หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คืนก่อนที่คุณนนท์จะเสียชีวิต ดิชั้นลงมาในครัวเพื่อเก็บถ้วยชามให้เข้าที่ ดิชั้นได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน คุณป้าสังวรณ์กับคุณนนท์ ดิชั้นแอบอยู่ตรงซอกประตู พอได้ยินเค้าเถียงกัน โดยคุณนนท์ต่อว่าแม่ว่า แม่ทำอย่างนั้นไม่ถูก ผู้ชายเค้ามีภริยาแล้ว ส่วนป้าสังวรณ์ตอบว่า มันเป็นการตัดสินใจของแม่ ลูกไม่เกี่ยว แล้วคุณนนท์เถียงต่อว่า ต้องเกี่ยวสิ เพราะผมคือประธานบริษัท และแม่คือแม่ของประธานบริษัท จากนั้น ดิชั้นเห็นเค้าแย่งกระดาษกันในมือ ก่อนที่คุณนนท์จะดึงมามัน และฉีกมันทิ้งลงในถังขยะ แล้ววิ่งเข้าห้องไปทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ค่อยสบาย เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ดิชั้นเดินไปหยิบกระดาษชิ้นที่ถูกฉีกขาด แล้วเอามาประติดประต่อกัน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศส ดิชั้นอ่านไม่ออก เห็นแต่คำลงท้ายว่า CS น่าจะเป็นชื่อย่อของแฟนป้าสังวรณ์ที่เป็นฝรั่ง…หลังจากดราม่าจบลง คุณพลได้เป็นประธานคนใหม่ การสืบสวนคดียังมีต่อไปอย่างยาวนาน เมื่อคุณพลไม่รับสารภาพ และทางผู้จัดการได้ยกตำแหน่งประธานให้ไปแล้ว มันยังต้องมีผู้ต้องรับผิดชอบการตายของคุณนนท์ ตอนนั้น ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ยามหน้าห้องสองคน คือพุธและจิต รวมถึงหัวหน้ายาม คุณฉลอง แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถูกให้แสดงความรับผิดชอบต่อการตายที่เกิดขึ้น สาเหตุที่พวกเค้าต้องการกำจัดคุณฉลองเพราะว่า คุณฉลองสนิทกับคุณปรีดา การกล่าวหาคุณฉลอง ก็เท่ากับการกล่าวหาคุณปรีดา เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว…ระหว่างเรื่องยังค้างอยู่แบบนั้น คุณป้าสังวรณ์เห็นว่า การอยู่ในไทยต่อไปก็จะมีแต่การสร้างข่าวลือเรื่องการตายไปเรื่อย จึงใช้เหตุผลว่า ต้องให้คุณพลกลับไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะกลับมาทำหน้าที่ประธานบริษัทอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งเรื่องการตายของคุณนนท์ไว้ข้างหลังเพื่อให้คนลืม จากนั้น ครอบครัวนี้ก็เก็บของกลับเมืองโลซาน์น ดิชั้นโชตดีที่ได้ถูกเรียกตัวไปรับใช้ต่อที่นั้น จึงได้รู้ความลับเรื่องบ้านนี้อีกมาก….เมื่อกลับมาถึง จากบ้านนี้ที่มีลูกสามคน ก็เหลือเพียงสองคน พลกลายเป็นลูกชายคนที่เหลือ หากเกิดอะไรขึ้นกับพล จะส่งกระทบต่อบริษัทมาก คุณป้าสังวรณ์เลยขอให้ตำรวจสวิสมาช่วยอารักขา 24 ชั่วโมง ดิชั้นเป็นเด็กบ้านนอก พูดภาษาฝรั่งก็ไม่ได้ จึงไม่รู้ว่า การจัดการเรื่องการตรวจตราของตำรวจเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า นอกจากตำรวจแล้ว ดิชั้นก็ได้พบติวเตอร์ของคุณพลเป็นครั้งแล้ว แม่เจ้าโว้ย หล่อฉิบหาย ผมหนักศก สูง ดาร์กแฮร์ พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา เค้าเองก็มีเมียแล้วและมีลูก แต่ดูเหมือนป้าสังวรณ์จะสนิทกับเค้าเป็นพิเศษ บางวันเค้าก็มาค้างที่บ้านป้าสังวรณ์ ดิชั้นยังเคยต้องซักเสื้อผ้าให้เค้า และนึกขึ้นได้ว่า เสื้อเค้ามีปักเป็นภาษาอังกฤษว่า CS เอ๊ะ หรือเค้าจะเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้นถึงป้าสังวรณ์ที่ทำให้คุณนนท์โกรธ…คุณลุงติวเตอร์มาบ่อยขึ้น มาค้างบ่อยขึ้น ดิชั้นเห็นตำรวจสวิสคอยจับตามอง และจดบันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เอาจริงๆ เนื่องจากดิชั้นเป็นคนใช้ จึงต้องตื่นก่อนเจ้านาย บางทีตอนประมาณตี 5 ดิชั้นเห็นคุณลุงติวเตอร์ออกมาจากห้องคุณป้าสังวรณ์ แต่ดิชั้นแกล้งทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่อยากให้เค้ารู้ว่าดิชั้นก็แอบมองอยู่…คุณลุงติวเตอร์เป็นที่รักของคุณพลมาก คุณพลถึงกับเรียกเค้าว่าพ่อบางครั้ง เค้าเป็นทั้งครู และผู้สอนวิชาชีพต่างๆ ทั้งต่อเรือ เกาะสลักไม้ ทั้งเป็นเพื่อนไปเล่นสกี และมักจะอยู่ฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน แทนที่จะไปฉลองกับครอบครัวเค้า แต่เค้ากับมาอยู่กับป้าสังวรณ์ อย่าหาว่าบาป ดิชั้นคิดว่าสองคนนั้นคือผัวเมียกัน…ในปีถัดมา ดิชั้นอายุ 13 ปี เริ่มโตเป็นสาว ก่อนหน้านี้ ดิชั้นเห็นคุณพลพาแฟนสาวมาเที่ยวบ้าน จริงๆ เค้าอายุไม่ห่างจากดิชั้นเท่าไหร่ค่ะ เค้าชื่อดาวเรือง เป็นลูกสาวของผู้จัดการบริษัทสาขาปารีส เค้าจีบกันได้สักพัก จากนั้น ดาวเรืองต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพ มันเป็นช่วงจังหวะที่คุณพลประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ บนทางด่วนที่จะไปเมืองมอนติคาร์โล คุณพลตาบอดข้างนึง ป้าสังวรณ์ร้องกรี๊ดๆ นึกว่าลูกชายอีกคนอาจต้องเสียชีวิต ทีนี้ อีผู้จัดการที่ปารีสมันกังวลว่า ตอนนี้ลูกสาวดาวเรืองไม่อยู่ช่วยปรนนิบัติ กลัวว่าจะเสียลูกเขยให้หญิงอื่น เลยส่งลูกสาวคนโต สิรินภา หรือชื่อเล่น แดง ย่อมาจากปากแดง ไปช่วยปรนนิบัติฆ่าเวลาที่น้องสาวไม่อยู่ ที่ไหนได้ เมื่อพลได้เจอกับแดง พลกลับเปลี่ยนใจมาชอบแดงแทน พี่สาวเลยขโมยแฟนของน้องสาว ไม่นานจากนั้น ป้าสังวรณ์ก็ให้ทั้งสองหมั่นกัน และในที่สุดแต่งงาน แม้ว่าแดงจะมีอายุ 17 ปีเท่านั้น เค้าแก่กว่าดิชั้นแค่ 4 ปีค่ะ….เค้าบินไปแต่งงานที่ไทย พอกลับมาสวิส 1 ปีถัดมา เค้าก็คลอดลูกเป็นลูกสาว ซึ่งไม่สามารถสืบต่อทายาทได้ เพราะบ้านนี้ ต้องการแค่ทายาทผู้ชาย ถึงตอนนั้น คุณพลไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว เพราะเพิ่งแต่งเมีย และมีลูก เลยเลิกเรียนและอพยพครอบครัวกลับไทย ในส่วนนี้ อีลูกจ้างโง่ๆ หลายคนคิดว่าคุณพลเรียนจบ จริงๆ แล้วไม่ค่ะ แม้จะเรียนมาเป็นเวลานานถึง 6 ปี….ดิชั้นได้กลับไทยไปรับใช้ครอบครัวนี้ต่อ ตอนหน้ามาเล่าว่า ครอบครัวนี้เอาตัวรอดได้อย่างไร ท่ามกลางการต่อสู้กับคณะเปลี่ยนแปลงการบริหารบริษัทภายใต้คุณ ป กุ้งเผา

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 3

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเรื่อง ตำรวจญี่ปุ่นกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งแพร่ข่าวนี้ออกไป เพราะกลัวเสียรูปคดี ในใจก็อึดอัด เพราะต้องการบอกให้คนที่มันทำร้ายเรารู้ว่า กูยังมีชีวิตรอด แต่ก็พูดไม่ได้ เมื่อไปถึงดูไบ ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ แม้ในกลุ่มที่ไปด้วย (มีทั้งหมด 3 คน รวมดิชั้น) ก็รู้เรื่องนี้ แต่ดิชั้นไม่ได้บอกคุณทักษิณ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันกระจายไปตามคำสั่งของตำรวจ แต่จำได้ว่า ต้องระมัดระวังตัวจริงๆ ขนาดพักโรงแรม ยังต้องใช้ชื่ออื่นลงทะเบียน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่า เราพักกันอยู่ที่ไหน

…หลังจากดูไบ ดิชั้นต้องบินต่อไปวอชิงตันดีซี เพื่อไปทำงานต่อ ตอนนั้น เวลามันล่วงเลยมาประมาณ 3 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ ในที่สุด ข่าวก็รั่ว แล้วคนก็ชอบที่จะเม้าท์ข่าวแบบนี้ รั่วไปถึงผู้ลี้ภัยที่ปารีส จนส่งต่อไปที่คุณสุนัย จุลพงศธร แล้วเอาไปพูดในคลิปว่าดิชั้นถูกทำร้าย นั่นจึงเป็นประเด็นที่ในที่สุด ดิชั้นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะหากจะมีคนพูดเรื่องนี้ ควรจะต้องออกมาจากปากดิชั้นเอง ดิชั้นเลยบอกตำรวจญี่ปุ่นว่า ดิชั้นจะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เพราะมันกลายเป็นข่าวแล้ว จึงเลือกเวลาที่ East West Center ที่ดิชั้นไปพูดที่วอชิงตัน ในการเล่าเรื่องนี้ ทันใดนั้น มันก็เป็นข่าวระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างๆ ก็รายงานกันกระหน่ำ

…มีคนเดียวเท่านั้นก็ตกข่าว นั่นคือ แอนดรูว์ มาร์แชล ก่อนหน้านี้ เมื่อดิชั้นหายตัวไป ด้วยความเสือกของมัน ก็พยายามก็สืบเสาะว่าดิชั้นหายไปไหน จนกระทั่งไปถามคนที่ดิชั้นเดินทางไปดูไบด้วย ซึ่งมันก็รู้จัก ทีนี้ ดิชั้นกำชับคนพวกนี้ว่า อย่าบอกใครเพราะตำรวจสั่งไว้ เมื่ออีนักข่าวขี้เมามันถาม คนพวกนี้เลยต้องบอกไปว่าดิชั้นสบายดี เพียงแต่ยุติการเล่นโซเชี่ยลชั่วคราว เพราะเค้าตอบอย่างอื่นไม่ได้ จะบอกว่าถูกทำร้าย ดิชั้นก็สั่งไม่ให้พูด จะปฏิเสธว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะพวกนั้นเค้าไปดูไบกับดิชั้น เมื่อรู้แบบนี้ อีนักข่าวมันเลยเอาไปเขียนก่อนใครว่าดิชั้นสบายดี จนอีจอม เพชรประดับเอาไปเขียนต่อ แบบล้อเล่นถากถางว่า ที่ดิชั้นหายตัวไปไม่มีอะไรมาก เพราะทะเลาะกับผัวนั่นเอง โอ้โห ตอนนั้นโกรธ เพราะกูรอดได้มาได้ แต่กลับเอาไปเขียนว่าเป็นเพราะเราทะเลาะกับผัว นี่หรอคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน

….ทีนี้ เมื่อข่าวมันออกมาแล้วว่าดิชั้นถูกทำร้าย อีนักข่าวขี้เมาก็เลยโกรธ เพราะคิดว่าพวกเราไม่บอกความจริงกับเค้า แทนที่จะบอกว่าถูกทำร้าย กลับบอกว่าสบายดี แม้จะมีความพยายามจากนั้นที่จะอธิบายว่า ตำรวจสั่งไม่ให้พูด มันไม่ฟัง จากนั้น มันเลยตั้งท่าโจมตีดิชั้น หาว่าดิชั้นแต่งเรื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ทั้ง BBC และ Financial Times ได้โทรศัพท์ไปคุยกับตำรวจญี่ปุ่นเพื่อคอนเฟิร์มเรื่องนี้แล้ว มันก็ยังแต่งเรื่องว่าดิชั้นโกหกต่อไป โดยพูดล้อเลียนว่า ดิชั้นกุเรื่องว่ามีนินจามาทำร้าย อะไรแบบนั้น ดิชั้นรู้นิสัยมันดี ถ้ามันอยากรู้ความจริง แค่โทรไปหาตำรวจหรือทางมหาลัยดิชั้น ก็จะได้คำตอบเลย แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำ หลังจากดิชั้นแถลงข่าวเรื่องนี้ที่วอชังตันดีซี ดิชั้นเดินทางต่อไปลอนดอน จำได้ว่าไปทานข้าวในเมืองกับเพื่อน และแวะถ่ายรูปแถวร้านอาหาร เป็นรูปที่ดิชั้นกำลังถือลูกทุเรียน (คือจะซื้อไปแดกค่ะ) อีนักข่าวขี้เมามันกลับเอารูปนี้ของดิชั้นไปเขียนด่าว่า นี่หนะหรอ คนที่เพิ่งถูกทำร้ายร่างกาย กลับออกมาจ่ายตลาดชิวๆ อีดอก ที่ดิชั้นทำอย่างนั้นเพราะต้องการให้คนร้ายมันรู้ว่า กูยังอยู่สบายดี ใช้ชีวิตปกติต่อไป และการขู่ของมึงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตกู แต่ความอคติของแอนตรูว์ ดิชั้นเกินจะรับได้ จะให้กูนอนร้องไห้อยู่บ้านหรอคะ

….ดิชั้นรู้จักเค้ามานาน ตั้งแต่อยู่สิงคโปร์ ตั้งแต่ก่อนเค้าเอาวิกีลีคส์มาปล่อย จากนั้น ดิชั้นก็ช่วยส่งเสริมงานเค้ามาตลอด ใครๆ ที่เป็นเพื่อนเราก็จะรู้ ถึงขนาดจะจัดให้เค้ามาพูดที่สถาบันที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ พอเค้าออกหนังสือ The Kingdom in Crisis เค้าให้ดิชั้นเขียน endorse หนังสือให้ ซึ่งดิชั้นก็เขียนให้ที่ปรากฏอยู่ปกหลัง พอตัวเองต้องประสบปัญหาด้านการงาน และมาขอให้ดิชั้นเขียนหนังสือรับรองเพื่อไปสมัครงานที่ Green Peace (ออสเตรเลีย)ดิชั้นก็เขียนให้อย่างเลิศเลอ จน Green Peace ไม่เชื่อ ถึงขนาดต้องโทรมาถามดิชั้นว่า คนชื่อแอนดรูว์มันเก่งจริงหรอ ซึ่งดิชั้นตอบไปว่าจริง แต่เข้าทำงานไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง เมื่อดิชั้นไปเที่ยวซิดนีย์ปีนั้น ได้เจอกับเค้า เค้าเดินมาบอกว่า ถูก Green Peace ไล่ออกเพราะไปเมาที่ทำงาน จนทำให้ชื่อเสียงดิชั้นย่อยยับป่นปี้ เพราะเป็นคนเขียนหนังสือรับรองให้ แต่ดิชั้นไม่โกรธ สงสารด้วยซ้ำ และยังคบเป็นเพื่อนต่อ

…จนหลังจากนั้น วิธีการทำงานของเค้ามันเริ่มทำให้ดิชั้นรำคาญใจ กล่าวคือ แอนครูว์ต้องการเป็นคนแรกในการเสนอข่าวเรื่องเจ้า โดยไม่สนว่าข่าวจริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ก่อนในหลวงตาย แอนดรูว์จะโพสต์ทุกวันว่าตายแล้ว เพราะอยากเป็นคนแรกที่ประกาศข่าวนี้ สำหรับดิชั้น มันมากเกินไป มันเสียความเป็นผู้สื่อข่าว แต่ในใจก็ไม่ได้โกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า เราอาจต้องเอาตัวออกห่างจากเค้าดีกว่า

…ทีนี้ เดือนมกราคม 2017 ดิชั้นได้รับทุนมาหนึ่งก้อน เอาไว้ทำหนังสือ ดิชั้นเลยคิดโปรเจ็คของการทำหนังสือเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย และโชคดีที่มหาวิทยาลัย Stanford เสนอเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ดิชั้นได้รับทุน Lee Kong Chiang ของ Stanford ในปี 2015 จึงคุ้นเคยกับอาจารย์ที่นั่น เราตกลงที่จะมี workshop ทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และจะเป็น workshop แบบ closed door ที่เราจะเอาแต่คนที่จะมาเขียนให้เรามาสัมมนาร่วมกัน คืองานสัมมนามันมีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเปิดเสมอไป อีกอย่าง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นได้รับเชิญไปพูดที่ Stanford แล้วถูกสลิ่มแคลิฟอร์เนียมันประท้วงวุ่นวาย ทางมหาลัยเสียค่ารักษาความปลอดภัยไปมาก จึงขอให้การจัด workshop ครั้งนี้เป็นแบบปิด ซึ่งดิชั้นเห็นดีด้วย ทีนี้ อีนักข่าวขี้เมาได้รับข่าว และคงเคืองดิชั้นว่าทำไมไม่เชิญเค้า เออ อีดอก งงว่าทำไมต้องเชิญ นี่คือโครงการผลิตหนังสือ เราเอาแต่นักวิชาการมาเท่านั้น ไม่ต้องการนักข่าว ยกเว้น Paul Handley คนเดียวที่ดิชั้นเชิญมา ผู้เขียนเรื่อง The King Never Smiles เพราะดิชั้นไม่ได้มองเค้าว่าเป็นนักข่าวอีกต่อไป แต่เป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ พออีแอนดรูว์รู้ว่าไม่ได้รับเชิญ สำคัญตัวผิดว่าทำไมถึงไม่ได้รับเชิญ ก็โกรธดิชั้น และก็ก่อเรื่องมากมายในระหว่างการจัดงาน โดยโทรศัพท์ไปก่อกวนที่มหาลัย โทรไปหาอธิการบดีของ Stanford เพื่อด่าว่า ทำไมถึงจัดงานแบบปิด โทรไปด่าฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาลัยว่า ทำไมไม่มีการประชาสัมพันธ์งานนี้ โทรไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยถามว่า มันมีภัยจริงๆ หรอ ถึงต้องทำการสัมมนาปิด โอ้โห อาจารย์ที่ Stanford รีบวิ่งมาบอกพวกเราว่าอีแอนดรูว์โทรมาป่วน เราทุกคนในห้องนั้นงงมาก และโกรธแอนดรูว์มาก มีใครที่อยู่ในห้องบ้าง? มีอาจารย์ชาญวิทย์ David Streckfuss Tyrell Haberkorn Federico Ferrara Claudio Sopranzetti Paul Chambers Paul Handley อาจารย์กฤษณ์เลิศ ทุกคนส่ายหัว ยังไม่พอ นักข่าวขี้เมายังเอาเราไปด่าในเฟซบุ๊คของเค้าว่า เราเป็นแค่กลุ่มนักวิชาการกระจอก ไม่มีความกล้าหาญที่จะเปิดการสัมมนาแบบสาธารณะ และดูถูกพวกเราว่า ไม่มีใครกล้าเขียนด่าเจ้าแบบตรงไปตรงมา ตรงนั้นเองที่เป็นจุดแตกหัก ดิชั้นตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับเค้าตั้งแต่บัดนั้น

….เดี๋ยวมาต่อ เพราะความเลวของมันยังไม่สิ้นสุดค่ะ อีนักข่าวเหี้ย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 1

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

มันเป็นเวลา 9:20 น. ของเช้าวันที่ 9 มิถุนายน ปี 1946 ดิชั้น อีเย็น อายุได้เพียง 12 ขวบ ดิชั้นเป็นเด็กกำพร้า มีคนส่งตัวดิชั้นมาเป็นเด็กรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ เช้าวันนั้น ระหว่างที่ดิชั้นกำลังทำความสะอาดห้องโถง ดิชั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ด้วยความที่ดิชั้นเป็นเด็กชอบสอดรู้สอดเห็น ดิชั้นรีบวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นแอบมองจากบันได ดิชั้นเห็นน้องชายของเค้าวิ่งออกมาจากห้องที่มีเสียงปืน แล้วเค้าทำท่าเลิ่กลั่ก พูดอะไรสองสามคำกับยามที่เฝ้าหน้าห้องสองคน ดิชั้นจับความไม่ทัน ก่อนที่เค้าจะวิ่งหลบไป หลังจากนั้น หนึ่งในยามคนนั้นจึงได้ตะโกนว่า คุณนนท์ (มาจากชื่ออานนท์) เสียชีวิต แป๊ปเดียว แม่ของคุณนนท์ คุณป้าสังวรณ์ก็วิ่งไปที่ห้อง แล้วดิชั้นก็ได้ยินเสียงร้องตามมา จากนั้น ดิชั้นเห็นน้องชายเค้า คุณพล (มาจากชื่อพลาพล) วิ่งกลับเข้าไปในห้องอีก ตอนนั้น ดิชั้นเริ่มจับความได้ว่า คุณนนท์เสียชีวิตแล้วด้วยกระสุนปืน

…ดิชั้นขอแก้ข่าวว่า เช้าวันนั้น มีคนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด 9 คน ไม่ใช่ 8 คน มีคุณป้าสังวรณ์ คุณนนท์ คุณพล ยามสองคน คือ พุธ กับ จิต และยังมีคนใช้อีก 4 คน คือ จำหลาด จรัญ แม่นมน่าน และดิชั้น ทั้งหมด ได้เข้าไปรวมตัวกันในห้องนอนคุณนนท์ ดิชั้นเด็กสุด ได้แต่แอบดูที่หน้าประตู ดิชั้นเห็นว่า ป้าสังวรณ์รีบเค้าไปกอดร่างอันไร้วิญญาณของคุณนนท์ ร้องห่มร้องไห้ ขณะที่น้องชาย คุณพลคอยปลอบแม่อยู่ ถึงตอนนั้น ทุกคนรู้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้น คุณพลฆ่าคุณนนท์ แต่เราไม่มีเวลาเถียงกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณนนท์ แม้จะอายุเพียง 21 แต่ก็ได้เป็นประธานบริษัทแล้ว เมื่อเกิดเรื่องนี้ จึงต้องแจ้งผู้จัดการบริษัท คุณปรีดา เรามีเวลาไม่มากในการทำลายหลักฐานการเสียชีวิต ดิชั้นเห็นคุณป้าสังวรณ์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนางพยาบาล ได้ถอดเสื้อคุณนนท์ออก แล้วเอาน้ำมาล้างตัวเพื่อลบรอยเลือด รวมถึงหลักฐานทางนิติเวช คุณป้าทำอย่างรวดเร็วและชำนาญมาก ขณะนั้น นามพุธได้เอาปืนที่เป็นตัวปัญหา ไปเก็บไว้ในลิ้นชักอีกห้องหนึ่ง ดิชั้นก็ไม่รู้ว่าเค้าทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้การสืบสวนมันมีความซับซ้อนมากขึ้นหรือเปล่า

…..คุณป้าสังวรณ์ย้ายศพคุณนนท์จากเตียงไปที่โซฟาอีกด้านนึงของห้อง ดิชั้นแอบเห็นฟูกที่เตียง ที่มีรอยกระสุนทะลุเข้าไปในนั้น นั่นหมายถึง คุณนนท์ถูกน้องชายยิง ในท่านอน จนกระสุนทะลุไปในลักษณะเช่นนั้น ในระหว่างที่ทุกคนรอการมาถึงของคุณปรีดา นั่นคือเวลาสำคัญที่สุด คุณป้าถามลูกชายคนเล็กว่าเกิดอะไร พรางร้องไห้น้ำตามอาบแก้ม น้องชายสารภาพว่า เมื่อเช้าได้เข้ามาดูพี่ชายว่าทำไมยังไม่ตื่นสักที เพราะปกติทั้งสองคนจะตื่นเช้า และน้องพลไม่ทราบว่า พี่นนท์ไม่สบาย ท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืน จริงๆ คุณป้าได้แวะเข้ามาหาลูกตอนเช้าตรู่เพื่อเอาน้ำส้มมาให้ แต่คุณนนท์ไม่อยากทาน และได้ปฏิเสธไป

….คุณพลเล่าให้แม่ฟังว่า เมื่อเข้ามาเห็นพี่ชายกำลังนอนหลับ และชำเรืองไปเห็นปืนที่วางอยู่แถวนั้น เป็นปืนที่มอบให้เราโดย ลูกจ้างของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในประเทศของเรา เค้าสองคนชอบเล่นปืน คุณพลเลยหยิบปืนมาเล่น และใช้ปืนสะกิดพี่ชายให้ตื่น พี่นนท์ตื่นขึ้น และบอกน้องว่า ไม่อยากเล่นด้วย อยากนอนต่อ แต่พลไม่ยอม มีการพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าพี่ไม่ตื่น น้องจะเอาปืนยิง พี่เลยท้าว่า ยิงสิยิง น้องเลยแกล้งเอาปืนไปจ่อที่หน้าผากของพี่ ปืนลั่น ทำให้พี่นนท์เสียชีวิตทันที

….ป้าสังวรณ์ล้มทั้งยืน และต้องยอมรับป้าว่า ป้าทำใจได้ดีมากหลังจากนั้น และบอกกับลูกว่า เรามีเวลาไม่มากที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ป้าบอกว่า เค้าเสียลูกไปแล้วคนนึง จะไม่ยอมเสียอีกคน นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมครอบครัวนี้จึงต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ในโอกาสนี้ น้องพล ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากพี่นนท์ทันที

…ไม่นานจากนั้น คุณปรีดา ผู้จัดการก็มาถึง คุณปรีดาเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่เปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัท จากเดิมที่ครอบครัวนี้กุมอำนาจบริษัททุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเปิดให้มีระบอบการเลือกตั้งผู้จัดการ แม้ครอบครัวนี้จะยึดตำแหน่งประธานบริษัท แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัทอย่างเคร่งครัด เอาจริงๆ ครอบครัวนี้ก็ไม่ชอบคุณปรีดา เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มาลดอำนาจพวกเค้า แต่คุณปรีดายังเห็นความสำคัญของการคงครอบครัวนี้ไว้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบริษัท ต่างไปจากเพื่อนเค้า คุณ ป กุ้งเผา ที่ต้องการกำจัดครอบครัวนี้ไปให้หมดสิ้น

..เมื่อคุณปรีดามาถึงที่เกิดเหตุ แม้คุณปรีดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พูดไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองยังต้องการสนับสนุนครอบครัวนี้ไว้ แทนที่จะให้มีการสอบสวนคดีอย่างตรงไปตรงมา คุณปรีดาด่วนประกาศแต่งตั้งให้คุณพลเป็นผู้จัดการแทน นี่เท่ากับเป็นการเอากุญแจมือใส่ตัวเอง เพราะเมื่อคุณพลเป็นประธานบริษัทแล้ว คุณพลไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ และคุณปรีดาต่อมาต้องการเป็นจำเลยในคดีนี้ รวมถึงแพะสามคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากโศกนาฎกรรมครั้งนี้ค่ะ

…ปล: รูปดิชั้นตอนเป็นคนใช้ของบ้านนี้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในระหว่างที่ชุลมุนอยู่นั้น วิ่งไล่จับกันในบ้าน ดิชั้นกับแฟนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือตอนตี 4:45 จนคนทั้งอพาร์ตเม้นท์ตื่นกันหมด ความดีของคนญี่ปุ่นคือ เค้าไม่มาเสือก จุ้นจ้านเป็นไทยมุง ไม่มีใครเสนอหน้าทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เค้าทำก็คือ โทรเรียกตำรวจทันที เพราะฉะนั้น ตำรวจมาเร็วมาก ระหว่างรอตำรวจ เราสองคนรีบชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาด เพราะเราไม่รู้ว่ามันเป็นสารเคมีแบบไหน แต่จำได้ว่า ดิชั้นควบคุมสติได้ดีพอควร หลังจากล้างตัว ความแสบยังติดอยู่ที่ผิวหนัง (และอยู่ติดกับเราอีก 3 วัน) ดิชั้นได้โทรศัพท์ไปมหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งให้ผู้อำนวยการศูนย์ทราบทันที….ตำรวจมาเกือบ 15 นาย มาเร็ว มาตรวจสอบสถานที่ และสอบปากคำทันที มีล่ามที่พูดไทยมาด้วย ดิชั้นก็อธิบายทุกอย่างตั้งแต่มีคนโทรศัพท์มาถี่ๆ ก่อนหน้านี้ ตรงนี้ สอบสวนได้สักพัก ก็ถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจอาการที่เกิดจากการพ่นสเปรย์ ก็มีการตรวจเลือดและร่างกายทั่วไป สรุปว่า ไม่ได้มีอันตรายอะไรถึงชีวิต ณ จุดนั้น ดิชั้นเริ่มทะยอยบอกข่าวนี้กับคนสำคัญ คือทางบ้าน และสหายที่ไว้ใจได้ท่านหนึ่งที่อยู่ต่างแดน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเกิดอะไรชึ้น พอตรวจเสร็จ ตำรวจก็พาดิชั้นกลับอพาร์ตเม้นต์…รอบนี้ ตำรวจมาอีกชุดหนึ่ง เป็นชุด forensic คือมาตรวจหาร่องรอยคนร้าย เมื่อมีการเอาแสงอัลตร้าไวโอเล็ตมาส่องห้องนอน จึงเห็นร่องรอยของสารเคมีที่ตกอยู่บนผ้าห่ม เตียง หัวเตียง พนังห้อง จนไปถึงเพดาน แสดงว่าไอ้การฉีดสเปรย์แม้ในระยะเวลาสั้น แต่มันก็ได้ผลมาก ตรงนี้ ตำรวจใช้เวลานานเหมือนกัน จนกระทั่ง มีตำรวจชุดสุดท้ายที่มา อันนี้คือกลุ่ม detectives พอเล่าได้สักพัก เค้าบอกว่าเค้าเข้าใจในสถานะของดิชั้น และการต้องเป็นผู้ลี้ภัยหลังจากปี 2014 การพูดแบบนี้ทำให้ดิชั้นเชื่อว่า แม้แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเองก็รู้ว่า การทำร้ายร่างกายดิชั้นไม่ใช่โจรหัวขโมยทั่วไป เพราะมันไม่มีแบบนี้ในญี่ปุ่น จนกระทั่งเค้าบอกว่าเค้ามาจากหน่วยงานการก่อการร้ายสากล ซึ่งชี้ว่า มันเป็นเรื่องข้ามชาติ แต่พอดิชั้นเอาเรื่องนี้ไปบอกสื่อ ตำรวจออกมาแก้ข่าวทันทีว่าไม่ได้มาจากหน่วยงานก่อการร้ายสากล ดิชั้นเชื่อว่า เพราะญี่ปุ่นยังไม่ต้องการส่งสัญญาณว่ารู้ว่าต้นเหตุของการทำร้ายร่างกายคือมีผู้สั่งที่มาจากไทย…จากนั้น ดิชั้นถูกพาตัวไปสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำทั้งบ่าย และเสร็จสิ้นประมาณ 4 ทุ่ม ในใจตอนนั้นโกรธมาก และต้องการแสดงให้เห็นว่า ดิชั้นไม่กลัวมึง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊คหรือเปล่า แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากหายไปและต้องการให้เห็นว่าดิชั้นไม่เป็นอะไร เลยอยากให้มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คเช้านั้น เพื่อให้ไอ้คนบงการมันรู้ว่า เหตุที่เกิดกับดิชั้นมันทำอะไรดิชั้นไม่ได้ ตอนนั้นมีเรื่องทาทายังทำอะไรสักอย่าง แล้วเราต้องการคว่ำบาตรคอนเสริต์ของมัน ดิชั้นเลยเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปอีทาทา เพื่อให้รู้ว่า ดิชั้นยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่โพสต์ได้ไม่นาน ตำรวจก็โกรธ และขอให้ยุติการเล่นโซเชี่ยลมีเดียเลยเพราะจะทำให้เสียรูปคดี ดิชั้นเลยลบรูปนั้น และเลิกเล่นโซเชี่ยลเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามคำสั่งตำรวจ จุดนี้ก็มีคนเอาไปด่าดิชั้นว่า ทำไมวันเกิดเหตุดิชั้นยังมีเวลามานั่งเล่นเฟซบุ๊ค อีดอก แล้วมึงจะให้กูนั่งร้องไห้อย่างเดียวในสถานีตำรวจหรอคะ….ในระหว่างที่อยู่โรงพัก ได้ใช้โอกาสนั้นแจ้งเรื่องนี้ให้นักข่าวบางสำนัก อาทิ BBC ไทยและ Washington Post แต่ขอว่าอย่าเพิ่งลงข่าว เพราะตำรวจญี่ปุ่นสั่งเด็ดขาดห้ามสื่อสารอะไรทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการสอบสวน จากนั้น ดิชั้นถูกพาไปพักที่เรียกว่าเป็น safe house และไม่สามารถกลับไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์เดิมได้อีก จากนั้น ดิชั้นถูกเรียกตัวไปสอบสวนต่อเรื่อยๆ แต่มันดันมีทริประหว่างประเทศที่เตรียมการไว้แล้วล่วงหน้าหลายเดือน นั่นคือ การไปสัมภาษณ์คุณทักษิณที่ดูไบ ยังไงก็ยกเลิกไม่ได้ หนึ่งอาทิตย์หลังถูกทำร้าย ดิชั้นเดินทางไปดูไบ ตอนนั้นดิชั้นหายไปจากโซเชี่ยลได้อาทิตย์นึงแล้ว คนเริ่มแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงกลุ่มคนไทยที่ดิชั้นทำงานด้วย ที่ต้องเดินทางไปดูไบด้วยกัน จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องบอกคนไทยกลุ่มนั้น (มีแค่ 2 คน) ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เพราะเราต้องไปทำงานด้วยกันที่ดูไบอยู่ดี ถึงจุดนั้น ยังมีคนไม่มากที่รู้เรื่องดิชั้น แต่เรื่องแบบนี้ ปิดยังไงก็ไม่อยู่ คนที่ ม เกียวโตก็เริ่มพูดกันแล้วจนนักเรียนไทยและอาจารย์ไทยเม้าท์กันแล้ว หนึ่งในคนที่สงสัยว่าดิชั้นหายตัวไปไหน แล้วเค้าไม่รู้เรื่องเลย คือนักข่าวขี้เหล้า แอนดรูว์ มาร์แชล…ไม่เคยคิดว่าอยากเขียนถึงคนๆ นี้อีก แต่วันนี้ ขอเขียนครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพื่อให้เรื่องมันจบตรงนี้ มาต่อกันในตอนหน้าค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

อยากเขียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยต่างประเทศของเราค่ะ แต่คิดว่าเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน คือเรื่องของตัวเอง แม้จะยังไม่ใช่ประเด็นอุ้มฆ่า แต่ก็มีการใช้วิธีข่มขู่ให้กลัว เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้กับผู้ลี้ภัยที่ยังมีชีวิตคนอื่นๆ…เริ่มจากวันที่ 28 มิถุนายน ที่แล้ว วันนั้น ตอนสายๆ ดิชั้นทำงานอยู่บ้าน ดิชั้นได้รับอีเมล์จากทางมหาลัยแจ้งว่า มีผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งโทรศัพท์ไปหาดิชั้น แจ้งชื่อของเค้าด้วย บอกว่า เค้าได้เคยพบกับดิชั้นที่เกียวโตเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว และอยากขอคุยกับดิชั้น โดยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ บอกตรงๆ ว่างง เพราะ 1) ดิชั้นแทบไม่เคยได้รับการติดต่อจากคนญี่ปุ่นเลย และ 2) ดิชั้นไม่เคยไปเจอคนญี่ปุ่นที่ไหนเมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านั้น หกเดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นยังอยู่ที่เมืองไลเด้น ของเนเธอร์แลนด์ เพราะรับทุนวิจัยของที่นั่นอยู่ จึงแปลกใจ ดิชั้นเลยตัดสินใจโทรไปหาคนนี้ จากมือถือของดิชั้น ตอนสายๆ ของวันนั้น….นั่นคือความผิดพลาดมากทีโทรไปหาคนๆ นั้น เมื่อโทรไปแล้ว สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง นี่คืองง เพราะถ้าเจอกันเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เค้าต้องพูดอังกฤษได้ แต่นี่คือพูดไม่ได้เลย แล้วภาษาญี่ปุ่นดิชั้นก็ไม่แข็งแรง เลยต้องวางหูไป และขอให้เจ้าหน้าที่มหาลัยโทรไปหาเค้าอีกทีเพื่อถามว่า เค้าต้องการอะไร จนได้เรื่องว่า เค้าจะโทรหาดิชั้นอีกทีตอน 2 ทุ่ม และจะให้เพื่อนเค้าที่พูดอังกฤษได้เป็นล่ามให้ พอตอน 2 ทุ่ม เค้าก็โทรมาจริง แล้วมีคนพูดภาษาอังกฤษ แต่เชื่อไหมคะ ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดีว่าเค้าต้องการอะไร เค้าพูดว่าเค้าทำร้านหนังสือ ไอ้เราก็คิดว่า เค้าคงอยากคุยเรื่องงานวิชาการของเรา แต่ก็คุยต่อไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไรจริงๆ ก็เลยวางหูไป (ความพลาดครั้งนี้คือ เมื่อเราโทรไปหาเค้า เค้าได้เบอร์มือถือเรา และการที่โทรคุยกับเราสองครั้ง และพยายามลากบทสนทนาออกไปยาวๆ คือการต้องการเช็คจุด GPS ของเรานั่นเอง)….หลังจากนั้น คนๆ นั้นก็หายไป ผ่านมาอีก 2 วัน ระหว่างที่สอนหนังสืออยู่นั้น มีโทรศัพท์อีกเบอร์เข้ามาอีก ไม่ได้รับ เพราะสอนหนังสือ แต่เมื่อจบคลาส ก็โทรกลับไป คนๆ นั้นไม่รับ แต่จำได้ว่า ดิชั้นเก็บเบอร์โทรศัพท์นั้นไว้ แล้วดิชั้นก็ลืมไป เหตุเกิดวันอังคาร ทีนี้ พอวันเสาร์ เบอร์นี้โทรกลับมาอีกตอนค่ำๆ โทรมาพูดญี่ปุ่นอย่างเดียว พูดเร็ว ดิชั้นไม่เข้าใจ และพยายามพูดกลับเป็นอังกฤษ สื่อสารไม่รู้เรื่อง ดิชั้นวางสาย แต่เค้ายังโทรกลับมาติดๆ กันอีก 2-3 ครั้ง จนดิชั้นโกรธ ต้องด่าใส่โทรศัพท์ไปว่าอย่าโทรมาอีก…ขณะเดียวกัน ดิชั้นได้รับการติดต่อจากมหาลัยอีกครั้ง บอกว่าคราวนี้ มีฝรั่งโทรมาหาดิชั้นที่ที่ทำงาน และทิ้งข้อความไว้ เค้าบอกว่าเค้าชื่อ ดร.เฮนรี่ กาซิเม่ จากเยอรมัน คราวนี้ดิชั้นสงสัยมากขึ้น เพราะดิชั้นไม่เคยรู้จักคนนี้ โดยเฉพาะโทรมาจากเยอรมัน ดิชั้นลองกูเกิ้ลดู ก็หาชื่อคนนี้ไม่เจอ สมัยนี้ คนที่เป็นด๊อกเตอร์ต้องสามารถหาค้นได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ แต่เริ่มรู้สึกตะงิดใจมากขึ้น จนกระทั่ง เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 7 ตอนประมาณดี 3 มีคนโทรศัพท์มา แต่ดิชั้นไมรับเพราะหลับอยู่ ครั้งนี้ไม่โชว์หมายเลย เมื่อมาพิจารณาย้อนหลังถึงรู้ว่า นี่คือการโทรครั้งสุดท้ายเพื่อเช็คว่า ตอนตี 3 ดิชั้นเข้านอนหรือยัง เพราะการทำร้ายดิชั้นมันเกิดขึ้นวันถัดมา คือเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 8 กค ตอนเวลา ตี 4:45 น……ใครเคยอยู่ญี่ปุ่นก็จะรู้ว่า เนื่องจากประเทศนี้แม่งแทบไม่มีอาชญากรรมเลย เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ไอ้เรื่องที่พัก อพารต์เม้นท์ เรื่องความปลอดภัย มันจึงต่างจากเมืองฝรั่งอย่างมาก อย่างดิชั้นอยู่ลอนดอน ประตูต้องมีกลอนหลายชั้น หรือตอนไปอยู่ที่ซานฟราน ก็ต้องระมัดระวังมาก แต่ของญี่ปุ่น มันเป็นประตูเลื่อนกระจกธรรมดา (ที่จะออกไประเบียง) และมีแค่กลอนที่ด้ามปัดขึ้นลงเป็นตัวล็อคเท่านั้น ห้องดิชั้นอยู่หัวมุม จึงมีระเบียงเป็นรูปตัวแอล และรูปห้องเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอก ความโชคร้ายคือ ห้องทำงานอยู่ติดกับบันไดหนีไฟข้างนอก ซึ่งจากทางหนีไฟ มันสามารถกระโดดเข้ามาระเบียงได้อย่างสบายๆ….แล้วมันก็ทำอย่างนั้นจริง ก็คือการกระโดดจากบันไดตึกเข้ามาระเบียงดิชั้น ใช้ฆ้อนเหล็กอันจิ๋ว ทุบมุมกระจนมุมเล็กๆ แบบไม่ได้ยินเสียงเลย เลยเชื่อว่า คนร้ายแม่งเป็นตีนผีมืออาชีพ พอมันทุบเป็นมุมเล็กพอเอามือลอดได้ มันก็เอามือลอดมาปลดล็อก คือดันด้ามกลอนปัดขี้น ประตูก็เปิด มันเดินเข้ามาห้องทำงาน ซึ่งมีของมีค่าหลายอย่าง แต่มันไม่แตะต้องเลย แล้วมันเดินไปตรงประตูทางออก เพื่อปลดล็อคประตู สำหรับเป็นทางหนีออก เพราะมันจะไม่หนีออกทางที่เข้า จากนั้น มันเดินผ่านห้องครัว แล้วตรงมาห้องนอนดิชั้น ที่เป็นห้องตาตามิ ที่เป็นประตูไม้เลื่อนที่ไม่มีกลอนล็อค….เหตุการณ์ที่เกิดต่อจากนี้คือเกิดในช่วงเวลา 5-10 วินาทีเท่านั้น เมื่อมันเปิดประตูเข้ามา มันดึงผ้าห่มลง ทันใดนั้น แฟนดิชั้นที่อยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นทันที มันใช้สเปรย์ฉีดตรงมาที่เรา 2 คน ดิชั้นสะดุ้งตื่น เพราะรู้สึกว่าแฟนกระโดดออกจากเตียง และพบว่า ตัวเองรู้สึกแสบร้อนร่างกายท่อนบนทันที ตอนสะดุ้งตอนนั้น ดิชั้นยังเห็นคนร้าย รูปร่างสูง ใส่ชุดดำทั้งชุด หน้ากากแบบไอ้โม่ง ถุงมือดำ กำลังจะวิ่งออกจากห้อง แฟนดิชั้นวิ่งตามไปติดๆ ดิชั้นกระเด้งออกจากเตียงวิ่งตามไป แต่เพราะติดนิสัยฝรั่งมานาน ที่เวลานอนเราจะไม่ได้ใส่อะไรเลย กลายมาเป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อคนร้ายผลักประตูใหญ่กำลังจะวิ่งพ้นออกไป มันหันมาฉีดสเปรย์แฟนดิชั้นเป็นครั้งสุดท้ายในร่างกายที่เปลือยเปล่า ถึงกลับทรุด และมันก็วิ่งออกไปได้ในความมืด อ้อ คนร้ายทำฆ้อนหล่นไว้ในที่เกิดเหตุด้วย…พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงกลางปี 2011 มีเพื่อนที่ญี่ปุ่นกระซิบว่า ที่มหาลัยเกียวโตเปิดสมัครรับอาจารย์ จริงๆ ตอนแรกก็ไม่กระตือรือล้นเท่าไหร่ แต่ก็ไปสมัครดู จากนั้นไม่นาน ทางญี่ปุ่นก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์ รับ 1 ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ สรุปว่าผ่านสัมภาษณ์ค่ะ ก็แค่นั้น จบชีวิตที่สิงคโปร์ที่อยู่กับมันมาถึง 9 ปี ใครจะวิจารณ์สิงคโปร์ว่าเป็นอย่างไร แต่ดิชั้นยังรักในประเทศนี้ ในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และมันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิชั้นรู้จุดยืนของตัวเอง จนนำไปสู่การลาออกจากระบบราชการ…มาเริ่มงานที่เกียวโตเดือนเมษายนปี 2012 มีวิชาที่ต้องสอนในปีแรกๆ 3 ตัว ย้ายจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่นมันก็เป็น culture shock อย่างหนึ่ง จากการที่สิงคโปร์ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของญี่ปุ่นนี่ปล่อยเป็น free flow เลย คือเค้าไม่มาสนว่าเราต้องทำอะไร ทำแบบไหน ตราบที่ความรับผิดชอบของเราไม่บกพร่อง ดิชั้นกล้าพูดเลยว่า จากการเดินทางมารอบโลก ไปสอนมาหลายมหาวิทยาลัยของโลก ไม่มีที่ไหนที่ให้เสรีภาพทางวิชาการได้เท่าญี่ปุ่น แม้แต่ช่วงเวลาที่เลวร้ายชองดิชั้น รัฐบาลญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยเกียวโตเคารพในเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของดิชั้นแต่อย่างใด อีกอย่างที่จะแจ้งให้สลิ่มไทยทราบ ญี่ปุ่นมีประเพณีของการรักษาบูรณาการทางวิชาการสูง แม้แต่การเมืองก็แทรกแซงไม่ได้ ไอ้การที่จะกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้มากดดันดิชั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้….พอมาเป็นอาจารยเต็มตัวก็เดินหน้าเลคเชอร์เรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นได้รับเชิญจากมหาลัยไทยไปบรรยายบ่อย ต้องเดินทางโอซาก้า-กรุงเทพบ่อย และดิชั้นก็ชอบ จนมันเกิดรัฐประการล้มยิ่งลักษณ์ในปี 2014 จากนั้นทุกคนคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นถูกเรียกปรับทัศนคติ แต่ดิชั้นปฏิเสธเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่เสนอที่จะส่งอีหมูหยองเป็นผู้แทนดิชั้นไปรับการปรับทัศนคติแทน ซึ่งทำให้ทหารมันโกรธมากเพราะมันรับการถูกล้อไม่ได้ มันเลยออกหมายจับ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ทำให้ดิชั้นกลายเป็นผู้ลี้ภัยข้ามคืน…จากนั้น ดิชั้นก็ถูกรังแกมาตลอด ทหารส่งคนไปรังควานแม่ครั้งแรก ต่อมา เมื่อดิชั้นได้รูปลับศรีรัศมิ์ที่ถูกบังคับโกนหัว แล้วดิชั้นเขียนเรื่องนี้ลงเฟซบุ๊ค (แม้จะยังไม่ลงรูป) วชิราลงกรณ์ส่งคนจาก 904 ไปรังควานแม่อีกรอบ คราวนี้ขู่ว่า ถ้าดิชั้นไม่หุบปาก คนในบ้านจะเจ็บตัว ไม่ใช่แค่คนในบ้านถูกรังควาน การเดินทางของดิชั้นในช่วงแรกๆ หลังรัฐประหารก็ลำบาก ดิชั้นถูกกักตัวหลายสนามบิน เพราะสถานทูตไทยแจ้งว่าดิชั้นเป็นอาชญากร การบรรยายหรือเล็คเชอร์แรกๆ ก็มีเจ้าหน้าที่สถานทูตมาป่วน ดิชั้นไม่เอาพวกนี้ไว้ ดิชั้นด่าพวกแม่งต่อหน้าฝูงชนระหว่างการเล็คเชอร์ของดิชั้น พอกันทีกับการเป็นฝ่ายรับจากสถานการณ์แบบนี้ ดิชั้นขอรุกบ้าง แม้ในชีวิตจริง ดิชั้นจะยังเป็นรับก็ตาม…นี่คือตอนจบของซีรีย์ #ตาสว่าง เรื่องนี้มันสอนอะไรดิชั้น มันสอนว่า ดิชั้นเกิดมาในครอบครัวที่อาจจะดีกว่าหลายคน ได้เข้าในสังคมที่ดี ได้รับการศึกษาดี หน้าที่การงานดี แต่สิ่งเหล่านี้มันได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงตัวเอง จากต้นทุนที่มีไม่มาก ดิชั้นเห็นถึงสองมาตรฐาน เห็นกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ การรัดคิว การได้รับผลตอบแทนในชีวิตที่ไม่ต้องเหนี่อย เพียงเพราะเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่เค้าปกป้องมันไว้ ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบนั้น คุณต้องทำงานเหนื่อยเป็นร้อยเท่า ยังไงก็ยังไม่ได้เท่าพวกเค้าอยู่ดี….นี่ไม่ใช่เรื่องการต้องยอมรับในวาสนาห่าเหวอะไร ใช่ เกิดมารวยจนต่างกัน แต่สังคมต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในสังคมไทยมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราถลำลึกในสังคมที่อิงกับระบบอุปถัมภ์ ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งเพาะโรคร้าย เอาง่ายๆ แค่เรื่องการคืนยศเมื่อวานที่มันผิดไปจากกรอบพิจารณาทางกฎหมาย คนที่ได้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ยังคงเดินหน้าออกมาแก้ต่างให้แบบน้ำขุ่นๆ….ดิชั้นต้องการอะไร จริงๆ แค่ต้องการสังคมที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมอย่างว่า ดิชั้นสนับสนุนข้อเรียกร้อง 10 ขัอของนักศึกษาในการพาสถาบันกษัตริย์กลับสู่รัฐธรรมนูญ นี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องล้มเจ้า พ่อมึงตาย นี่คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับประชาธิปไตยเท่านั้น…สุดท้าย เรามาถึงปี 2020 เราควรต้องเข้าใจกันเสียทีว่า ความรวยจนอาจจะแบ่งชนชั้น แต่ในความเป็นมนุษย์ เราทุกคนเท่าเทียมกัน ดิชั้นเป็นด๊อกเตอร์จบปริญญาเอก แต่ความเป็นมนุษย์ ดิชั้นมีค่าเท่ากับอีเย็นที่ไถนาอยู่ที่หนองบัวลำภู ตำแหน่งกษัตริย์เป็นแค่หัวโขน ถอดมันออก เราคือมนุษย์เท่ากัน และดิชั้นถือในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมาก ดิชั้นจะไม่ยอมรับความต่ำต้อยของตัวเอง จะไม่ยอมกราบใครค่ะ ภูมิใจเกิดมาเป็นกะเทยเริ่ดๆ เชิ่ดๆ สวยๆ ผัวเยอะ…. ลาไปก่อนค่ะ…ปล: รูปนี้ถ่ายวันสุดท้ายก่อนออกจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 17

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงเวลาหรือ timing มันได้มาก ดิชั้นให้การต้อนรับพระเทพที่มาเยือนที่สถาบันเพื่อฟังการบรรยายของดิขั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดิชั้นทำแคมเปญฝ่ามืออากง ที่มีความหมายของการต้องการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ที่เผอิญต้องต้อนรับเจ้าในช่วงนี้ หลังจากพระเทพกลับไปแล้ว ภายในไม่กี่วัน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพ เพื่อเชิญให้ดิชั้นเข้าไปบรรยายสรุปให้เค้าฟังที่กรุงเทพ โดยจะออกค่าเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เรื่องที่ขอให้บรรยายคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เอาจริงๆ หัวข้อแบบนี้ เอาอาจารย์จากไทยไปบรรยายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ฐิตินันท์ หรือแม้แต่อีปณิธานก็น่าจะบรรยายได้ ก็เลยงงว่าทำไมหวยมาลงที่ดิชั้น

….ดิชั้นรับปากไปแล้ว ก็เดินทางไปจริงๆ ไปถึงปุ๊ป ก็มีคนมารอรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปส่งที่พัก ให้พักก่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น ส่งรถมารับ และพาไปที่บรรยาย ถ้าจำไม่ผิด ก็คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่นครนายก จริงๆ เมื่อตอนที่ดิชั้นจบเอกใหม่ๆ ดิชั้นก็ได้รับการทาบทามให้ไปสอนที่นั่นหลายครั้ง แต่ผ่านคอนเน็คชั่นของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเข้าต้องการข้าราชการที่สามารถบรรยายเรื่องการเมือง/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้น การกลับไป จปร รอบนี้ จึงไม่แปลกเท่าใด

….ที่แปลกก็คือ คลาสที่ดิชั้นบรรยายมีคนฟังไม่มาก มีพระเทพนั่งฟัง และก็นายทหารระดับสูงไม่มาก ไปถึงปุ๊ป ดิชั้นก็ฉอดๆๆ บรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร พม่า และลาว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง (มีการพักเบรคนิดหนึ่งระหว่างการบรรยาย) เช่นเคย พระเทพก็จดๆๆๆๆ เมื่อบรรยายเสร็จ ก็เปิดให้มีการถามคำถาม แทบจะไม่มีการถามจากทหารคนอื่นเลย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่มาจากพระเทพ ซึ่งก็เป็นคำถามทั่วไป ไม่ได้พลิกแพลงพิสดาร

…ทีนี้ หลังบรรยายจบ ก็มีการมอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยาย จำไม่ได้ว่าอะไร แต่รู้ว่าเป็นของไร้ค่า ไม่ไดอารี่ ก็ที่ทับกระดาษ ดิชั้นรับจากมือพระเทพ และมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้น ที่งงมากๆ คือ ดิชั้นได้รับเชิญให้ทานอาหารกลางวันกับพระเทพ โดยเราย้ายไปอีกห้องหนึ่ง มีดิชั้นนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับพระเทพ เพียง 2 คน และมีทหาร (คิดว่าน่าจะเป็นองครักษ์) นั่งอยู่คนเดียวโต๊ะถัดไป บอกตรงๆ ว่าประหม่า เพราะใช้คำราชาศัพท์ไม่เก่ง และก็เกร็งที่ต้องกินข้าวกับเจ้าสองต่อสอง ดิชั้นขอข้ามเรื่องอาหารการกิน เพราะมันมีรายละเอียดมากเกินไป บอกได้แต่เพียงว่า พระเทพชอบการกินมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือบทสนทนา

…การพบกับวันนั้นคือวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 2011 ถ้าใครจำได้ ยิ่งลักษณ์เพิ่งเป็นนายกได้ไม่นาน และประสบปัญหาน้ำท่วม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานซะหนักแม้เพิ่งขึ้นสู่อำนาจ บวกไปกับประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่กำลังเร่าร้อน ด้วยเรื่องอากงและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ทั้งหมดมันกลายมาเป็นฐานการพูดคุยที่น่าสนใจมาก อ้อ ขอบอกก่อนว่า พระเทพชวนคุยเป็นหลัก เป็นกันเองในจุดหนึ่ง ดิชั้นไม่ได้ชวนคุยหรือเริ่มบทสนทนาก่อน เพราะมันเป็นมารยาทที่ไพร่จะชวนเจ้าคุยไม่ได้ หรือไม่เหมาะอะไรก็แล้วแต่

…บทสนทนาเริ่มจากการที่พระเทพพูดเรื่องน้ำท่วม ที่ดิชั้นค่อนข้างแปลกใจคือ การพูดถึงปัญหานี้แบบไม่ได้โทษใคร ไม่ได้โทษยิ่งลักษณ์ โดยพูดว่า มันเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จะโทษรัฐบาลเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ คืออันนี้เริ่มงงละว่าจะมาไม้ไหน จากนั้นก็มาโฟกัสเรื่องยิ่งลักษณ์ โดยถามดิชั้นว่า “เค้าเป็นใครเนี่ยยิ่งลักษณ์” คือคำถามนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์คือใคร แต่เป็นการถามเพื่อขอความเห็นว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ถึงสำคัญ ทำไมนางชนะการเลือกตั้ง ทำไมจึงมีทูตต่างประเทศเข้าคิวเพื่อจะพบกับนาง ทำไมๆๆๆ แล้วเอาจริงๆ พอดิชั้นจะตอบคำถามเหล่านี้ ดูเหมือนพระเทพจะไม่สนใจคำตอบ อีกนัยหนึ่ง นี่มันไม่ใช้คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น เข้าใจไหมคะ

….พระเทพไม่ได้ตำหนิยิ่งลักษณ์แม้แค่คำเดียว ในทางตรงกันข้าม ได้ขอให้ดิชั้นให้ความเห็นเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งนายกไป โดยเป็นคำถามที่ล่อมาก คือถามว่า ทำไมอภิสิทธิ์ชอบทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน (ในกรณีเขาพระวิหาร) คือโดยสรุป ตามที่ดิชั้นตีความ การชมยิ่งลักษณ์และตำหนิอภิสิทธิ์คือความต้องการที่จะแสดงว่า พระเทพเข้าใจการเมืองไทย ไม่ได้ฝักใฝ่สีไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอันนั้นถือว่าน่าสนใจมาก ถามว่าดิชั้นเชื่อตามนั้นหรือไม่ อันนี้พูดยาก รู้แต่เพียงว่า พระเทพไม่ธรรมดา และฉลาดในเรื่องการวางตัวทางการเมือง ส่วนเรื่องที่ทำไมเชิญดิชั้น และมาพูดเรื่องนี้กับดิชั้น อาจเพราะอยากให้ดิชั้นไปพูดต่อว่าพระเทพมีความเป็นกลางทางการเมือง

…..ก่อนจบอาหารกลางวัน พระเทพขอบใจดิชั้นเรื่องช่วยจัดการเรื่องการขอทุนวิจัยให้พระเทพที่สถาบันของดิชั้นที่สิงคโปร์ แต่ก็คุยทับว่า พระเทพก็ได้ทุนแบบนี้จากมหาลัยฮาร์วาร์ดด้วยเหมือนกัน (แต่จากโครงการไทยศึกษาที่ได้เงินสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์นั่นเอง) ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือการมอบของที่ระลึกอีกชิ้นให้ดิชั้น นั่นคือรูปที่ถ่ายก่อนหน้าที่ในท่าที่ดิชั้นรับของจากมือพระเทพ ทางเจ้าหน้าที่เอารูปไปปรินท์อย่างรวดเร็ว ใส่กรอบทอง และพระเทพมอบให้ดิชั้นอีกครั้งพร้อมลายเซ็น ตอนนี้ตั้งอยู่ที่ออฟฟิสที่ญี่ปุ่นค่ะ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นได้พบกับพระเทพค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เริ่มงานเป็นนักวิชาการที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์ วันที่ 1 มกราคม 2008 กระทรวงต่างประเทศให้ลา 2 ปี ดิชั้นสัญญากับสถาบันและกระทรวงว่าจะเขียนหนังสือเรื่องนโยบายต่างประเทศให้ 1 เล่ม และในที่สุดก็สำเร็จ นั่นคือ Reinventing Thailand: Thaksin and His Foreign Policy ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์อ่าน ชื่อว่า “การทูตทักษิณ” ตลอดสองปี ดิชั้นเริ่มศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังรัฐประหารทักษิณ เห็นการชักใยการเมืองของทหารและสถาบันกษัตริย์ ไอ้ที่เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าเราไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ของโครงสร้างแบบนั้น เราจะถูกย่ำยีตลอด ความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็เป็นจริงมากขึ้น

….พอครบสองปีปุ๊ป ต้องกลับกระทรวง ตอนนั้นมั่นใจเลย 100% ว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราแล้ว และการวิจารณ์เจ้าก็ถูกจับตามองมากขึ้นจากคนในกระทรวง ดิชั้นคิดว่ามันไม่ healthy ที่จะเป็นทั้งข้าราชการและวิจารณ์รัฐบาล/เจ้าไปในเวลาเดียวกัน เลยตัดสินใจลาออก บอกแม่ที่บ้าน ที่อยากเห็นลูกสาวเป็นทูต บอกว่า แม่ขา มันไม่ใช่ของหนูค่ะ แม่ก็ยอมรับโดยดี ลาออกปุ๊ป ทางสถาบันก็รับตัวเข้าทำงานฟูลไทม์เลย เริ่มงานอย่างจริงจังก็ในต้นปี 2010 นี่คือลาออกจากกระทรวงมา 10 ปีพอดี และต้องใช้ทุนคือเป็นจำนวนมหาศาล แม้เราไม่ได้เอาทุนมาจากรัฐบาลไทยก็ตาม

…ออกมาปุ๊ป ที่นี้ก็ลุยทำงานวิจัยเรื่องสถาบันมาตั้งแต่นั้น แรกๆ คิดว่า การวิจารณ์ไทยในสิงคโปร์คงไม่เป็นไร แต่เอาจริงๆ สถาบันดิชั้นดันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลสิงคโปร์ แล้วเราก็รู้กันว่า สิงคโปร์มันก็มีความเผด็จการในตัวเหมือนกัน นี่คือที่ต่างจากญี่ปุ่น หมายความว่า พอเราวิจารณ์เจ้า สิงคโปร์ก็ร้อนตัว กลัวว่าจะทำให้ไทยโกรธ ก็เรียกดิชั้นไปตักเตือนเรื่อยๆ ขอให้เบาๆ ลง ดิชั้นก็ไม่เคยเบาลง มีแต่หนักขึ้นเรื่อยๆ

…จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ดิชั้นตื่นมาพบกับข่าวที่ทำให้โกรธมาก ชายแก่ไทย-จีนอายุ 62 ปี ถูกจับข้อหาหมิ่นเจ้า ติดคุก 20 ปี เรารู้จักเค้าในชื่ออากง โอ้โห ทำไมมันป่าเถื่อนอย่างนี้ แกถูกใส่ร้ายว่าส่งข้อความ 4 ชิ้นไปที่เลขาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด่าสิริกิติ์ ดิชั้นเห็นว่า แม้ทำจริง การสั่งคนติดคุก 20 ปีมันมากเกินไป จึงคิดว่าจะทำเคมเปญช่วยแก ก็ไปได้ไอเดียจากอองซานซูจีที่ต้องการช่วยนักโทษการเมือง โดยการเขียนชื่อนักโทษการเมืองบนฝ่ามือ (กลายเป็นฝ่ามืออากง) ดิชั้นเอาไอเดียนี้มาเขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ แล้วถ่ายรูปลง ฟบ สรุปว่า กลายที่เป็นนิยมและหลายคนทำตาม จนดิชั้นคิดว่ามันกลายมาเป็นความเคลื่อนไหวระดับชาติ เราทำอย่างจริงจัง เปิดให้คนส่งรูปมา แล้วทำหนังสือขาย รายได้ทั้งหมดมอบให้อากงและครอบครัว

….เผอิญดิชั้นได้มีโอกาสกลับไทย มีคนแนะนำว่า ก็ให้เอาเงินไปมอบให้อากงเองเลย ดิชั้นก็ไปเรือนจำ ไปพบป้าอุ๊ที่เป็นภริยาอากง เมื่อเจออากงที่ยืนอยู่ในคุก เรายืนคุยกันผ่านลูกกรง ป้าอุ๊แนะนำดิชั้นว่า “คนนี้คือคนที่เค้าช่วยเรื่องลื้อและเอาเงินมามอบให้” อากงร้องไห้ทันที ขณะที่มือจับลูกกรงอยู่ แล้วอากงทรุดตัวลงไปเพื่อกราบดิชั้น ดิชั้นเอามือลอดผ่านลูกกรง ดึงตัวเค้าขึ้นมา เค้าบอกดิชั้นว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าถูกกลั่นแกล้ง ร้องไห้น้ำตาอาบสองแก้ม เราก็ร้องไห้ตามไปด้วย อากงยังฝากให้ช่วยดูแลลูกหลานแกด้วยหากเป็นอะไรไป ในที่สุด แกก็เสียชีวิตในคุกในปีถัดมา

….โอ้โห นี่คือทั้งโกรธ อีกแล้ว และเสียใจ ทำไมระบอบมันทำกับคนแก่ ผู้บริสุทธิ์ได้แบบนี้ ด้ชั้นจำได้ว่าดิชั้นเลิกเล่น ฟบ ไปพักหนึ่งหลังจากแกตาย เพราะทำใจไม่ได้ และรู้สึกว่า แคมเปญของเราที่ต้องการช่วยชีวิตเค้า มันล้มเหลว ในทางกลับกัน ชื่อดิชั้นกลายมาเป็นที่จับตามองว่า เป็นผู้ชอบวิจารณ์เจ้า อาจจะมีหลายคนที่เริ่มรู้จักดิชั้นจากตรงนั้น

…ตรงนี้ คือเรื่องของพระเทพที่แทรกกลับมาพอดี พอถึงตอนนั้น ดิชั้นลาออกจากกระทรวงได้เกือบสองปี วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพว่า พระเทพอยากจะมาดูงานที่สถาบันดิชั้นและอยากเรียนรู้เรื่องอาเซียน ประจวบเหมาะที่ดิชั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของศูนย์ศึกษาอาเซียนของสถาบันนั้น ก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้บรรยายให้พระเทพในโอกาสนั้น พอดีอาจารย์ชาญวิทย์มาทำวิจัยที่สถาบันดิชั้นพอดี เราได้มีโอกาสรับพระเทพพร้อมกัน ดิชั้นรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้พระเทพ 1 ชม เต็ม ตลอดเวลาที่บรรยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) พระเทพจดยิกๆๆ เมื่องานเสร็จ พระเทพเดินไปดูร้านหนังสือ จากนั้น ก็เดินตรงมาหาดิชั้น ในฐานะที่เคยรู้จักดิชั้นมาก่อน เพื่อเข้ามาทักทาย (ดิชั้นไม่มีสิทธิ์เดินไปทักทายก่อนนะคะ)

….พระเทพถามดิชั้นว่าสบายดีไหม แล้วเล่าว่า “เออ เพื่อนชั้นที่เมืองนอกเค้าฝากให้ชั้นซื้อหนังสือของเธอนะ (A Plastic Nation) ชั้นก็ไปหาซื้อในร้านไทย ไปเจออยู่ในร้านนึง หน้าปกยับยู่ยี่ ชั้นถามว่า หน้าปกยับแบบนี้ ลดราคาได้ไหม เธอรู้ไหมเด็กในร้านตอบชั้นว่า ลดไม่ได้ค่ะ ชั้นเลยต้องซื้อราคาเต็ม”

…คือดิชั้นงง บอกเพื่ออะไร? แล้วจริงๆ หรอที่เด็กไม่ลดราคาให้ ถ้าดิชั้นเป็นอีเด็กคนนั้น อย่าว่าแต่ลดราคา ยกหนังสือให้ทั้งแผงก็ต้องทำ…. แต่จากนี้ มีอะไรที่สนุกกว่า เพราะมันนำพาให้ดิชั้นได้รับเชิญจากพระเทพให้กลับไปทำภารกิจอย่างหนึ่งที่ไทย….. เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ก่อนที่จะเล่าเรื่องพระเทพต่อไปนั้น ยังไม่อยากเล่าข้ามว่าทำไมถึงลาออกจากราชการ ดิชั้นประจำการที่สถานทูตตั้งแต่ปี 2004-2007 เต็ม 4 ปี ในช่วงเวลานี้ ได้ทำงานเต็มที่ ได้รับเจ้าอย่างที่เล่าให้ฟัง ได้เห็นการเมืองภายในสถานทูต พอคนน้อย อีพวกข้าราชการที่ระดับสูงกว่าก็ข่มข้าราชการระดับล่าง ดิชั้นก็สู้ ดิชั้นไม่ยอม ยศใหญ่ยังไง ถ้าจะมาบูลลี่กัน ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ใครใกล้ชิดทูต ก็ได้ดี ได้โปรโมท ใครที่ทูตเกลียดก็ซวยไป ไม่ได้เลื่อนขึ้นอะไรแบบนี้ อยู่แล้วเบื่อหน่ายมาก ดิชั้นไม่ได้สนิทกับทูตเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ทูตมันต้องพึ่งดิชั้นเขียนรายงานต่างๆ มันจึงต้องทำดีกับดิชั้น แม้ว่ามันจะเกลียดในความกระด้างกระเดื่องของดิชั้น แต่จนป่านนี้หลายคนคงรู้ว่าดิชั้นแสบ ดิชั้นก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตดิชั้น การไปโพสต์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แต่อีกส่วนก็ต้องมานั่งเสียประสาทกับการเมืองภายในแบบนี้ ในจุดที่เครียดมาก มีคนแนะนำว่า ให้ดิชั้นเอาหมามาเลี้ยง ดิชั้นก็ฟังไปอย่างงั้นแหละ เมื่อมีคนชวนไปฟาร์มหมาที่สิงคโปร์ ก็ไปอย่างงั้นแหละ จนกระทั่งไปเจอน้องหยอง ตอนนั้นแค่ 3 เดือนเอง เห็นหยองแล้วตกหลุมรัก เลยเอามาเลี้ยง เมื่อวันที่ 23 ตค 2005 ตอนนั้นหยอง 3 เดือน มาวันนี้ เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว….การเมืองในสถานทูตหรือจะร้อนแรงเท่าการเมืองไทย ดิชั้นดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการชุมนุมของพันธมิตรตั้งแต่ช่วงปี 2005 เพื่อต้องการล้มทักษิณ แม้ในใจเห็นว่า ทักษิณมีนโยบายผิดหลายอย่าง และมีข่าวการคอร์รัปชั่น รวมถึงประเด็นที่พลาด อาทิ สงครามปราบปรามยาเสพติด และการที่ชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตที่กรือแซะ และตากใบ ในสายตาดิชั้น ทักษิณสูญสิ้นความชอบธรรม แต่ดิชั้นก็คิดว่า การไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ มีการชูรูปในหลวง ราชินี ในการชุมนุมของพันธมิตร มีการพูดถึง “ผ้าฟันคอสีฟ้า” เพื่อที่จะบอกว่าสิริกิติ์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการชูป้ายต่างๆ ที่มีข้อความการสนับสนุนจากเจ้า อาทิ รักในหลวง ร่วมกันต้านทักษิณ เท่ากับเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเจ้า และใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูกับสถาบันกษัตริย์…ช่วงนั้นวุ่นวายมาก เพราะทักษิณสนิทกับสิงคโปร์ และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เตมาเส็กของสิงคโปร์ กลายมาเป็นประเด็นที่พันธมิตรโจมตี มีการประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย มีการเผารูปปั้นเมอร์ไลอ้อน และเครื่องบินจำลองของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ นักการทูตอย่างเราต้องเป็นหนังหน้าไฟ คอยแก้ต่างให้กลุ่มพันธมิตรตามที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งมา….จนกระทั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 ดิชั้นนั่งดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการทำรัฐประหาร ในใจโกรธมากว่า ทำไมต้องอาศัยวิธีนี้ในการกำจัดทักษิณ ทักษิณสามารถถูกกำจัดได้ด้วยวิธีที่มีความชอบธรรมอื่นๆ ที่มันเลวร้ายกว่านั้น เราได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้ง (ตอแหล) ฝ่ายสิงคโปร์ว่า 1) การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความชอบธรรม เพราะเป็นการระงับความรุนแรงที่อาจจะบานปลาย 2) รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น สมควรโดนกำจัดไป 3) กองทัพเค้ามาปลดล็อคการเมือง ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ และจะรีบจัดการเลือกตั้งให้มีระบอบประชาธิปไตยต่อไป และ 4) สถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร (แม้เมื่อตอนประกาศการทำรัฐประหาร จะมีการแขวนรูปภูมิพลและสิริกิติ์ไว้หลังคณะทำรัฐประหารก็ตาม และมีรูปของการเข้าเฝ้าช่วงรัฐประหาร)….ดิชั้นรับไม่ได้บอกตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ และโกรธ โกรธเพราะสิ่งที่กระทรวงพูดไม่เป็นความจริง เราสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ ทักษิณต้องถูกกำจัดด้วยวิธีอื่น ทหารเป็นองค์กรที่ไม่เคยออกจากการเมือง และเรื่องนี้ภูมิพลมีส่วนรู้เห็น เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก แล้วยังบังคับให้เราไปโกหกต่อ ดิชั้นรับไม่ได้ เสียเกียรติภูมิของนักการทูต ที่สำคัญเกียรติภูมิของตัวเอง สิงคโปร์มันก็รู้ว่าเราโกหก มันเป็นอะไรที่ขัดใจมากๆ นี่มันคือประเด็นที่สำคัญที่ทำให้ดิชั้นตัดสินใจลาออกจากราชการ คือตาสว่างฉิบหายที่รู้ว่า เราไม่สามารถทำงานราชการได้เลยถ้าเราต้องโกหกต่อตัวเอง…ดิชั้นอดรนทนอยู่ในสถานทูตอีก 1 ปีจนจะหมดวาระ ตลอดเวลานั้น ดิชั้นเห็นมือที่มองไม่เห็นเข้ามาวุ่นวายการเมือง ตั้งแต่การตั้งนายกคนใหม่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นคนที่ภูมิพลแต่งตั้ง ยิ่งรู้ว่า กษัตริย์แทรกแซงการเมืองตลอดเวลา มันทำให้ดิชั้นเขียนบทความที่ตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าดิชั้นจะยังเป็นข้าราชการอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องโกหกเสมอมาต่อฝ่ายสิงคโปร์คือเรื่องทรัพย์สินของภูมิพลในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ต้องโกหกคือ เราต้องอธิบายให้เค้าฟังว่า กษัตริย์เราไม่ได้รวยจริง การจัดอันดับของ Forbes ผิดพลาด กษัตริย์เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทีนี้รู้ยัง ดิชั้นได้สันดานตอแหลมาอย่างไร….จบปี 2007 หมดวาระที่สถานทูต อยากลาออก แต่ทางบ้านถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าอาชีพนักวิชาการคือสิ่งที่อยากทำ เลยตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวง คือคุณเตช บุนนาค ที่ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งลาออก ให้ลาไปทำวิจัยที่สิงคโปร์ต่อ 2 ปี เพื่อถามใจตัวเองอีกทีว่าเอาอย่างไร ดิชั้นเลยลาทำวิจัย (มค 2008-ธค 2009) 2 ปีเต็มที่สิงคโปร์ จบ 2 ปีปุ๊ปรู้แล้วว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราจริงๆ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในบรรดาเจ้าทั้งหมด ดิชั้นรับเสด็จพระเทพมากที่สุด บอกเลยว่า เป็นเจ้าที่เรื่องมากน้อยที่สุด อ่านไปอ่านไป คุณๆ อาจจะคิดว่าดิชั้นเป็นรอยัลลิสต์ก็ได้ ตลอดเวลาที่อยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับพระเทพมากกว่า 5 ครั้ง จึงทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิด และพระเทพก็รู้จักดิชั้นในที่สุด เผอิญคนที่รับใช้พระเทพที่เป็นคนของกระทรวงต่างประเทศ เค้าสนิทกันดิชั้น เมื่อเค้ารู้ว่าดิชั้นเรียนจบเอกจาก SOAS ซึ่งพระเทพเองก็มีกิจกรรมที่ SOAS มากมาย โดยเฉพาะด้านดนตรีไทย รวมถึงดิชั้นเพิ่งออกหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกใรปี 2015 (A Plastic Nation) นางก็เลยเอาไปบอกว่าพระเทพว่า ข้าราชการคนนี้ชื่อปวิน จบ SOAS และเขียนหนังสือเรื่องความเป็นไทย พระเทพเลยสนใจ และอนุญาตให้ดิชั้นมอบหนังสือให้เป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเลย คือในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ ดิชั้นก็แค่มีโอกาสไม่กี่นาทีที่ได้พบพระเทพเป็นการส่วนตัว มอบหนังสือ และพระเทพก็ถามว่าจบมากี่ปีแล้ว เรียนเรื่องอะไรมา อะไรแค่นั้นเท่านั้น….ในเรื่องการรับเสด็จ มันไม่เรื่องมากเหมือนทีมงานของเจ้าคนอื่น นี่คือ ทีมงานของพระเทพส่วนใหญ่เป็นคนโอเค เอาละ ก็เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่มันยังอยู่ในวิสัยของการพูดคุยกันได้ ไม่ถือตัวขนาดนั้น จึงทำให้การจัดงานรับเสด็จไม่ได้วุ่นวาย งานส่วนใหญ่ของพระเทพก็เป็นงานวิชาการ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า พระเทพไม่เคยมาเที่ยวเล่นแบบเจ้าองค์อื่นๆ คือถ้ามีเวลาว่างก็จะขอให้พาไปร้านหนังสือเพื่อไปซื้อหนังสือ แค่นั้น…ส่วนดีของการรับพระเทพที่ดิชั้นต้องยอมรับ นั่นคือ หากเป็นเจ้าคนอื่น เราแทบไม่มีโอกาสเข้าใกล้ เราจะได้แต่อยู่ห่างๆ ดูความเรียบร้อยแบบห่างๆ คือไปเสนอหน้าไมาได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ถาม ห้ามพูดอะไรเด็ดขาด แต่ของพระเทพไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกเช้า พระเทพจะให้ข้าราชการสลับกันมาร่วมทานอาหารเช้า นี่รวมถึงข้าราชการระดับล่างที่ได้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย บนโต๊ะก็จะมีไม่กี่คน ความต้องการของพระเทพเพื่อต้องการให้ข้าราชการระดับล่างรู้ว่าตัวเองได้รับความสำคัญ และส่วนหนึ่งก็อยากสอบถามเรื่องทั่วไป การทำงานอะไรแบบนี้ เอาเป็นว่า เป็นการสร้างภาพของเจ้าติดดินได้ดีทีเดียว…ตอนนั้นดิชั้นได้รับหน้าที่ด้านพิธีการทูตด้วย และได้ทำงานพลาดอย่างหนึ่ง คือมีเวลาเหลือ แล้วพระเทพอยากไปซื้อหนังสือที่ร้านแห่งหนึ่งโดยกระทันหัน คือเราไม่ได้ไปเตรียมการล่วงหน้าที่ร้าน ที่นี้ ความซวยก็คือ ดิชั้นจำตึกผิด คือจำสับสนระหว่าง Tanglin Mall กับ Tanglin Shopping Center เมื่อรถมาจอดหน้าตึก พระเทพลงจากรถ แล้วรถก็แล่นไปเลยเพราะจอดรอริมถนนไม่ได้ สรุปว่าผิดตึกจริงๆ และตึกที่ถูกต้องมันอยู่ถัดไป ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ณ ตอนนั้น รู้เลยว่าซวยแน่ๆ เจ้าเอาตาย ทูตต้องเอาตาย แต่สรุปว่าพระเทพก็ชิว ผิดตึกก็ผิด ก็เดินต่อไปตึกถัดไป แบบไม่มีคนกางร่มให้ และก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดร้ายแรงอะไร นี่คือถ้าเป็นวชิราลงกรณ์ ป่านนั้นดิชั้นคงถูกลงโทษไปแล้ว….มาสิงคโปร์หลายครั้ง จนคุ้นเคยกับดิชั้น แม้แต่วันที่ดิชั้นลาออกไปแล้ว ดิชั้นก็ยังได้พบเจอพระเทพ เรื่องเป็นอย่างนี้ ช่วงนั้นสิงคโปร์ทะเลาะกับเจ้าไทย หลังจากที่บริษัทชินขายหุ้นให้กับบริษัทเตมาเซ็กของสิงคโปร์ จนถูกมองว่า สิงคโปร์เป็นเพื่อนทักษิณ ตอนนั้นดิชั้นไปทำงานกับสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์แล้ว วันหนึ่ง ก็ถูกเรียกโดยผู้อำนวยการ เค้าบอกว่า สิงคโปร์อยากคืนดีกับเจ้าไทย ทำยังไงดี จากนั้นก็มีคนหนึ่งในห้องเสนอว่า ให้เอาพระเทพมาเป็นพวก โดยการมอบ fellowship ให้พระเทพมาทำวิจัยที่สิงคโปร์ได้แบบไม่จำกัดระยะเวลา และจะมากี่ครั้งก็ได้ นี่มาจากไอเดียที่รัชกาลที่ 4 เคยคิดว่าจะส่งรัชกาลที่ 5 หนีมาสิงคโปร์หากการเปลี่ยนผ่านมันไม่เป็นไปตามที่คิด สิงคโปร์คิดแบบนี้ คิดว่าพระเทพทะเลาะกับพี่ชาย และถ้าเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดปัญหา พระเทพไม่ต้องหนีไปไกลที่จีน แต่สามารถมาสิงคโปร์ได้ และเป็นการคืนดีกับเจ้าไทยด้วย จึงให้ดิชั้นประสานไปที่คุณเตช บุนนาค ทางกรุงเทพดีใจที่สิงคโปร์อยากคืนดี พระเทพเลยตอบตกลงรับ fellowship ทันที…ตอนหน้าจะมาเล่าว่า จากนั้นไม่นาน พระเทพก็มาเยือนที่ที่ทำงานดิชั้นที่สิงคโปร์ และขอให้ดิชั้นบรรยายเรื่องอาเซียนให้ฟัง นำไปสู่ความใกล้ชิดที่มากขึ้น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น