้นกลายมาเป็นที่จับตามองว่า เป็นผู้ชอบวิจารณ์เจ้า อาจจะมีหลายคนที่เริ่มรู้จักดิชั้นจากตรงนั้น

…ตรงนี้ คือเรื่องของพระเทพที่แทรกกลับมาพอดี พอถึงตอนนั้น ดิชั้นลาออกจากกระทรวงได้เกือบสองปี วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพว่า พระเทพอยากจะมาดูงานที่สถาบันดิชั้นและอยากเรียนรู้เรื่องอาเซียน ประจวบเหมาะที่ดิชั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของศูนย์ศึกษาอาเซียนของสถาบันนั้น ก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้บรรยายให้พระเทพในโอกาสนั้น พอดีอาจารย์ชาญวิทย์มาทำวิจัยที่สถาบันดิชั้นพอดี เราได้มีโอกาสรับพระเทพพร้อมกัน ดิชั้นรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้พระเทพ 1 ชม เต็ม ตลอดเวลาที่บรรยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) พระเทพจดยิกๆๆ เมื่องานเสร็จ พระเทพเดินไปดูร้านหนังสือ จากนั้น ก็เดินตรงมาหาดิชั้น ในฐานะที่เคยรู้จักดิชั้นมาก่อน เพื่อเข้ามาทักทาย (ดิชั้นไม่มีสิทธิ์เดินไปทักทายก่อนนะคะ)

….พระเทพถามดิชั้นว่าสบายดีไหม แล้วเล่าว่า “เออ เพื่อนชั้นที่เมืองนอกเค้าฝากให้ชั้นซื้อหนังสือของเธอนะ (A Plastic Nation) ชั้นก็ไปหาซื้อในร้านไทย ไปเจออยู่ในร้านนึง หน้าปกยับยู่ยี่ ชั้นถามว่า หน้าปกยับแบบนี้ ลดราคาได้ไหม เธอรู้ไหมเด็กในร้านตอบชั้นว่า ลดไม่ได้ค่ะ ชั้นเลยต้องซื้อราคาเต็ม”

…คือดิชั้นงง บอกเพื่ออะไร? แล้วจริงๆ หรอที่เด็กไม่ลดราคาให้ ถ้าดิชั้นเป็นอีเด็กคนนั้น อย่าว่าแต่ลดราคา ยกหนังสือให้ทั้งแผงก็ต้องทำ…. แต่จากนี้ มีอะไรที่สนุกกว่า เพราะมันนำพาให้ดิชั้นได้รับเชิญจากพระเทพให้กลับไปทำภารกิจอย่างหนึ่งที่ไทย….. เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ก่อนที่จะเล่าเรื่องพระเทพต่อไปนั้น ยังไม่อยากเล่าข้ามว่าทำไมถึงลาออกจากราชการ ดิชั้นประจำการที่สถานทูตตั้งแต่ปี 2004-2007 เต็ม 4 ปี ในช่วงเวลานี้ ได้ทำงานเต็มที่ ได้รับเจ้าอย่างที่เล่าให้ฟัง ได้เห็นการเมืองภายในสถานทูต พอคนน้อย อีพวกข้าราชการที่ระดับสูงกว่าก็ข่มข้าราชการระดับล่าง ดิชั้นก็สู้ ดิชั้นไม่ยอม ยศใหญ่ยังไง ถ้าจะมาบูลลี่กัน ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ใครใกล้ชิดทูต ก็ได้ดี ได้โปรโมท ใครที่ทูตเกลียดก็ซวยไป ไม่ได้เลื่อนขึ้นอะไรแบบนี้ อยู่แล้วเบื่อหน่ายมาก ดิชั้นไม่ได้สนิทกับทูตเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ทูตมันต้องพึ่งดิชั้นเขียนรายงานต่างๆ มันจึงต้องทำดีกับดิชั้น แม้ว่ามันจะเกลียดในความกระด้างกระเดื่องของดิชั้น แต่จนป่านนี้หลายคนคงรู้ว่าดิชั้นแสบ ดิชั้นก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตดิชั้น การไปโพสต์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แต่อีกส่วนก็ต้องมานั่งเสียประสาทกับการเมืองภายในแบบนี้ ในจุดที่เครียดมาก มีคนแนะนำว่า ให้ดิชั้นเอาหมามาเลี้ยง ดิชั้นก็ฟังไปอย่างงั้นแหละ เมื่อมีคนชวนไปฟาร์มหมาที่สิงคโปร์ ก็ไปอย่างงั้นแหละ จนกระทั่งไปเจอน้องหยอง ตอนนั้นแค่ 3 เดือนเอง เห็นหยองแล้วตกหลุมรัก เลยเอามาเลี้ยง เมื่อวันที่ 23 ตค 2005 ตอนนั้นหยอง 3 เดือน มาวันนี้ เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว….การเมืองในสถานทูตหรือจะร้อนแรงเท่าการเมืองไทย ดิชั้นดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการชุมนุมของพันธมิตรตั้งแต่ช่วงปี 2005 เพื่อต้องการล้มทักษิณ แม้ในใจเห็นว่า ทักษิณมีนโยบายผิดหลายอย่าง และมีข่าวการคอร์รัปชั่น รวมถึงประเด็นที่พลาด อาทิ สงครามปราบปรามยาเสพติด และการที่ชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตที่กรือแซะ และตากใบ ในสายตาดิชั้น ทักษิณสูญสิ้นความชอบธรรม แต่ดิชั้นก็คิดว่า การไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ มีการชูรูปในหลวง ราชินี ในการชุมนุมของพันธมิตร มีการพูดถึง “ผ้าฟันคอสีฟ้า” เพื่อที่จะบอกว่าสิริกิติ์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการชูป้ายต่างๆ ที่มีข้อความการสนับสนุนจากเจ้า อาทิ รักในหลวง ร่วมกันต้านทักษิณ เท่ากับเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเจ้า และใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูกับสถาบันกษัตริย์…ช่วงนั้นวุ่นวายมาก เพราะทักษิณสนิทกับสิงคโปร์ และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เตมาเส็กของสิงคโปร์ กลายมาเป็นประเด็นที่พันธมิตรโจมตี มีการประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย มีการเผารูปปั้นเมอร์ไลอ้อน และเครื่องบินจำลองของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ นักการทูตอย่างเราต้องเป็นหนังหน้าไฟ คอยแก้ต่างให้กลุ่มพันธมิตรตามที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งมา….จนกระทั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 ดิชั้นนั่งดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการทำรัฐประหาร ในใจโกรธมากว่า ทำไมต้องอาศัยวิธีนี้ในการกำจัดทักษิณ ทักษิณสามารถถูกกำจัดได้ด้วยวิธีที่มีความชอบธรรมอื่นๆ ที่มันเลวร้ายกว่านั้น เราได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้ง (ตอแหล) ฝ่ายสิงคโปร์ว่า 1) การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความชอบธรรม เพราะเป็นการระงับความรุนแรงที่อาจจะบานปลาย 2) รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น สมควรโดนกำจัดไป 3) กองทัพเค้ามาปลดล็อคการเมือง ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ และจะรีบจัดการเลือกตั้งให้มีระบอบประชาธิปไตยต่อไป และ 4) สถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร (แม้เมื่อตอนประกาศการทำรัฐประหาร จะมีการแขวนรูปภูมิพลและสิริกิติ์ไว้หลังคณะทำรัฐประหารก็ตาม และมีรูปของการเข้าเฝ้าช่วงรัฐประหาร)….ดิชั้นรับไม่ได้บอกตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ และโกรธ โกรธเพราะสิ่งที่กระทรวงพูดไม่เป็นความจริง เราสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ ทักษิณต้องถูกกำจัดด้วยวิธีอื่น ทหารเป็นองค์กรที่ไม่เคยออกจากการเมือง และเรื่องนี้ภูมิพลมีส่วนรู้เห็น เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก แล้วยังบังคับให้เราไปโกหกต่อ ดิชั้นรับไม่ได้ เสียเกียรติภูมิของนักการทูต ที่สำคัญเกียรติภูมิของตัวเอง สิงคโปร์มันก็รู้ว่าเราโกหก มันเป็นอะไรที่ขัดใจมากๆ นี่มันคือประเด็นที่สำคัญที่ทำให้ดิชั้นตัดสินใจลาออกจากราชการ คือตาสว่างฉิบหายที่รู้ว่า เราไม่สามารถทำงานราชการได้เลยถ้าเราต้องโกหกต่อตัวเอง…ดิชั้นอดรนทนอยู่ในสถานทูตอีก 1 ปีจนจะหมดวาระ ตลอดเวลานั้น ดิชั้นเห็นมือที่มองไม่เห็นเข้ามาวุ่นวายการเมือง ตั้งแต่การตั้งนายกคนใหม่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นคนที่ภูมิพลแต่งตั้ง ยิ่งรู้ว่า กษัตริย์แทรกแซงการเมืองตลอดเวลา มันทำให้ดิชั้นเขียนบทความที่ตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าดิชั้นจะยังเป็นข้าราชการอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องโกหกเสมอมาต่อฝ่ายสิงคโปร์คือเรื่องทรัพย์สินของภูมิพลในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ต้องโกหกคือ เราต้องอธิบายให้เค้าฟังว่า กษัตริย์เราไม่ได้รวยจริง การจัดอันดับของ Forbes ผิดพลาด กษัตริย์เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทีนี้รู้ยัง ดิชั้นได้สันดานตอแหลมาอย่างไร….จบปี 2007 หมดวาระที่สถานทูต อยากลาออก แต่ทางบ้านถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าอาชีพนักวิชาการคือสิ่งที่อยากทำ เลยตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวง คือคุณเตช บุนนาค ที่ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งลาออก ให้ลาไปทำวิจัยที่สิงคโปร์ต่อ 2 ปี เพื่อถามใจตัวเองอีกทีว่าเอาอย่างไร ดิชั้นเลยลาทำวิจัย (มค 2008-ธค 2009) 2 ปีเต็มที่สิงคโปร์ จบ 2 ปีปุ๊ปรู้แล้วว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราจริงๆ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในบรรดาเจ้าทั้งหมด ดิชั้นรับเสด็จพระเทพมากที่สุด บอกเลยว่า เป็นเจ้าที่เรื่องมากน้อยที่สุด อ่านไปอ่านไป คุณๆ อาจจะคิดว่าดิชั้นเป็นรอยัลลิสต์ก็ได้ ตลอดเวลาที่อยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับพระเทพมากกว่า 5 ครั้ง จึงทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิด และพระเทพก็รู้จักดิชั้นในที่สุด เผอิญคนที่รับใช้พระเทพที่เป็นคนของกระทรวงต่างประเทศ เค้าสนิทกันดิชั้น เมื่อเค้ารู้ว่าดิชั้นเรียนจบเอกจาก SOAS ซึ่งพระเทพเองก็มีกิจกรรมที่ SOAS มากมาย โดยเฉพาะด้านดนตรีไทย รวมถึงดิชั้นเพิ่งออกหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกใรปี 2015 (A Plastic Nation) นางก็เลยเอาไปบอกว่าพระเทพว่า ข้าราชการคนนี้ชื่อปวิน จบ SOAS และเขียนหนังสือเรื่องความเป็นไทย พระเทพเลยสนใจ และอนุญาตให้ดิชั้นมอบหนังสือให้เป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเลย คือในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ ดิชั้นก็แค่มีโอกาสไม่กี่นาทีที่ได้พบพระเทพเป็นการส่วนตัว มอบหนังสือ และพระเทพก็ถามว่าจบมากี่ปีแล้ว เรียนเรื่องอะไรมา อะไรแค่นั้นเท่านั้น….ในเรื่องการรับเสด็จ มันไม่เรื่องมากเหมือนทีมงานของเจ้าคนอื่น นี่คือ ทีมงานของพระเทพส่วนใหญ่เป็นคนโอเค เอาละ ก็เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่มันยังอยู่ในวิสัยของการพูดคุยกันได้ ไม่ถือตัวขนาดนั้น จึงทำให้การจัดงานรับเสด็จไม่ได้วุ่นวาย งานส่วนใหญ่ของพระเทพก็เป็นงานวิชาการ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า พระเทพไม่เคยมาเที่ยวเล่นแบบเจ้าองค์อื่นๆ คือถ้ามีเวลาว่างก็จะขอให้พาไปร้านหนังสือเพื่อไปซื้อหนังสือ แค่นั้น…ส่วนดีของการรับพระเทพที่ดิชั้นต้องยอมรับ นั่นคือ หากเป็นเจ้าคนอื่น เราแทบไม่มีโอกาสเข้าใกล้ เราจะได้แต่อยู่ห่างๆ ดูความเรียบร้อยแบบห่างๆ คือไปเสนอหน้าไมาได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ถาม ห้ามพูดอะไรเด็ดขาด แต่ของพระเทพไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกเช้า พระเทพจะให้ข้าราชการสลับกันมาร่วมทานอาหารเช้า นี่รวมถึงข้าราชการระดับล่างที่ได้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย บนโต๊ะก็จะมีไม่กี่คน ความต้องการของพระเทพเพื่อต้องการให้ข้าราชการระดับล่างรู้ว่าตัวเองได้รับความสำคัญ และส่วนหนึ่งก็อยากสอบถามเรื่องทั่วไป การทำงานอะไรแบบนี้ เอาเป็นว่า เป็นการสร้างภาพของเจ้าติดดินได้ดีทีเดียว…ตอนนั้นดิชั้นได้รับหน้าที่ด้านพิธีการทูตด้วย และได้ทำงานพลาดอย่างหนึ่ง คือมีเวลาเหลือ แล้วพระเทพอยากไปซื้อหนังสือที่ร้านแห่งหนึ่งโดยกระทันหัน คือเราไม่ได้ไปเตรียมการล่วงหน้าที่ร้าน ที่นี้ ความซวยก็คือ ดิชั้นจำตึกผิด คือจำสับสนระหว่าง Tanglin Mall กับ Tanglin Shopping Center เมื่อรถมาจอดหน้าตึก พระเทพลงจากรถ แล้วรถก็แล่นไปเลยเพราะจอดรอริมถนนไม่ได้ สรุปว่าผิดตึกจริงๆ และตึกที่ถูกต้องมันอยู่ถัดไป ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ณ ตอนนั้น รู้เลยว่าซวยแน่ๆ เจ้าเอาตาย ทูตต้องเอาตาย แต่สรุปว่าพระเทพก็ชิว ผิดตึกก็ผิด ก็เดินต่อไปตึกถัดไป แบบไม่มีคนกางร่มให้ และก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดร้ายแรงอะไร นี่คือถ้าเป็นวชิราลงกรณ์ ป่านนั้นดิชั้นคงถูกลงโทษไปแล้ว….มาสิงคโปร์หลายครั้ง จนคุ้นเคยกับดิชั้น แม้แต่วันที่ดิชั้นลาออกไปแล้ว ดิชั้นก็ยังได้พบเจอพระเทพ เรื่องเป็นอย่างนี้ ช่วงนั้นสิงคโปร์ทะเลาะกับเจ้าไทย หลังจากที่บริษัทชินขายหุ้นให้กับบริษัทเตมาเซ็กของสิงคโปร์ จนถูกมองว่า สิงคโปร์เป็นเพื่อนทักษิณ ตอนนั้นดิชั้นไปทำงานกับสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์แล้ว วันหนึ่ง ก็ถูกเรียกโดยผู้อำนวยการ เค้าบอกว่า สิงคโปร์อยากคืนดีกับเจ้าไทย ทำยังไงดี จากนั้นก็มีคนหนึ่งในห้องเสนอว่า ให้เอาพระเทพมาเป็นพวก โดยการมอบ fellowship ให้พระเทพมาทำวิจัยที่สิงคโปร์ได้แบบไม่จำกัดระยะเวลา และจะมากี่ครั้งก็ได้ นี่มาจากไอเดียที่รัชกาลที่ 4 เคยคิดว่าจะส่งรัชกาลที่ 5 หนีมาสิงคโปร์หากการเปลี่ยนผ่านมันไม่เป็นไปตามที่คิด สิงคโปร์คิดแบบนี้ คิดว่าพระเทพทะเลาะกับพี่ชาย และถ้าเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดปัญหา พระเทพไม่ต้องหนีไปไกลที่จีน แต่สามารถมาสิงคโปร์ได้ และเป็นการคืนดีกับเจ้าไทยด้วย จึงให้ดิชั้นประสานไปที่คุณเตช บุนนาค ทางกรุงเทพดีใจที่สิงคโปร์อยากคืนดี พระเทพเลยตอบตกลงรับ fellowship ทันที…ตอนหน้าจะมาเล่าว่า จากนั้นไม่นาน พระเทพก็มาเยือนที่ที่ทำงานดิชั้นที่สิงคโปร์ และขอให้ดิชั้นบรรยายเรื่องอาเซียนให้ฟัง นำไปสู่ความใกล้ชิดที่มากขึ้น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่างตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในช่วงรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นั้น ไดมีโอกาสรับเจ้า 4 คน เล่าไปแล้วเรื่องรับองค์ภาและสิริวัณณวรี บอกตรงๆ แม้กระทรวงจะเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย มีความใกล้ชิด ทุกคนอยากใกล้ชิตเจ้า เพราะมันจะเป็นสะพานไปสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการ มีการยอมรับโดยทั่วไปเลยในกระทรวงการต่างประเทศว่า ถ้ารับราชการถูกใจเจ้า โอกาสการเลื่อนขั้น/ตำแหน่ง มีสูง รวมถึงการได้โพสต์ประจำการดีๆ ในยุโรปหรืออเมริกาก็มีมากเช่นกัน อันนั้นมันเป็นความตาสว่างแลัสว่างอีกว่า ต้องใช้ระบบอุปถัมภ์ การประจบสอพลอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว คือยิ่งเห็นระบบแบบนี้ ยิ่งเอียน ยิ่งเกลียด ยิ่งรู้ว่าการรับใช้เจ้าแบบนี้มันคือความฉิบหายของสังคมไทย

….ขอเล่าเรื่องการรับวชิราลงกรณ์ก่อน เค้ามาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ขับเครื่องบินมาเอาชั่วโมงบิน มาถึงสนามบินชางงี และก็พักอยู่ 2-3 ชั่วโมงในห้อง VIP ก่อนจะบินกลับ แค่นั้น พวกเราก็เตรียมงานกันเป็นเดือน ต้องมีกำหนดการที่เรียกว่านาทีต่อนาที ต้องคุยกับทางฝ่ายสิงคโปร์เป็นเดือนๆ ต้องไปดูแลความเรียนร้อยของสถานที่ ต้องมีการเตรียมของทุกอย่าง ของใช้ของกิน คือมันจะมีลิสต์มาจากในวังว่าต้องการอะไร ของหลายอย่างเป็นเรื่องปกติ เช่น ไวน์ แชมเปญ อาหารที่เค้าชอบ ขนมนมเนย ผลไม้ไฮโซ เออ ที่แปลกใจคือ มีการขอน้ำเก๊กฮวยมาด้วย

…พอเครื่องมาถึง ประตูเครื่องบินเปิด พวกเราเข้าแถวรอรับเสด็จ ทางฝ่ายสิงคโปร์ก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมารับ ตั้งแต่รองนายก อธิบดีกรมพิธีการทูต กรมต่างๆ ของกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ทางฝ่ายเราก็มีอีทูต เมียทูต ทูตทหาร เมียทูตทหาร ทูตพาณิชย์ เมียทูต ทูตแรงงาย เมียทูต ทูต ททท ผัวทูต และข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย เรียงคิวกันรับเสด็จ พอเปิดประตูมาปุ๊ป คุณผู้ชมคะ อีหมาค่ะ อีหมา 2 ตัว ฟูฟู่ กับ ฟีฟี่ วิ่งออกมา ใส่ชุดนักบิน มีชื่อปักหน้าอกด้วยตำแหน่งพลอากาศโท ตายแล้ว ทางฝ่ายสิงคโปร์ตกใจตาแทบหลุดจากเบ้า ทั้งนี้นอกจากเพราะไม่ได้แจ้งว่าจะเอาหมามา จริงๆ มันต้องการการ quarantine ด้วยซ้ำ แต่ความตกใจยังเกิดมาจากการไม่เคยเห็นอะไรที่แปลกแบบนี้ แต่งตัวหมาในชุดนักบิน แถมให้ยศทางทหาร ลึกๆ สิงคโปร์มันก็คิดว่าวชิราลงกรณ์บ้าฉิบหาย

…วชิราลงกรณ์มาถึงก็เข้าห้องไปพัก พวกเรา ขรก เด็กๆ ก็รอข้างนอก ข้าราชการของเจ้า ตัดผมขาวสามด้าน ยศน้อยฉิบหาย แต่โครตเบ่ง แม่งถามหาน้ำเก๊กฮวย ก็เพิ่งอ๋อว่าอีหมา 2 ตัวไม่ดื่มน้ำเปล่าค่ะ แม่งดื่มน้ำเก๊กฮวย ดัดจริต แต่อีหมา 2 ตัวนี้มันคือทหารจริงๆ พี่เลี้ยงสั่งมันหันซ้ายหันขวามันก็ทำ จนทางฝ่ายสิงค์โปร์ช้อคแล้วช้อคอีก มองด้วยความงงงวย ส่วนข้าราชการฝ่ายเราเห็นเป็นเรื่องน่าเอ็นดู ถ่ายรูปอีฟูฟู่ ฟีฟี่กันใหญ่

….สักครู่ พวกเราถูกเรียกมาถ่ายรูปร่วมกับเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการเยือนของเข้าในต่างประเทศ ข้าราชการกระทรวงจะชอบกระบวนการนี้ เพราะเมื่อได้ถ่ายกับเจ้า ก็เอารูปไปตั้งโต๊ะในที่ทำงาน เพื่อให้รู้ส่าตัวเองเคยรับใช้เจ้าองค์ไหนมาก่อน เช่นเดียวกัน มันกลายมาเป็นใบเบิกทางของข้าราชการเหล่านั้น และมันจะลงท้ายด้วยการมอบของจากเจ้าให้ ก็ต้องมีการซ้อมท่ารับของ ของจากเจ้าแม่งก็กะโหลกะลา เป็นของโชว์ห่วย จากเสิ่นเจิ้น เช่นปากกาที่แม่งเขียนไม่ติด ที่ทับกระดาษ มีดพก เข็มทิศ หรือบางทีก็สมุดโน๊ตที่มีรูปหน้าปกเป็นรูปเจ้า

…ที่นี้ เราถูกเรียกไปถ่ายรูป เราถูกสั่งให้ยืนเข้าแถวหน้าห้อง เรียงลำดับอาวุโส จากทูต ไปถึงคนระดับล่างสุด พอประตูเปิดปุ๊ป อีทูตก็เขาทรุด คือลงไปคลานเพื่อเข้าไปในห้อง ที่ไหนได้ พอเงยหน้ามาดู เป็นอีหมาสองตัวนั่งบบโต๊ะ คือเซ็ตแรกของรูปถ่ายคือการถ่ายกับอีหมา 2 ตัว ส่วนพวกเรานั่งบนพื้น กลายเป็นว่า หมาสองตัวเป็นเจ้า มีไพร่เป็นมนุษย์นั่งพับเพียบกับพื้น ก่อนจะมีการถ่ายอีกเซ็ทกับวชิราลงกรณ์ ซึ่งเข้าไม่มีปฏิสันถารอะไรกับเราเลย เค้าไม่คุยกับข้าราชการ เราไม่ได้มีโอกาสอยู่ในห้องนานกับเค้า และเอาจริงๆ ไม่ได้มีการแจกของด้วย คือการซ้อมท่ารับของก็ซ้อมฟรี

….บอกเลย เป็นประสบการณ์ลืมไม่ลง หงุดหงิด เพราะกระบวนการมันเวิ่นเว้อ ทำดีก็เสมอตัว แต่ถ้าพลาด อาจถูกลงโทษได้หนัก คิดในใจ เราเป็นข้าราชการ แตาต้องมาทำอะไรแบบนี้ แทนที่จะทำงานให้ประชาชน เสียเวลามากๆ เสียดาย หารูปที่ถ่ายกับอีหมา 2 ตัวไม่เจอ ถ้าเจอ จะเอามาลงค่ะ ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหน

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แม้หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสถานทูตคืองานวิชาการเป็นหลัก หมายถึงการไปนั่งฟังงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็เขียนรายงานส่งกระทรวง เพื่อให้รู้ความเป็นไปในสิงคโปร์และภูมิภาค แต่งงานหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการรับการเสด็จของเจ้าในต่างประเทศ เอาจริงๆ สำหรับบางสถานทูต/กงสุล งานรับเจ้าคือเรื่องใหญ่ที่สุด อาทิ ที่ลอนดอน หรือตอนนี้คึอเบอร์ลิน และสถานกงสุลที่มิวนิค เนื่องจากเจ้าเสด็จต่างประเทศบ่อย มันเลยทำให้เกิดความสนิทสนมระหว่างราชวงศ์กับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่นับว่า คนในกระทรวงที่เป็นลูกท่านหลานเธอก็มาก เอาง่ายๆ มันคือกระทรวงเจ้าขุนมูลนายว่างั้น ดังนั้น หากมีใครบอกว่าได้ข่าวลือมาจากคนกระทรวงต่างประเทศ ขอให้เชื่อในชั้นต้นได้เลยว่าจริง…ในการเยือนชองเจ้าแต่ละครั้งสถานทูตจะเหนื่อยมา เพราะต้องเตรียมตัวรับทุกอย่างแบบไม่มีข้อบกพร่อง บางทีมาเยือนแค่วันเดียว เตรียมตัวเป็นเดือนก็มี เมื่อเจ้ามาเยือน เรียกง่ายๆ ว่า สถานทูตแทบจะต้องปิดทำการไปเลย เพราะเราต้องทุ่มแรง กำลัง เจ้าหน้าที่ และงบประมาณสำหรับการรับเจ้านั้น พูดเรื่องงบประมาณ บอกเลยว่าการรับเจ้ามาจากภาษีประชาชน สถานทูตต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงเพื่อนำมาใชจ่ายในการต้อนรับเจ้าแต่ละครั้ง เจ้าไม่ค้องขวักกระเป๋าเองแม้แต่บาทเดียว…การเตรียมการมีอะไรบ้าง เราต้องทำหมายกำหนดการ เมื่อทำเสร็จ เราจะรู้ว่าเจ้าอยากไปไหน ไปทำอะไรและไปพบใคร เราก็จะต้องไปเตรียมการนัดพบล่วงหน้า เช่น จะเสด็จไปห้องสมุดของมหาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เราก็ต้องไปคุยกับอธิการบดี ไปคุยกับบรรณารักษ์ เพื่อเตรียมเรื่องการอำนวยความสะดวก หากจะต้องมีการปิดห้องสมุดวันนั้นก็ต้องทำ หรือการไปพบแขกสำคัญที่ไหน เราต้องไปตรวจสอบสถานที่ ไปดูทางหนีทีไล่ ไปดูว่ามีที่จอดรถไหม จะจอดยังไง เมื่อขบวนรถมาส่งแล้วจะให้จอดตรงไป แล้วรถจะไปจอดรอที่ไหน โอ๊ย จิปาถะ มันต้องมีการสื่อสารระหว่างกับคนขับรถตลอดเวลา….นอกเหนือจากกำหนดการที่เป็นทางการเแล้ว เราก็ต้องปรึกษาเลขาเจ้า ว่าเจ้าอยากทำอะไร อยากกินอะไร เราต้องจัดให้ตามนั้น ในส่วนนี้ ก็มีการกินเงินหลวงกันค่อนข้างเยอะ เพราะมันจะมีการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทูตใช้เงินสถานทูตไปลองกินร้านอาหารต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อดูว่าอร่อยไหม สถานที่ดีหรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าดีแล้ว เราก็เสนอทางวังไปว่า ร้านนี้อยากไปไหม อะไรแบบนั้น รายละเอียดมีมากจริงๆ และในการเขียนกำหนดการทางการ เราต้องมีตารางที่เรียกว่า เป็นนาทีต่อนาทีว่าเจ้าจะทำอะไรในหนึ่งวัน เราต้องรู้ว่า เสร็จจากงานนี้ เจ้าไปไหนต่อ เวลาเท่าไหน ออกจากที่นี่กี่โมง ไปถึงที่นั่นกี่โมง อะไรแบบนี้…ในตลอดเวลาที่ดิชั้นอยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับเจ้าทั้งหมด 4 คน ได้แก่ วชิราลงกรณ์ สิรินทร องค์ภา และสิริวัณณวรี ในจำนวนนี้ ดิชั้นรับพระเทพมากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ส่วนที่เหลือ รับเพียงครั้งเดียว พูดก่อนเลยว่า การรับวชิราลงกรณ์ยากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ที่ง่ายที่สุดคือพระเทพ ไม่เรื่องมาก ตรงนี้ขอยืนยันดังที่หลายคนบอกเรื่องพระเทพว่าจริง นางไม่เรื่องมาก…ขอเล่าเรียงไปจากความสั้นและยาวของเรื่อง เอาเรื่ององค์ภาก่อน นางมาดูงานด้านความยุติธรรมในสิงคโปร์ เผอิญดิชั้นเพิ่งไปถึงสิงคโปร์ไม่นาน และไม่ถนัดงานพิธีการทูต เราเป็นฝ่ายกองหลังดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกทั่วไป นางมาแป๊ปๆ แล้วก็กลับ จำได้ว่าไม่ได้มีดราม่าอะไร แล้วเราก็เป็นข้าราชการระดับล่าง ไม่ได้เข้าไปเสนอหน้ามานัก…แต่ที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่านั้นคือเมื่อสิริวัณณวรีมาเยือน ตอนที่ดิชั้นรับราชการที่นั่น นางมาเยือน 2 ครั้ง มาแข่งแบดมินตัน และตกรอบแรกทุกครั้ง แต่ทีนี้ การมาแข่งแบบนี้ ไม่สามารถมีการกำหนดการที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่า จะผ่านรอบแรกหรือไม่ ไอ้ที่ไม่มีการกำหนดแบบตายตัว ยิ่งทำให้เราทำงานยาก เพราะมันกลายเป็นโปรแกรมเปิด หากนางต้องการอะไรทันที เราอาจหาให้ไม่ทัน เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า แบบนี้ทำให้ทูตและเจ้าหน้าที่เครียดมาก ตอนที่นางมานั้น นางยังไม่ไม่โตเท่าไหร่ แต่จริตจก้านแล้ว โวยวาย วุ่นวาย น่ารำคาญ เราต้องคอยอยู่ใกล้เพื่อนางเรียกใช้ พอใกล้เกินไปนางก็ตวาดให้ถอยห่างออกไป อย่างนางด่าทูตว่า ไม่มีอะไรทำรอ ต้องมาเดินตามอย่างนี้ อีทูตวิ่งหางชี้เลย ดิชั้นได้มีโอกาสต้อนรับนาง แต่ไม่ได้คุยด้วย และก็เห็นว่า นางไม่ได้เป็นมิตรอะไร ก็เท่านั้น…ตอนหน้ามาเขียนเรื่องการรับวชิราลงกรณ์และสิรินทรค่ะ
…ปล: รูปตอนอยู่สิงคโปร์

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เดินทางถึงสิงคโปร์ปลายเดือนธันวาคมปี 2003 เริ่มอาชีพนักการทูตในสถานทูตเป็นครั้งแรก สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นับว่าเป็นสถานทูตที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเราในต่างประเทศ ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนที่แพงที่สุดของสิงคโปร์ นั่นคือออชาร์ด Orchard Road หรือถนนช้อปปิ้งที่สำคัญที่สุดในของประเทศ ต้นสายของถนนเส้นนี้เริ่มที่ตรอง Fort Canning คือสมัยก่อน เรือผู้โดยสารจะเข้ามาถึง Fort Canning ได้ พอออกมา ก็เจอถนนเส้นนี้ เป็นเส้นที่ปลูกพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เลยกลายเป็นถนนที่พลุกพล่าน เมื่อสิงคโปร์เจริญมากขึ้น ถนนเส้นนี้เลยถูกพัฒนามาเป็นเส้นทางหลักของการพาณิชย์ และเริ่มมีอาคารต่างๆ เกิดขึ้น ในขณะสวน แปลงผักต่างๆ ก็หดหายไปตามกาลเวลา

….ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นยุคอาณานิคม เป็นครั้งแรกที่สยามติดต่อกับฝรั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอาจเรียกได้ว่าตกอยู่ในอันตราย มองไปรอบข้าง อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง มีกษัตริย์และราชินี ต่างสูญหายเพราะถูกฝรั่งกลืนกิน รัชกาลที่ 4 กังวลใจตรงนี้ เลยมีดำริในการสร้างสถานทูตที่สิงคโปร์ เพราะแม้จะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่ก็เป็นเมืองท่าทีสำคัญ และคิดว่า หากเกิดอะไรขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไปสู่จุฬาลงกรณ์แล้วต้องหนีฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์สามารถหนีไปสิงคโปร์เพื่อต่อเรือไปที่อื่น นั่นจึงเป็นที่มาของการซื้อที่เพื่อสร้างสถานทูตบนถนนออชาร์ด

…ช่วงนั้นสิงคโปร์บูมแล้ว นอกจากจะคิดว่าเป็นทางหนีทีไล่ รัชกาลที่ 4 ยังมองว่า มันเป็นเมืองของการรับรู้ข่าวสารจากเมืองฝรั่ง สิงคโปร์โชคดีมากที่มีท่าเรือน้ำลึก หมายความว่า เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้ชายฝั่งอย่างไม่มีปัญหา ทำให้กลายมาเป็นแหล่งการค้าสำคัญที่นำสินค้าจากทั่วโลกมาขาย เอาจริงๆ อังกฤษก็ใช้ท่าเรือตรงนี้ ส่งเครื่องเทศกลับอังกฤษ นอกเหนือไปจากท่าเรือในอินเดีย หรือในพม่า ความที่สิงคโปร์เป็นท่าเรือระหว่างประเทศ จึงมีความเป็นสากล มีการเข้าออกมากมายของชาวยุโรป หนังสือพิมพ์ของสิงคโปร์ที่มีตั้งแต่สมัยนั้นคือ The Straits Times ซึ่งรัชกาลที่ 4 สั่งมาอ่านในสยามบ่อยๆ

…เราสร้างสถานทูตโก้หรูบนออชาร์ด ตอนที่ดิชั้นไปถึงสิงคโปร์ในปี 2003 ตอนนั้น ออชาร์ดกำลังอยู่ในกระบวนการอัพเกรดให้ถนนเส้นนี้ไฮโซขึ้นไปอีก เพื่อเทียบเท่า Oxford Street/Bond Street ของลอนดอน และ 5th Avenue ของนิวยอร์ค จึงมีการเริ่มซื้อที่คืนจากอาคารร้านค้าหรือออฟฟิซต่างๆ เพื่อสร้างเมก้ามอลล์ ตอนนั้น สถานทูตอินโดนีเซียยังตั้งอยู่ตรงที่ปัจจุบันคือ ION ดิชั้นยังทันสถานทูตอินโดตอนนั้น และในที่สุดก็ขาย ได้เงินมหาศาลเพื่อเอาไปสร้างสถานทูตที่อื่น และก็มีความพยายามที่จะซื้อสถานทูตไทย ส่วนตัวดิชั้นเห็นว่าขายก็ดี เพราะกำไรที่ได้จากตรงนั้นมันมาก เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อประเทศด้านอื่นก็ได้ และบอกตรงๆ ตั้งสถานทูตตรงนั้นมันจอเจ แต่เราก็ไม่ขาย อ้างว่าขายไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ของรัชกาลที่ 4 ในปัจจุบัน บนถนนออชาร์ดเส้นนี้ มีเพียงทำเนียบ (หรือเรียกว่ายๆ ว่าบ้านคน) อยู่เพียง 2 หลัง หลังแรกคือทำเนียบทูตไทยที่อยู่ในสถานทูตนั่นแหละ และทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์หรือที่เรียกว่า Istana นั่นเอง

…เริ่มงานครั้งแรก ก็ตามที่กระทรวงต้องการให้ดิชั้นทำ คืองานวิชาการ สิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาและวิจัยมากจริงๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสมัยนั้นเพียง 4 ล้านคน (ในจำนวนนี้ 1 ล้านเป็น expat) และสถาบันเหล่านี้ก็มีคุณภาพมาก งานก็คือ ตื่นเช้า ดิชั้นก็นั่งรถไปตามสถาบันต่างๆ นั่งฟังงานสัมมนา บางวันมี 2-3 งาน นั่งฟังเสร็จปุ๊ป ก็กลับมาเขียนรายงาน เผอิญดิชั้นเป็นคนทำงานเร็ว รายงานจริงเสร็จแบบวันต่อวันทันสถานการณ์ ตอนนั้นทำมากๆๆๆ และทูตก็เห็นว่า รายงายของเราที่จะส่งไปเป็นโทรเลขเข้ากระทรวง ควรส่งไปสถานทูตต่างๆ ทั่วโลกด้วยเพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้คนในกระทรวงหลายคนรู้จักดิชั้น ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพบกันมาก่อน

…สิงคโปร์มันเป็นประเทศฉลาด ใครๆ ก็ต้องตกหลุมรักมัน มันมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ แต่มันก็เป็นกึ่งประชาธิปไตยที่มีการปกครองโดยพรรคเดียวคือ PAP (People’s Action Party) การติดต่อราชการนี่มันรวดเร็ว เยี่ยมยอม ต่อบัตรทำงานไม่ถึง 5 นาที ไม่มีคิว ติดต่อธนาคารตอนนั้นก็ I-Banking แล้ว ชีวิตทั่วไปมีคุณภาพ รถไม่ติด การคมนาคมสาธารณะเป็นเลิศ รถเมล์ทันสมัย รถไฟใต้ดินตรงเวลา คือคิดว่าอยู่ๆ ไป เอ้ย มันก็สบายกว่าอยู่ไทยมาก แต่มันก็มีเรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่แพ้ชาติใด ใครที่อ่าน The Straits Times ก็จะรู้ว่า ชอบเอาข่าวเลวๆ ของเพื่อนบ้านมาลง เพื่อให้คนสิงคโปร์ตระหนักว่า “มึงโชคดีแค่ไหนที่มึงไม่ได้อยู่ในประเทสเหล่านั้น” ความรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศและการทูตของดิชั้นก็ได้จากตรงนั้นมามากทีเดียว

ปล: ร้านนี้มีหลายสาขาในสิงคโปร์ เจ้าของเป็นติ่งแม้ว เป็นคนสิงคโปร์ ดิชั้นไปทานบ่อยจนบวม

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น