หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เปรมิกาอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการบริษัทนานถึง 8 ปี จนมีความพยายามจากพวกยามด้วยกันในการล้มตำแหน่งของนาง ความพยายามที่มีชื่อว่าเมษาหรรษา จนเมื่ออยู่ถึง 8 ปี จึงลงจากตำแหน่ง เปิดทางการให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งผู้จัดการใหม่ ตอนนั้นคือปี 1988 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัท ในแง่การเมืองภายนอก สงครามเย็นใกล้จะสิ้นสุด ไม่นาน กำแพงเบอร์ลินก็จะพังทลาย และบริษัทโซเวียตก็จะแตกสลายเป็นบริษัทย่อยอิสระหลายแห่ง ในจุดนี้ หลายคนมองว่า ในที่สุด บริษัทอเมริกันก็ชนะสงคราม เมื่อมันเกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกแบบนี้ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย…นั่นคือการมาถึงของน้าชาย หรือชายชาติ ชาละวัน ที่ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้จัดการคนใหม่ นักเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบทศวรรษ ต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ก็ประกาศนโยบายที่ก๋ากั่นมาก นั่นคือ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เปลี่ยนศัตรูในอินโดจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ด้วยวิธีนี้เอง น้าชายยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก ได้ทั้งการค้า และได้ลดบทบาทยามอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีสนามรบ มีแต่สนามการค้า พวกยามก็ตกงาน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกยามมันถึงชอบสงคราม เพราะมันทำให้การตั้งงบยามมันมีความชอบธรรม การที่ยามทุกวันนี้มันอยากได้เรือดำน้ำ นอกจากกินเงินทอนแล้ว ยังต้องการคงสภาพของความไม่มั่นคงเอาไว้ เพื่อให้ความชอบธรรมกับบทบาทของมัน…ทีนี้ พอเปลี่ยนนโยบายนี้ ยามก็เครียด พอยามเครียด คุณพลก็เครียด เมื่อรู้ว่าผู้จัดการคนใหม่มีอำนาจมากขึ้น อีเปรมิกา ซึ่งตอนนั้นได้รับตำแหน่งใหม่แล้ว เป็นประธานองคชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งให้คำปรึกษาแก่ลุงพล ได้สุมหัวกันวางแผนล้มผู้จัดการ คือน้าชาย ในที่สุด ก็ทำสำเร็จในปี 1991 โดยหัวหน้ายามที่ชื่อจินดามณี ตอนนั้น อีพวกลูกจ้างสลิ่มกรุงเทพ ยังไม่ออกมาประท้วง ทั้งๆ ที่ประกาศว่าตัวเองรักประชาธิปไตย จนกระทั่ง 1 ปีผ่านมา เมื่ออีจินดามณีประกาศตัวเป็นนายก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวของสลิ่มกรุงเทพ ที่นำโดยอีลำยอง ศรีนวล จนนำไปสู่การปะทะกัน มีคนล้มตาย ถามว่าทำไมคนกรุงถึงเพิ่งออกมา แต่ไม่ออกมาตั้งแต่มีการล้มผู้จัดการในปีก่อน นั่นเป็นเพราะการตั้งตัวเป็นผู้จัดการของจินดามณีกระทบต่อผลประโยชน์คนกรุง คือพูดง่ายๆ ต่อให้บริษัทฉิบหายยังไง ถ้าไม่กระทบชนชั้นกลางกรุงเทพ พวกมันก็ไม่ขยับตูดออกมาประท้วงค่ะ…ทีนี้พอมีคนตาย ก็เข้าทางคุณพลอีก คุณพลมีนิสัยอย่างหนึ่ง แม้ตัวเองจะอยู่ในสถานะที่ยุติความรุนแรงได้ แต่มักรอให้ความรุนแรงเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยแทรกแซง เพื่อเป็นการพิสูจน์ต่อสาธารณชนว่า ตัวเองเข้ามายุติความรุนแรงจริงๆ เหตุการณ์ในปี 1992 พฤษภาทมิฬ ใครเกิดทันมั่งค่ะ ถ้าทัน คุณๆ ต้องเห็นการถ่ายทอดสดทางทีวี เมื่อคุณพลเรียกจินดามณีและลำยองมาที่บ้านพัก ส่วนคุณพลกับเมียปากแดงนั่งบนโซฟา อีกสองคนนั่นนั่งกับพื้น เป็นภาพที่ถ่ายทอดออกไป เย็นจำได้ คุณพลบอกให้เลิกทะเลาะกัน เราเป็นคนไทยเหมือนกัน อย่าเกลียดกัน โอ้ย ขนาดเย็นรู้ว่าทั้งหมดเป็นมายา เย็นยังอดร้องไห้ไม่ได้ คนทางบ้านดูต่างร้องไห้ระงม พร้อมร้องคำสรรเสริญว่า พ่อหลวงมายุติความรุนแรง นับจากนั้น คุณพลกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความมีเสถียรภาพของบริษัท นี่คือจุดพีคของอำนาจของคุณพล…แต่จากจุดนี้ จุดพีคมันค่อยๆ ละลายหายไปทีละน้อย หลังจากพฤษภาทมิฬ ชาวบ้านเกลียดยามมาก ทำให้ยามยุติบทบาทในบริษัท นำไปสู่ความสามารถของลูกจ้าง ในการร่างกฎบริษัทใหม่ ที่สำเร็จในปี 1997 ถือว่าเป็นกฎบริษัทที่ดีที่สุดจนถึงวันนี้ แน่นอน กฎปี 1997 มันถูกโยนทิ้งไปแล้วเมื่อมีรัฐประหารครั้งต่อไปในปี 2006…..ทศวรรศที่ 1990 มีความอ่อนไหวมาก นอกจากมันเป็นจุดพีคของคุณพลแล้ว มันยังเป็นทศวรรษแห่งประชาธิปไตย ไอ้กฎปี 1997 นั่นเองที่มันปูทางให้ไทยมีผู้จัดการคนใหม่ในปี 2001 มันชื่อไอ้หน้าเหลี่ยม แต่เดี๋ยวเย็นของมาเล่าค่ะ ตอนนี้กลับไปบ้านของคุณพลที่มีความวุ่นวายมากกว่าเดิม คือผัวเมียไม่ได้หลับนอนแล้ว แถมมีความลือว่าป้าแดงไปหลงรักยามที่ชื่อคุณซันนี่ ส่วนคุณบัวก็ไปหลงหลังดาราแก่รุ่นเดียวกันชื่อคุณหนุง ด้านคุณโอเลี้ยงนี่ไปกันใหญ่ คือยังอยู่กินกับปอร์เช่ แต่ก็ไปมีเมียใหม่คืออู๊ด เป็นอดีตนักร้องที่วิลล่าคาเฟ่ มันเป็นช่วงที่โอเลี้ยงระหองระแหงมาก มีการด่ากันทางโทรศัพท์ เบ็นแอบได้ยินหมด และต่อมาคลิปเสียงก็หลุดไปให้พวกลูกจ้างมันฟังขำๆ พี่รู้พี่มันเลว อิอิ…น้องถั่วเลิกกับผัว คุณยุทธชัย ก่อนเลิกก็ตบตีผัว จนผัวสู้กลับ แล้วเอาไปฟ้องพี่ชาย จนพี่ชายสั่งให้คนมาทำร้ายยุทธชัย และจับโกนหัว จนต้องเลิกกันในที่สุด ไม่นานนัก ถั่วก็ไปคว้าหมอมาเป็นผัว เจอกันตอนไปทำบุญที่วัดพระมหาโลตัส เดี๋ยวเรื่องนี้มาต่อค่ะ สุดท้าย ยังมีข่าวลือเรื่องโอเลี้ยงทะเลาะกับนักจด จนมีปากเสียงกัน รวมถึงการเอาปืนยิงกัน เย็นของยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แค่การใช้กำลังต่อกันนิดหน่อย แค่น้องนักจดแขนหักเท่านั้นค่ะ….เดี๋ยวมาต่อค่ะ ปล: รูปเย็นถ่ายไว้ตอนไปประท้วงที่งานพฤษภาทมิฬค่ะ เย็นไปกับซินแสชาญชัย อดีตอธิการบดีโรงเรียนปรีดา

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในระหว่างที่คุณพลกำลังทำอาณาจักรของตัวเองให้เข้มแข็ง ด้วยความช่วยเหลือของนังผู้จัดการเปรมิกา ปัญหาในบ้านก็ไม่จบสิ้น ความสัมพันธ์กับเมียปากแดงก็ขาดสะบั้น เรื่องมาจากการสำเร็จโทษชู้ด้วยยาพิษ ซึ่งเรื่องนี้ (ตัดขาดความสัมพันธ์) ไม่มีใครรู้ จนกระทั่ง อีนักข่าวอเมริกันมาเขียนแฉในหนังสือ ประธานไม่เคยยิ้ม ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับเมียจึงเป็นเรื่องทางสังคมเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างครอบครัวสุขสันต์….ตอนนั้น บัวหลวงเลิกกับผัวแล้ว หอบของกลับมาจากซานดิเอโก้ เป็นความขมขื่นที่พ่อไม่อาจลืมได้ เพราะการส่งลูกไปอเมริกาตั้งแต่ตอนแรก ก็เพราะต้องการตัดความสัมพันธ์ระหว่างบัวหลวงกับนักร้องบ้านนอก ชาติ เมืองชล แต่ที่ไหนได้ กลับคว้าผัวฝรั่งกลับมา แล้วแถมยังมีเรื่องอื้อฉาวที่ไปพัวพันกันคดีแชร์แม้ชม้ายด้วย พอกลับมาไม่เท่าไหร่ ก็ไปตุกติกกับดาราชายที่ชื่อหนุง จนทั้งพ่อพลและแม่แดงต้องส่ายหน้า และไม่คืนยศให้ทั้งสิ้น…แต่ที่ปวดหัวกว่านั้นคือคุณโอเลี้ยง ถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นที่แน่ชัดว่า ชีวิตสมรสของเค้ากับน้องถั่งเช่าคงไปไม่รอด เพราะเค้ามีเมียอีกคนหนึ่ง อีปอร์เช่ เรียกว่ามีเมียซ้อนกัน ยังไม่พอ ยังแข่งกันมีลูก ขณะที่ถั่งเช่าคลอดลูกหญิง ภาริณี นังปอร์เช่คลอดลูกชายรัวๆ เหมือนโรงงานผลิตเสื้อโหล สร้างความโกรธแค้นให้คุณป้าปากแดงมาก เพราะเป็นการทำลายความฝันของการสร้างครอบครัวให้ลูกโอเลี้ยง ถึงขนาดที่คุณป้าปากแดงพยายามจะฆ่าลูกคนแรกของปอร์เช่ น้องอู๊ด โดยการโยนลงจากหน้าต่างตึกในขณะที่ยังแบเบาะ เรื่องนี้เย็นเคยเล่าไปแล้ว คุณอู๊ดมีแผลเป็นที่อยู่ที่หลังอันเกิดมาจากรอยกระจกบาดค่ะ โชคดีที่เด็กไม่ตาย….อีปอร์เช่มันแค้นมาก และจะเอาคืน โดยการดึงโอเลี้ยงมาไว้กับตัวเอง และยุให้ผัวหย่าถั่งเช่า ซึ่งตอนนั้น ผัวหลงปอร์เช่มาก เลยทำเรื่องหย่า ซึ่งทั้งคุณพลและคุณป้าปากแดงไม่ยอม เพราะคนจะเป็นประธานคนใหม่ต้องไม่มีความมัวหมองในเรื่องครอบครัว จึงรั้งเอาไว้ แต่ยิ่งรั้งยิ่งพัง เพราะโอเลี้ยงทำเรื่องฟ้องหย่า โดยให้เหตุผลว่า ถั่งเช่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อยไป เพราะรั้งไม่อยู่ เป็นความโกรธแค้นของพ่อต่อลูกชาย การแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ มอบยศให้ลูกสะใภ้ถั่งเช่าด้วยตำแหน่ง “แม่ของหลาน” และยังให้มีการแก้กฎบริษัทให้ผู้หญิงสามารถขึ้นเป็นประธานได้ เย็นเห็นว่ามันเป็นการขู่คุณโอเลี้ยงเท่านั้น เพราะเอาจริงๆ คุณพลก็ยังสนับสนุนนโยบายชายเป็นใหญ่อยู่ดี…จากนั้น จึงยอมให้มีการแต่งงานระหว่างโอเลี้ยงกับปอร์เช่ แต่เป็นงานไม่ใหญ่ เพราะไม่อยากให้เอิกเกริก ด้านปอร์เช่คิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นเป็นเมียประธาน เลยแสดงอำนาจเต็มที่ เมื่อมีคุณป้าทิพย์ศิรินเอาเรื่องปอร์เช่ไปเม้าท์ที่ร้านทำผมเกตุวดี เรื่องที่นางเคยมีผัวมาก่อนที่ชื่อภิษญู ทองสุก ทำให้ปอร์เช่โกรธ เลยฟ้องผัว ทำให้มีการอุ้มหายป้าทิพย์ศิริน นั่นคือการอุ้มครั้งแรกที่มาจากฝีมือของคุณโอเลี้ยง โอ้ยยังไม่พอค่ะ คุณปอร์เช่เค้าไปชอบนักร้องกะเทยที่ชื่อนก แค่เอาผ้าเช็ดหน้าไปซับเหงี่อ ก็ถูกอุ้มไปตบและเอากรรไกรตัดผมแหว่งไปเลย น่ากลัวมาก…ครอบครัวอลเวงนี้ยังคงก่อปัญหาให้คุณพลไม่หยุด ทางคุณบัวหลวง ก็พยายามสร้างความเป็นเลเซปให้ตัวเองและลูก จัดคอนเสิร์ตเปียโนใหญ่ให้บุษราคัม เอาเงินลูกจ้างมาจัด คนด่าทั้งเมือง ส่วนน้องถั่วก็เริ่มระหองระแหงกับผัว จนมีข่าวว่าตบตีกัน คือนางชอบตบตีผู้ชาย จะมีหวังอยู่คนเดียวก็คือลูกสาวนักจด ที่คุณพลฝากความหวังไว้ แต่นักจดก็ไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่เบื้องหลังจากโฆษณาชวนเชื่อให้กับครอบครัว รวมถึงเป็นคนที่ช่วยบริหารการเงินโดยผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนประธาน….ในด้านการบริหารบริษัทเริ่มเข้มข้น ตำแหน่งของเปรมิกาที่ว่าเข้มแข็งกำลังประสบปัญหาใหญ่ที่มาจากผู้ท้าทายคำสำคัญที่เป็นอดีตยาม เค้าชื่อชายชาติ ที่ลูกจ้างเรียกว่า น้าชาย กำลังจะทำให้อำนาจของเปรมิกาสั่นคลอน เรามาตามกันต่อค่ะ….ปล: รูปดิชั้นที่ร้านทำผมเกตุวดีค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลูกสาวคนเล็กของลุงพลเอาแต่ใจตัวเองที่สุด ซึ่งคุณพลเองเป็นคนพูดกับหลายๆ คนถึงเรื่องนิสัยเสียของน้องถั่ว เย็นเห็นน้องถั่วมาแต่เด็ก ใจนึงก็สงสารนางที่เกิดมาแบบนั้น ใจหนึ่งก็อาจจะตบนางเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง ไอ้ความเอาแต่ใจตัวเองนี้มันติดตัวมาเป็นสาว ไม่มีผู้ชายคนไหนอาจยุ่งกับนาง เพราะนิสัยแบบนี้ และหน้าตาแบบนี้ นางจึงมีปัญหาเรื่องการหาสามี จนกระทั่งนางไปพบกับทหารเรือยุทธชัย ที่เค้ามีเมียมาก่อนแล้ว นางก็ไปแย่งเค้ามา บังคับให้เค้าเลิก และก็แต่งงานกับเค้า จนในที่สุดก็มีงานแต่งงานในปี 1981 เรื่องนี้ เย็นขอกลับมาเล่าอีกที เพราะชีวิตน้องถั่วเอามาทำเป็นซีรีส์ต่างหากได้สบายๆ…ขึ้นต้นทศวรรษที่ 1980 คุณพลทรงอำนาจในบริษัทมากขึ้น หลังจากผ่านวิกฤตของบริษัทมามาดๆ หลังจากร่วมมือกับยามหลายคนในอดีตในการครอบครองอำนาจของบริษัท แม้ว่าตามกฎของบริษัท คุณพลไม่ควรจะมีอำนาจทั้งสิ้น แม้กระทั่งความเกี่ยวโยงการในสังหารนักศึกษาลูกจ้างที่โรงเรียนปรีดา คุณพลก็ยังรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะพระสยามเทวาธิราชห่าเหวหรอกค่ะ ที่รอดมาได้เพราะกลยุทธของคุณพลที่สร้างไว้หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าใครจำได้ เย็นเคยบอกแล้วว่า เค้าต้องการทั้งความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตย แถมไอ้กันมันยังคอยหนุน ดังนั้น เมื่อผ่านมาปี 1980 คุณพลยิ่งมีความมั่นใจในสถานะตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะอีผู้จัดการคนใหม่ นางเปรมิกา ที่เข้ามาช่วยคุณพลอีกแรง…อีเปรมิกาเป็นผู้จัดการนาน 8 ปี ตลอดเวลานี้ นางขได้สร้างเครือข่ายประธานที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าเครือข่ายของลูกจ้างคนใด เครือข่ายนี้รวมเอาพวกยาม ลูกจ้างอาวุโส ผู้กำกับใช้กฎหมาย รวมไปถึงอีชนชั้นกลางเมืองกะลาที่ภักดีต่อคุณพล มาสร้างความเข้มแข็งให้คุณพลมากไปอีก อีเปรมิกามันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพวกยาม มันจึงจับคนใส่ในตำแหน่งสำคัญที่คอยเป็นหูเป็นตาให้คุณพล แม้จะมียามบางพวกที่ต้องการล้มคุณพล โดยเฉพาะในเหตุการณ์เมษาหรรษา ที่เป็นไม่กี่ครั้งที่คุณพลไม่ยอมเซ็นรับรองการล้มผู้จัดการ แต่ในหลายๆ ครั้ง เย็นเห็นกับตาว่า คุณพลเซ็นรับรองในการทำบริษัทประหารทุกครั้งค่ะ….ขณะที่อีเปรมิกาสามารถควบคุมอำนาจให้คุณพลได้ แต่คุณพลยังมีเรื่องหนักใจ เพราะตั้งแต่ได้ย้ายเดชณรงค์ไปวอชิงตันดีซี เพื่อตัดความสัมพันธ์ชู้กับเมียตัวเอง แต่มันก็ยังไม่ได้ผล เพราะคุณนายปากแดงเลิกกับคุณเดชณรงค์ไม่ได้ และชอบมีข้ออ้างไปเยือนสหรัฐ เหมือนตอนที่มีข้ออ้างไปเยือนอีสาน เพื่อไปหาชู้ ในครั้งนี้ ได้อ้างว่าจะพาน้องโอไปฝึกวิชายามที่สหรัฐ แท้ที่จริงก็ต้องการไปหาชู้เดชณรงค์ ในระหว่างที่แม่มีชู้ อีลูกชาย น้องโอ ก็พาเมียสองคนไปสหรัฐ เกือบไปตบกันที่นั่น ทั้งถั่งเช่าและอีปอร์เช่ จนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โชคดีที่ถั่งเช่าไม่ตาย โอ้ย เย็นละปวดหัวกับครอบครัวนี้มาก…ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เลยใช้อาวุธเดียวกับที่กำจัดคุณ ป กุ้งเผา นั่นคือการวางยาพิษ โดยหลังจากมื้ออาหารกลางวัน คุณเดชณรงค์ได้ทานข้าวเหนียวมะม่วงที่แม่บ้านจัดให้ จากนั้น สักพัก คุณเดชณรงค์ก็ไปออกกำลังกาย คือออกไปวิ่ง ว้าย คุณพระ เสียชีวิตค่ะ โดยบอกว่าเป็นโรคหัวใจวาย เหมือนคุณ ป กุ้งเผาเป๊ะ ตอนนั้น เย็นอยู่กับป้าแดงที่กรุงเทพ เมื่อมีคนแจ้งข่าวป้าแดง พระเจ้าช่วย ป้าแดงร้องกรี๊ดๆๆๆๆ ร้องห่มร้องไห้ ยิ่งกว่าผัวจริงๆ ตาย และในการร้องไห้นั้น ป้าแดงแค้นผัวมากที่กล้าใช้วิธีเลวทรามฆ่าชู้ของตัวเอง ป้าแดงบอกดิชั้นว่า จากนั้น แดงกับพลสิ้นสุดกัน และมันก็จริง คือความเป็นผัวเมียจบสิ้นกันจากนั้น แม้ยังต้องอยู่ด้วยกันเพื่อเหตุผลทางสังคม…คุณแดงจัดงานศพให้เดชณรงค์อย่างอลังการ นั่งเฝ้าดูศพ ลูบคลำศพ จับศพ ร้องไห้ เสมือนเป็นเมียของเค้า ส่วนเมียตัวจริง ถูกไล่ให้ไปล้างชามกระเพาะปลาหลังศาลา ในโอกาสนั้น ป้าแดงพิมพ์หนังสือความรักของนางกับคุณเดชณรงค์เพื่อแจกแขก แต่มารู้ที่หลังว่ามันเอิกเกริกไป และเรียกคืนทั้งหมด แต่มันก็สายไปแล้ว จบงานศพ ความสัมพันธ์ของคณแดงกับคุณพลก็ถูกเผาไปพร้อมกับเดชณรงค์…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องคุณโอเลี้ยงเมียสองคนค่ะ มันส์หยดๆ มาดูว่า อีปอร์เช่ถีบอีถั่งเช่าออกไปจากคฤหาสน์ได้อย่างไร…ปล: รูปเย็นที่ดีซีค่ะ เห็นตอนคุณถั่งเช่าขับรถชนด้วย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเหตุการสังหารลูกจ้างนักศึกษาในปี 1976 แม้คุณพลจะโบ้ยความผิดไปที่ยาม แต่สังคมรู้ ทุกคนรู้ ว่าคุณพลและครอบครัวอยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยด่วน ในปี 1979 คุณพลจึงชวนนักข่าว BBC มาทำสารคดีเกี่ยวกับการทำงานของครอบครัวคุณพล รวมการสัมภาษณ์หลายเรื่อง ตั้งแต่การตายของคุณนนท์ การฟื้นฟูสถาบันประธาน การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกจ้าง เรียกว่าเป็นงานพีอาร์ชิ้นใหญ่รัชดาลัยไฟกระพริบเลยทีเดียว สารคดีนี้ชื่อว่า Soul of a Nation หาดูได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ

…มีการจัดฉากว่าคุณพลเป็นประธานติดดิน ซึ่งมันเป็นความย้อนแย้งแบบสุดโต่ง ในจุดหนึ่ง คุณพลคือพระโพธิสัตว์ ในอีกจุดหนึ่ง คุณพลคือประธานที่ทำเพื่อประชาชน การจัดฉากคือการที่คุณพลนั่งทำงานกับพื้น มีอุปกรณ์การทำงานเรี่ยราด ทั้ง blueprint ทั้งแม่แบบต่างๆ ในวาระนั้นเอง นักข่าวได้ถามเรื่องการตายของคุณนนท์ เย็นนั่งอยู่ในห้องด้วย เย็นขนลุกส์ คุณพลมองไปที่กล้อง มองแบบจ้อง แล้วพูดว่า ตอนเกิดเหตุ ผมอยู่ในอีกห้องหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงปืน จึงวิ่งออกมาดู ก็รู้ว่าพี่ได้ตายแล้ว พอถามเรื่องหลักฐาน คุณพลตอบว่า มันกระจัดกระจายไปหมด ไม่รู้อะไรเป็นอะไร โอ้โห ขอโทษค่ะคุณพล แม้จะเป็นเจ้านายเย็น แต่มึงเหี้ยฉิบหาย โกหกได้ทั้งต่อหน้ากล้อง และในชีวิตจริง

….ทีนี้ นักข่าวตามไปสัมภาษณ์สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงคุณแดง เมียของคุณพล ตรงนี้น่าสนใจค่ะ และต้องเจอกับเหตุการณ์โป๊ะแตก คือตอนนั้น พวกคอมมี่เวียดนามมันรุกเรามา มันอยากฮุบบริษัทของไทย คุณนายปากแดงเลยอาสาไปคุมโรงงานที่ภาคอิสาน แรกๆ ทั้งคุณพลเองและเย็นก็สงสัยว่า ทำไมคุณแดงถึงชอบไปอิสานบ่อยๆ และก็ไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ ส่วนมากหนีบน้องถั่วไปด้วย ลูกสาวคนเล็ก เพื่อเป็นการอำพรางเรื่อง จนต่อมา เย็นก็แอบเห็นหลายอย่าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

…คือคุณแดงแกมีกองกำลังยามเป็นของตัวเอง ตั้งชื่อเริ่ดหรูว่า เสือตะวันออก ไอ้เสือตะวันออกเหี้ยอะไรเนี่ย มันคือกลุ่มยามที่ทำรัฐประหารล้มตำแหน่งผู้จัดการของอีหอย ที่เป็นน้องสาวไอ้เหลี่ยมเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตัดกลับไปสมัยป้าแดง ไอ้กลุ่มเสือตะวันออกเนี่ยเพิ่งก่อตั้ง และได้ตัวหัวหน้าที่มาดูแลกลุ่มนี้ เป็นยามหนุ่มรูปงาม ชื่อเดชณรงค์ ไอ้คนที่ชื่อเดชณรงค์นี่แหละค่ะ ที่กลายมาเป็นชู้กับป้าแดง เย็นแอบเห็นในหลายโอกาส

…เพราะความที่คอมมี่มันจะบุกอิสาน และเพราะความที่ยามกลุ่มนี้ดูแลความมั่นคงภาคตะวันออก จึงกลายมาเป็นหน้าที่ของเดชณรงค์ที่ต้องดูแลสถานการณ์ ป้าปากแดงใช้โอกาสนี้เพื่อไปพบเดชณรงค์ ทุกครั้งที่ไปหาเค้า ก็จะเตรียมแพ็คกระเป๋าเว่อร์วัง เตรียมชุดเดินป่าออกแบบโดย Pierre Balmain จากปารีส เราจึงได้เห็นชุดนางงามของป้าแดงเดินป่า แถมมีรูปจู๋จี๋ดู๋ดี๋ เดินจับมือกันในป่า เหมือนคู่ผัวตัวเมียหนุ่มสาว ซึ่งเย็นเคยเตือนป้าแดงหลายครั้งว่าไม่เหมาะ แต่ป้าก็ยังดื้อรั้น

…ทีนี้เมื่อช่างภาพตามไปถ่ายภารกิจของป้าแดงที่อิสาน เผอิญเรื่องแตกก็เพราะว่า ป้าแดงเอ่ยถึงชู้ในระหว่างการอัดสารคดี ทำให้ลุงพลรู้เรื่องในที่สุด เพราะลุงพลก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ต่อหน้าลูกจ้าง สองผัวเมียนี้เล่นบนครอบครัวสุขสันต์ แม้ผัวจะจับได้ว่าเมียมีชู้ ลับหลัง โอ้ย อย่าให้เย็นเม้าท์ ด่ากันบ้านแตกค่ะ ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เพราะสั่งให้เลิก แต่ป้าแดงก็ไม่ยอมเลิก จึงย้ายคุณเดชณรงค์ไปประจำที่บริษัทของเราที่วอชิงตันดีซี เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่มันก็ต้องจบด้วยโศกนาฏกรรม

….หลังจากแพร่ภาพสารคดีดังกล่าว อาจบอกได้ว่า ความนิยมของครอบครัวคุณพลกลับคืนมากได้ ก้าวไปสู่ทศวรรษที่ 1980 มันมีความเปลี่ยนแปลงมาก ในปีนั้นเอง คุณพลแต่งตั้งขันทีคู่ใจขึ้นเป็นผู้จัดการ นางชื่อเปรมิกา นางได้เป็นผู้จัดการถึงสองสมัย เป็นกลจักรสำคัญในการสร้างเครือข่ายของท่านประธาน นางเปรมิกาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ายามมาก่อน ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการ นางนี่ร้ายลึก และไม่ถูกกับน้องโอเลี้ยง เดี๋ยวมาเล่าต่อ

…อ้อ ปีถัดไป 1981 น้องถั่วแต่งงานค่ะ บังคับให้ผู้ชายเลิกกับเมียเพื่อแต่งกับเค้า เค้าชื่อยุทธชัย เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องนี้เช่นกันพร้อมๆ ไปกับเหตุการณ์ปี 1985 ที่คุณเดชณรงค์ตายกระทันหัน ย้อนรอยการตายแบบเดียวกับคุณ ป กุ้งเผาที่ญี่ปุ่น คือทั้งคู่ถูกวางยาพิษค่ะ มันส์ฉิบหาย

…ปล: กุหลาบเหลืองคือสัญลักษณ์ของชู้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ที่เขียนว่าตอนจบนี้ ไม่ได้หมายความว่า การอุ้มฆ่าจะยุติลงเพียงเท่านั้น ตราบใดก็ตามที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ดิชั้นเชื่อว่า คนชั่วคงยังต้องใช้วิธีอุ้มฆ่าเป็นการปิดปากผู้วิจารณ์เจ้าต่อไป เรื่องของต้าร์ วันเฉลิมอาจจะจบแค่นี้ จบด้วยความเศร้าที่เราไม่รู้ถึงชะตากรรมต้าร์ ดิชั้นเสียใจแทนครอบครัวที่คงไม่มีวันพักได้ ตราบใดที่เรื่องนี้ไม่มีข้อสิ้นสุด เค้าไม่รู้ว่าลูกเค้า น้องเค้า เป็นตายร้ายดีอย่างไร ถึงแม้ว่าเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมคืนร่างที่ไร้วิญญาณให้ ดิชั้นขอประนามอีกครั้งต่อคนชั่วเหล่านี้…ในใจหนึ่ง ขอขอบคุณกลุ่มผู้ประท้วงวันนี้ที่หยิบยกเรื่องการอุ้มฆ่ามาเป็นประเด็นสาธารณะ มันเหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องเชื่อมโยงการอุ้มฆ่ากับสถาบันกษัตริย์ เพราะคนที่เสียชีวิตเพราะการถูกอุ้ม หรือสูญหายไป ล้วนแต่มีประวัติของการวิจารณ์เจ้าทั้งสิ้น การทำเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะได้กลายมาเป็นประเด็นระหว่างประเทศแล้ว ดิชั้นเชื่อว่า จะทำให้การปฏิบัติการครั้งต่อไปไม่ง่ายกว่าที่ผ่านมา แม้ดิชั้นเชื่อว่า พวกนั้นจะไม่หยุดแค่ตรงนี้…ในความเป็นจริง ความรุนแรงที่เกิดจากวชิราลงกรณ์ควรต้องได้รับการตรวจสอบใหม่อีกครั้งในทุกกรณี ไม่ว่าจะในเรื่องการลงโทษคนใกล้ชิด อย่างกรณีพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ทั้งหมดนี้ล้วนจบชีวิตแบบน่าสงสัย สถานการณ์รอบข้างการเสียชีวิตต้องได้รับการสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเค้าทั้งสามคนอาจจะมีความผิด แต่ไม่มีใครสมควรตายแบบนั้น มันมีวิธีการชำระความผิดผ่านกระบวนการยุติธรรม ตามครรลองของประเทศที่มีอารยะ..ข่าวลือเรื่องการทำทารุณกรรมต่างๆ การให้หมอหยองกอดศพของปรากรม การทำพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ ก่อนลงมือสังหาร การใช้วิธีสังหารที่ป่าเถื่อน การใช้วิธีการลงโทษที่หลุดโลกและหลุดจากกรอบของความยุติธรรม การสร้างคุกของตัวเอง การไม่เปิดให้สาธารณชนรับรู้ความเป็นไปภายในคุก การปิดกั้นการตรวจสอบจากองค์การระหว่างประเทศ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ทราบเสียที….ยังมีอีกหลายกรณีที่ยังคั่งค้าง กรณีศรีรัศมิ์ที่ไม่มีใครรู้ความเป็นไป นอกจากการบังคับให้โกนผมและขังในบ้านที่ราชบุรี มันเป็นการลงโทษที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันเป็นการฆ่าคนทั้งเป็น ไม่มีใครสามารถไปเยี่ยมได้ ไม่มีใครรู้ว่าศรีรัศมิ์ทำผิดอะไร ทำไมเธอถึงแก้ต่างไม่ได้ ทำไม่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำไมต้องป่าเถื่อนแบบนั้น ทำไมต้องทำเธอให้อาย…มันมีกรณีของฟ้ารุ่งที่เราไม่รู้ว่าจุดจบคืออะไร มันเป็นเพียงการฆ่าตัวตายหรืออย่างอื่น อะไรคือความเชื่อมโยงของฟ้ารุ่งกับวชิราลงกรณ์ ทำไมสังคมถึงไม่มีคำตอบ..มันมีกรณีของศิรินทิพย์ นักแสดงอาวุโสที่ถูกอุ้มไปหลายทศวรรษ จนป่านนี้ ไม่มีใครรู้จุดจบของศิรินทิพย์ เรื่องเกิดมาจากการที่วชิราลงกรณ์ไม่พอใจการที่ศิรินทิพย์เอาประวัติของยุวธิดาไปโพนทะนา จากนั้น ศิรินทิพย์ก็หายไปจากสังคมแบบนั้น เรื่องนี้ ยุวธิดามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่มีใครคาดหวังว่ายุวธิดาจะออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ และในความเป็นจริงยุวธิดาเองก็ยังหวังแบบลมๆ แล้งๆ ว่าในที่สุด จะได้ทุกอย่างคืน เพียงเพราะตัวเองเป็นแม่ของลูก 5 คนของวชิราลงกรณ์….การอุ้มฆ่ามันกลายมาเป็นวิธีการสำคัญในการปิดปากคนเห็นต่างเรื่องเจ้า มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว เพราะมันทำให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณอยู่ที่ใดของมุมโลก คุณไม่มีความปลอดภัยใดๆ เหลืออยู่ สำหรับตัวดิชั้น เรื่องมันเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดอีก ความโชคดีของดิชั้นก็คือ แม้ตำรวจญี่ปุ่นจะยังไม่เปิดโปงตัวคนร้าย (ที่ดิชั้นคิดว่าเค้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นใคร) แต่ดิชั้นก็อยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทั้งหมดนี้ จะมีภัยหรือไม่ ดิชั้นยังเห็นความจำเป็นของการรณรงค์ในเรื่องการพูดสถาบันกษัตริย์ต่อไป และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มีความเป็นอารยะและการเคารพกฎหมายเสียที อย่างน้อย ถ้าทำได้ ชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ถูกอุ้มฆ่าจะไม่เสียเปล่า….ปล: รูปนี้คือรูปของศิรินทิพย์ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ต้าร์ วันเฉลิมหายไปจากเราตอนเย็นวันที่ 4 มิถุนายน ต้าร์พักอยู่ที่คอนโดหรู แม่โขงการ์เด้น วันนั้น ต้าร์ลงมาซื้อของกินหน้าคอนโด ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก็คุยโทรศัพท์กับพี่สาวที่เมืองไทย ในโอกาสนั้นเองที่ต้าร์เผลอ มีรถสีดำขับปาดมาด้านข้างของต้าร์ มีผู้ชายลงมาจากรถ 3-4 คน ทุกคนมีผ้าคลุมหัวทั้งหมด ในระยะเวลาสั้นๆ นั้น คนที่ผ่านไปมายังไม่สังเกตอะไร เพราะเป็นช่วงโควิดที่ใครๆ ก็สวมหน้ากากกัน แต่เมื่อคนร้ายบุกประชิดตัวต้าร์ ก็เริ่มมีการฉุดกระชากลากถู ในมือของต้าร์ยังกำโทรศัพท์แน่น ต้าร์ทนสู้แรงผู้ชายหลายคนนั้นไม่ได้ ถูกลากขึ้นรถตู้ ยามหน้าคอนโดอยากวิ่งเข้ามาช่วย แค่คนร้ายเอาปืนทำท่าขู่ว่าจะยิง เลยไม่กล้าเข้าไป เมื่อได้ตัวตาร์ รถสีดำคันนั้นก็ขับหายไปจากสายตา ทิ้งให้คนที่ดูเหตุการณ์ตกตะลึง….ต้าร์อยู่บนรถ ตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่ และสายโทรศัพท์กับพี่สาวยังไม่ขาด น่าจะมีการทำร้ายต้าร์ตั้งแต่อยู่บนรถ โดยการรัดคอ อาจเป็นเพราะต้าร์ร้องส่งเสียงให้คนช่วย จึงต้องระงับการส่งเสียงนั้น ดิชั้นไม่เชื่อว่า แผนคือต้องการสังการทันทีบนรถ น่าจะต้องการล้วงความลับใดๆ จากต้าร์ก่อนหากจะมีการลงมือจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าในที่สุดแล้ว บทลงเอยจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ ต้าร์ยังมีชีวิตอยู่ไหม ถ้ายังอยู่ อยู่ที่ไหน กับใคร ไม่มีใครตอบได้จริงๆ…บางคนสันนิษฐานว่า วชิราลงกรณ์โกรธที่ถูกรบกวนที่เยอรมัน ด้วยการฉายโปรเจคเตอร์ซ้ำๆ เลยต้องการสั่งสอน แต่มันไปลงที่ต้าร์ แต่เอาจริงๆ ไม่มีใครรู้เป็นแน่แท้ว่าทำไมถึงเป็นต้าร์ที่ถูกอุ้ม…ดิชั้นไม่ได้รู้จักกับตาร์เลยก่อนหน้านี้ เพิ่งมาได้ยินชื่อเสียงก็หลังจากรัฐประหารแล้ว แต่ก็อีกแหละ ดิชั้นก็ยังไม่รู้จักว่าเค้าเป็นใคร จำได้ว่าเค้าเคยส่งข้อความมาหลังไมค์มาคุยเรื่องธรรมดา ซึ่งดิชั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสไปทำ fieldwork ที่เขมรปี 2017 หรือ 2018 นี่แหละ ได้มีโอกาสไปพบผู้ลี้ภัยที่นั่น และได้เจอต้าร์ แต่เราก็ไม่ได้คุยกันมาก เพราะเราไม่ได้สนิทกัน แต่ก็มีการแลกเบอร์โทรกันไว้….หลังจากนั้น ต้าร์ก็ส่งข้อความมาคุยบ้าง นานๆ ที เอาเป็นว่า ปีละหนสองหนมั้ง แต่ดิชั้นก็ติดตามความเคลื่อนไหวต้าร์ตลอด และรู้ว่า หลังๆ ต้าร์ก็ไม่ค่อยได้วิจารณ์รัฐบาล เอาจริงๆ ไม่ได้วิจารณ์เจ้าเลยด้วยซ้ำ เพราะเพิ่งมาทราบข้อมูลใหม่ไม่นานว่า ต้าร์พยายามส่งข้อความฝากไปถึงวชิราลงกรณ์ เพื่ออธิบายเรื่องต่างๆ จนได้รับสัญญาณว่าปลอดภัยแล้ว และอาจกลับบ้านได้ เสียดาย ที่วันนี้ ต้าร์กลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว…หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายดิชั้นในห้องพักที่ญี่ปุ่น และเป็นเรื่องราวใหญ่โต และจนถึงทุกวันนี้ ตำรวจญี่ปุ่นก็ยังติดต่อกับดิชั้นตลอดเวลา ฝ่ายเราได้ข่าวมาว่า มือสังหาร ไม่ว่าจะลงมือเองหรือสั่งใครก็ตาม เค้าคือจักรภพ ภูริเดช ซึ่งเรื่องนี้ ดิชั้นได้แจ้งทางฝ่ายญี่ปุ่นไว้แล้ว ถ้าใครจำได้ ดิชั้นได้เขียนเรื่องจักรภพในเฟซบุ๊คของดิชั้นหลายเดือนก่อน พอเขียนไปแล้ว ต้าร์ก็ส่งข้อความหลังไมค์มา นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราคุยกัน…เราคุยกันวันที่ 10 พฤษภาคม เพียงสามอาทิตย์ก่อนต้าร์ถูกอุ้ม ต้าร์เขียนมาอธิบายถึงเรื่องจักรภพ และช่วยแก้ข้อความที่ไม่ถูกต้องบางอย่างเกี่ยวกับจักรภพ รวมถึงเล่าเรื่องตัวเอง (หลังจากที่ไม่ได้คุยกันเกือบปี) ว่าสุขสบายตามอัตภาพ และกำลังทำธุรกิจหลายอย่างในเขมร ต้าร์เล่าว่า เพราะธุรกิจเหล่านี้ที่ยังติดพัน เลยทำให้ต้าร์ไม่อยากย้ายประเทศ แม้รู้ว่ายังมีปัญหาด้านความปลอดภัยอยู่ หลังจากที่ผู้ลี้ภัยในลาวถูกสังหารเกือบทั้งหมด ต้าร์เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนจากฝั่งไทยมาคอยตามดูต้าร์ แล้วคนพวกนี้ก็ถูกบันทึกไว้ใน CCTV ของร้านอาหารแถวคอนโด…ต้าร์บอกว่า หลังจากที่ดิชั้นเขียนเรื่องจักรภพ ทางมิวนิครู้เรื่อง จักรภพโกรธมาก ต้าร์ยังแค็ปบทสนทนาที่ต้าร์มีกับหนอนฝ่ายนั้น ที่ระบุว่า จักรภพโกรธที่ดิชั้นเขียนถึงเค้า และ “จะส่งคนมาเชือด” หลังจากนั้น ต้าร์ก็ขอโทรมาคุย แทนที่จะพิมพ์ข้อความ ดิชั้นคุยกับต้าร์ได้เพียง 11 นาที ไม่ได้คุยอะไรเป็นพิเศษ เค้าขอให้ดิชั้นระวังตัว แค่นั้น ไม่คิดเลยว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นคุยกับต้าร์…วันเกิดเหตุ มีคนส่งข้อความมาหาดิชั้นว่าต้าร์ถูกอุ้ม คือช้อคและทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวแบบนั้น ดิชั้นเช็คข้อความที่ดิชั้นคุยกับต้าร์ มันระบุว่า ต้าร์แอคทีฟเป็นครั้งสุดท้ายคือวันที่ 4 มิถุนายน และจนถึงวันนี้ มันก็ยังบอกเหมือนเดิมว่า ต้าร์ใช้แอพแช็ทอันนี้ครั้งสุดท้าย คือวันที่เค้าถูกอุ้มนั่นเอง… นึกถึงต้าร์เสมอ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

จบเรื่องลูกคนโตสองคนไปสักครู่ ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าคุณโอเลี้ยงถูกบังคับแต่งงานกับญาติตัวเอง คือคุณถั่งเช่า เย็นคิดว่าคู่นี้คงไปไม่รอด และก็ไม่รอดจริงๆ ส่วนคู่ของคุณบัวหลวง นั่นก็ไม่รอด เย็นอยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เห็นทุกอย่าง ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของครอบครัวท่านประธานบริษัท เพราะมีปัญหาของบริษัท ของผู้จัดการ และการชุมนุมของลูกจ้างครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เกือบนำความฉิบหายมาให้ท่านประธานแล้ว…ในทศวรรษที่ 1970 คุณพลยุติการไปเยือนต่างประเทศ แต่ในประเทศยังไม่หยุดยั้ง ในต่างประเทศนั้น การเดินทางในทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อถึงความมีเสถียรภาพของสถาบันของท่านประธาน ได้ไปเยือนบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา แต่ในทศวรรษใหม่ สงครามเย็นมันถึงจุดขีดสูงสุด ท่านประธานและยามของเราพยายามจะแทรกแซงกิจการภายในบริษัทของเขมร ซึ่งตอนนั้นแตกแยกเป็นหลายส่วน และยังถูกบริษัทของเวียดนามครอบงำด้วย บริษัทของคุณพลกลายมาเป็นหน้าด่านแห่งความอันตราย ในจุดนี้ ยิ่งทำให้คุณพลสนิทกับสหรัฐมากขึ้น…สหรัฐใช้ไทยเป็นที่ตั้งในการต่อสู้กับบริษัทเวียดนาม เพราะสหรัฐเชื่อในทฤษฎีโดมิโน หากบริษัทหนึ่งกลายเป็นคอมมิสนิสต์แล้ว ก็อาจจะทำให้อีกบริษัทเป็นคอมมิวนิสต์ได้ ไอ้ความกลัวคอมมิวนิสต์มันขึ้นสมอง ส่วนหนึ่งเป็นภัยของจริง ส่วนหนึ่งเป็นภัยที่จินตนาการ ไอ้ส่วนที่จินตนาการนั่นเองที่คุณพลใช้เป็นเครื่องมือ ร่วมกับยาม ในการป้ายสีลูกจ้างเยาวชนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อป้ายสีอย่างนั้นแล้ว มันให้ความชอบธรรมในการกำจัดพวกเค้าได้ ไม่ว่าจะวิธีป่าเถื่อนอย่างไรก็ตาม..เวียดนามรุกคืบมามาก เขมรอาจจะตกเป็นของบริษัทเวียดนามในไม่ช้า ซึ่งหมายถึง เป้าหมายต่อไปของเวียดนามคือไทย ตอนนั้น สหรัฐนำกำลังเข้ามามาก เข้ามาตั้งบริษัทย่อยๆ หลายแห่งในไทย รวมถึงถึงบริษัทที่พัทยา เมื่อก่อนก็เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเงียบๆ แต่เมื่อไอ้กันมันมาตั้งถิ่นฐานที่พัทยา ก็เลยกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างรวดเร็ว มีบาร์ ซ่องมากมาย เป็นที่มาของแหล่งรวมกะหรี่ที่ใหญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เมื่อไอ้กันมันออกไปแล้ว พัทยาก็ยังบูมอยู่อีกหลายสิบปี….ในปี 1975 ในที่สุด เวียดนามก็รุกคืบ บริษัทสหรัฐถูกตีแตก จากที่เคยมีฐานตั้งมั่นทางตอนใต้ของเวียดนาม คือที่ไซ่ง่อน ก็ตกเป็นของเวียดนามไป และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์_ซิตี้ เมื่อคุณพลเห็นว่า สหรัฐพ่ายแพ้ คุณพลได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต้องหาบริษัทอื่นมาสร้างความมั่นคงให้ นั่นคือบริษัทของจีน ในที่สุดก็มีการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัทไทยและจีนในปี 1975 ที่เย็นเห็นว่าเป็นเรื่องตลกก็คือ ตลอดเวลา ลุงพลพูดว่ากลัวคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากบริษัทจีน กลับไม่กลัวคอมมิวนิสต์จากจีน เอาจริงๆ การเมืองในภูมิภาคนี้มันซับซ้อนกว่านั้น ก่อนหน้านั้น บริษัทคอมมิวนิสต์เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ต่อมา บริษัทของโซเวียตทะเลาะกับบริษัทของจีน ทำให้บริษัทคอมเล็กๆ ที่เหลือต้องเลือกข้าง ทีนี้ เวียดนามมันเกลียดจีนมาเป็นพันปี มันจึงเลือกที่จะอยู่กับบริษัทโซเวียต ทำให้จีนโกรธ และเห็นว่า การที่ไทยขอให้จีนช่วยป้องกันภัยจากบริษัทเวียดนาม มันคือผลประโยชน์ของจีนเช่นกัน นับแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทไทย-จีนก็เติบโต จนมีคำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้อง ลูกคนที่สามของลุงพล น้องนักจด กลายมาเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของสองฝ่าย จนไม่นานมานี้ ได้รับเหรียญทองในฐานะสหายสำคัญชองคอมมิวนิสต์จีนด้วยซ้ำ….ปี 1973 และ 1976 เป็นปีแห่งความขัดแย้งระหว่างคนของคุณพลและกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนปรีดา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง สังหารนักศึกษาในโรงเรียน เพียงเพราะนักเรียนประท้วงการกลับมาของเผด็จการที่เป็นผู้จัดการที่เป็นคนโปรดของคุณพล มันคือคุณถนัด เหตุการณ์ครั้งนั้น มีการป้ายสีว่านักเรียนคือคอมมิวนิสต์ มีการทำทารุณกรรมนักเรียนหลายคน หนึ่งในนั้นคือซินแสผมหงอกที่ตอนนั้นยังผูกคอซองไปโรงเรียนปรีดาอยู่ เมื่อนักศึกษาหนีความป่าเถื่อนเข้าไปบ้านคุณพล คุณพลสั่งให้เย็นเปิดประตูรับนักศึกษา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณพลสั่งให้มีการหยุดทำร้ายนักศึกษาได้ แต่ก็ไม่สั่ง ทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือเหตุการณ์ตาสว่างครั้งแรกของคนที่ผ่านปี 1976 มา…เมื่อรู้ว่าทำพลาด คุณพลรีบแก้เกมโดยการเชิญนักข่าวจาก BBC มาทำรายการเพื่อโปรโมทครอบครัวของคุณพล ชื่อรายการ Soul of a Nation ในปี 1979 แม้มันจะช่วยได้บ้าง แต่คุณพลก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำรายการ คุณพลจับได้ว่า เมียปากแดงมีชู้! ตอนหน้ามาติดตามกันค่ะ….ปล: รูปนี้ เย็นถ่ายไว้เมื่อตอนไปพบกับซินแสผมหงอกที่โรงเรียนปรีดาค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมืองผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกันแต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้นเย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์…ต้าร์เป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่อาศัยอยู่ที่กรุงพนมเปญ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการป้องกันเชื้อเอชไอวีในหลายประเทศ มีรายงานว่า ต้าร์เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามรายงานที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศราด้วย…ต้าร์มาจากจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นผู้ประสานงานศูนย์กิจกรรมเยาวชนเพื่อชุมชนและสังคม (Y-act) เคยทำงานกับสถาบันเยาวชนเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย ต่อมาในช่วงการประท้วงการเมือง 2557 เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ โดยการแต่งตั้งของรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ แต่หลังรัฐประหารในประเทศไทย 2557 ต้าร์ถูกหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หมายจับคดีฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ. 2558 และหมายจับในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 กรณีโพสต์ข้อความบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลและประยุทธ์ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี 2561…ต้าร์ได้ลี้ภัยไปอยู่ในกัมพูชาร่วมกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ในระยะหลัง ต้าร์ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากเท่าไหร่ ที่แน่ๆ ไม่ได้เขียนข้อความหมิ่นเจ้าแต่อย่างใด เลยคิดว่าตัวเองปลอดภัย แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้ลี้ภัยคนอื่นจะถูกอุ้มไปหมดแล้ว รวมถึงกรณีไฟเย็นที่ต้องหนีไปฝรั่งเศส ต้าร์อาจจะชะล่าใจในจุดนี้…ในวันที่ 4 มิถุนายน ต้าร์ถูกลักพาตัวบริเวณหน้าที่พักขณะลี้ภัยในกรุงพนมเปญ เมื่อเวลา 17.54 นาฬิกา โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมพยายามเข้าไปช่วย แต่ถูกสกัดด้วยกลุ่มคนร้าย (4-5 คน) ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ระหว่างเกิดเหตุพี่สาวกำลังโทรศัพท์คุยกับต้าร์ โดยได้ยินเสียงสุดท้ายว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ก่อนสายจะตัดไป และหลังพยายามติดต่อกลับกว่าครึ่งชั่วโมง รวมทั้งติดต่อเพื่อนให้ช่วยตรวจสอบกับที่พักของเขาจึงทราบว่าหายตัวไป รายละเอียดต่อไปนี้ ดิชั้นได้จากพี่สาวของต้าร์โดยตรงค่ะ…ต้าร์บอกกับคนอื่นช่วงก่อนจะมีเรื่องว่า จริงๆ แล้วผมไม่ควรจะออกจากห้องพักเลย พี่ที่คุ้มกะลาหัวต้าร์อยู่ในวัง ชื่อพันโทสมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายนโยบายและแผนปฏิบัติการ เป็นคนดูแลต้าร์อยู่ เข้าใจว่าโทรมาหาต้าร์ “เตือนๆ” ด้วยความเป็นห่วงหรืออะไรบางอย่าง เพราะต้าร์ไปเล่น รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ก็อาจจะถูกเพ่งเล็ง ต้าร์เปรยอย่างนั้น และเข้าใจว่า ตัวเองตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะหลังจากการเล่นในกลุ่มตลาดหลวง เพราะอีกอย่าง ตำรวจมาเยี่ยมบ้านแม่ที่อุบลประมาณเดือนพฤษภาคม ประมาณ 4-5 คน เหมือนมาเตือนอะไรทำนองนั้น….ปีก่อนหน้านี้ ต้าร์เล่าว่า เขาได้เขียนจดหมายไปถึงวชิราลงกรณ์ และได้รับคำตอบ (ไม่รู้โดยตรงหรือผ่านใคร) ประมาณว่า บอกว่าโอเค คือคิดว่าน่าจะกลับไทยได้ “ผมกลับไทยได้นะ” เค้าบอกกับเพื่อนๆ ที่ไทย สำหรับธุรกิจ ทีต้าร์เปรยๆ ในเฟซบุ๊ค ก็มีเรื่องทำเหมืองแร่ เรื่องการผลิตสิตค้าอะไรบางอย่างที่นำเข้าจากจีนมาที่เขมร ทำหน้าที่เสมือนประชาสัมพันธ์การลงทุนในเขมร และมีโครงการโรงพยาบาลในเขมร เชื้อเชิญกลุ่มทุนโรงพยาบาลมาทำที่นี่ เพราะโควิด-19 ทำให้คนเขมรไปไทยไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนัน ผู้หญิง ทวงหนี้ ติดหนี้ ฯลฯ…แต่การที่ทั้งทางการไทยและกัมพูชาออกมาปฏิเสธการรู้เห็น ทำให้มองว่า มีความพยายามด้อยค่าหลักฐานที่แสดงว่าต้าร์อยู่เขมรจริงตามหนังสือตอบจากกระทรวงต่างประเทศ วันที่12 ส.ค. การปฏิเสธแบบนี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยในการเกี่ยวข้องของทางการไทยอย่างค่อนข้างแน่นอน….เดี๋ยวมาเขียนเรื่องต้าร์ต่อ จากประสบการณ์ส่วนตัวค่ะปล: รูปที่ให้ดูนี้ มีเพื่อนของเราตามไปเก็บรูปซ้ำที่ที่ต้าร์เคยไป

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น