หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลายคนอยากรู้ว่าป้าม่วงผู้อ้างสมถะพอเพียงนั้นมีทรัพย์สินมากน้อยแค่ใหนเลยเอาส่วนหนึ่งมาให้ดูย้ำนะคะว่านี่แค่ส่วนหนึ่ง !!

สิรินธร​ เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณสยาม ดังนี้
ที่ดินวังสระปทุม
ที่ดินที่ตั้งโรงแรมสยามเคมปินสกี้
ที่ดินที่ตั้งสยามพารากอน
สยามเซ็นเตอร์ สยามคาร์พาร์ค
สยามทาวเวอร์​ และสยามดิสคัพเวอรี่

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณนั้น ดังนี้
ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งห้างอิเซตัน
โรงแรมเซนทาร่าแกรนด์
ห้างเซ็นทรัลเวิร์ล ห้างเซน
สำนักงานเซ็นทรัลเวิร์ล,
ชุมชนหลังวัดปทุม (ย่านสลัม)
และ โรงเรียนวัดปทุม
(ที่ดินส่วนทีตั้งวัดเป็นของวัด)

สิรินธร​และในหลวงภูมิพล
ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน สยามพิวรรธน์
(ชื่อบริษัทพระราชทานของพระเทพ)

โดยในหลวงภูมิพลถือหุ้น 180,000 หุ้น
และสิรินธร​ 4.32 ล้านหุ้น
ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อต่อมาจากกระทรวงการคลัง
และธนาคาร CIMB Thai ในปี 2546
และ 2548 รวมกันแล้วครอบครัวราชวงศ์ไทย

(สิรินธร​-ในหลวงภูมิพล ไม่นับหุ้นของสยามพิวรรธน์ ที่ถือโดยกองทุนลดาวัลย์ และ ธ.ไทยพาณิชย์
ซึ่งอยู่ในเครือ สนง.ทรัพย์สินฯ)

จึงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของสยามพิวรรธน์
ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการพวกศูนย์การค้าต่างๆ
ที่ตั้งบนที่ดินของพระเทพ

ดังนั้น พระเทพ จึงมีรายได้สองต่อ
คือ ต่อแรก ในฐานะเจ้าของที่ดิน
ที่ให้ศูนย์การค้าเหล่านั้นเช่า
และอีกต่อหนึ่ง ในฐานะผู้ถือหุ้น สยามพิวรรธน์
ที่ดำเนินการศูนย์การค้าเหล่านั้น

ดร.แซร์หัต คำนวนว่า ในฐานะเจ้าของที่ดิน
(รายได้ต่อที่หนึ่ง)
พระเทพ น่าจะมีรายได้จากค่าเช่าต่อปี
ราว 1.68 พันล้านบาท
(โดยคำนวนจากอัตรา ราคาเช่าที่ดินกลางกรุงเทพ 600 ล้านบาทต่อไร่ จำนวน 70 ไร่ และการขึ้นราคาค่าเช่า 4% ต่อปี)

ส่วนรายได้ในฐานะผู้ถือหุ้น สยามพิวรรธน์
(รายได้ต่อที่สอง)
จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มา
สิรินธร​ ได้รายได้ในฐานะผู้ถือหุ้น
สยามพิวรรธน์ 145 ล้านบาท
หรือเกือบ 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด
ที่บริษัทแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นในแต่ละปี

อีกกิจการขนาดย่อมส่วนตัว​ ร่วมทุนลงหุ้น
และ​ ที่เรียกกันว่า หุ้นลมต่างๆอีกล่ะ

ปล.. บรรดานักห้อยโหนระดับบน(หุ้นลม)
(ไว้มีเวลาค่อยคุยกันอีกที)​

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
12 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

พระเจ้าตากสิน ถูกสั่งประหารคาผ้าเหลือง

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าตากสิน ได้นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2310 แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น
แล้วชิงบัลลังก์​ขึ้นครองราชย์
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งประหารชีวิต
เพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดขุดรากถอนโคนเชื้อสาย
พระเจ้าตากสินอีกหลายครั้ง

ชนวนมาจากความวุ่นวายทางการเมืองในเวียตนามที่องค์เชียงชุน
และองค์เชียงสือพ่ายหนีพวกกบฏไตเซิน(หรือราชวงศ์เล้)ต้องถอยร่น
ลงมาทางใต้ หวังจะได้กำลังจากเขมร จึงเข้าไปคุมการเมืองในเขมร
ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินได้ทรงแต่งตั้งนักองค์นนเป็นกษัตริย์กัมพูชา
แต่ถูกเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จับประหารในพ.ศ. 2322แล้วถวายราชสมบัติ
ให้นักองค์เองพระชนม์ 7 พรรษาโดยตนเป็นมหาอุปราช

ฝ่ายกรุงธนบุรีไม่ไว้ใจ จึงสั่งให้พระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา)
กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสเป็นทัพหลวงยกทัพไป
เมื่อรบชนะแล้วให้ตั้งกรมขุนอินทรพิทักษ์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
ทัพหลวงพยายามจะรุดหน้าไป แต่ทัพรองชลอฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี

ฝ่ายญวนได้ลอบแต่งทูตมาแอบเจรจากับแม่ทัพรองฝ่ายไทย
แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ
อย่างแน่นหนา มิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนพวกตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรี
โดยด่วน

ทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ปลุกปั่นยุยง และชักชวนทำการกบฏ รวบรวมคนตั้งเป็น
กองรบเข้าทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ยิงเข้าพระนคร
โดยมีพวกกบฏในกรุงธนบุรี ก่อการจลาจลรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในตอนแรก พวกกบฏให้พระสงฆ์ไปทูลขอพระเจ้าตากสินผนวชเพื่อ
สะเดาะเคราะห์เมือง 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล
เพราะเห็นว่ากำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันและราษฎรก็ถูกปลุกปั่น
ให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าตากสินทรงมีสติวิปลาส จึงต้องยอมบวชไปก่อนที่วัดแจ้ง
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงผนวช 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
หลานเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาจากนครราชสีมา ร่วมกับพวกกบฏ

พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี รีบเดินทัพใหญ่มาถึงพระนคร
มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นพวกของพระยาจักรี
ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ก็ยืนยันว่าควรไปกราบทูลให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ
บริหารราชการแผ่นดินโดยด่วน หรือไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาท
ของพระองค์แทน

พวกข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
สมเด็จพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ในวันนั้น ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง
(วัดอรุณราชวราราม) หลังจากทรงผนวช 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ขณะที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ
เมื่อมีพระชนม์ 48 พรรษา

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช
ไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า “
( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย
เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ
เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว
ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ
ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร
จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง
ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์(ริมแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองบางกอกใหญ่
ที่ตั้งกองทัพเรือติดวัดอรุณหรือพระราชวังสมัยกรุงธนบุรี) ก็ประหารชีวิต
ตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้”

แล้วเชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู
(เวลานั้นเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์
เช่น เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์
(สกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (สกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก
(ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) กว่า 50 นาย ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพพระเจ้าตากสิน

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายที่โตแล้ว
ก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ยังเป็นเด็ก ส่วนเจ้าหญิงก็ถูกถอดพระยศออก
แล้วเรียกว่าหม่อม แม้แต่สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศาเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
ขณะบัญชาการทัพใกล้เมืองถลาง ก็ฆ่าตัวตายตามพระเจ้าตากสิน
และไทยต้องช่วยองค์เชียงสือรบกับพวกราชวงศ์เล้หรือกบฎไตเซิน 2 ครั้ง
ต้องช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ตามข้อตกลงลับที่ได้ช่วยกันล้มราชบัลลังก์
ของพระเจ้าตากสิน

และไทยก็ต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนเมื่อญวนตั้งราชวงศ์องเชียงสือ
สำเร็จมีอำนาจมากขึ้น

พระเจ้าตากมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีแม้แต่ปราสาทราชวังหลังเดียวใน
สมัยกรุงธนบุรี มีแต่เพียงท้องพระโรงพระราชวังเดิมที่คล้ายโบสถ์หลังหนึ่งเท่านั้น
สมัยพระเจ้าตากสินได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังภาวะสงครามครั้งใหญ่
ทรงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระสงฆ์จึงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
แต่รัชกาลที่ 1 ต้องการควบคุมพุทธศาสนา โดยกล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่า
ไม่รักษาศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อหาเรื่องเข้าไปควบคุมศาสนจักร
ให้รับใช้ราชวงศ์ใหม่

ถึงกับให้ตำรวจวังไปเอาสมเด็จพระวันรัต(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่
พระอาจารย์วิปัสสนาของพระเจ้าตากสินให้สึกออกแล้วลงพระราชอาญา
เฆี่ยน 100 ที และให้ประหารชีวิต เพราะแค้นที่พระเคยทูลให้พระเจ้าตากสิน
ลงโทษพระองค์ แต่ฟ้าฉิมทรงทูลขอให้ไว้ชีวิตอาจารย์ของตนไว้

รัชกาลที่1 ให้กรมสังฆการีปกครองสงฆ์และแต่งตั้งสมณะศักดิ์
และตัดสินปัญหาที่พระสงฆ์ต้องอธิกรณ์(ถูกลงโทษ)
มีการตั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสของรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพวกลักเพศ
ชอบมั่วสุมกับเด็กหนุ่มๆ ให้บังคับบัญชากรมสังฆการี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
28 ธ.ค.65

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทย กับเผด็จการ

การรัฐประหารของสฤษดิ์ได้สร้างความดีใจแก่วังเป็นที่สุด
เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันมา 25 ปี คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง 2475 คือ นายปรีดีและจอมพลป.พิบูลสงคราม
มีอันต้องกระเด็นออกจากประเทศโดยไม่เคยได้กลับมาอีก

ยุคสมัยของพวกคณะราษฎรได้ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง
สถาบันกษัตริย์ได้หวลกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางให้กษัตริย์สนับสนุน
สฤษดิ์รู้ดีว่าการรับรองจากกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับการยึดอำนาจ
เพราะแม้แต่ทูตสหรัฐฯก็ยังต้องรีบเข้าวังเพื่อให้ได้คำยืนยันที่ชัดเจนว่า
คณะรัฐประหารยังคงอยู่กับฝ่ายอเมริกาในสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของสฤษดิ์ทำให้รัชกาลที่ 9 ได้ข้อสรุปสำคัญ
สองประการ

คือไม่มีการฝันถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว

และพวกเจ้าต้องเลิกต่อสู้กับรัฐบาลทหารโดยเปลี่ยนเป็นอ้าแขนรับ
พวกเผด็จการทหารแทน

ในอีกหลายสิบปีต่อมาที่ภูมิพลทรงอุ่นพระทัยมากที่สุดกับเผด็จการทหาร
ที่ส่วนใหญ่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารที่พระองค์ทรงให้การรับรองเอง

ที่สำคัญคือราชวงศ์ก็ทรงหมดความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
แบบตะวันตกมานานแล้ว พวกเจ้าเคยให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ
และรัฐสภา

แต่หลังจากปี 2500 เป็นต้นมาพวกเจ้าสรุปว่า
ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่สำคัญและกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อ
อำนาจของกษัตริย์ ราชวงศ์ให้การสนับสนุนสฤษดิ์
เพราะสฤษดิ์ได้ทำการยกเลิกทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
หลังจากที่สฤษด์ยึดอำนาจจากจอมพลป.แล้ว

สฤษดิ์ยอมเอาใจพวกนักวิจารณ์ด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ
และกำหนดการเลือกตั้ง โดยเลือกคนที่ดูกลางๆที่สุด คือ นายพจน์ สารสิน
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ซึ่งนายพจน์ยอมรับตำแหน่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าในหลวงเห็นชอบ
กับการรัฐประหารการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ทำให้สฤษดิ์ได้กุมอำนาจที่แท้จริงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สภาเต็มไปด้วยคนของสฤษดิ์และกำลังเสริมจากพรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาจัดการกวาดล้างคนของจอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าอย่างรวดเร็ว
ตัดงบและลดอาวุธของตชด.และตำรวจ ซึ่งเป็นขุมกำลังของพล.ต.อ.เผ่า

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว สฤษดิ์ก็เดินทางไปสหรัฐ
เพื่อรักษาโรคตับอักเสบ ก่อนเดินทาง ภูมิพลได้พระราชทานดอกไม้ช่อใหญู่
และทรงอวยพรให้สฤษดิ์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งได้รับการประโคม
เป็นข่าวใหญ่
โดยที่ในหลวงไม่เคยแสดงพระท่าทียกย่องชื่นชมนักการเมืองอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณะเช่นนี้มาก่อนเลย

หลายสัปดาห์ต่อมา ภูมิพลทรงกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มของสฤษดิ์
ด้วยการโปรดเกล้าฯเลื่อนยศนายทหารฝ่ายสฤษดิ์กว่า 50 นาย
ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานยศพลเอกแก่พลโทถนอม
เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่านายทหาร

สฤษดิ์เดินทางกลับไทยหลังจากสุขภาพดีขึ้นแล้วในเดือนตุลาคม 2501
และทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางวังไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภูมิพลคงรับทราบเรื่องการทำรัฐประหารของสฤษดิ์
และทรงให้ความเห็นชอบเนื่องจากไม่นานก็มีการลงพระปรมาภิไธย
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ซึ่งเป็นการล้มล้างทั้งอำนาจการเมืองและตัวระบบการเมือง

สฤษดิ์ยกเลิกสภานิติบัญญัติและประกาศใช้กฎอัยการศึก
รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวและปกครองโดยผ่านทางสภาปฏิวัติ
ที่นำโดยทหาร ปิดปากนักวิจารณ์ด้วยการจับกุมปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์
นักการเมืองเด่นๆ ไปกว่า 100 คน

สฤษดิ์หันไปใช้ความคิดแบบโบราณดั้งเดิมเพื่ออ้างความชอบธรรม
โดยอ้างความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอันเป็นผลมาจากความคิดแบบตะวันตก
ซึ่งมีจอมพลป.และนายปรีดีเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้นใช้ไม่ได้
เพราะประชาชนขาดวินัยและความเคารพ
ความระส่ำระสายไม่มั่นคงและการเติบโตของคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม
โดยตรงต่อชาติ ศาสนา และกษัตริย์
สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์กลายมาเป็นฐานอำนาจของสถาบันกษัตริย์
ขุนทหารก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนกับราชบัลลังก์
ภูมิพลเริ่มกล่าวเตือนถึงภัยคอมมิวนิสต์

สฤษดิ์ได้สั่งจับกุมคุมขังผู้ต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนตั้งแต่นักศึกษา
นักการเมืองเสรีนิยม ไปจนถึงพระนักกิจกรรม ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
และบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์

ภูมิพลให้การรับรองแผนนี้ในดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2500
ด้วยอาการตะกุกตะกักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำองค์ว่า
“รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์
ต่อชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการต่างๆ
ตามแผนด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ชาติจึงจะได้ประโยชน์
เราหวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้ในอนาคต”

ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์สั่งย้ายวันชาติไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันเกิดของภูมิพล

พิธีกรรมบวงสรวงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ประจำปี ได้รับการขยับขยาย
ให้กษัตริย์เข้ามาสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ พฤศจิกายน 2502

รัฐบาลสฤษดิ์รื้อฟื้นพิธีเห่เรือเสด็จกฐินหลวงในแม่น้ำเจ้าพระยา
พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทกษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย
จากปกติที่ทหารถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์
โดยเพิ่มพิธีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้ากษัตริย์ หรือพระบรมฉายาลักษณ์
พร้อมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาและผู้รับเครื่องราชย์พร้อมครอบครัว

ปี 2502 ภูมิพลประทานธงชัยเฉลิมพลที่บรรจุเส้นผมของพระองค์
(ที่ปลายด้ามธง)แก่ทหารกรมกองต่างๆเรียกว่าราชวัลลภ
หรือทหารรักษาพระองค์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความผูกพันระหว่าง
กษัตริย์แลเผด็จการทหาร พร้อมการโฆษณาเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพ
เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ยุทธหัตถีสมเด็จนเรศวรมหาราชดอนเจดีย์
ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ในวันกองทัพไทย ปี 2502 จนถึงปี 2513
เป็นอย่างน้อยที่เสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรในค่ายทหารต่างๆ
ในวันกองทัพของทุกปี

จอมพลสฤษดิ์เพิ่มงบประมาณให้วังอีกเกือบ 28 ล้านบาทในปี 2501
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นช่วยหนุนเสริมการเงินของวังให้มั่นคงขึ้น
และสนับสนุนการปรับปรุงพระตำหนักสวนจิตรดา ในเดือนมกราคม 2502
จอมพลสฤษดิ์ได้ยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปที่ดินปี 2497 ของจอมพลป.
ทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องสูญเสียการถือครองที่ดิน
ในสมัยยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์
ไม่มีใครกล้าต่อต้านการยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเลย

การรื้อฟื้นราชาศัพท์ อันเป็นภาษาในพระราชวังที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง
อันสูงส่งเลอเลิศสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การกระทำและกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยมีรากมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ราชาศัพท์ถือเป็นตัวชี้วัด
ความใกล้ชิดกับวัง

ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 2475 ราชาศัพท์ก็กลายเป็นเรื่องดัดจริต
ที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว มีแต่พวกเจ้าเก่าๆ กับข้าราชบริพารเก่าแก่เท่านั้น
ที่ยังจำได้

สิ่งสำคัญที่เกิดผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของราชาศัพท์คือการใช้คำว่า
พระ กำกับตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งเลิศหรูอลังการและศักดิ์สิทธิ์
อีกด้วย เพราะคำว่า พระ เป็นคำเรียกปกติสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวช
เช่นเดียวกับบรรดาศักดิ์ขุนนาง เมื่อนำหน้าคำอื่น แปลได้ว่า ประเสริฐ
และยังมีความหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย เมื่อคำว่าพระ รวมกับคำว่า เจ้า
ก็กลายเป็นคำเรียกทั้งพระเจ้าแผ่นดินและพระเจ้า

คำว่าพระถูกใช้กับราชาศัพท์เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งการกระทำ
และการเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์ ทำให้เต็มไปด้วยความขลัง
และยังเป็นคำสำคัญในชื่อเรียกทางการของกษัตริย์ด้วย
เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่า ราชานักรบผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ/ศักดิ์สิทธิ์
หรือเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าที่อยู่บนหัว

ความสูงต่ำนี้จะถูกเน้นย้ำมากเป็นพิเศษในการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ฝ่ายเจ้าจะพูดด้วยภาษาธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สามัญชนต้องพูดกับพวกเจ้าด้วยราชาศัพท์
ความแตกต่างทางชนชั้นนี้เห็นได้ชัดในสรรพนามเมื่อพูดกับกษัตริย์
ผู้พูดจะแทนตัวเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า แล้วเรียกพระมหากษัตริย์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลว่า“เท้าอันประเสริฐของพระเจ้า(ท่าน)
อยู่เหนือหัว(ของฉัน)”

เมื่อประกอบด้วยการหมอบกราบ มันบ่งบอกสำนึกของความต่ำต้อยอย่างที่สุด
แต่ก็เป็นเกียรติสูงส่งที่ได้เอาอวัยวะสูงที่สุดในร่างกายของผู้พูดไปวางไว้
แทบอวัยวะที่ต่ำที่สุดของพระมหากษัตริย์

คำขึ้นต้นและลงท้ายในการกล่าวต่อพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการยิ่ง
เลยเถิดเกินจริงและยิ่งเป็นภาพที่ชัดมากขึ้นเป็นคำว่า
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมแปลว่า
ขออำนาจละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่านปกป้องศีรษะและกระหม่อม
ของข้าพเจ้า ความหมายของมันไม่เพียงแต่การวางศีรษะผู้พูด ไว้ใต้ฝ่าเท้า
ของกษัตริย์เท่านั้น
แต่ยังลงลึกไปอีกว่าวางกระหม่อมของผู้พูดไปไว้ใต้ละอองของฝุ่น
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกษัตริย์อีกที พิลึกมากที่ถ้อยทำนี้ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้น
จดหมายฉบับแรกที่คณะราษฎรเขียนไปถึงรัชกาลที่ 7

ที่ฟื้นชีพมาพร้อมกับราชาศัพท์นี้ก็คือการหมอบกราบ
ซึ่งการบังคับให้หมอบกราบพระราชวงศ์นั้นได้ถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังคงถือปฏิบัติตามความเคยชินเรื่อยมาจนกระทั่ง
จอมพลป.ขึ้นมามีอำนาจ คำให้การที่ใช้ปรักปรำในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ก็คือนายปรีดีและราชเลขาธิการ นายเฉลียว ปทุมรสต่างถูกกล่าวหาว่า
ไม่เคารพในหลวงอานันท์เนื่องจากไม่คำนับกษัตริย์

ครั้นถึงทศวรรษ 2500 การหมอบกราบก็หวนกลับมาเป็นที่ยอมรับกัน
ถ้าพระโอรสพระธิดาและคนรับใช้ของพระเจ้าอยู่ต้องหมอบคลานต่อพระองค์
ในที่สาธารณะ และถ้านักการเมืองหัวแถวต้องทำแบบเดียวกัน
ดังนั้นทุกคนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน ผลของการฟื้นวัฒนธรรมเจ้านี้
เป็นการเมืองอย่างที่สุด อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้ว่า
ระบบภาษาหรือราชาศัพท์ที่เรียกร้องความต่ำต้อยอย่างที่สุด
ในส่วนของพสกนิกรและทึกทักยกความสูงส่งราวพระพุทธเจ้าให้แก่
ผู้ปกครองนี้ทำงานได้ผลที่สุดในสังคมพุทธภายใต้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสังคมไทยก็กำลังเลื่อนถอยกลับไป
ในทิศทางนั้น

เมื่อสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคตับในเดือนธันวาคม 2506
โทรทัศน์ได้แพร่ภาพภูมิพลใช้มือแตะหน้าผากของสฤษดิ์
ก่อนอสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร
ภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ราวกับเป็นภาพบูชาทางศาสนาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
สฤษดิ์ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด
ภูมิพลทรงประกาศไว้ทุกข์ในราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน
อันไม่เคยปรากฏมาก่อน และศพของสฤษดิ์อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าภาพ
ของสำนักพระราชวังเป็นเวลา 100 วัน บรรจุในโกศทองคำภายใต้ฉัตร
พระราชทานห้าชั้น

ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันที่ 17 มีนาคม 2507 พระยาศรีวิสารวาจาได้กล่าวในภายหลังว่า
ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์มากเท่า
สฤษดิ์เลย

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสฤษดิ์อสัญกรรม
มีการเปิดเผยว่าสฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท
กับที่ดินอีก 20,000 ไร่ โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือ
จากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
ซึ่งได้ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินมรดกเป็นข่าวอื้อฉาว

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คำประกาศคณะราษฏร์๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕(ฉบับเต็ม)

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติ
สืบต่อจากพระเชษฐานั้น
ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า
กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น
แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่
กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม
ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอ
ไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ
ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร
ปล่อยให้ข้าราชการ
ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต
มีการรับสินบนในการก่อสร้าง
และการซื้อของใช้ในราชการ
หากำไรในการเปลี่ยนเงิน
ผลาญเงินของประเทศ
ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร
กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา
ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม
ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจ
และความฝืดเคืองในการทำมาหากิน
ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์
มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร
ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส
(ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง)
เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์
เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร
กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร
จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่ง
เป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ
กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย
เลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ
ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์
หรือใช้งานโยธา
แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข
ไม่มีประเทศใดในโลก
จะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้
นอกจากพระเจ้าซาร์
และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน
ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครอง
อย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร
มีเป็นต้นว่า.. หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากิน
อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป
หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎร
ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้
เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้
ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน
ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้
ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา
ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้
และคงจะไม่ยอมให้เจ้า
ทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า
ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง
บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้
ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก
พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ
และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน
เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?
ก็เอามาจากราษฎร
เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง
บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง
ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา
เพราะทำนาไม่ได้ผลรัฐบาลไม่บำรุง
รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด
นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้ว
และทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ
จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม
เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน
เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ
ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้า
กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง
ให้คนมีงานทำ
จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร
ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน
แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่
คงสูบเลือดกันเรื่อยไป
เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ
คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม
ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ
ทหาร และพลเรือน
ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้าย
ของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว
จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น
และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้
ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ
ความคิดดีกว่าความคิดเดียว
ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น
คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้
ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญ
การปกครองแผ่นดิน
จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
นอกจากด้วยความเห็นชอบ
ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้
ให้กษัตริย์ทราบแล้ว
เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ
ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบ
ภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตน
ว่าจะถูกลดอำนาจลงมา
ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ
และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศ
จะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย
กล่าวคือ ประมุขของประเทศ
จะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎร
ได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎร
จะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด
ทุกๆ คนจะมีงานทำ
เพราะประเทศของเรา
เป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ
เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้
จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน
มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว
ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น
การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ
จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา
ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด
เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว
เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย
เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์
ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางาน
ให้ราษฎรทุกคนทำ
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร
เช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ
มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกัน
ช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจ
อันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ
คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือ
เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์
เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ
และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ
อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร
การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้
เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร
บุตร หลาน เหลน ของตนเอง
ประเทศจะมีความเป็นเอกราช
อย่างพร้อมบริบูรณ์
ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย
ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย
ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน
และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่
เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า
หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร
สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ
ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ
ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น
ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2  ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นิยายอิงประวัติศาสตร์ แข่งกับจันดารา

กษัตริย์ ต้นราชวงค์จักรีได้ขึ้นบัลลังค์ดว้ยการฆ่าเจ้าตากสินมหาราช
ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าแล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์
ตากสินมาจากสามัญชนเชื้อจีน

ก่อน ร 1 จะวางศิลาเลิกสร้างกรุงเทพได้ให้โหราจารย์หาฤกษ์ให้
โหรบอก 2 ฤกษ์ กษัตริย์เลือกเอาระหว่างความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร
แต่ราชวงค์จะสิ้นสุดภายไม่กี่องค์

หรือความยืนยาวของราชวงค์ถึง 9 กษัตริย์ แต่ราษฎรจะทุกข์ยากลำเค็ญ

ร. 1 เลือกเอาประการหลัง

บัดนั้นก็ถึง ร. 9 ตามคำทำนายแล้ว

ดัง ที่ทราบกันดีในแง่ของปรัชญานั้น ชนชั้นกดขี่ขูดรีดเป็นพวกจิตนิยมอัตวิสัย
ยิ่งพวกศักดินาด้วยแล้วก็ยิ่งสูงจัด พวกนี้เชื่อโชคเชื่อลางทำตามคำทำนาย
ของหมอดูที่ตนเชื่อถือและมีหมอดูจำนวน หนึ่งหากินอยู่กับพวกนี้จนมั่งคั่ง
ร่ำรวยในจำนวนนี้มีพระระดับสูงอยู่ด้วย

ก่อนที่จะชักนำเอาประภาสเข้ามา เมื่อ 17 สิงหาคม 2519
ครอบครัวกษัติย์ได้ไปให้พระหมอดูทำนายอนาคต
พระบอกว่าถ้าจะให้มี ร. 10 ต่อไปแล้วกษัตริย์ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทางการเมืองภายในเดือนสิงหาคมเป็นการเริ่มต้น
หลังจากนั้นต้องฆ่าประชาชนทิ้งสัก 30,000 คน นั่นแหละจึงจะสัมฤทธิ์ผล
เดือนที่มีโอกาสเหมาะทีสุดคือเดือน กันยายน-ตุลาคม
ทั้งนี้ต้องมีขุนศึกรับอาสาจัดการให้
แล้วกษัตริย์ก็สมคบกับนายพลกลุ่มหนึ่งดำเนินไปตามนั้น

จาก เหตุผลทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรมและคดีฆาตรกรรมพี่ชาย
ทำให้กษัตริย์ภูมิพลจำต้องต่อสู้เพื่อรักษา บัลลังค์ของตนเอาไว้ให้นานที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ลูกชายที่ไม่ฉลาดนัก
ได้ขึ้นนั่งบัลลังค์สืบต่อไป

แม้การสมรสของลูกชายกับญาติใกล้ชิดที่ฉลาดพอกันหรือน้อยกว่านั้น
ก็ทำไปตามคำ ทำนายของหมอดูที่ว่า ต้องจัดการกับประชาชนที่ต่อสู้
เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้สำเร็จเสียก่อน

การรัฐประหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ในทรรศนะของชนชั้นกดขี่ขูดรีด
เช่นพวกศักดินาถือว่าได้กำจัดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้แล้ว
อนิจา เป็นการมองด้วยสายตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจริงๆ

ในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างหนักเช่นสังคมไทยนี้ ลูกหลาน
เหลน โหลนของประชาชนกลับมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแสนสาหัส
ยิ่งขึ้นทุกที เมื่อเทียบกับลูกหลานของชนชั้นปกครอง

แล้วการที่กษัตริย์ประกาศต่อสู้กับประชาชนผู้ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร์นั้น
จะให้หมายความว่าอย่างไร นี่คือธาตุแท้ของกษัตริย์ฆาตกร

ประเทศ ต่างๆในโลกสมัยโบราณล้วนแต่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
มาด้วยกันทั้งสิ้น บัดนี้ยังหลงเหลือกันอยู่ไม่กี่ประเทศ
ดูเอาเถอะ บาบิโลน เมโสโปเตเมีย โรม กรีช อินเดีย อินโดเนเซีย
ฟิลลิปปินส์ แน่ละ รัสเซีย จีนพะม่า เวียตนาม เขมร ลาว เป็นอาทิ

ปัจจุบัน ราชินีอังกฤษ กษัตริย์ สวีเด็น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร
ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะพวกเขายอมไปตามกงล้อประวัติศาสตร์
ของมนุษย์ชาติแต่ โดยดี

แม้แต่อาร์คิมีดิส นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง
ยังไม่สามารถหาที่ยืนนอกโลกเพื่องัดโลกให้เป็นไปตามความประสงค์ได้
กษัตริย์ภูมิพลซึ่งสืบพันธ์มาจากภายในแวดวงศักดินาหลายชั่วคนมาแล้วนั้น
จะ เป็นอาร์คิมีดิสคนที่สองที่ประสบความสำเร็จกระนั้นหรือ

วิญญาณนเรศวรที่ตายด้วยไข้ฝีดาษไป 300 ปี แล้ว นั้น
ยังจะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตเป็นหนุ่ม
ขี่ ช้างตกมันออกไปรบกับพม่าตัวต่อตัว
แล้วฆ่าแม่ทัพพม่าตามประวัติศาสตร์ที่พวกศักดินาเขียนขึ้นเองได้ละหรือ

แล้ววิญญาณวีรชน 14 ตุลาคม 2516 และ ที่เพิ่งสดๆร้อนๆมา
เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ตั้งหลายร้อยคนนั้นเล่าพวกเขาได้พลีชีพเพื่อเอกราช
ของชาติจากแอกของจักร วรรดิ์นิยมอเมริกา
เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน และเพื่อความเป็นธรรมของสังคม
อย่างแท้จริงพวกเขาตายในสนามรบเมื่อยังเป็น
หนุ่มสาวที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่ง วิญญาณของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัว
ให้ใครเห็น และไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องไร้สติเช่นนั้น

เพราะวิญญาณแห่งการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่ยังมีชีวิต
อยู่นี่แหละที่ เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาถูกฆ่าตาย
ไปต่อหน้าต่อตา การยกเอาวิญญาณนเรศวรขึ้นมาอ้างสะท้อน
ให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวของ กษัตริย์ในการต่อสู้และดูถูกเหยียดหยาม
แม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า ติดตามตนไม่ทัน ไม่เอาการเอางาน
ดีแต่คอยหวังแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
และทางการเมือง คือคอยเป็นหอกข้างแคร่ของบัลลังค์กษัตริย์นั้นเอง
เป็นความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว

รัชกาลที่ 1 ยังเล่าเรื่องโกหกให้เจ้าเวียงจันทร์กับพระยานครศรีธรรมราช
ฟังในวัดพระแก้ว ให้คนได้ยินกันหลายคนว่าเคยมีซินแส
หรือหมอดูจีนหัวร่อ ทำนายว่า พระยาจักรีกับพระยาตากสินจะได้เป็นกษัตริย์ทั้งคู่
เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ
มีบุญญาอภินิหารกว่าใครในแผ่นดินรวมทั้งพระเจ้าตากสินด้วย
และหาเหตุผลมาสนับสนุนการล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากสิน

กรมพระราชวังบวรฯ ( บุญมา ) น้องชายรัชกาลที่ 1 เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 60 ที
เพราะคลานเข้าถึงตัวพระเจ้าตากสินขณะที่พระองค์ทรงนั่งกรรมฐานอยู่ที่ตำหนักแพ
ส่วนพระยาจักรี ก็เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 2 ครั้ง เ
พราะพระยาจักรี รบกับเจ้าพระฝางด้วยความย่อหย่อนจึงถูกโบย 30 ที
และถูกโบยอีก 50 ที เพราะบกพร่องในการทำเมรุเผาพระชนนี(แม่)

พระยาจักรี ได้ถวายบุตรสาวเป็นสนมของพระเจ้าตากสิน
ซึ่งสนมพระเจ้าตากสินผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตเพราะมีชู้
น่าจะเป็นบุตรสาวของรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 เคียดแค้นพระเจ้าตากสินมาก
และหาเรื่องประณามพระเจ้าตากว่าเต็มไปด้วย โมหะ โลภะ
ทั้งๆที่ พระเจ้าตากสินเป็นผู้นำในการรวบรวมผู้คน ในภาวะสงคราม
จนปราบพวกพม่าและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ จึงทรงเป็นผู้นำ ที่รักชาติ
กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็นศูนย์รวมของชาวไทย กอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ
ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว

ส่วน​ ร.10​ รอดูกันว่าจะลงแบบใหน..!!?

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
1 ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ประธานบริษัท” ในคราบผู้นำเผด็จการ : ธุรกิจแหล่งทุนอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธานกองสลากฯ) และธนาคารสหธนาคาร จำกัด 30 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองล้วนแต่เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของจอมพลสฤษดิ์ทั้งสิ้น
.
ต่อมา ธนาคารสหธนาคารซึ่งมีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 30 ล้านบาท แล้วสั่งจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด 7 คน เมื่อแต่ละคนได้รับเงินแล้วจึงโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารสหธนาคารก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด สามารถทำได้ตามคำมั่นต่อรัฐบาล (มีค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท) จึงได้ทำสัญญากู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จากนั้นบริษัทจึงคืนเงิน 30 ล้านบาท ให้กับธนาคารสหธนาคาร
.
กรณีนี้จะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์และพรรคพวก นอกจากจะไม่มีเงินทุนแล้วยังใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่ของตนกดดันให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ตนเสนอ โดยมีพรรคพวกทั้งคนใกล้ชิดที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ และคนใกล้ชิดนอกวงข่ายราชการหรือพวกนักธุรกิจเป็นแขนขาอีกทอดหนึ่ง
.
จอมพลสฤษดิ์ใช้กลไกประสานผลประโยชน์กับบรรดานายทุนและนักธุรกิจ ด้วยการใช้อำนาจจากการดำรงตำแหน่งหน้าที่ของตน โดยเป็นผู้ผลักดันทางด้านนโยบายจากรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษในการลงทุน รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ และในบางครั้งได้ใช้อำนาจผลักดันส่วนราชการต่าง ๆ ในการอนุมัติโครงการให้บริษัทของตนและพวกพ้องได้รับการดำเนินงานเสมอ
.
.
.
อ้างอิง :
รัตพงษ์ สอนสุภาพ. (2539). ทุนขุนนางไทย (พ.ศ. 2500-2516), วิทยานิพนธ์ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

#สฤษดิ์ธนะรัชต์ #จอมพลสฤษดิ์ #ประวัติศาสตร์ #ธุรกิจภูมิพล
.
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธาน)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

บันทึกเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งสวีเดนกรุงเทพฯแดนโลกีย์.. โสเภณี, บ่อน, ฝิ่น

ย้อนกลับไปในร.​ 6​ มีพระราชดำริ
ในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมโภชเป็นครั้งที่ 2
อย่างเช่นที่พระปฐมบรมราชวงศ์
และพระบรมชนกนาถได้ทรงเคยกระทำมา
โดยงานพระราชพิธีจัดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม พุทธศักราช 2454
ในครั้งนั้นได้เชิญพระราชอาคันตุกะรวม 14 ประเทศเข้าร่วมงานพระราชพิธีซึ่งมีทั้งที่เป็นพระราชวงศ์ เอกอัครราชทูตพิเศษ และอัครราชทูตพิเศษ

บรรดาพระราชอาคันตุกะ
โดยเฉพาะในฝ่ายพระราชวงศ์นั้น
มีเจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden)
ในครั้งนั้นได้ทรงบันทึก
เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ
ในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
คือกัมพูชาและพม่า โดยใช้ชื่อหนังสือ
ว่า In The Land of The Sun : Notes and Memories of a Tour in The East
ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการแปล
และเรียบเรียงในส่วนของเมืองไทย
และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อ
“ดินแดนแห่งแสงตะวัน”

เจ้าชายวิลเลียมเสด็จพระราชดำเนิน
โดยเรือเดินสมุทร เอส.เอส. ไคลสท์ (The S.S. Kleist) จากเมืองท่าเจนัว
ใช้เวลา 3 สัปดาห์ถึงกรุงเทพมหานคร
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน จากนั้นได้เสด็จ
เข้าประทับที่พระราชวังสราญรมย์
ซึ่งทางราชการจัดถวาย
และได้ทรงเข้าร่วมตลอดงานพระราชพิธี
ในบันทึกของพระ องค์กล่าวถึง
ความประทับใจไว้ดังนี้..

“สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกของข้าพเจ้า
คงต้องจบลงตรงนี้
อาจสรุปได้โดยไม่เกินความเป็นจริงว่า
ทุกพิธีเฉลิมฉลองของโบราณแต่ดั้งเดิมนั้น
เป็นของแท้และมีความเป็นเลิศ
ไม่มีใครเทียบเท่า
คาดว่าความอลังการที่คู่ควร
พระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราษฎรกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน
และอากาศร้อนจัด
คงก่อให้เกิดความรู้สึกอันอบอุ่น
แก่ทั้งประชาชนและประเทศชาติได้
ท้ายที่สุดนี้ข้าพเจ้ามิอาจละเลย
ที่จะขอกล่าวคำสรรเสริญจากใจจริง
ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
กับการดำเนินการอย่างยอดเยี่ยม
ต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมงาน
อย่างซับซ้อนและมากขั้นตอน
รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
ที่ดีอย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นวิธีดำเนินงานที่ปรากฏ
ให้เห็นอย่างเด่นชัด
มาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จพระราชพิธี”

เมื่อล่วงพ้นพระราชภารกิจที่สำคัญนี้
ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม
สถานที่ซึ่งแสดงถึงความเป็นมา
ของบ้านเมืองอย่างกรุงศรีอยุธยา
เหมือนกับพระราชอาคันตุกะพระองค์อื่น
แต่จากบันทึกดังกล่าวทำ ให้ทราบว่า
ทรงโปรดปรานการท่องเที่ยวและผจญภัย
เช่น การล่าสัตว์ โดยได้ทรงล่าเสือ
ในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และล่าควายป่าบริเวณท้องทุ่ง
ในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ในปัจจุบัน และแม้จะเสร็จสิ้น
พระราชภารกิจในเมืองไทย
ก็มิได้เสด็จกลับสวีเดนในทันที
แต่ได้เสด็จต่อไปยังพม่าและกัมพูชาอีกด้วย

ด้วยพระอุปนิสัยดังกล่าว
ทำให้ระหว่างประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ได้เสด็จไปเยี่ยมชม
สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ
หลายแห่งทั้งที่เป็นวัดวาอาราม
อย่างชาวตะวันตกรายอื่น
และย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน
ในบริเวณสำเพ็ง
แต่สิ่งที่ทรงแตกต่างออกไป
คือการที่ทรงตระหนักถึงความไม่ดี
ของทุกเมืองในโลกหรือที่ทรงเรียกว่า “ด้านมืด”
และทรงปรารถนาที่จะรับรู้
ดังข้อความจากบันทึกตอนหนึ่งว่า

“ในเรื่องความเป็นเมืองในอุดมคติ กรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทุกเมืองที่จะต้องมีด้านมืด ซึ่งก็คงจะไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกเรื่อง และก็อย่างที่ข้าพเจ้าพยายามยึดถือเหตุผลอยู่เสมอว่าก่อนที่เราจะรู้จักกับสิ่งใด เราก็ควรที่จะได้รู้จักกับด้านดีและด้านเลวของสิ่งนั้นเสียก่อน บ่ายวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้ออกไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ดีไม่งามต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร”

เจ้าชายวิลเลียมทรงทราบข้อมูล
และได้รับการเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชม
จากหัวหน้าตำรวจชาวอังกฤษในกรุงเทพฯ
ที่โดยสารมาพร้อมกันในเรือไคลสท์
ระหว่างเสด็จมาร่วมงานพระราชพิธี
และสิ่งที่เป็น “ด้านมืด” จากคำบอกเล่า
ของหัวหน้าตำรวจนายนี้คือเรื่องฝิ่นและการพนัน

ตลาดขนาดใหญ่ของการค้าฝิ่นอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฝิ่นสัมพันธ์กับตลาดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานชาวจีนที่ตอบสนองต่อการเติบโต
ของเศรษฐกิจการค้าข้าว
ซึ่งมีแหล่งปลูกข้าวในที่
ราบลุ่มเจ้าพระยารอบเขตกรุงเทพฯ
พร้อมกับการตั้งโรงสีขึ้นมารองรับ
สิ่งที่ตามมาคือการใช้แรงงานกุลีในโรงสี
ที่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุง เทพฯ
โรงสีขนาดใหญ่จะมีกุลีประมาณ 200 คน
ส่วนโรงสีขนาดเล็กประมาณ 100 คน
จึงมีความต้องการฝิ่นเพราะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดกำลังและสามารถทำงานหนักได้
ซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญจนสามารถ
ทำให้เจ้าภาษีฝิ่นขาดทุนหรือกำไรได้ทีเดียว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแรงงานชาวจีน
ในกิจการค้าขนาดย่อยและกรรมกรรับจ้างอื่นๆ

ความต้องการฝิ่นที่มีอย่างมาก
มีผลทำให้การเก็บภาษีฝิ่น
เป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ
เห็นได้จากปริมาณภาษีชนิดนี้
ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงปี พ.ศ. 2439-41 จำนวน 1,099,200 บาท
ปี พ.ศ. 2442-44 จำนวน 1,920,000 บาท
และปี พ.ศ. 2445-47 จำนวนถึง 3,071,200 บาท

สำหรับการพนัน หรือโรงบ่อนเบี้ย
ทางรัฐบาลได้มีการส่งเสริมกิจการนี้
นับตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5
ภายหลังจากที่ประสบปัญหา
ขาดแคลนรายได้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประเทศ
ในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัย
ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2430
มีการให้สัมปทานบ่อนเบี้ยมากขึ้น
ทำให้มีบ่อนเบี้ยถึง 413 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
อีกทั้งรัฐให้การช่วยเหลือ
ในด้านนโยบายด้วยการออกกฎหมาย
ห้ามราษฎรเล่นการพนันชนิดอื่นภายนอกบ่อนเบี้ย

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2430-60
รัฐบาลเข้ามาควบคุมกิจการนี้มากขึ้น
เพื่อให้การเก็บรายได้มีความรัดกุม
จึงมีการลดจำนวนบ่อนเบี้ยลง
ทำให้อากรบ่อนเบี้ยเพิ่มขึ้น
จาก 2,777,100 บาท ในปี พ.ศ. 2438
เป็น 5,732,517 บาท ในปี พ.ศ. 2448
ขณะเดียวกันก็ได้มีมาตรการส่งเสริม
ให้คนเข้าใช้บริการมากขึ้น
ได้แก่ การย้ายที่ตั้งโรงบ่อน
จากถนนใหญ่เข้าสู่ชุมชนในตรอกซอกซอย
และสร้างบ่อนเบี้ยให้มีขนาดใหญ่
การเพิ่มเวลาเปิด-ปิดโรงบ่อน
พร้อมทั้งลดอัตราค่าบริการให้ถูกลง
รวมไปถึงการให้ความปลอดภัย
แก่ผู้ใช้บริการด้วยการจัดพลตระเวน
เข้าไปดูแล ประกอบกับกลยุทธ์
ของโรงบ่อนในการดึงดูดลูกค้า
ด้วยการใช้มหรสพประเภทต่างๆ
ทำให้โรงบ่อนกลายเป็นศูนย์กลาง
แห่งความบันเทิงและการพนัน
นานาชนิดของชุมชน

การเดินทางเพื่อสัมผัส “ด้านมืด” ของกรุงเทพฯ
เริ่มต้นในตอนบ่ายคล้อยของวันหนึ่ง
โดยใช้รถลากเป็นพาหนะ
เจ้าชายวิลเลียมเสด็จ
พร้อมกับหัวหน้าตำรวจนายหนึ่ง
ซึ่งมีปืนพกมาด้วย
การท่องเที่ยวครั้งนี้ทรงถึงกับบันทึกไว้ว่า..

“…เป็นการเที่ยวชมที่คงไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนใด
ทำมาก่อนอย่างแน่นอน”

รถลากได้พาพระองค์
ลัดเลี้ยวเข้าสู่ตรอกซอกซอยเล็กๆ
ที่แทบปราศจากผู้คน
ขณะที่บรรยากาศดูลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ได้เริ่มรับรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
ดังข้อความจากบันทึกว่า

“…เมื่อเราผ่านถนนอันกว้างขวางนั้นมาแล้วเราก็จะเข้าสู่ทางแคบๆ เป็นซอกซอยคดเคี้ยว เป็นย่านที่มีคนอยู่อย่างบางตา มีโคมไฟกระดาษแขวนประดับอยู่หน้าประตูตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ซึ่งนี่ก็คือ ‘ด้านมืด’ ของกรุงเทพฯ…”

เมื่อเจ้าชายวิลเลียมเสด็จถึงโรงยาฝิ่น
ทรงบรรยายถึงสภาพที่สัมผัสได้ในครั้งแรกว่า

“…ตลอดทางเดินแคบๆ ที่ผ่านเข้าไปนั้นเป็นช่องทางที่เพดานต่ำจนข้าพเจ้าต้องก้มตัว จากนั้นเราจึงเข้ามาถึงโรงยาที่มีแสงไฟสลัวมัวซัว ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับบรรยากาศหวานเอียนๆ ชวนให้สำลัก ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยควันสีน้ำเงินจางๆ ซึ่งในตอนแรกนั้นมันบดบังสายตาของข้าพเจ้า จากนั้นสายตาของข้าพเจ้าจึงคุ้นกับความมืดมากขึ้นเรื่อยๆ…”

และการที่มีหัวหน้าตำรวจติดตามมาด้วย
ทำให้การชมบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ง่ายขึ้น ชายชาวจีนเจ้าของโรงยา
นำนักท่องเที่ยวคณะนี้
มายังห้องของลูกค้าซึ่งบรรยากาศ
แย่ยิ่งกว่าตอนแรก ซึ่งมีสภาพดังนี้

“บรรยากาศในห้องนี้ดูราวกับว่าชวนให้เกิดอาการสำลักและหายใจไม่ออกมากขึ้นกว่าเดิม บนเตียงไม้เตี้ยๆ ตามแนวกำแพงมีชายชาวสยามเปลือยกายท่อนบนนอนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างกำลังดื่มด่ำอยู่กับพิษของฝิ่นซึ่งกำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ตรงหน้าแต่ละคนมีตะเกียงเล็กๆ วางอยู่ซึ่งเป็นอุปกรณ์ใช้ในการเตรียมยาเสพติดนั้น ฝิ่นจำนวนพอเหมาะถูกนำมาวางบนปลายเข็มและนำไปลนไฟจนกระทั่งมันอ่อนตัวกลายเป็นเมือกขนาดกำลังดี นิ้วมืออันสั่นเทาได้หยิบเอาเม็ดสีดำเล็กๆ นั้นวางให้ตรงที่ได้อย่างยากเย็น นานทีเดียวกว่าพวกเขาจะหยิบมันใส่ไว้ในกล้องยาได้ ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเป็นวิธีการที่จะทำให้ซึมซาบรสชาติในการเสพฝิ่นจำนวนนั้นให้ออกฤทธิ์ไปได้อย่างช้าๆ

สำหรับคนที่เป็นเจ้าทาสของเจ้าภาษีฝิ่นนั้น
วิธีการเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นเป็นอิสระได้
ก็คือความตาย
เขาจะเริ่มต้นด้วยการดูดกล้องเดียวทีละน้อยๆ
ก่อนในไม่ช้าก็จะเริ่มต้นดูดเพิ่มอีกกล้องหนึ่ง
และก่อนที่ชายเคราะห์ร้าย
จะได้ทันรู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปนั้น
เขาก็ได้ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวทั้งวัน
ในสภาพที่สะลึมสะลือไม่รู้สึกรู้สมไปเสียแล้ว
เฝ้าแต่สูดควันกลิ่นฉุยจากกล้องหนึ่ง
ไปอีกกล้องหนึ่ง
บางโอกาสก็ตกอยู่ในอาการสัปหงก
ตกอยู่ในอาการประสาทหลอนขั้นลึก
เห็นอะไรก็ขำไปเสียหมด
ทั้งยังมีอาการเพ้อฝันด้วย”

ความน่าสังเวชของผู้ติดฝิ่น
และบรรยากาศที่แวดล้อม
แม้จะเป็นโรงยาฝิ่น “ชั้นดี” ของกรุงเทพฯ
ในจำนวนนับร้อยแห่งตามที่ทรงทราบมา
ก็ทำให้พระ องค์ถึงกับบรรยายว่า

“…ข้าพเจ้าจากสถานที่แห่งนั้นมาด้วยอาการขยะแขยงและดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมานั่งอยู่ในรถลากอีกครั้ง…สำหรับข้าพเจ้านั้นแห่งเดียวก็เกินพอแล้ว…”

หลังจากนั้นได้เสด็จยังโรงบ่อนเบี้ยซึ่งมีบรรยา
กาศที่แตกต่างออกไปดังนี้ “

…บรรยากาศที่นี่คึกคักและเร้าใจ ที่ตรงทางเข้าแคบๆ นั้นชาวจีนและชาวสยามต่างเบียดเสียดไหล่เกยกันดูสับสนปนเปละลานตา บางคนกำลังจะกลับ บางคนก็เพิ่งจะมาถึง แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดนั้นก็คือส่วนใหญ่คือคนที่เพิ่งจะมาถึง และต่างก็รีบลุกลี้ลุกลนจนทำให้เดินชนกันอย่างรุนแรงในทางเดินแคบๆ นั้น…”

“ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด”
ข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม

โรงบ่อนเบี้ยที่ได้พบเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
มุงด้วยสังกะสี
ภายในใช้ไม้ตีตารางกั้นแทนผนัง
มีตะเกียงน้ำมันพอให้แสงสว่าง
บรรดาลูกค้านั่งเล่นพนันอยู่บนพื้น
โดยมีเสื่อขาดๆ รองรับ
ความแปลกแยกจากลูกค้าปกติ
ทำให้ความบันเทิงที่กำลังดำเนินอยู่
ต้องสะดุดลงชั่วคราว

“…เสียงฮือฮาเอะอะได้เงียบลงชั่วขณะ
ตอนที่เราได้เดินเข้ามา
ทุกคนในนั้นต่างเหลียวมาจ้องดูชายผิวขาว
ที่ได้เสี่ยงภัยล่วงล้ำเข้ามายังสถานที่หย่อนใจ
ที่ให้สิทธิ์เฉพาะชนชาวผิวเหลืองเท่านั้น
แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็หันกลับมาเล่นพนัน
กันอย่างเต็มเหนี่ยวอีกครั้ง…”

ผู้มาเยือนได้อธิบายถึงวิธีเล่นพนันที่นิยมกันคือ
เจ้ามือจะนำเบี้ยหอยออกมากองทีละ 4
โดยที่ครั้งสุดท้ายจะเป็นการตัดสิน
ถ้าเหลือเบี้ยหอยอยู่ 1 เบี้ย
ผู้แทงหมายเลข 1 จะเป็นผู้ชนะ
ถ้ามีหอย 2 เบี้ย หมายเลข 2 ก็ชนะ
ซึ่งมีเลขเพียง 4 ตัวให้เลือกพนัน
หากทายถูกจะได้รับเงินมากถึง 3 เท่า
ของเงินที่เดิมพัน
การพนันแบบนี้เรียกว่าเล่นถั่ว
ซึ่งชาวจีนนำเข้ามาแพร่หลาย
ในตอนปลายสมัยอยุธยา
และภายในโรงบ่อนยังมีนักพนัน
กำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันอีกประเภทหนึ่ง
โดยบนเสื่อของนักพนัน
จะวาดรูปกากบาทอันใหญ่
เจ้ามือจะใช้ไม้ทำเครื่องหมาย
กากบาทไว้ในกรอบโลหะสี่เหลี่ยม
และวางเครื่องหมายนั้นตรงกลางเสื่อ
แล้วจึงปั่นเบี้ย
เมื่อเปิดฝาออกใครที่แทงจำนวนเบี้ย
ในช่องกากบาทตรงกับเบี้ยที่ออกมา
ก็จะเป็นผู้ชนะ
การพนันชนิดนี้เรียกว่าโปกำ
ซึ่งเป็นการพนันที่ถูกดัดแปลงจากการเล่นถั่ว
และโปปั่นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
ของผู้เล่นชาวไทย

ภาพชีวิตของนักพนันที่ดำเนินไป

“การนับเป็นไปอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองเขม็ง
ไปที่หอยตัวขาวๆ เหล่านั้น
บางทีชีวิตของเขาหรือคนอื่นๆ
อาจจะขึ้นอยู่กับหอยกองนั้นก็เป็นได้
และแล้วการนับก็สิ้นสุด หมายเลข 3 ชนะ
เหรียญเงินถูกเขย่าขลุกขลิกอยู่ข้างใต้
ไม้คราดอันยาวของเจ้ามือ
และทำการแบ่งแจกจ่าย
ให้เหล่าผู้ชนะที่โชคดี
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เพราะเจ้ามือเกิดเงินหมดขึ้นมา
จึงเกิดเสียงเอะอะเอ็ดตะโร
เสียงตะโกน เสียงสบถดังระงม

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์
ดูเหมือนจะเรียบร้อยลงไปได้โดยง่าย
หลังจากที่มีการเจรจากัน
ถุงขนาดใหญ่จึงได้ถูกล้วงขึ้นมาจากใต้โต๊ะ
เสียงเหรียญดังกรุ๋งกริ๋งอยู่ในภาชนะ
ซึ่งกลิ้งข้ามพื้นโต๊ะสีเขียว
ส่งไปให้กับกลุ่มตนที่แทงหมายเลข 3
จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเช่นนี้ เจ้ามือเป็นชายชาวจีนร่างเล็ก
มีดวงตายิบหยีหางตาชี้
เขาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง
จากการคด โกงได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
โดยการทำให้เงินทองเหล่านั้นหายวับไป
อยู่ตามซอกพับของเสื้อสกปรก
ที่เขาใส่อยู่ได้อย่างรวดเร็ว
แล้วเกมพนันก็ดำเนินต่อไป
ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น”

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม “ด้านมืด”
ของกรุงเทพฯ ของเจ้าชายวิลเลียม
อาจไม่ได้ทำให้สังคมไทยขณะนั้น
ตระหนักถึงพิษภัยร้ายแรงแต่อย่างใด

ยาเสพติดชนิดอื่นระบาดอย่างหนัก
ทั้งเฮโรอีนและยาบ้าในเวลาต่อมา
และในส่วนของนักพนัน
เมื่อรัฐบาลประกาศให้การพนัน
ชนิดที่เล่นในโรงบ่อนเบี้ยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ก็ทำให้กิจการนี้ต้องยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2460
ส่งผลให้การเล่นไพ่เป็นที่นิยมมากขึ้น
หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่การขายหวยใต้ดิน
ได้ถูกยกระดับขึ้นมาไว้บนดินอย่างสง่างาม
ทำให้หวยกลายเป็นการพนันแห่งชาติไปแล้ว ปรากฏการณ์คลั่งหวยของประชาชน
ทุกงวดวันที่ 1และ 16 ของเดือน
และการจับบ่อนการพนันขนาดใหญ่
รวมถึงการเล่นพนันบอลโลกแต่ละครั้ง
ซึ่งอาจตรงกับข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม
ในเรื่องดังกล่าวว่า..

“…ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักการพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเขาก็ได้รับโอกาสและมีช่องทาง ที่จะเล่นการพนันได้อย่างสบายอกสบายใจเสียด้วย…”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม” จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
เป็นจุด “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ทางการเมือง
เมื่อขบวนการนักศึกษา ประชาชน
สามารถโค่นล้มผู้นำทหาร
ที่ปกครองการเมืองไทยมายาวนาน
ตั้งแต่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร
ยึดอำนาจ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปี 2500

กว่า 14 ปีภายใต้การปกครอง
ของจอมพลสฤษดิ์ ผ่องถ่ายอำนาจ
สู่ยุค 3 ผู้ยิ่งใหญ่ จอมพลถนอม กิตติขจร
-จอมพลประภาส จารุเสถียร
และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

ทว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
เมื่อเกมอำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม”
จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์
โดยการลงนามของนายกรัฐมนตรี
ชื่อ “สัญญา ธรรมศักดิ์”

อาศัยธรรมนูญมาตรา 17 ออกคำสั่ง
คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สรล.40/2516
ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2516
ให้ทรัพย์สินของ จอมพลถนอม
และ ภริยา จอมพลประภาส
และภริยา พ.อ.ณรงค์ และภริยา
ทั้งหมดตกเป็นของรัฐทันทีในวันที่ออกคำสั่งนี้

ว่ากันว่า ทรัพย์สมบัติ
ของจอมพลถนอม-จอมพลประภาส
-พ.อ.ณรงค์ ที่ถูกอายัด
รวมกันกว่า 470 ล้านบาท

หากนับเฉพาะทรัพย์สินของ “จอมพลถนอม”
และคุณหญิงจงกล ตามคณะกรรมการ
ตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ที่มีนายบุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นประธาน
ได้อายัดไว้ มีอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง
อาทิ บ้านเลขที่ 99 ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
โฉนดที่ดินเลขที่ 5890 แขวงนครไชยศรี
เขตดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน
เป็นเงิน 5 ล้านบาท ประกอบด้วย

สิ่งปลูกสร้างเป็นตึกอาศัย 2 ชั้น
600,000 บาท เรือนไม้ชั้นเดียว 60,000 บาท เรือนไทย 500,000 บาท
ตึกใหญ่ 2.5 ล้านบาท ตึก 2 ชั้น
ติดต่อกับตึกใหญ่ 1.3 ล้านบาท
สระว่ายน้ำ 400,000 บาท
อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น
เรือนครัวและห้องพัก 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 60,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 40,000 บาท
รั้วและถนน 200,000 บาท

ศาลาที่พักยาม 80,000 บาท
ประตูรั้วและป้อมยาม 50,000 บาท
การถมดิน ปลูกต้นไม้จัดสวน
ทำน้ำพุ 100,000 บาท

บ้านเลขที่ 89, 89/1
และ 89/2 ถนนระนอง 2 ดุสิต
โฉนดที่ 8758 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นเงิน 4 ล้านบาท
ประกอบด้วย สิ่งปลูกสร้าง
ตึกหลังใหญ่ 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 80,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 250,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 300,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 50,000 บาท

อาคารถกลสุข โฉนดที่ 5891, 14518,
14519 และ 8989 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ทั้ง 4 โฉนด
รวม 1,207 ตารางวา เป็นเงิน 6,035,000 บาท

ที่ดินดอนเมือง เนื้อที่ 54 ไร่
1 งาน 96 ตารางวา ราคาไร่ละ 50,000 บาท
รวม 2,724,500 บาท
ที่ดินซอยอุดมสุข เนื้อที่ 265 ตารางวา
ตารางวาละ 2,500 บาท
เป็นเงิน 1,325,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีบ้านที่ปากเกร็ด
เนื้อที่ 3 แปลง 4 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา
เป็นเงิน 2,673,000 บาท

บ้านที่พัทยา เนื้อที่ 3 ไร่
2 งาน 44 ตารางวา ตารางวาละ 800 บาท
เป็นเงิน 1,155,200 บาท
ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง อาทิ ตึกใหญ่ 2,800,000 บาท อาคารที่พักอาศัย 189,000 บาท
ศาลาริมทะเล 70,000 บาท
หาดอู่ทองหัวหิน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา หรือ 788 ตารางวา ตารางวาละ 500 บาท
เป็นเงิน 394,000 บาท
ที่ดินชะอำ เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา
รวม 850,000 บาท

และยังมีที่ดินบ้านหัวแหลม อยุธยา
บ้านเมืองตาก ตำบลหนองหลวง
อำเภอเมือง จ.ตาก
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจอมพลถนอม
ราคา 120,000 บาท ก็ยังถูกอายัด

ขณะที่สังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบ้านทุกหลัง
ก็ถูกอายัด เช่น ในบ้านเลขที่ 99
ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
สิ่งที่ถูกอายัดส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป
โดยพระพุทธรูปที่มีมูลค่าสูงสุด
คือพระพุทธรูปปางลีลา สูง 36 นิ้ว 1 องค์
ราคา 400,000 บาท
พระพุทธรูปปางสะดุ้งมารสัมฤทธิ์
หน้าตัก 22 นิ้ว 1 องค์ ราคา 200,000 บาท
ของตกแต่งภายในบ้าน
อาทิ ทีวีสียี่ห้อ METZ 24 นิ้วราคา 28,000 บาท
โต๊ะไม้ประดับมุก ต่อ 3 ท่อน 1 ตัว 80,000 บาท

ส่วนหุ้นที่จอมพลถนอมมีอยู่ในบริษัทต่าง ๆ
อาทิ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด
บริษัทชลประทานซีเมนต์ รวมกว่า 12,000 หุ้น
และหุ้นของคุณหญิงจงกล 407 หุ้น
รถยนต์ที่มีในบัญชี 8 คัน ถูกอายัดทั้งหมด
โดยรถที่แพงที่สุดคือ
รถเบนท์ลีย์ ทะเบียน กทม. ฆ 9555 รุ่นบี 69
ราคา 800,000 บาท

ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์
และอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
และบริษัทหลายแห่ง ที่ได้รับการปันผล
โบนัสกรรมการ เบี้ยประชุมกรรมการ
รวมถึงเงินฝากในธนาคาร
ประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์
และฝากประจำ ที่จอมพลถนอม
และคุณหญิงจงกลมีอยู่ในมือ
กว่า 84,905489.86 บาท

อย่างไรก็ตาม การเมืองหลัง 6 ตุลา 2519
พลิกขั้วสลับข้างอีกครั้ง
อำนาจการปกครองกลับไปอยู่ในมือของทหาร
เป็นช่องทางให้จอมพลถนอม
ร้องขอต่อคณะกรรมการ
ที่มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เป็นประธาน ให้พิจารณาคืนทรัพย์สิน
โดยจอมพลถนอมได้ทำบัญชี
ขอคืนยาวเป็นหางว่าว ทั้งบ้านที่ จ.ตาก
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ปากเกร็ด
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่สามเสน
การถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ

แต่ที่ทางการคืนให้เพียง 5 รายการ
ประกอบด้วย ที่ดินแขวงลาดยาว เขตดุสิต
เนื้อที่ 2 ไร่ 16 ตารางวา
แต่ไม่รวมอาคารสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน
ที่ดิน จ.พระนครศรีอยุธยา
เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา
เบี้ยกรรมการบริหาร ของสำนักงาน
สลากกินแบ่งรัฐบาล 7,000 บาท

เงินโบนัส องค์การเชื้อเพลิง 120,000 บาท
รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก.ท.ก.4919
และเงินฝากตามบัญชี
ของพันตรีหลวงจบ กระบวนยุทธ
ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
จำนวน 2 ใน 3 เป็นเงิน 137,819.79 บาท

แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของจอมพลถนอมและภริยา
จึงมีการฟ้องร้องต่อศาลหลายครั้ง
กระทั่งในรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ที่เคยเป็นลูกน้องของจอมพลถนอม
มีความคิดที่จะคืนทรัพย์สิน
ให้จอมพลถนอมบางส่วน
เช่น ทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดที่ จ.ตาก
แต่มีปัญหาตรงที่วิธีการคืน

ทางเลือกหนึ่งคือการให้รัฐบาล
เสนอร่างพระราชบัญญัติ
คืนทรัพย์สินเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อออกเป็นกฎหมาย
แต่ทว่า พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ออกอาการแข็งข้อ-คัดค้าน
เพราะเกรงกระแสสังคมตีกลับ
จึงให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ขณะนั้นว่า

“ถ้ารัฐบาลเสนอร่างกฎหมายคืนทรัพย์สิน
ถนอม ประภาส ณรงค์ เข้าสภา
จะไม่ยอมรับพิจารณา
แต่จะหารือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายก่อนว่า
อำนาจบริหารของฝ่ายรัฐบาล
ก้าวก่ายอำนาจตุลาการหรือไม่
ถ้ารัฐบาลเสนอมาก็คิดว่าตนเองไม่มีหน้าที่รับ
เพราะอำนาจทั้ง 3 ไม่ควรก้าวก่ายกัน”

ผ่านไปกว่า 40 ปี “พ.อ.ณรงค์”
บุตรชายจอมพลถนอมที่ร่วมชะตากรรม
ถูกยึดทรัพย์
ยังต้องเช่าบ้านตัวเองที่ถูกยึดไป
จากกรมธนารักษ์ โดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี
เช่นเดียวกับ “คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี”
ซึ่งเป็นลูกสาวจอมพลถนอม
แม้ปัจจุบันเป็น สนช. แต่ในชั้น
แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ก็ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินหรือบ้านแต่อย่างใด
เพราะคุณหญิงทรงสุดาและลูก-หลาน
ของจอมพลถนอม ยังอาศัยอยู่ในบ้าน
ซอยระนอง 2 ที่ถูกอายัดไป

พ.อ.ณรงค์ย้อนเหตุการณ์-ระบายความในใจ
ออกมาว่า “ผมไม่ได้หาประโยชน์อะไรเลย

ตอนยึดทรัพย์บัญชีเงินฝากในธนาคาร
ยังไม่มีเลย บ้านผมปลูกมา
มีหลักฐานซื้อขายถูกต้องก็ยึดไป
ยังไม่ได้คืน บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้
คุณแม่ผมซื้อวาละ 35 บาท
ตอนสืบสวนกับเจ้าของที่เขาก็ยังไม่ฟัง
ทรัพย์สินเรา ที่ดินเมียผมซื้อมาวาละ 140 บาท
ก็ถูกยึดไป ต้องเช่าอยู่หมด”

“เขายึดหมดทุกอย่าง รถรา เงินส่วนตัว
บ้านที่คุณพ่อเกิดที่จังหวัดตาก
อยู่ตั้งแต่แบเบาะ ยังยึดเลย
ตอนนี้เอาเป็นห้องสมุดประชาชน
บ้านเกิดคุณแม่ผม ที่ดินที่อยุธยา
ที่ดินนี้มีมาแต่คุณแม่ผมเกิด
ทรัพย์สินที่ใช้อยู่เกือบไม่มีอะไรเป็นชื่อเรา
เวลานี้ผมเป็นผู้อาศัย ผู้อาศัยบ้านตัวเอง”

“ผมไม่หวังแล้วนะ ตั้งกรรมการสอบสวน
ตั้งแต่ก่อนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี พอมา พล.อ.เปรม
ก็ตั้งกรรมการ กรรมการเขาลงมติให้คืน
ก็ไม่คืน เขาก็เก็บหลักฐานต่าง ๆ
ที่สำนักนายกฯ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
กลัวคนฮือขึ้นมาอีก ยึด
หากต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกรัฐบาลยึด
ต้องออกเป็นกฎหมาย
ต้องเข้าสภาผู้แทนฯ เรื่องใหญ่
ทีนี้รัฐบาลไหนเขาจะตั้งเรื่อง
มันไม่ใช่เรื่องของเขา”

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผ่านมาร่วม 48 ปีแต่ทรัพย์สินของจอมพลถนอม
ก็ได้รับการคืนแค่บางส่วนเท่านั้น
และไม่มีรัฐบาลไหนกล้าคืน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

รัฐบาลใช้กำลังทหารและตำรวจ ปราบปรามประชาชนผู้ชุมุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน บาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 12

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม ที่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การเรียกร้องประชาธิปไตยของมวลชนนักศึกษาและเหล่าประชาชนยังคงเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ แต่คงมีหลายคนที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ถึงวันนี้วันแห่งประวัติศาสตร์เวียนมาอีกครั้ง สำหรับใครที่เกิดไม่ทัน มาย้อนอดีตไปพร้อมๆกันครับ

เหตุการณ์ความกล้าหาญของเหล่าวีรชนที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกทั้ง จอมพลประภาส จารุเสถียร ต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน รวมถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม พบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ที่ถูกล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจ และเกิดคำถามในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก และมีการร่วมกันก่อตั้ง ” กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ”

จากนั้นเมื่อวันที่ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกตำรวจสันติบาลและนครบาลเข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องได้ 11 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน” และจับอดีต ส.ส.อีก 2 คน รวมทั้งหมดเป็น 13 คน ซึ่งถูกเรียกว่า 13 ขบถรัฐธรรมนูญ
วันที่ 9 ตุลาคม นิสิตนักศึกษาหลายสถาบันเริ่มชุมนุม มีมติให้ยื่นหนังสือถึงจอมพล ถนอมให้ปล่อย 13 กบฏ และประกาศประท้วงถึงที่สุด เวลา 20.00 น.

วันที่ 10 ตุลาคม นักเรียนอาชีวะ นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จากหลายสถาบันเริ่มทยอยกันมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นการฉุกเฉินที่ศูนย์ปฏิบัติการทหารบก (ศ.ป.ก.ท.บ.) สวนรื่นฤดี มีมติแต่งตั้งให้จอมพลประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบ

วันที่ 11 ตุลาคม หลังจากชุมนุมโจมตีรัฐบาลมาตลอดทั้งคืน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจากทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ทยอยหลั่งไหลมายังสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทั้งวัน จนทำให้มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 6 หมื่นคน
ทางด้านฝ่ายเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สั่งให้ทหาร 3 เหล่าทัพ เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตำรวจในต่างจังหวัดได้รับคำสั่งให้กักรถที่บรรทุกนักเรียนนักศึกษาต่าง จังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

วันที่ 12 ตุลาคม นาย สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ในขณะนั้น ได้ประกาศ แถลงการณ์ของศูนย์ มีใจความว่า ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้ประชุมตกลงยอมปล่อยผู้ ต้องหาทั้ง 13 คนได้โดยมีการประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหา ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์นั้น ให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล และได้ออกประกาศทางกรมประชาสัมพันธ์

วันที่ 13 ตุลาคม เริ่มต้นเดินขบวนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า (คาดกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับ พลเอกประภาส จารุเสถียรและคณะนายตำรวจระดับผู้ใหญ่ โดยทำสัญญาว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวผู้ต้องขังทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2517 ส่วนทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องหาทางให้ฝูงชนสลายตัวโดยเร็วที่สุดทางด้านนายสมบัติก็แจ้งทางศูนย์ฯเมื่อเวลา 14.45 น.ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดตัวแทนเข้าเฝ้าได้

ปัญหาเกิดขึ้นในตอนนี้ที่ แกนนำที่ไปเจรจาและเข้าเฝ้ายังไม่ได้แจ้งข่าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่นายเสกสรร ดูแลอยู่ทราบอะไร จึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาในเวลา 17.30 น.ระหว่างขบวนกำลังเคลื่อนอยู่นั้น กลุ่มที่ได้ทราบประกาศจากกลุ่มที่เข้าเฝ้าว่าทั้ง 13 คนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ตุลาคม 2517

แต่กระนั้นฝูงชนเริ่มเรียกร้องว่าจะเอารัฐธรรมนูญเร็วกว่านั้น
เช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม จุดเริ่มต้นของจราจลเริ่มก่อต่อขึ้น เมื่อผู้ชุมนุมประท้วงกำลังแยกย้ายกลับและได้ใช้เส้นทางหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน ด้วยความที่ไม่เข้าใจกันจึงเกิดการกระทบกระทั่ง การปะทะกันกลายเป็นการจลาจลฝ่ายกลุ่มคนที่ล่วงหน้ากลับไปยังธรรมศาสตร์ได้ข่าวว่าตำรวจตีประชาชนก็โกรธ แค้น หาว่าหักหลัง จึงเรียกให้กลับไปพร้อมที่ธรรมศาสตร์

เหตุการณ์ได้บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดสายถนนราชดำเนินตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ก็เริ่มตอบโต้กลับรุนแรงมากขึ้น มีการยิงและปาระเบิดขวดตอบโต้ทหารตำรวจ ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา

และในตอนค่ำวันที่ 14 ตุลาคม จอมพลถนอมได้ประกาศลาออก และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกแทน แล้วแต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เพราะประชาชนยังไม่วางใจเพราะจอมพลถนอมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เหตุการณ์จึงยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง

วันที่ 15 ตุลาคมเวลา 08.15 น. สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้กระจายเสียงประกาศของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้ราชการในกรุงเทพฯ หยุดเป็นเวลา 3 วัน โดยเหตุการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ไม่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตั้งรับอยู่ในแต่ละสถานีโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ หลายโรงพักถูกปล่อยร้าง
ซึ่งในตอนหัวค่ำ ได้มีประกาศว่า จอมพลประภาส พ.อ. ณรงค์และบริวารได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังไทเป ส่วนจอมพลถนอม และครอบครัว เดินทางไปขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในคืนถัดมา เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง

วันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17.30 น. โดยมีมติให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่

คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนการปกครองจากอำนาจเผด็จการทางทหารที่กินระยะเวลามานานถึง 16 ปี ไปสู่มือนักการเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมา 48 ปีแล้ว ก็ยังสามารถเป็นบทเรียนได้ในสังคมยุคปัจจุบันที่เราก็ยังมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเรายังจะติดอยู่กับวังวลเดิมๆ หรือ ประชาธิปไตยจะก้าวหน้า คงต้องขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยทั้งหลายแล้วล่ะว่าเราจะใช้อำนาจที่พึงมีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรต่อประเทศชาติ..!!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เปิดวังเลี้ยงข้าว.. น้ำตากูจิใหล

เย็นวันที่​ 13​ ตุลาม 2516​ เหตุการณ์เริ่ม​คลี่คลาย. ถนอม​ รับข้อเรียกร้องนักศึกษา
ให้มีรัฐธรรมนูญ​ภายใน​ 6​ เดือน
แต่นักศึกษาต้องการการยืนยัน
คณะรัฐบาลจึงนำตัวแทนนศ.เข้าวังสวนจิตร. ภูมิพล​ บอก​ 20​ เดือน​ ถนอมต้องการเวลา​ 3​ ปี
เสกสรรค์​ ประเสริฐ​กุล​ เริ่มมีปากเสียง
กับธีรยุทธ​ บุญมี​ เรื่องกรอบเวลา

ประกอบกับความสับสนเรื่องข่าวในสวนจิตรที่ผู้นำนักศึกษาเข้าไป มีข่าวว่าแกนนำ
ได้ยอมรับทุกเงื่อนไขบ้าง เรื่องเจรจาไม่เป็นผลบ้าง

แต่เนื่องเพราะเวลาพลบค่ำทำให้นักศึกษา
ไม่มีรถเมล์​ที่จะเดินทางกลับ
จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ส่วนหนึ่งต้องค้างคืนอยู่ภายในวงล้อมของเจ้าหน้าที่

รุ่งเช้าวันที่​ 14​ ตุลาฯ​ 16​ นักศึกษา​เริ่มเคลื่อนเข้ามาสมทบนับแสนคน
ทำให้ตำรวจต้องควบคุม​สถานการณ์
หน้าสวนจิตรฯ​โดยพล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น. นักศึกษา​พยายามผ่าวงล้อมเข้าไป
ส่วนตำรวจชุดประสานงานจากทางวัง
ก็หายเงียบไป(พล.ต.ต.มนต์ชัย.. สงสัยตายห่าหมด)ต่อมาจึงมีวิทยุออกมาให้ประทะการชุลมุน​เป็นไปด้วยความดุเดือด
เสียงระเบิดแก๊ซน้ำตา​ ดังระงม
เจ้าหน้าที่ใช้กระบองทุบตีนักศึกษา​อย่างบ้าคลั่ง. นักศึกษา​มือเปล่าก็พยายามต่อสู้เต็มกำลัง. แต่ก็สู้กำลังและระเบิดแก๊ส​น้ำตาของเจ้าหน้าทีไม่ได้จึงแตกกระเจิง​ บ้างลงคูน้ำล้อมวังสวนจิตรฯ

ก่อนจะเปิดประตู​วังออกมารับนักศึกษาส่วนหนึ่งเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำตามบันทึกหน้าประวัติศาสตร์

แต่เป็นการเปิดฉาก​ 14​ ตุลาฯ​ มหาวิปโยค

ต่อมานิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่
ถอนกำลังออกไปตั้งหลักที่ธรรมศาสตร์
และทำการโจมตีตอบโต้เจ้าหน้าที่คืนบ้าง
ตั้งแต่บริเวณถนนราชดำเนิน
ระหว่างสี่แยกคอกวัวกับสนามหลวง

ฝ่ายรัฐบาลถนอม​ ส่งทหารจาก ร 11
พร้อมด้วยรถถังเข้าคุมสถานการณ์
กำลังพลและรถถังเคลื่อนมา
ตามถนนจักรพงษ์เข้าเคลียร์พื้นที่
บริเวณหน้าวัดชนะ สงคราม
แล้วเคลื่อนกำลังไปยังหน้ากรมสรรพากร
เกิดการปะทะกันบริเวณหน้ากรมสรรพากร
กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนินกลาง
ไปจนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า

จีระ บุญมาก ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ศพถูกนำไปแห่รอบเมือง

มีเฮลิคอปเตอร์สองลำ
บินวนเหนือบริเวณที่เกิดเหตุ
มีรายงานยืนยันว่า คนบนเฮลิคอปเตอร์
ใช้ปืนกลยิงกราดใส่นักศึกษา
บริเวณสนามหลวง
และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
นักเรียนและนักศึกษาเข้ายึด กตป.
(คณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ) และเผาอาคาร
พร้อมด้วยอาคารกองสลากฯ
ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว หรือ “ไอ้ก้านยาว”
ถูกยิงหน้าโรงแรมรอแยล
การต่อสู้ดำเนินไปทั้งวัน และตอนกลางคืน
ได้รวมศูนย์อยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ
เป็นการต่อสู้ระหว่างตำรวจนครบาล
กับฝ่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา

พลบค่ำภูมิพลฯออกโทรทัศน์
ประกาศ​ว่าวันที่​ 14​ ตุลาคม​ 16
ถึอเป็นวันวิปโยค​ จอมพลถนอม​ พร้อมคณะ
ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และได้เดินทางออกนอกประเทศ​แล้ว

10 ปี​ 6​ เดือนที่ค้ำบัลลังก์
ต่อจากจอมพลสฤษดิ์​
จอมพลถนอม​ ณรงค์​ ประภาส
ถูกขอให้เสียสละ​ เดินทางออกนอกประเทศ
และ​ สัญญา​ว่า.. จะทรงรับกลับมาอย่างสมเกียรติ

พ.ศ.2519​ พล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น
ได้เลื่อนยศ​ พล.ต.อ.​ และได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น