หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”

—“นวมทอง ไพรวัลย์” บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร—

    31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์  ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก่อร่างประวัติศาสตร์ของสามัญชน ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

   สำหรับผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

    คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

     ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน”

ด้านหลังเป็นบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
“อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง
เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล
ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน”

     ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

     นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร
      นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี ‘เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ’ ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี 2475 แต่อย่างใดเลย

—-เนื้อความในจดหมายลา

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า—–

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สถาบันกษัตริย์เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ก่อนจะถึง​ 6​ ตุลาคม2519 อันน่าเศร้าสลด
กรกฎาคม 2518 นายกคึกฤทธิ์เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีน กลุ่มกระทิงแดงเร่งมือโจมตียั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการประท้วงของกรรมกร และบุกลุยกิจกรรม
ของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายโดยที่มีตำรวจยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อนายกคึกฤทธิ์กลับมากล่าวหาว่าตำรวจว่ายุยงส่งเสริมให้มีการใช้กฏหมู่

พอ 19 สิงหาคม 2518ตำรวจนับร้อย
(ที่มีหลายคนเกี่ยวข้องกับกระทิงแดง)
ตอบโต้ด้วยการเดินขบวนไปพังบ้าน
ของนายกฯคึกฤทธิ์ที่ซอยสวนพลู
บุกทำลายข้าวของเเสียหายยับเยิน

วันถัดมา กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านและนวพลเข้าร่วมประท้วงนายกคึกฤทธิ์ โดยใช้รถและอุปกรณ์สื่อสารของตำรวจ

ทั้งนายกคึกฤทธิ์และพลเอกกฤษณ์
ต่างหมดปัญญาจัดการด้วยกลัวจะเกิดผลลุกลามหรือเกิดการรัฐประหารแม้ว่าภูมิพลจะยังนิ่งสงบ แต่โดยท่าทีและความเกี่ยวพันแล้วแสดงให้เห็นว่าภูมิพล​ ไม่สนับสนุนรัฐบาลคึกฤทธิ์ซ้ำยังยึดมั่นกับฝ่ายขวาจัด

พระราชวงศ์ก็ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของทหารและลูกเสือชาวบ้านบ่อยครั้งขึ้น
และไปร่วมพิธีที่จิตตภาวันและค่ายฝึกของกระทิงแดง ย้ายข้างไปอยู่ปีกขวาจัด
โดยเห็นได้จากการแต่งตั้งทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นองคมนตรีเป็นครั้งแรก
ในเดือนมีนาคม 2518 คือ พล.ท. สำราญ แพทยกุล ผู้ช่วยผบ.ทบ.ที่เพิ่งเกษียณอายุ
พ่อของพล.ท.สำราญ เคยรับใช้รัชกาลที่ 6 และภูมิพลทรงรู้จักเขาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ตอนที่พล.ท.สำราญดูแลทหารไทยชุดแรกที่ไปรบในเวียตนาม และได้เขียนรายงานชิ้นสำคัญถึงความจำเป็นในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายในหมู่ชาวเขา
ด้วยวิธีการเชิงสังคมการเมืองกำกับด้วยยุทธการทางทหารที่เฉียบขาดพล.ท.สำราญควบคุมดูแลการต่อสู้
กับผู้ก่อการร้ายในบริเวณชายแดนตะวันตกและภาคเหนือจนถึงปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระราชวงศ์เสด็จบ่อยครั้งภายใต้การอารักขาของกองทัพ
ยุทธวิธีของเขาประกอบด้วยการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับปฏิบัติการค้นหาและทำลายถล่มด้วยระเบิดและกระสุนปืนในช่วง 2516-2517

พล.ท.สำราญเป็นรองประธานรัฐสภา
และทำงานกับกอรมน.ช่วยกำกับดูแลนวพลเป็นงานสำคัญเป็นที่ปรึกษาที่คอยรายงานเรื่องความมั่นคงต่อในหลวงอย่างตรงไปตรงมาจึงทรงเข้าใจปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการก่อการร้าย
แต่ก็กลัวภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ลังเล
ที่จะจัดการกับปัญหาอย่างเฉียบขาด
และทั่วถึงเจ้าหน้าที่กอรมน.รายหนึ่ง
เขียนเกี่ยวกับพล.ท.สำราญว่า หากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงและเด็ดขาด
เขาก็เด็ดเดี่ยวและไม่ยั้งที่จะใช้ความรุนแรงพวกฝ่ายขวาได้เร่งปฏิบัติการ
เข่นฆ่าขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนาผลักดันให้ฝ่ายช้ายยิ่งเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้นเรื่อยๆ

การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบท
อย่างหนักหน่วงรุนแรง ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่บริสุทธิ์เข้าร่วมกับพคท.มากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งภูมิพลหละหลวมกับโครงการพัฒนา
ของหลายโครงการหลวงในบางพื้นที่ยิ่งทำให้ชาวบ้านเริ่มมองออกว่าสถาบันฯเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ข่มเหงรังแกพวกเขาและเข้าใจว่าพวกที่ทำการกวาดล้าง
บุกถล่มหมู่บ้านต่างๆเป็นลูกน้องหรือลูกสมุนของภูมิพล สิริกิติ์และสังวาลย์

ในเมือง พวกนักศึกษาเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอันธพาลการเมือง
หน่วยงานความมั่นคงกับภูมิพล พวกเขามองเหตุการณ์ 14 ตุลาว่าเป็นการเปิดเผยให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับยึดมั่นในอำนาจและการรักษาสถานะของตนไว้เท่านั้น นักเคลื่อนไหวระดับนำคนหนึ่ง
ได้รำลึกในภายหลังว่า ในเหตุการณ์ 14 ตุลานั้น คนในแวดวงของเขาต่างเชื่อโดยสนิทใจว่าภูมิพล​ อยู่ข้างพวกเขาที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

แต่พอถึงต้นปี 2519 จึงเริ่มรู้และเห็นชัดว่ากษัตริย์​ไม่ชอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และที่ได้เรียนรู้คือภูมิพลไม่ได้อยู่เหนือการเมือง ซ้ำยังเป็นผู้เล่นการเมืองอีกคนหนึ่งด้วย

พวกนักศึกษาได้ถกเถียงกันว่าภูมิพล
เป็นพวกเดียวกับพวกเผด็จการขวาจัด
หรือไม่เมื่อก่อนภูมิพล​ มักใช้วิธีลับลวงพรางตีสองหน้าไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน
แต่นักศึกษาเริ่มมองเห็นชัดเจนแล้ว
ว่าภูมิพล​ เป็นพวกเดียวกันกับพวกเผด็จการทหารขวาจัดมาโดยตลอด
และทำให้พวกเขายิ่งเข้าใจการที่สถาบันฯ
ถูกโค่นล้มในปี 2475 และจากนั้นพยายามฟื้นกลับมาสู่อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
จึงเป็นตัวขัดขวางระบอบประชาธิปไตย
มาโดยตลอดเป็นตัวแทนของความล้าหลัง
ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สาธารณะ เพราะจะไม่มีใครเอาด้วย(ซึ่งผิดกับปัจจุบัน)​จึงไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรต่อเรื่องที่ภูมิพล​ สนับสนุนขบวนการขวาพิฆาตซ้าย

ภูมิพลแสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์แต่นักศึกษา​พึ่งเริ่มตาสว่างในปี 2518 เมื่อที่ดินที่วังแบ่งไว้ให้ตรง
สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินเพื่อสร้างอนุสรณ์วีรชน 14 ตุลา เกิดติดขัดหลังการวางศิลาฤกษ์ไปแล้วโดยสังฆราชและนายกฯคึกฤทธิ์ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประกาศว่า ที่ดินผืนนั้นติดสัญญาอยู่กับผู้อื่นอันที่จริงภูมิพล​ นั่นแหละที่เกิดเปลี่ยนใจอนุสรณ์สถานนี้จึงต้องหยุดชะงักไปกว่า 25 ปี

ฟางเส้นสุดท้ายหรือจุดระเบิดที่ทำให้ภูมิพลไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้วก็คือการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในลาว
โดยขบวนการประเทศลาว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 สามวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 48 ชันษา

ภูมิพลและพระราชวงศ์ต่างสะพรึงกลัว
เนื่องจากไทยมองสถาบันกษัตริย์ลาว
เป็นประเทศน้องที่มีประเพณี ประวัติศาสตร์และกระทั่งสายลือดร่วมกัน
การล้มครืนของราชธานีเวียงจันทน์
เป็นตัวเร่งอันสุดท้ายที่ทำให้ภูมิพล
ใช้เผด็จการทหารขวาจัด เพื่อสกัดกั้นภัยจากคอมมิวนิสต์ที่ภูมิพลหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ภูมิพลได้ทรงกอบกู้สถาปนาฐานะของราชวงศ์จักรีในรูปแบบ ของระบอบที่รวมศูนย์อยู่ที่ตนดุจเดียวกับในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิพล​ จึงต้องหาทางป้องกันสถานภาพของพระราชวงศ์ให้มีที่อยู่ที่ยืนเป็นสง่าแห่งแคว้นแดนไทยตลอดไปโดยถือความมั่นคงปลอดภัยของ
พระราชวงศ์เหนือสิ่งอื่นใดเหนือกว่าประชาชน และหลักการในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่ศีลธรรมใดๆ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ไทยดังฉาวโฉ่ทั่วโลก

สนง.ใหญ่ที่ญี่ปุ่น ของ บ.โตโยต้า แถลงการร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถึงการที่บริษัทลูกของโตโยต้าในประเทศไทย ได้จ่ายสินบนให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาไทย และข้าชการไทย หลายฝ่าย เพื่อพลิกคดีภาษีรถยนต์รุ่นพรีอุสมูลค่าคดีกว่า 10,000 ล้านบาท (US$350,000,000)

ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องกระบวนการยุติธรรม หรือฝรั่งเรียกว่า RULES OF LAW ซึ่งเป็นเรื่องกังวลของทุนสากลว่ากฎหมายไทยและระบบศาลไทย ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่นักลงทุนสากลได้ ประเทศไทยจึงไร้ความน่าเชื่อถือและไม่น่าลงทุน และควรโยกย้ายกิจการออกไปจากประเทศไทยอีกด้วย

เอาแค่ส่งสินค้ามาขายในประเทศไทย แล้วโกยเงินออกไปโดยไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับระบบราชการไทยหรือรัฐบาลไทยคือทางเลือกที่ดีกว่า

ที่ บ.โตโยต้ายอมสารภาพต่อทางการสหรัฐฯเนื่องจากมีกฎหมายสหรัฐฯห้ามจ่ายสินบนให้แก่ข้าราชการมิฉะนั้นจะเจอคดีอาญาและค่าปรับมหาศาลและ เนื่องจากโตโยต้ามีบริษัทลูกใน USA จึงต้องปกป้อง TOYOTA USA และไม่ยินยอมให้บริษัทลูกในประเทศต่างๆรวมถึงในประเทศไทย ทำผิดกฎหมายดังกล่าวซึ่งหากทำผิดกฎหมาย อาจนำไปถึงการที่ TOYOTA USA ถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามนำรถยนต์โตโยต้าเข้ามาขายในสหรัฐฯ และจนท.จะถูกจองจำและเจอค่าปรับมหาศาล จึงตัดสินใจสารภาพผิดและร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในกรณีดังกล่าว

กระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจที่นักลงทุนสากลจะเพ่งเล็งก่อน หากจะหอบเงินนับพันนับหมื่นล้านมาลงทุนในไทย

นับแต่มีการใช้ ม.44 ปิดกิจการเหมืองทองคำออสเตรเลียในไทย และภาพลักษณ์รัฐบาลคสช.มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไทยไม่น่าเชื่อถือ การลงทุนสากล FDI Foreign Direct Investment ในไทย มีระดับใกล้ 0 ยกเว้นจากประเทศบางประเทศที่ยังนิยมจ่ายสินบน และเข้ามากว้านเช่าซื้อที่ดิน 99 ปีในประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก

ฤาไทยจะย้อนยุคกลับไปในสมัยที่ต้องมีศาลต่างชาติ กฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยซึ่งแม้คนไทยจำนวนมากในยุคนั้นก็ยังยินดีไปเป็นคนในสังกัดต่างชาติเพื่อได้สิทธิในศาลและกฎหมายต่างชาติ เพราะยุคนั้นกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมไทยไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้

การยกเลิกสิทธิกฎหมายต่างชาติมาบังคับใช้ในไทยเพิ่งยกเลิกไปทั้งหมดจากโอกาสที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนำไทยเข้าร่วมและชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 และทรงกำชับกวดขันระบบศาล ระบบกฎหมายไทยให้มีความโปร่งใสและมีมาตราฐานสากล จนเป็นที่น่าเชื่อถือ ทางสากลโลกจึงยอมรับกฎหมายไทย

แต่ปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือนั้นลดลงแทบไม่เหลือโดยเฉพาะในช่วงหลังนี้ที่ไทยมีรัฐประหารถึงสามครั้ง รสช. คมช. คสช. ในระยะเวลา คศ 1991 ถึง 2007 หรือคิดเฉลี่ยมีรัฐประหารทุกๆ 5.3 ปี และทุกครั้งจะมีการประกาศให้ทหารผู้ก่อการรัฐประหารมีฐานะรัฐาธิปปัตย์ อยู่เหนือกฎหมาย และมีการนิรโทษกรรมทันที อีกทั้งมีการค้ายาเสพย์ติดครั้งใหญ่เพิ่มขึ้น จึงน่าคิดว่ามีข้าราชการไทยอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ระบบกฎหมายจึงไม่สามารถใช้การได้ นำไปถึงการลงทุนและการจ้างงานคนไทยนับล้านๆคนโดยทุนสากลได้ลดน้อยลงจนถึงระดับใกล้ 0 ในภาวะปัจจุบัน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
27 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”หรือชื่อก่อนหน้านี้ที่หลายคนอาจคุ้นหูมากกว่าอย่าง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”คืออะไร? มีความเป็นมาอย่างไร?

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษกล่าว จึงกลับมาอยู่ในครอบครองทั้งนี้

สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ
จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561
มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์
มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์
และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย
โดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561

แม้ตามกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะได้รับการจดทะเบียนในฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว
หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา
จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใด
อันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเคียงคู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรไทยเป็นของพระมหากษัตริย์

การจัดการทรัพย์สิน “พระมหากษัตริย์”
มีตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau) ระบุว่า การบริการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการปกครองในระบอบที่มีพระกษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีวิวัฒนาการเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรไทยเป็นของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงอยู่ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว

อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ไทยทรงพยายามแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินแผ่นดิน โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้าขายกับต่างประเทเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก จึงได้ทรงเก็บสะสมกำไรที่ได้จากการค้าสำเภา ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ในถุงผ้าสีแดง และเรียกกันว่า “เงินถุงแดง” ไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม
เรียกว่า “เงินข้างที่”

ต่อมาเงินมีจำนวนมากขึ้น ก็เก็บไว้ในห้องข้างๆ ที่บรรทม จึงเรียกว่า “คลังข้างที่” โดยได้พระราชทานให้ไว้เป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองเกิดภาวะคับขัน

และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เกิดเหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2426) ที่สยามเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส จึงได้นำเงินถุงแดงมาสมทบ เพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ฝรั่งเศส จนสามารถรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไว้ได้

สมัย ร.5 แยก “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ออกจาก “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” เด็ดขาด

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคแห่งการปฏิรูป
และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน
โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้มีการปฏิรูประบบการคลังใหม่
และมีการจัดทำ “งบประมาณแผ่นดิน” เป็นครั้งแรก เพื่อให้รายรับและรายจ่ายของแผ่นดินเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ได้มีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด

โดยทรงมอบหมายให้ “กรมพระคลังข้างที่”
เป็นผู้จัดการดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
เมื่อรายได้ของแผ่นดินมากขึ้น เนื่องมาจากการปฏิรูปทางการเงินในปี พ.ศ.2433
ซึ่งมีการจัดตั้ง “กระทรวงการคลัง”
ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
ส่งผลให้จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรร
ของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

จุดเริ่มต้นการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์”
ในช่วงแรก รายได้ของกรมพระคลังข้างที่
นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์
และพระบรมวงศานุวงศ์
ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพระราชวัง
และค่าใช้จ่ายในการเสด็จไปทรงศึกษาต่อ
ยังต่างประเทศของพระราชโอรสเป็นหลัก
เมื่อรายได้มากขึ้นจึงมีเงินเหลือจ่าย
จากค่าใช้จ่ายดังกล่าว
จึงเกิดการริเริ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
ของประชาชนและให้โอกาสในการทำการค้าขาย

นอกจากนี้เมืองสำคัญในต่างจังหวัด
ยังได้มีการสร้างตลาดขึ้น
เพื่อนำค่าบำรุงตลาดไปใช้ในการพัฒนาระบบสุขาภิบาลและสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตศูนย์กลางเมืองใหม่เหล่านี้ ควบคู่พร้อมไปกับการตัดถนนของกระทรวงโยธาธิการ
ดังที่กล่าวข้างต้นนี้ ถือได้ว่าเป็นรากฐากของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ปัจจุบันในฐานะ “นิติบุคคล”
ตามประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงจากเว็บไซต์
สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ได้ระบุถึงประวัติของ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ว่า มีจุดเริ่มต้นมาจาก “กรมพระคลังข้างที่”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”
ตามความใน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สิน
ฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479

ต่อมามีการปรับปรุงและยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ อีก 3 ครั้ง
เพื่อให้เกิดความเหมาะสม จนกระทั่งล่าสุด
ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”
ตามความใน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561
ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล
เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์
มีหน้าที่จัดการ ดูแล รักษา จัดหาผลประโยชน์
และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 4 ประเภท
ขณะที่ข้อมูลในหนังสือทรรศนียาคาร อาคารอนุรักษ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • พระราชวังและวัง (Palaces) ประกอบด้วย

1.พระราชวังดุสิต

พระที่นั่งนงคราญสโมสร (สวนสุนันทา พระราชวังดุสิต)
พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
ตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี
ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ
2.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (วังถนนพระอาทิตย์)

3.วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดวิศิษฎ์

4.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์

5.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

6.วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (วังลดาวัลย์)

7.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี

8.วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช (วังบางพลู)

9.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร (วังวาริชเวสม์)

10.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา

11.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยาลังการ

12.วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์

13.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์

  • บ้าน (Residences)

1.เรือนเจ้าจอมมารดาเลื่อน ในรัชกาลที่ 5

2.เรือนท้าววรคณานันท์ (เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ปั้ม มาลากุล)

3.เรือนท้าวทรงกันดาล (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล)

4.บ้านหลวงจิตร์จำนงวานิช (ถมยา รงควณิช)

5.บ้านพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ถวิล อมาตยกุล)

6.บ้านพระยาศรีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตพันธุ์)

7.เรือนพระอัศวิน

8.บ้านหลวงสุนทรนุรักษ์ (กระจ่าง วรรณโกวิท)

9.บ้านเลขที่ 1 ตรอกกัปตันนุช

10.บ้านเลขที่ 1 ซอยสามเสน 22

11.ทำเนียบท่าช้าง

12.บ้านพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)

  • ตึกแถว (Shophouses)

1.ตึกแถวถนนแพร่งนรา

2.ตึกแถวถนนแพร่งภูธร

3.ตึกแถวถนนสระสรง ถนนลงท่า

4.ตึกแถวสี่กั๊กพระยาศรี

5.ตึกแถวถนนหน้าพระลาน

6.ตึกแถวท่าช้างวังหลวง

7.นึกแถวตลาดท่าเตียน

8.ตึกแถว 9 ห้อง ถนนพระอาทิตย์

9.ตึกแถวโค้งถนนพระอาทิตย์

10.ตึกแถวหมู่บ้านช่างคาด แขวงคลองมหานาค

11.ตึกแถวหมู่บ้านช่างคาด แขวงบ้านบาตร

12.ตึกแถวตลาดนางเลิ้ง

13.ตึกแถวบริเวณโค้งเทวสถาน

  • อาคารสาธารณะ (Public Buildings)

1.ห้างยอนแซมสัน

2.ห้างทองตั้งโต๊ะกัง

3.ห้างเอสเอบี

4.ห้างเอสอีซี

5.โรงแรมโอเรียนเต็ล

6.ศาลาเฉลิมกรุง

7.อาคารถนนราชดำเนินกลาง

โรงแรมรัตนโกสินทร์
โรงแรมสุริยานนท์
กลุ่มอาคารถนนราชดำเนินกลาง
กลุ่มอาคารบริเวณสี่แยกคอกวัว

8.ที่ว่าการมณฑลปราจีน

9.ศาลประจำมณฑลปราจีน

10.ที่ทำการไปรษณีย์มณฑลปราจีน

11.ประภาคารบางปะอิน

12.ที่ทำการประปาแม้นศรี

สำหรับ “อสังหาริมทรัพย์” ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย ส่วนกลาง และภูมิภาค ดังนี้

อสังหาริมทรัพย์ ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ส่วนกลาง
สำหรับ “อสังหาริมทรัพย์” ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ส่วนกลาง แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1.โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

โครงการซอยเลื่อนฤทธิ์ ตั้งอยู่บนถนนเยาวราช แยกวัดตึก พื้นที่ประมาณ 7 ไร่
อาคารหน้าพระลาน
อาคารถนนบ้านหม้อ 18 คูหา
อาคารริมถนนพระอาทิตย์ 34 คูหา
อาคารท่าช้างวังหลวง 34 คูหา
อาคารตลาดท่าเตียน 55 คูหา
เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช
ชุมชนวัดทองนพคุณ
(บริเวณซอยสมเด็จเจ้าพระยา 17)
อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์
2.โครงการพัฒนาพื้นที่ด้านสังคม

คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา

3.การเปิดประมูลการเช่าอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ส่วนภูมิภาค ได้แก่

  1. นครปฐม
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครปฐม (ตลาดบน-ตลาดล่าง)
    ตลาดสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครปฐม (ตลาดท่านา)
  2. ฉะเชิงเทรา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดชลบุรี (ตลาดบน)
    การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์เชิงสังคม สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจัดตั้งคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา และร้านโกลเด้น เพลซ (Golden Place) สาขาฉะเชิงเทรา
  3. พระนครศรีอยุธยา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตลาดหัวรอ)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตลาดบางปะอิน หรือตลาดใน)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
  4. นครสวรรค์
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดนครสวรรค์
  5. ลำปาง
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดลำปาง (ตลาดราชวงศ์)
    ศูนย์สุขภาพเวลเนส เซ็นเตอร์ ลำปาง สนับสนุนโครงการโดยสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
  6. เพชรบุรี
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเพชรบุรี (ตลาดสดริมน้ำ และตลาดอุปโภค)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเพชรบุรี (ตลาดอนามัย)
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดราชบุรี
  7. สงขลา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดสงขลา
    ตลาดสดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

8​. จังหวัดนครศรีธรรมราช (ตลาดท่าม้า)

ปล.. เท่าที่รวบรวมมาบางส่วนจากอดีตยังไม่ได้รวบรวมกับทรัพย์สิน​สุทธิ​ในปัจจุบัน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
22 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หวยกับผู้ว่าฯ มาด้วยกันได้อย่างไร

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(กองสลาก)เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2482 นับถึงป้จจุบันเป็นเวลา 82 ปีแล้ว มีหน้าที่พิมพ์สลาก (หวย) จำหน่ายให้แก่ประชาชน
.
ในอดีต กองสลากอยากจะกระจายสลากไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ไม่มีสาขาและเจ้าหน้าที่ในต่างจังหวัด  กระทรวงการคลัง (ในฐานะกำกับดูแลกองสลาก) จึงทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย ขอให้จังหวัดเป็นผู้กระจายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อยแทน ตามหลักเกณฑ์ที่กองสลากกำหนด โดยจะให้ค่าบริหารจัดการ (ค่าเหนื่อย) แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 2 ของราคาสลาก
.
ปัจจุบัน สลากเล่มหนึ่งมี 100 ใบๆ ละ 80 บาท เท่ากับราคาเล่มละ 8,000 บาท ผู้ว่าฯจะได้ค่าเหนื่อย 2 % เท่ากับเล่มละ 160 บาท ถ้าจังหวัดได้รับโควต้าสลากงวดละ 500 เล่ม ผู้ว่าฯ จะได้รับเงินค่าเหนื่อยงวดละ 80,000 บาท เดือนหนึ่งมี 2 งวดเท่ากับจะได้เดือนละ 160,000 บาท
.
ในการนี้ มหาดไทยได้เห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงตอบแทนโดยแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นบอร์ดของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
จังหวัดใดจะได้โควต้าสลากไปจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ประชากรมากก็จะได้โควต้าสลากมาก ประชากรน้อยก็จะได้โควต้าสลากน้อย ดังนั้น จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ จะได้รับค่าเหนื่อยจากกองสลากงวดละหลายแสนบาท
.
ส่วนจังหวัดเล็กๆ อย่างเช่น ระนอง นครนายก แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม ฯลฯ จะได้ค่าเหนื่อยแค่หลักหมื่นต่องวด ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ว่าฯ ถึงอยากย้ายไปอยู่จังหวัดใหญ่ๆ
.
เงินค่าเหนื่อยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้จากกองสลากนี้ ถือเป็นเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าฯ จะนำไปใช้จ่ายในกิจการใดๆ ก็ได้ ในทางปฎิบัติแต่ละเดือน ผู้ว่าฯ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ช่วยปฏิบัติงานในการกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย ได้แก่ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เจ้าหน้าที่ในที่ทำการปกครองจังหวัด หรือสำนักงานจังหวัด แล้วแต่กรณี
.
ส่วนเงินที่เหลือจากการแบ่ง (ซึ่งน่าจะเหลือเยอะ) อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าฯ จะใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อการกุศล กิจการสาธารณะประโยชน์ ภัยพิบัติ ทำบุญ หรือใช้จ่ายส่วนตัว ทำได้ทั้งนั้น อย่างเช่นที่เคยเป็นข่าวว่า ผู้ว่าฯ เข้าโรงรับจำนำไปไถ่ถอนเครื่องมือทำมาหากินคืนให้แก่ผู้ขัดสนที่เอาของไปจำนำ สันนิษฐานว่าอาจใช้เงินก้อนนี้ไปไถ่ถอน และเมื่อผู้ว่าฯ ย้ายหรือเกษียณ เงินก้อนนี้จะตามตัวผู้ว่าฯ ไปด้วย แต่บางท่านอาจมีน้ำใจเหลือทิ้งไว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ว่าฯ ท่านใหม่เอาไว้บริหารงานในกิจการที่จำเป็น
.
สำหรับหลักเกณฑ์การกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย จังหวัดจะดำเนินการตามที่กองสลากกำหนด คือจัดสรรให้คนละ 5 เล่ม (เล่มหนึ่งมี 100 ใบ) ทั้งนี้ ในแต่ละงวด ผู้ค้ารายย่อยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีจะต้องนำเงินสดไปซื้อสลากที่จังหวัด ในราคาเล่มละ 7,040 บาท จำนวน 5 เล่ม เท่ากับ 35,200 บาท (กองสลากคิดราคาใบละ 88% ของราคาสลาก เท่ากับใบละ 70.40 บาท โดยจะให้ส่วนลด 12% เท่ากับผู้ค้าจะได้กำไรใบละ 9.60 บาท) ถ้าขายสลากใบละ 80 บาทหมดในแต่ละงวด จะได้กำไรงวดละ 4,800 บาท หรือเดือนละ 9,600 บาท ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงาน
.
ถ้าหากผู้ใดอยากซื้อสลากจากจังหวัดมาขายบ้าง ไม่สามารถซื้อได้ทันที เพราะโควต้าที่จัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยเต็มหมดแล้ว จะต้องไปขอขึ้นบัญชีสำรองไว้ที่จังหวัด
.
ถามว่าผู้ขึ้นบัญชีสำรองไว้มีโอกาสได้โควต้าสลากจากจังหวัดมาขายไหม ตอบตรงๆ ก็คือโอกาสแทบเป็นศูนย์ เพราะโควต้าจะว่างลงต่อเมื่อ ผู้ค้ารายเดิมเสียชีวิต หรือสละสิทธิ์โควต้า หรือถูกยึดโควต้าคืน เนื่องจากทำผิดกฎที่กองสลากกำหนด เช่นขายสลากเกินราคา นำสลากไปรวมชุดกับผู้อื่น อีกอย่างก็คือบัญชีสำรองตอนนี้ยาวเป็นหางว่าว กว่าจะถึงชื่อเราก็คงม้วยมรณาไปแล้ว
.
การที่กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลเจริญรุ่งเรืองมาตลอด 82 ปี ทำกำไรส่งรัฐเป็นกอบเป็นกำ เป็นเพราะว่ารัฐผูกขาดดำเนินการเพียงเจ้าเดียว ใครจะมาทำแข่งไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย ขายดีขนาดพิมพ์สลากเพิ่มใหม่กี่ครั้งๆ ก็ขายหมดไม่มีเหลือ ซ้ำยังขายเกินราคาอีกต่างหาก ยิ่งรวมชุดมากใบ ราคายิ่งแพง
.
นอกจากนี้สื่อมวลชนยังช่วยโหมประโคมข่าวยังกับว่าได้ค่าโฆษณาจากกองสลาก เอาภาพคนถูกรางวัลที่ 1 มาชูหวยชูคอยิ้มเผล่ ลงข่าวหน้าหนึ่ง หรือลงข่าวดาราคนนู้น นักร้องคนนี้ ซื้อสลากเป็นปึกแล้วถูกรางวัล หรือลงภาพป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายกฯ ทำให้ชาวบ้านและข้าราชการจนๆ อย่างพวกเราที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยจากการทำงาน เกิดกิเลสตัณหา พากันหวังน้ำบ่อหน้า เสาะหาหรือตีความเลขเด็ดต่างๆ จากการใบ้หวย เซียมซี หรือจากความฝัน แล้วกัดฟันซื้อสลากงวดละหลายใบแม้ว่าราคาจะแพงแสนแพง เพราะอยากจะเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ทั้งๆ ที่โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น
.
ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนใหม่ๆ คิดว่าทหารจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จึงได้มีคำสั่ง คสช. แต่งตั้งอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขณะครองยศพลตรี มาเป็นประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังว่าจะแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาให้ได้ ชาวบ้านก็ดีใจหวังว่าจะมาช่วยปลดทุกข์ให้
.
แต่ที่ไหนได้กลับแพงยิ่งขึ้น ไปยกเลิกสัมปทานของผู้ค้ารายใหญ่ แล้วเอาไปประเคนให้พรรคพวกเครือข่ายของตัวเอง เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลนิธิ สมาคมการกุศลคนพิการต่างๆ กลายเป็นเหลือบฝูงใหม่ ชาวบ้านยังคงซื้อสลากราคาแพงเหมือนเดิม   
.
ขนาดบอร์ดกองสลากท่านหนึ่งถึงกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หมดปัญญาแก้ปัญหาสลากราคาแพง ได้ยินอย่างนี้ก็เศร้าใจ ยิ่งได้ข่าวว่ากองสลากกำไรดี จ่ายโบนัสให้พนักงานคนละ 8 เท่าของเงินเดือน
.
ขณะที่ชาวบ้านซื้อสลากราคาแพงทุกงวดๆ จากเศร้าใจเลยกลายเป็นเอือมระอา ในช่วงที่คุณมีอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่แก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ยังทำไม่ได้ แล้วคุณจะบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร คุณประยุทธ์ !!!

#บทความข้าราชการปลดแอก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันนี้ในอดีต 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เหตุการณ์ 911 ในสหรัฐฯ ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ที่เหลือเพียงความทรงจำ วินาศกรรมที่โลกไม่เคยลืม

เหตุการณ์พอจะสรุปได้ดังนี้
08:45 น. เครื่องบินโดยสารของอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนอาคารเหนือ (อาคาร 1 เป็นอาคารที่มีเสาอากาศเห็นได้ชัด) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวอาคารเป็นช่องพร้อมทั้งเกิดเพลิงไหม้
09:03 น. เครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันเช่นกัน พุ่งเข้าชนอาคารใต้ (อาคาร 2) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเกิดระเบิดรุนแรง
09:43 น. เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 77 ของอเมริกันแอร์ไลน์ ชนอาคารเพนตากอน เกิดควันไฟพวยพุ่ง มีการอพยพคนในทันที
09:45 น. มีการอพยพคนที่ทำเนียบขาว
10:05 น. อาคารใต้ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน
10:10 น. บางส่วนของอาคารเพนตากอนถล่ม ขณะเดียวกันก็มีรายงานการตกของเครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ที่เขตชนบทของซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพิตส์เบิร์ก
10:13 น. อาคารที่ทำการของสหประชาชาติเริ่มขนย้ายผู้คน โดยเป็นคนของสำนักงานใหญ่จำนวน 4,700 คน และจากยูนิเซฟกับฝ่ายอื่นของสหประชาชาติอีก 7,000 คน
10:28 น. อาคารเหนือ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบตัวลง คล้ายถูกตอกด้วยเสาเข็มจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว
10:45 น. อาคารที่ทำการของรัฐทุกอาคารในวอชิงตันอพยพคนทั้งหมด
10:48 น. ตำรวจได้ยืนยันว่ามีเครื่องบินตกที่ซอมเมอร์เซ็ต
10:53 น. มีการประกาศเลื่อนการเลือกตั้งขั้นต้นของนิวยอร์ก
12:18 น. อเมริกัน แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้น โดยเที่ยวบินที่ 11 เป็นเครื่องโบอิ้ง 767-200ER มีลูกเรือ 11 คน และผู้โดยสาร 81 คน ซึ่งกำลังเดินทางไปยังลอสแอนเจลิส ส่วนเที่ยวบินที่ 77 เป็นเครื่อง 757-200 กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิส โดยมีผู้โดยสาร 58 คน ลูกเรือ 6 คน เครื่อง 767-200ER เป็นลำที่ชนอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเครื่อง 757-200 ชนอาคารเพนตากอน
12:26 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้นว่า เที่ยวบินที่ 93 ออกจากนิวอาร์ก รัฐเดลาแวร์ ไปยังซานฟรานซิสโก และตกที่เพนซิลวาเนีย
12:59 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินเที่ยวบินที่ 175 ที่กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิสว่า มีผู้โดยสาร 56 คน ลูกเรือ 9 คน โดยเป็นลำที่ชนอาคารใต้ของเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์
13:04 น. สนามบินลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบิน 3 ลำ อพยพคนทั้งหมด
13:15 น. สนามบินซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบินเที่ยวบินที่ 93 อพยพคนทั้งหมด
15:10 น. อาคาร 7 ซึ่งมี 47 ชั้นของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เกิดเพลิงไหม้
16:20 น. อาคาร 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้วได้ถล่มลงมา โดยเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากอาคาร 1 และอาคาร 2 (อยู่คนละฝั่งถนน) ถล่มลงก่อนหน้านี้ และอาคารรอบ ๆ บริเวณก็มีเพลิงไหม้ด้วย
16:30 น. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรายงานว่าเครื่องบินที่ตกในเพนซิลวาเนียอาจจะมีเป้าหมายในการชน แคมป์เดวิด หรือ ทำเนียบขาว หรือ อาคารรัฐสภา อาคารใดอาคารหนึ่ง
18:45 น. ตำรวจนิวยอร์กรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่สูญหาย 78 นาย และเชื่อว่าพนักงานดับเพลิงประมาณ 200 นายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
20:22 น. เพลิงไหม้ที่อาคารเพนตากอนยังควบคุมไม่ได้ แต่สามารถจำกัดเขตการลุกลามได้แล้ว
ในขณะที่เกิดเหตุหายนะอยู่นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เดินทางจากฟลอริดากลับสู่วอชิงตัน และได้ออกแถลงการณ์ในเหตุการณ์ โดยขอให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ให้กับผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งยังประกาศว่า “ผู้ที่กระทำการครั้งนี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ”
ต่อมามีรายงานว่าอาคารอื่น ๆ ในบริเวณนั้นก็ได้พังทลายลงทั้งหมด (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ประกอบด้วยอาคาร 7 หลัง) อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า อาคาร 5 ยังคงตั้งอยู่แต่ก็เสียหายเป็นอย่างมากเช่นกัน สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บนั้นยังไม่ทราบแน่นอน แต่พบศพแล้วกว่า 200 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน (ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2544)
มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,400 คน แบ่งเป็น เสียชีวิตบนเครื่องบิน 246 คน
ในอาคารและพื้นดินของนครนิวยอร์ก 2,602 คน และในอาคารเพนตากอน 125 คน รวมถึงนักผจญเพลิงนครนิวยอร์ก 343 คน ตำรวจนครนิวยอร์ก 23 คน ตำรวจการท่าเรือของนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี 37 คน และผู้สูญหายอีก 24 คน

ชีวิต เปื้อนฝ่น
11 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างแพะรับบาป จำเลยคดีสวรรคต ร.8

นายชิต สิงหเสนี เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 เป็นบุตรของ นายพลตรีพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) กับนางน้อม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) นายชิตเป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวงในรัชสมัย ร.6 แล้วเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งมหาด เล็กในต้นรัชสมัย ร.7 และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือมหาดเล็กห้องบรรทมของในหลวงอานันท์ฯ ร.8 เพราะเป็นที่ไว้วางใจอย่างที่สุดโดยเป็นข้าฯถึงสามแผ่นดิน จึงได้ให้ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องบรรทมถวายงานใกล้ชิด

นายชิตเคยเป็นม้าทรงให้ในหลวงอานันท์ขี่เล่นเมื่อตอนยังเด็ก แถมยังทำเป็นผู้ช่วยพระชนนีฯทำหน้าที่ในการสวนทวารยามในหลวงประชวรท้องผูก นายชิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 ศาลชั้นต้นตัดสิ้นให้ประหารชีวิต ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ศาลฎีการพิพากษายืน เป็นที่น่าสังเกตว่าศพ นายชิต สิงหเสนี ถูกเก็บนานถึง 23 ปี จึงได้ฌาปนกิจ ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521

นายบุศย์ ปัทมศริน เป็นบุตรของขุนวิสูตรเสนีย์ (จาง ปัทมศริน)กับนางปุก ปัทมศริน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2443 รับราชการครั้งแรกในกรมปลัดบัญชี เมื่อคราวในหลวงอานันท์เสด็จนิวัติพระนครในปี พ.ศ. 2488 จึงได้รับความไว้วาง ใจให้โอนย้ายมาเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่อง และเลื่อนเป็นมหาด เล็กห้องบรรทมตามลำดับ ก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกรณีสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2489 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต สุดท้ายศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายเฉลียว ปทุมรส เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนา คม พ.ศ. 2445 เป็นอดีตสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับดร.ปรีดี พนมยงค์ และเป็น อดีตราชเลขาธิการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการสวรรคต ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องเพราะวันนั้นเป็นวันหยุด ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายชิด สิงหเสนี, นายบุศย์ ปัทมศรินและนายเฉลียว ปทุมรส ถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2497 จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เวลา 5.10 น ทั้งสามจึงถูกนำตัวเข้าหลักประหาร คำให้การของนายเฉลี่ยวก่อนตายที่บอกเล่าให้พล.ต.อ.เผ่าฟัง ได้รับการบันทึกเสียงแล้วรายงานต่อจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และเป็นที่มาของความคิดขอฟื้นไมตรีคืนดีกับดร.ปรีดี แต่ถูกปิดบัญชีด้วยการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่มีสหรัฐอเมริการสนับสนุนและทำหน้าที่ปกป้องภูมิพลในฐานะอเมริกันชนเพื่อเป็นตัวแทนอำนาจ

นายเฉลียว,นายชิดและนายบุศย์สามผู้ใกล้ชิดและซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ถูกตัดสินประหารชีวิตนับเป็นโศกนาฏกรรม ที่ผู้คิดจงรักภักดีควรเรียนรู้ไว้เป็นอุทาหรณ์ และเป็นตัวอย่างของคนที่ดัดจริตอยาก “จะอยู่อย่างจงรักและตายอย่างภักดี” จะได้สำเหนียก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลักฐานชิ้นสำคัญในการเสียดินแดนในสมัย รัชการที่ 5 รัฐสยามต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไป เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พศ. 2451

ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยทั้งพระ
และชาวบ้านใน​อ.ปาดัง – ซาราย
รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ตรวจสอบเสาหลักเขตประเทศไทย
อายุกว่า​ 200 ปี พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทย รีบนำกลับบ้านเกิด
เพราะจะถูกทางการมาเลย์ทำลายทิ้ง
เป็นหลักแบ่งเขตแดนของประเทศไทย
กับประเทศมาเลเซีย ครั้งสมัยไทรบุรี(รัฐเคดาห์ของมาเลย์ในปัจจุบัน)
เป็นของไทย ถือว่าเป็นเสาหลักเขตประวัติศาสตร์ ตั้งขึ้นสมัยที่อังกฤษล่าอาณานิคม กระทั่งไทยสูญเสียพื้นที่ไทรบุรีไป เสาหลักเขตมีคำจารึกไว้ว่า
“BRITISH AND SIAMESE DOUNDARN”
แดนกัมปันนีแดนไทยต่อกัน
อยู่ห่างจากด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา
ประมาณ 150 กม.

การที่ชาวมาเลย์เชื้อสายไทย
ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย
ควรรีบยื่นเข้ามาเจรจา
กับทางการมาเลเซีย
เพื่อนำมาเก็บไว้ในประเทศไทย
เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่บรรดาอนุชนรุ่นหลังได้ดู ศึกษา และตระหนัก
ถึงความเหนื่อยยากของคนไทยในสมัยนั้นที่ต้องรักษาเอกราช
และอธิปไตยไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นายชิน โสพณพนิช จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่นายทุนใหญ่

เรื่องราวของบุรุษเสื่อผื่นหมอนใบที่เป็นตำนานแห่งวงการธนาคาร ผู้มีความเป็นอัจฉริยะเหนือผู้มีอำนาจ เหนือวิกฤตทั้งปวง ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรค์ ดำเนินธุรกิจบนเส้นทางที่อิงติดกับอำนาจอย่างโลดโผน เป็น “คนเหนือคน” จนกลายเป็นอมตะตำนานที่เล่าขานกันจนแม้ทุกวันนี้ “ชิน โสภณพนิช” คือคนนั้นที่ผมกำลังเขียนถึง

นายชิน โสภณพนิช มีชื่อจีนว่า “เปียกชิ้ง แซ่ตั้ง” (ตั่งเปียกชิ้ง ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว) เกิดที่วัดไทร อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ในตระกูลชาวจีนอพยพ ดังนั้นหากจะจัดนายชินให้อยู่ในกลุ่มคนจีน “เสื่อผื่นหมอนใบ” จึงไม่เป็นการถูกต้องนัก ต้องขอย้อนอดีตกลับไปในช่วงวัย 5 ขวบ ด.ช.ชินได้ติดตามบิดากลับสู่ประเทศจีนและได้ศึกษาเล่าเรียนตามอัตภาพซึ่งก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะชีวิตวัยเด็กมีภารกิจที่ต้องช่วยบิดาทำนานอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กน้อยคนนี้

ด้วยชีวิตต้องลำบากตั้งแต่เริ่มจำความได้จึงทำให้ในเวลาต่อมา กลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นายชินมีความมานะและอดทนเหนือคนวัยเดียวกัน นายชินติดตามบิดากลับไปอยู่ประเทศจีนนานถึง 12 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวัย 17 ปี สังคมไทยในเวลานั้นนับว่าไม่คุ้นชินกับชีวิตของหนุ่มน้อยแดนมังกรคนนี้ เพราะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ช่องทางทำมาหากินจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย การที่จะเลือกทำงานจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากรับจ้างทำงานในแวดวงคนจีนเท่านั้น

งานเริ่มต้นครั้งแรกรับจ้างทำงานบนเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร (เรือพ่วง) ไม่นานก็ได้งานใหม่โดยรับจ้างทำงานทั่วไป(พะจั๊บ)ในโรงค้าไม้ ด้วยที่เป็นคนขยันและอ่านออกเขียนได้ จึงขยับฐานะเป็นเสมียน(ซิงเฮี้ยง)โรงไม้ และไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้จัดการ (หลงจู๊) บุญนำแต่กรรมบัง นายชินต้องตกงานเหตุเพราะไฟไหม้โรงค้าไม้

นายชินเดินทางกลับประเทศจีนอีกวาระหนึ่ง โดยยึดอาชีพเดินเรือซึ่งไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง จึงเดินทางกลับประเทศไทยอีก การกลับมาครั้งนี้ไม่ยากลำบากเหมือนครั้งก่อนเนื่องจากมีความรู้จักคุ้นเคยในหมู่คนจีนพอสมควร จึงได้รับการชักชวนให้เข้าทำงานที่บริษัท เซียม เฮง ล้ง ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจก่อสร้างในเวลานั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วตามความเติบโตของเศรษฐกิจช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายชินมีสายตาหลักแหลมอันเป็นพรสวรรค์ จึงรวบรวมเงินเท่าที่มีอยู่ เปิดร้านขายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นของตัวเอง บนถนนเจริญกรุง ใกล้โรงภาพยนตร์พัฒนากร ธุรกิจเจริญเติบโตชนิดก้าวกระโดดเกินความคาดหมาย จนทำให้สามารถขยับขยาย เปิดบริษัทค้าเหล็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ตามมาด้วยบริษัทขายเครื่องเขียน และบริษัทจำหน่ายเครื่องกระป๋อง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง การก่อสร้าง, งานซ่อมแซมทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ส่งผลต่อฐานะของนายชินกลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงพ่อค้าและนักธุรกิจ

การค้าทองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำความมั่งคั่งให้กับนายชิน เพราะช่วงสงครามชาวบ้านต่างซื้อทองเก็บไว้เนื่องจากง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหลบหนีภัยสงคราม พอสง ครามสิ้นสุดลงต่างก็นำทองออกขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่อาศัยและซื้อของใช้ที่จำเป็น สรุปโดยย่อทั้งช่วงก่อนสงครามและหลังสงครามล้วนส่งผลดีต่อธุรกิจของนายชิน จนสามารถยกระดับฐานะทางสังคมเป็นนายห้างชินที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจชาวจีนเท่านั้น หากแต่การคบหาสมาคมก็ยกระดับการคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเลยทีเดียว

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อปีพ.ศ.2487 ขณะที่นายห้างชินมีอายุเพียง 36 ปี ได้รวบรวมเพื่อนร่วมธุรกิจการค้าจำนวน 15 คนร่วมหุ้น ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้นบนถนนราชวงค์ โดยมีนายควง อภัยวงค์นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นับเป็นก้าวแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่นายห้างชินทำธุรกิจพึ่งพาอำนาจทางการเมือง

นายห้างชินนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความหลักแหลมและลึกซิ้งเป็นอย่างยิ่งในการอ่านเกมอำนาจ การเปิดธนาคารกรุงเทพก็แสดงให้เห็นชัดว่า นายห้างชินมีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับสมาชิกคณะราษฎรระดับผู้ก่อการ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่า นายควงเป็นหนึ่งในคณะราษฎรที่ร่วมทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้รับมอบหมายให้ไปตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข เนื่องจากเป็นผู้รับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข

ภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2490 นายห้างชินกลับมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกลุ่มซอยราชครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ที่มีความสนิทชนิดลึกซึ้งกินใจ ว่ากันว่า พล.ต.อ.เผ่าเคยลองใจนายห้างชินเรื่องขอยืมเงิน แทนที่นายห้างชินจะจัดให้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่กลับเซ็นเช็คเปล่าให้พล.ต.อ.เผ่าไปกรอกจำนวนเงินเอาเองตามที่ต้องการ นับเป็นการวัดใจที่ได้ใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังการวัดใจพล.ต.อ.เผ่าก็ได้ใช้อำนาจช่วยประคองฐานะธนาคารกรุงเทพ ด้วยการกดดันให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจนำเงินเข้าฝาก และบีบบังคับให้บรรดาพ่อค้าข้าวและธุรกิจส่งออกต้องเปิด L/C กับธนาคารกรุงเทพ แต่ความสัมพันธ์อันดีที่นายห้างชินมีกับกลุ่มซอยราชครูกลับเป็นผลร้ายในเวลาต่อมา กล่าวคือเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ยึดอำนาจทำรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามเมื่อปีพ.ศ.2500 พล.ต.อ.เผ่ากับนายห้างชินก็มีอันต้องแยกทางกันโดยคนหนึ่งลี้ภัยไปประเทศสวีตเซอร์แลนด์ ส่วนอีกหนึ่งเผ่นไปตั้งหลักที่ฮ่องกง

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นวิกฤตครั้งสำคัญที่สุดของนายห้างชิน ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่ไม่ใช่นายห้างชิน ผมเชื่อเหลือเกินว่าธนาคารกรุงเทพคงล่มสลายไปแล้วนับแต่บัดนั้น แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะระดับคนหนือคนของนายห้างชิน ดังที่ได้กล่าวข้างต้นคือ การรู้จักคบหาบุคคลผู้ควรแก่การคบหา การมองเกมอำนาจ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะมีสายตาที่กว้างไกล ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จ นายห้างชินก็ยกฐานะทางสังคมของตัวเองขึ้นมาคบหาผู้มีอำนาจระดับรัฐบาลและกลุ่มขั้วอำนาจต่าง

เมื่อมีการทำรัฐประหารขึ้นในปีพ.ศ.2490 นายห้างชินจึงสามารถเปลี่ยนข้างไปใกล้ชิดกับกลุ่มราชครูโดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ต.อ.เผ่า แถมยังใจกว้างยกตำแหน่งประธานธนาคารกรุงเทพให้กับพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน หนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มราชครูที่ร่วมทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ นาวาสวัสดิ์ ที่ดร.ปรีดีให้การสนับสนุนอยู่ และแม้กระทั่งเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามในปีพ.ศ.2500 นายห้างชินก็ผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการแต่งตั้งพล.ท.ประภาส จารุเสถียร หนึ่งในคณะปฏิวัติ (ตามที่จอมพลสฤษดิ์ประกาศ) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกรุงเทพ แทนพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน….อำนาจจอมพลหรือจะสู้อำนาจเงิน

นายห้างชินในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแวดวงธุรกิจและการธนาคาร ที่ชนชาวจีนต่างให้ความนับถือเพราะธนาคารกรุงเทพเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางธุรกิจของชาวจีน ซึ่งเป็นชีพจรเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆของทั้งประเทศ แม้แต่ธุรกิจระดับยักษ์ๆของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์, สหพัฒนพิบูล, ห้างเซ็นทรัลหรือแม้แต่ทักษิณ ชินวัตร ต่างล้วนเคยพึ่งพาใช้บริการธนาคารกรุงเทพผ่านนายห้างชินทั้งนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่มากด้วยบารมีของนายห้างชิน

เมื่อธนาคารกรุงเทพเป็นศูนย์รวมกลุ่มธุรกิจของชาวจีนที่มีความมั่นคงแข็งแรง และโยงใยกับธรุกิจน้อยใหญ่ทั้งขายปลีกและขายส่งตลอดจนผู้บริโภคล้วนแต่เป็นชนชาวจีนทั้งสิน การที่จะจัดการกับนายห้างชินจึงยากและลำบากกว่าการรัฐประ หารล้มรัฐบาลจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และถ้าจะล้มนายห้างชินให้ลงจนได้ จอมพลสฤษดิ์ก็จำเป็นต้องมีกุนซือที่มีความสามารถหาวิธีสยบคนจีนได้ทั้งแผ่นดิน…..

นายชิน โสพาณิช ผู้เป็นตำนานราชาธนกิจที่มีความอัจฉริยะ ที่ถีบตัวเองจากชนชั้นผู้ยากไร้สู่ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับชาติ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า “ราชาธนกิจ” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เจอหลักฐานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชี้ชัด”วังสั่งรัฐประหาร” หลังมีคนไปขุดหาเอกสารมาเผยแพร่ ส่งตรงจาก หอจดหมายเหตุ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ!!!

สมาชิกจากกลุ่มตลาดหลวง เผยแพร่เอกสาร ที่ไปค้นได้จากหอจดหมายเหตุ เป็นหลักฐานตบหน้าสลิ่มที่ชอบอ้างว่า “วังไม่เคยทำรัฐประหาร ในหลวงไม่เคยยุ่งการเมือง” คำพูดกลวงๆแบบนี้เก็บไว้หลอกสลิ่มด้วยกันเองเถอะ เอกสารมีอยู่มากมายแต่สลิ่มไม่เคยออกไปค้นคว้า

เนื้อหาสำคัญของเอกสารชิ้นนี้ เป็น การจดบันทึกของนักการทูตชาติอังกฤษ ที่บันทึกรายงานเหตุการ์ณในไทยช่วงปีพ.ศ 2500 หลังรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์… มีใจความว่า

1.นายพจน์ สารสิน (นายกฯคนที่9 ของไทย) ได้มาขอร้องให้ทูตอังกฤษเชื่อว่าในหลวงภูมิพลรับรู้ถึงแผนการทำรัฐประหารทุกขั้นตอน และไม่ได้ถูกข่มขู่แต่อย่างใด

2.ทูตอเมริกาเข้าพบในหลวงภูมิพล และยืนยันว่า ในหลวงภูมิพลยอมรับแผนการของสฤษดิ์และพวกด้วยความสมัครใจ และพระองค์เจ้าธานีนิวัตยังย้ำเป็นการส่วนตัวกับทูตอังกฤษว่า “รัฐประหารนี้คือสิ่งที่วังต้องการ”

คิดวิเคราะห์แยกแยะกันเอานะ ขนาดในหลวงภูมิพลที่เล่นการเมืองแยบยลกว่าในยุคของวชิราลงกรณ์ยังถูกคณะทูตบันทึกไว้ชัดเจนขนาดนี้ว่า”วังสั่งรัฐประหาร”

ก็ไม่แปลกใจที่ในยุคนี้คนจะตาสว่างแจ่มจ้า เหลือแค่สลิ่มเท่านั้นแหละที่ยังยอมรับไม่ได้ ว่าที่การเมืองไทยเละเทะทุกวันนี้เพราะถูกพวกปรสิตแบบสถาบันกษัตริย์มันครอบงำ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น