หมวดหมู่
คดีปริศนา

ใครยิงร.8 ???

จดหมาย ลายมือ อาจารย์ปรีดี ระบุว่า ร.9 มีพิรุธว่าเป็นคนยิง ร.8 (ด้วยอุบัติเหตุ หรือ จงใจ เป็นอีกประเด็น) https://t.co/ADomPcuLCt

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

#ทักษิณ ตอนที่ 4

หลังจากฝ่ายเจ้า นำโดย PAD ได้ล้มสมัคร สุนทรเวช ได้ เพราะข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงเพราะสมัครยังมีรายการทำอาหารทางทีวีในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทักษิณก็ตอกกลับเจ็บ โดยการเอาพี่เขย คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นนายกแทน คราวนี้ยิ่งกว่าสมัคร เพราะเป็นบุคคลในครอบครัว ยิ่งทำให้ PAD เดือดมากขึ้นไปใหญ่ เลยต้องออกมาประท้วงกันอีกรอบ รอบนี้จัดหนัก โดยการยึดทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

…การยึดเกิดขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคมปี 2008 ยึดหนึ่งอาทิคย์ สร้างความฉิบหายวายป่วงให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะไม่มีเที่ยวบินสามารถเข้าออกได้เลย มีการจัดฐานทัพไว้ที่สุวรรณภูมิ ทั้งห้องน้ำห้องท่า ทั้งที่ทำอาหาร เปิดเพลงเต้นรำทั้งวันทั้งคืน ทหารก็ไม่แทรกแซง ถ้าเป็นสมัยนี้ อย่าว่าแต่ยึดสนามบินเลย ยึดท่าปล่อยรถหมอชิตยังทำไม่ได้ ไอ้การที่ปิดสนามบินอย่างนั้น ก็เพื่อบีบให้สมชายลงจากตำแหน่ง หนึ่งในผู้นำการชุมนุม กษิต ภิรมย์ อดีต รมว ต่างประเทศ ถึงขนาดบอกว่า อาหารดี ดนตรีเพราะ

…ช่วงนั้นเอง เกิดเรื่องใหญ่ เมื่อ PAD จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภา และมีการปะทะกันกับตำรวจ (ที่ถูกมองว่าอยู่ข้างทักษิณ) จนทำให้นางสาวอังคณา หรือน้องโบ ที่พกระเบิดปิงปองมาเพื่อจะก่อสถานการณ์ กับเสียชีวิตเพราะระเบิดปิงปองของตัวเอง ที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะงานศพน้องโบ หมายถึง สิริกิติ์ตัดสินใจที่จะไปร่วมงานศพ โดยมีจุฬาภรณ์ไปด้วย ถือเป็นวันตาสว่างแห่งชาติ เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่อยู่ข้างเสื้อเหลืองและ PAD อย่างโจ่งแจ้ง ในระหว่างงานศพ สิริกิติ์บอกว่า ขอบคุณน้องโบและครอบครัว ที่ช่วยปกป้องสถาบันกษัตริย์ นับว่าทำคุณงามความดีให้กับประเทศ งานศพนั้นจึงเป็นงานศพพระราชทาน ส่งผลให้คนเสื้อแดงโกรธมาก เพราะเห็นว่าเจ้าลำเอียง มันมาถึงจุดที่สิริกิติ์เองก็ประกาศสงครามกับคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน

….แต่เรื่องทั้งหมด เมื่อสิริกิติ์ออกไปงานศพเพื่อตำหนิรัฐบาลสมชาย แต่ก็ยังบีบสมชายไม่ได้อยู่ดี จนศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้าแทรกแซงอีกครั้ง โดยการระบุว่า มีสมาชิกบริหารของพรรคพลังประชาชนโกงการเลือกตั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น คณะผู้บริหารทั้งหมดต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และยุบพรรคทันที นี่เป็นการทำตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง แต่แทนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งหลังพรรครัฐบาลล่ม พรรคประชาธิปัตย์กลับได้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนมาตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย โดยได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ และมีการแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือความฉิบหายทางการเมืองของไทย

….จากนั้น ตั้งแต่ปลายปี 2008 ถึงทีของคนเสื้อแดงออกมาบ้าง ในส่วนของฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีความระหองระแหงกัน โดย PAD ที่มีส่วนในการล้มรัฐบาลสมัครและสมชาย คาดหวังว่า แกนนำของ PAD จะได้เข้าไปนั่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตรงข้าม เมื่ออภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก กลับตัดขาดกับ PAD ส่วนหนึ่งเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ PAD ที่ผ่านมา เลยไม่เอาคนของ PAD มาร่วมคณะรัฐมนตรี ทำให้ PAD โกรธมาก และเริ่มทำสงครามกับรัฐบาลอภิสิทธิ์จากนั้นมา

…แต่ก่อนจะเล่าเรื่อง PAD กับพรรคประชาธิปัตย์ อุปสรรคแรกของรัฐบาลคือความสัมพันธ์ที่แย่ลงกับเขมร เพราะนายกเขมร ฮุนเซน รู้ว่าประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งของทีม PAD ที่คอยยุแยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ก็เกิดการปะทะตามแนวชายแดนตลอด และฮุนเซนตามด่าอภิสิทธิ์รายวัน อาทิ การแช่งให้อภิสิทธิ์เครื่องบินตกตายห่า หรือการไปญาติดีกับทักษิณอย่างออกนอกหน้าเพื่อทำให้ฝ่ายอภิสิทธิ์ ทหาร และเจ้าไทยรำคาญ โดยการแต่งตั้งให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเชิญทักษิณมาเขมรหลายครั้ง มาจัดงานสงกรานต์ มาเตะบอลร่วมกัน ฮุนเซนมันแสบ เวลาเตะบอลกับทีมทักษิณ ฮุนเซนอยู่ในชุดสีแดง เพราะต้องการสนับสนุนคนเสื้อแดงของทักษิณ ขณะที่ทักษิณอยู่ทีมสีน้ำเงิน ในโอกาสนั้น ฮุนเซนเปิดพรมแดนให้พี่น้องชาวอิสานเดินทางมาร่วมกิจกรรมในกัมพูชาด้วย สุดท้าย เมียฮุนเซน ที่ชื่อ บุญรานี ขึ้นไปอธิษฐานบนเขาพระวิหาร ขอให้คนแกล้งทักษิณต้องมีอันเป็นไป (อุ๊บ) และบอกว่า จะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในเขมรหากกลับไทยไม่ได้ถาวร เรื่องนี้สร้างความโกรธให้ฝ่ายไทยมาก

…ต่อมา คือการต่อต้านจากฝ่ายเสื้อแดง ที่โกรธเพราะมาพรากรัฐบาลอันเป็นที่รักของเค้าไปด้วยวิธีสกปรก คือตุลาการภิวัฒน์จึงเริ่มออกมาประท้วงอภิสิทธิ์ สาเหตุหลักๆ ก็คือการขอให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม อย่าลืมว่า ตอนนั้นภูมิพลเริ่มป่วยแล้ว เข้าโรงพยาบาลเมื่อปี 2009 อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือสิริกิติ์เป็นหลัก นั่นหมายถึงตกไปอยู่ในมือบูรพาพยัคฆ์ที่มีประยุทธเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งทีมนี้มีความคิดที่จะไม่อ่อนข้อต่อคนเสื้อแดง ใจหนึ่งก็กลัวว่า หากภูมิพลเป็นอะไรกระทันหัน เสื้อแดงอาจครองเมือง โดยมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง และข่าวลือที่ว่า ทักษิณสนิทกับวชิราลงกรณ์นั้น ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพยิ่งต้องกำจัดเสื้อแดงมากขึ้น

…ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและวชิราลงกรณ์จริงในระดับหนึ่ง ในเรื่องของการออกเงินส่วนตัวเพื่อช่วยซ่อมแซมวังนนทบุรีให้วชิราลงกรณ์ รวมถึงการมอบเงิน “ตามพระราชอัธยาศัย” เพื่อเป็นการซื้อตัววชิราลงกรณ์นั่นเอง ทักษิณถึงขนาดให้สัมภาษณ์ นสพ The Times ของอังกฤษว่า ยุคสมัยหน้าที่มีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ จะยิ่งแจ่ม สดใส และเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ทำให้ลิ่วล้อของภูมิพลโกรธมาก ถึงขนาดฟ้องทักษิณด้วย 112 มองตรงนี้ บอกเลย ทักษิณน่ารังเกียจมาก ยุคที่รุ่งเรืองกว่า ยุคห่าอะไรคะ มีแต่การอุ้มฆ่าทั้งนั้น ในส่วนของวชิราลงกรณ์ แม้ได้เงินมาจากทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการเป็นมิตรกับทักษิณ เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ไม่ได้เป็นมิตรกับใครทั้งนั้น เพียงแต่อ่อนไปตามลมและจังหวะทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉลาดพอตัว

…เดี๋ยวกลับมาเรื่องคนเสื้อแดงถูกสังหารกลางกรุงค่ะ

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 6

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงการเมืองระหว่างวังหลวง-วังหน้านอกจากจะเป็นเหตุการณ์เชิงอำนาจภายในโครงสร้างของไทยแล้ว ท่ามกลางขั้วอำนาจยังมีเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวหัวนอกที่มีแนวคิดและวิถีชีวิตซึ่งรับอิทธิพลมาจากตะวันตก อย่างกรณีความรักของแฟนนี่ น็อกซ์ กับพระปรีชากลการ

แฟนนี่ น็อกซ์ เป็นธิดามิสเตอร์โทมัส ยอร์จ น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย เกิดจากภรรยาคนไทยชื่อปราง บิดาส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนพระปรีชากลการ เป็นบุตรพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง

ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในวงสังคมชั้นสูง เริ่มรู้จักกันเมื่อทั้งสองฝ่ายซึ่งนิยมกีฬาขี่ม้าเหมือนกัน ได้ขี่ม้าเล่นเพื่อออกกําลังกายในเวลาเช้า ฝ่ายชายอยู่ในกลุ่มข้าราชบริพารที่โปรดปราน ขี่ม้าตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายหญิงก็ขี่ม้าเล่นกับนายน็อกซ์ ผู้เป็นบิดา แม้ว่าฝ่ายชายจะมีภรรยาและบุตรชายหญิงอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสรู้จักกัน ครั้งแรกจึงอยู่ในฐานะมิตรสหาย แต่ต่อมาเมื่อภรรยาพระปรีชากลการถึงแก่กรรม การรู้จักกันฉันเพื่อนทําให้มีโอกาสได้เข้าไปแสดงความเห็นอกเห็นใจ และสานความสัมพันธ์ต่อจนกลายเป็นความรักในที่สุด ความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่น่าที่จะดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นหากไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะนั้นการเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วอํานาจ คือ ฝ่ายวังหลวง และฝ่ายวังหน้ส วังหลวงมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพิ่งเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ อํานาจทางการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในฐานะผู้สําเร็จราชการ มีอํานาจเต็ม ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ ส่วนวังหน้ามีกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ซึ่งผู้สําเร็จราชการเป็นผู้สนับสนุนให้ดํารงตําแหน่งนี้ และนายน็อกซ์ ชาวอังกฤษเมื่อเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ได้ทําหน้าที่ฝึกทหารแบบยุโรปให้วังหน้าอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาได้รับตําแหน่งกงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทั้งสมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์ จึงมีความสนิทสนมกับวังหน้าเป็นอย่างมาก นับเป็นกลุ่มอํานาจที่สําคัญอีกกลุ่มหนึ่ง

ในขณะที่วังหลวงมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติหน้าที่สําคัญๆ รวมทั้งควบคุมการทําเหมืองทองที่ปราจีนบุรี ดังนั้น ความรักของแฟนนี่และพระปรีชากลการจึงดําเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของกลุ่มอํานาจทั้งสอง แต่หนุ่มสาวมิได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญไปกว่าเรื่องของความรัก

พระปรีชากลการมิได้รําลึกถึงความควรไม่ควรในฐานะข้าราชสํานักวังหลวง ส่วนแฟนนี่ก็ไม่สนใจในคําตักเตือนของบิดามารดาถึงผลเสียอันจะเกิดจากอํานาจของผู้สําเร็จราชการ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะให้เธอแต่งงานกับบุตรชายคนหนึ่งของท่าน อันจะเป็นการผูกพันอํานาจทางการเมืองระหว่างตัวท่าน วังหน้า และกงสุลอังกฤษให้แน่นแฟ้นต่อไป รัชกาลที่ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากลายพระราชหัตถเลขา ที่มีถึงสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เล่าถึงเรื่องความคิดอ่านของนายน็อกซ์และสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไว้ว่า

“มีผู้ที่ควรจะเชื่อได้ ทราบความมาว่า เขากะสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแน่ว่าหม่อมฉันคงจะตายในเร็วๆ นี้เป็นแน่ ด้วยผอมนัก วังหน้าคงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าวังหน้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว เหมือนกับลูกเขาๆ สงสารจะต้องอุปถัมภ์ช่วยว่าการงานทุกอย่าง ลูกเขานั้นคนใหญ่ที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกคนเดียวเขาจะให้เป็นฝรั่ง แต่ลูกนอกนั้นตามแต่ภรรยาเขาจะให้มีผัวไทยก็ตาม สมเด็จเจ้าพระยาฯ พลอยเห็นจริงด้วย ได้บอกมอบฝากบ้านเมืองถ้าสิ้นท่านแล้ว วังหน้าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้เขาช่วยทะนุบํารุงบ้านเมือง และ ฝากบุตรหลานของท่านด้วยเถิด การเป็นดังนี้สมกับคําที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พูดอยู่เสมอว่า หม่อมฉันคงตายในปีนี้ๆ หลายปีมาแล้ว ว่าวังหน้าคงมาเป็นเจ้า คํานี้ท่านพูดอยู่ดังๆ กับบุตรหลานนั้นก็ให้มาฝากตัวอยู่ที่กงสุลอังกฤษจริง เป็นการสมกับที่คําพูด แต่คําที่ฝ่ายภรรยามิสเตอร์น็อกซ์กงสุลพูดนั้นว่า ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแล้ว ลูกสาวจะเป็นสมเด็จพระนาง ผัวจะเป็นผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน ถ้ามีหลานจะให้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปด้วย..”

ความสนิทชิดเชื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง สมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์นั้น ก่อให้เกิดความยากลำบากในการบริหารประเทศ การงานในบ้านเมือง กงสุลอังกฤษย่อมทราบได้ อาจต้องอลุ่มอล่วยกันไป หนุ่มสาวหัวนอกทั้งคู่ยังเพิ่มความยุ่งยากขึ้นอีก เมื่อครั้งมีงานพระราชพิธีฉลองพระราชวังบางปะอิน พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการได้พาแฟนนี่นั่งเรือส่วนตัวไปในงานฉลองและค้างแรมด้วยกันบนเรือ แม้จะมีบ่าวไพร่อยู่บนเรือด้วยกันหลายคน และทั้งคู่ก็มิได้อยู่ร่วมห้องกันก็ตาม การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง เพราะฝ่ายหนึ่งคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกฝ่ายหนึ่งคือลูกสาวกงสุลใหญ่ ซึ่งถือเป็นการหยามเกียรตินําความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติ และยิ่งเมื่อพระปรีชากลการได้พาแฟนนี่กลับกรุงเทพฯ ในขณะที่งานฉลองพระราชวังบางปะอินยังไม่เสร็จสิ้น โดยมิได้กราบบังคมทูลลาหรือกราบทูลให้ทรงทราบ อันมิบังควร

ครั้นกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ได้บีบคั้นให้ทั้งสองต้องเข้าสู่พิธีสมรส โดยมิได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามขนบประเพณีแห่งราชสํานัก ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการหมิ่นเกียรติยศกงสุลในการที่พาธิดาสาวไปค้างแรมทําให้เกิดความเสียหายและข้อครหา จึงเป็นการทําผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพราะนอกจากจะผิดประเพณีอันจะทําให้เกิดความเข้าใจผิดกับกงสุลของประเทศที่มีอํานาจเช่นอังกฤษแล้ว ยังเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานที่เป็นข้าราชการในพระองค์ แต่ทําการต่างๆ ตามอําเภอใจ มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานที่คู่สมรสเป็นลูกครึ่งต่างชาติ มีบิดาที่สามารถให้ผลได้ผลเสียแก่บ้านเมือง จึงถือเป็นการละเมิดอํานาจแผ่นดินอย่างร้ายแรงอย่างไม่เคยมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้มาก่อน

พรุ่งนี้มาต่อตอนจบค่ะ
ข้อมูลจาก 1) ศิลปวัฒนธรรม 2) ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันนี้ครบรอบ94ปี ที่คณะราษฏรได้ถูกก่อตั้งมา

โดย ปรีดี พนมยงค์(พ่องPD)
สมาชิกแรกๆมี
ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส
ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นักเรียนวิชารัฐศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนวิชาทหารม้า ประเทศฝรั่งเศส
ตั้ว ลพานุกรม นักเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
จรูญ สิงหเสนีย์] ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามในประเทศฝรั่งเศส
แนบ พหลโยธิน นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศอังกฤษ

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 5

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บานปลายเกือบเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคดีนี้ยิ่งบานปลายใหญ่โต เมื่อนายน็อกซ์ ผู้เป็นพ่อตาซึ่งมีความประสงค์จะช่วยเหลือบุตรเขย พยายามเจรจากับสมเด็จเจ้าพระยาฯ และขอเข้าเฝ้ากราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เป็นผล เพราะคดีนี้มิใช่ความผิดธรรมดาแต่กลายเป็นเรื่องการประลองกำลังระหว่างขั้วอํานาจทั้งสอง โดยมีพระปรีชากลการที่แทบกลายเป็นเป้านิ่งนายน็อกซ์ คิดหาทางออกขั้นสุดท้ายซึ่งเขาเองคงคาดว่าจะได้ผล นั่นคือการขู่จะนําเรือปืนอังกฤษเข้ามาปิดปากอ่าวไทยตามอํานาจกงสุล การขู่เช่นนี้แทนที่จะได้ผลดีกลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องรีบแก้ไขเหตุการณ์โดยด่วน ด้วยการส่งคณะทูตพิเศษมีพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นหัวหน้า นําเรื่องราวความเป็นจริงไปชี้แจงให้รัฐบาลอังกฤษเข้าใจ ในระหว่างที่เหตุการณ์เริ่มบานปลาย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กราบทูลแนะนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เอาเรื่องการเมืองและการล่วงละเมิดอำนาจแผ่นดินเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องทุจริตให้เป็นประเด็นรอง และยังกราบบังคมทูลให้ทรงใช้มาตรการเด็ดขาดโดยเร็ว เมื่อถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 พระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะในที่สาธารณะและครอบครัวถูกริบราชบาตร ส่วนแฟนนี่ก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วันร่องรอยของแฟนนี่ น็อกซ์ และการเดินเรื่องแก้ต่างกับเจ้านายสำหรับเส้นทางของแฟนนี่ มีดังนี้ แฟนนี่เดินทางออกจากประเทศสยาม พร้อมด้วยบุตรชายที่เกิดจากพระปรีชากลการชื่อ Henry Spencer (มีชื่อไทยว่าจำรัส-ผู้เขียน) ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะ นอกจากนั้นยังมีบุตรธิดาอีก 2 คนที่เกิดจากภรรยาคนแรกของพระปรีชากลการ ชื่อลม้าย เป็นเด็กหญิงชื่อตระกูล (ต่อมากลับเมืองไทย และสมรสกับพระยาภูบาลบันเทิง (ประยูร อมาตยกุล-ผู้เขียน) ส่วนเด็กชายชื่ออรุณ (ต่อมากลับเมืองไทย รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิศาลสารเกษตร-ผู้เขียน) ถูกพาออกนอกประเทศไปด้วย1แฟนนี่และเด็กๆ เดินทางถึงยุโรปก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2422 โดยขึ้นบกที่ฝรั่งเศส ที่นั้นเธอพาเด็กๆ ไปพักชั่วคราวที่เมือง Biaritz ซึ่งเป็นเมืองสงบริมทะเล อากาศไม่หนาวเหน็บดังเช่นในอังกฤษซึ่งกำลังเป็นฤดูหนาว มร. น็อกซ์เดินทางจากอังกฤษ ข้ามมาเยี่ยมเธอที่นั่น ระหว่างที่พักอยู่ในฝรั่งเศส เธอได้ขอเข้าพบอัครราชทูตสยาม ณ กรุงปารีส คือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้ข้อมูลที่เธอไม่อาจเปิดเผยในกรุงเทพฯ ได้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์บันทึกคำให้การของแฟนนี่ ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดีดังนี้แฟนนี่ปรารถนาที่จะสารภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเคลียร์ตัวเองและชี้เบาะแสที่มาของเงินทุจริตที่หุ้นส่วนของพระปรีชากลการยักยอกไป เพื่อรายงานต่อรัฐบาลสยาม สิ่งที่ต้องการตอบแทนเป็นเพียงขอคืนทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกยึดไป เพื่อจะได้นำเงินนั้นมาเป็นทุนการศึกษาของลูกๆ ในอุปการะของเธอ ซึ่งถือสัญชาติไทยโดยกำเนิด คำให้การของแฟนนี่โยงใยไปถึงตัวบุคคลที่พัวพันอยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหากรณีทุจริต ซึ่งเป็นความผิดกระทงแรกที่สามีถูกตั้งข้อหา และทางการยังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด2แฟนนี่เปิดเผยโฉมหน้าขบวนการที่ปิดบังตัวเองอยู่ภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการ โดยยืนยันว่าก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้น พระปรีชากลการได้ลงทุนไว้เป็นเงิน $38,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) กับบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินมาเป็นทุนเปิดกิจการโรงสีข้าว แฟนนี่อ้างว่าระยะแรกพระปรีชากลการจะได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเป็นเงินครั้งละ 500 ปอนด์ (อังกฤษ) แต่ต่อมาบริษัทก็ได้หยุดส่ง แฟนนี่ร้องต่อไปว่ากลางเดือนมีนาคม 2422 ดิฉันได้สมรสกับพระปรีชากลการ พอถึงวันที่ 26 มีนาคม ศกนั้น พระปรีชากลการก็ถูกเรียกตัวเข้าวัง ทันทีที่ไปถึงก็ถูกจับกุมโดยมิได้เข้าเฝ้า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันพระปรีชากลการได้มอบกุญแจหีบสมบัติทุกดอกให้ดิฉันเป็นผู้ดูแล โดยมี มร. กูลด์ (Mr. Gould) ตำแหน่งรองกงสุลอังกฤษ [และเป็นทนายส่วนตัวของแฟนนี่-ผู้เขียน] เป็นสักขีพยาน หม่อมยี่สุ่นเป็นผู้นำกุญแจหีบทุกดอกมาจากน้องสาวคนเดียวของพระปรีชากลการ [ตามประวัติบรรพบุรุษ น้องสาวคือคุณหญิงทรามสงวน เป็นภรรยาของพระยาอภัยรณฤทธิ์] ทรัพย์สินของครอบครัวซึ่งดิฉันครอบครองอยู่ [ก่อนถูกริบราชบาตร] ขณะที่สามีถูกควบคุมตัวมีดังนี้ : –(1) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น ในชื่อพระปรีชากลการ จากโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., มีค่าเท่ากับ 100 ชั่ง
(2) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $24,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., ขอกู้ไป
(3) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $14,400 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว PATRIEW COMPANY MILL ขอกู้ไป
(4) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น อีกใบหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 150 ชั่ง ในนามพระปรีชากลการ
(5) ใบเสร็จรับเงิน ลงนามโดยนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 6,286 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ซึ่งพระปรีชากลการให้กู้ยืมไป
(6) ใบเสร็จรับเงิน จากนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 8,000 บาท ซึ่งพระปรีชากลการสั่งซื้อข้าว
(7) ใบเสร็จรับเงินจากจีนโต จำนวนเงิน 50 ชั่ง ซึ่งพระปรีชากลการให้จีนโตหยิบยืมไป
(8) กล่องเอกสารจำนวนมาก รวมทั้งโฉนดที่ดินของพระปรีชากลการ2ระหว่างที่สามีถูกจองจำนั้น ดิฉันได้แสดงความยินยอมที่จะมอบกุญแจหีบสมบัติต่างๆ ให้แก่ท่านพระยากระสาปน์กิจโกศล, พระนายศรี และหลวงพินิจ [ทนายประจำครอบครัว] แต่ท่านบิดาปฏิเสธที่จะรับมันไว้ มร. กูลด์เป็นพยานได้ ในเรื่องนี้ ตกคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2422 มีทหารกลุ่มหนึ่งมาที่บ้านของดิฉัน และอายัดทรัพย์สินต่างๆ ไว้ เมื่อดิฉันตัดสินใจที่จะออกจากสยามนั้น Mr. Sigg จากโรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., เขียนจดหมายอนุญาตให้ Mr. Read มอบเงินค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง ซึ่งเขายินดีจะทดแทนให้ อันเป็นดอกเบี้ยจากเงินที่เคยกู้ยืมไปจำนวน $24,000 (ดอลลาร์) ซึ่งค้างจ่ายดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 แต่แทนที่จะส่งคืนเงินที่กู้ไปทั้งหมด โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., กลับขายทอดตลาดหุ้นของพระปรีชากลการ โดย Mr. Sigg เป็นผู้ซื้อไว้เอง ทั้งยังไม่แยแสกับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีก่อนหน้านั้น ดอกเบี้ยที่ Mr. Sigg สั่งให้ Mr. Read มอบให้ดิฉันเป็นเงินเพียง 500 ปอนด์ (อังกฤษ) เท่านั้น ดิฉันไม่มีทางรู้เลยว่าเขาได้ซื้อหุ้นของพระปรีชากลการไปด้วยเงินเท่าใดต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2423 Mr. Sigg ยังได้ขอให้ดิฉันคืนเอกสารการกู้ยืมทั้งหมดที่ทำไว้กับพระปรีชากลการ เมื่อดิฉันส่งใบเสร็จของเงิน $14,000 (ดอลลาร์) ให้ Mr. Sigg กลับนำเอกสารนั้นแสดงความเป็นเจ้าหนี้กับโรงสี PATRIEW COMPANY MILL ต่อไปโดยได้ทิ้งใบรับไว้ให้ดิฉันแทน พอถึงเดือนมิถุนายน 2424 Mr. Sigg ยื่นข้อเรียกร้องใหม่ผ่านทาง มร. กูลด์ ทนายของดิฉัน ให้ดิฉันคืนเงิน $14,400 (ดอลลาร์) ให้กับเขา เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาเงินกู้ครั้งแรก $24,000 ที่ Mr. Sigg กู้จากพระปรีชากลการไป มร. กูลด์ตกลงทำตามเพราะเห็นว่าจำนวนที่จะแลกคืนมีจำนวนมากกว่า ซึ่งสัญญาฉบับดังกล่าว ขณะนี้อยู่กับดิฉัน และดิฉันยินดีที่จะมอบคืนให้กับรัฐบาลสยามอันเป็นหลักฐานทรัพย์สินของพระปรีชากลการตามกฎหมาย ดิฉันไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าสัญญาต่างๆ ถูกเปลี่ยนมือไปด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก นอกเหนือไปกว่านี้ก็มีแต่กล่องเอกสารและโฉนดที่ดิน ซึ่งดิฉันฝากไว้ที่กรุงเทพฯ กับแคโรไลน์น้องสาวของดิฉันในปี พ.ศ. 2423 รัฐบาลสยามมีหมายเรียกให้โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., แสดงตนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กู้ยืมไปจากพระปรีชากลการ แต่โรงสีดังกล่าวกับปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แล้วยังแสดงตนว่าเป็นเจ้าหนี้ และเจ้าของข้าวสารจำนวนมากที่พระปรีชากลการสั่งซื้อไป ซึ่งดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลสยามพาซื่อชดใช้ให้โรงสีนี้ไปหมดแล้วอีกต่างหาก ดิฉันยังล่วงรู้อีกว่ามีไม้พะยูงจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นของสามีดิฉัน แต่ตกอยู่ในครอบครองของโรงสี MALHERBE, JULLIEN & Co., เก็บอยู่ในโกดังของพวกเขา ดิฉันไม่มีโอกาสรู้ว่าพวกเขาจัดการกับไม้เหล่านี้อย่างไร(ลงชื่อ) แฟนนี่ ปรีชากลการปารีส 12 มิถุนายน 1884 (2427)เมื่อพระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษแล้ว แฟนนี่ก็ลี้ภัยออกนอกประเทศ Mr. Sigg ส่งข้อความตามออกมาว่ารัฐบาลสยามไม่พอใจกับการหนีหน้าแบบกะทันหันของเธอ ทางการต้องการสอบสวนตัวเธอเช่นกัน Mr. Sigg เขียนจดหมายคุกคามแฟนนี่หลายครั้ง เป็นทำนองขู่เข็ญให้เธอ ปิดปาก เกี่ยวกับเบาะแสของทรัพย์สินต่างๆ ระหว่างพระปรีชากลการกับกิจการของ Mr. Sigg โดยเฉพาะเรื่องใบเสร็จ ขณะที่แฟนนี่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสนั้น Mr. Sigg ยังได้ตามออกมารังควาญถึงยุโรป ในปี พ.ศ. 2426 อีกด้วยเมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงได้รับคำร้องเรียนจากแฟนนี่ จึงได้เชิญตัวแทนของบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ซึ่งบังเอิญอยู่ในปารีสมาพบเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ทว่าบริษัทดังกล่าวกลับปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วยัง ปรักปรำ Mr. Sigg ในพฤติกรรมที่พัวพันกับคดีนี้ ตัวแทนของบริษัทอ้างว่าเงินกู้จากพระปรีชากลการมีอายุสัญญา 10 ปี จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกข้อผูกมัดก่อนเวลา พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงแนะนำว่าเนื่องจากทรัพย์สินเป็นของพระปรีชากลการ จึงเป็น ของกลาง ในคดีอาญา มันจึงควรถูกริบเข้าหลวงทั้งหมด ถ้ายังปิดบังซ่อนเร้นต่อไปก็จะทำผิดกฎหมายและถูกดำเนินคดีไปด้วย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือแฟนนี่แก้ข้อกล่าวหา โดยสนับสนุนให้เธอแจ้งเบาะแสทุกอย่างกับทางรัฐบาล ส่งคืนทรัพย์สินให้หลวงแล้วขอพระราชทานอภัยโทษ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงให้ความเห็นว่าท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระประสงค์ร้ายต่อแฟนนี่ และเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นในช่วงที่ราชการแผ่นดินตกอยู่ในอำนาจของ ผู้สำเร็จราชการ แต่การดำเนินการใดๆ เท่ากับต้องรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่!ความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไรไม่มีใครบอกได้ เพราะจากหลักฐานที่พบปะปนอยู่กับเอกสารจำนวนมากที่ใต้ถุนสถานทูตไทย ณ กรุงปารีสในรัชกาลต่อมา ไม่มีคำอธิบายหรือความก้าวหน้าของคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงมีความเป็นไปได้ว่าก่อนที่คำอุทธรณ์จะถูกรับหรือการตัดสินใจของภาครัฐจะส่งกลับมายังปารีส พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้พ้นจากตำแหน่งอัครราชทูตสยาม และเดินทางกลับประเทศไปแล้ว2“ หลักฐานที่เอ่ยถึงข้างต้นนั้น สะท้อนได้ว่าถึงจำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในการปฏิบัติหน้าที่จนดิ้นไม่หลุด ตามหลักฐานการสอบสวนว่าพระปรีชากลการได้เบิกเงินหลวงไปใช้ล่วงหน้าเพื่อดำเนินการผลิตทองคำ ณ บ่อทองของรัฐที่กบินทร์บุรี เพียงเพื่อผลผลิต 111 ชั่งเศษๆ เท่านั้นซึ่งไม่คุ้มทุนก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้เป็นผู้ต้องหาคนเดียวในคดีนี้คำสารภาพของญาติผู้ใกล้ชิดจำเลยคือแฟนนี่ แก้ต่างว่าสามีของเธอตกเป็นเหยื่อของนักธุรกิจเจ้าเล่ห์ อันเป็นการหักหลังกันเองภายใน ซึ่งอาจเป็น อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ คดีฟอกเงิน ครั้งแรกๆ สำหรับรัตนโกสินทร์ และกลายเป็นเครื่องมือของ มือที่สาม ที่ใช้สาเหตุจากความล้มเหลวทางธุรกิจ ปรักปรำเอาผิดจำเลยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แบบยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ข้อมูลที่ยังไม่ทราบมาก่อน จากคำให้การของแฟนนี่คือ นอกจากตัวบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐ และมีตัวตนอยู่ตามประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีเบาะแสอ้างอิงถึงชื่อ “ผู้ร่วมขบวนการ” คนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง เช่น Mr. Sigg จอมบงการ ทั้ง Mr. Sigg ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน และซัดทอดผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ เช่น Mr. Read, นายสิน, จีนโต, บริษัท MALHERBE, JULLIEN & CO., และโรงสี PATRIEW COMPANY MILL นอกจากนั้นยังมีพยานบุคคลที่ไม่ยอมปริปากมาก่อน เช่น นางแคโรไลน์ น้องสาวของแฟนนี่, หม่อมยี่สุ่น, คุณหญิงทรามสงวน น้องสาวพระปรีชากลการ, มร. กูลด์ รองกงสุลอังกฤษ เป็นต้นข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 4

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คดีความกรณีพระปรีชากลการ ถูกประหารชีวิตถูกตีแผ่กันมาหลายครั้ง ผ่านการศึกษาสืบค้นข้อมูลเงื่อนงำก็มากหลาย ไม่เพียงแค่ปมเบื้องหลังปริศนาของคดีนี้ เรื่องราวภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการโดยแฟนนี่ น็อกซ์ ภรรยาชาวต่างชาติซึ่งเป็นอีกหนึ่งปมที่ผสมปนเป ในเรื่องนี้ก็ยังมีหลักฐานปรากฏให้สืบค้นด้วยเช่นกัน เธอไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเดินเรื่องแก้ต่างให้สามีอยู่

เป็นที่รู้กันดีว่า พระปรีชากลการ เป็นบุตรของพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง สำหรับตระกูลอมาตยกุล ก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของคนในตระกูลนี้รับราชการสนองพระคุณพระเจ้าแผ่นดินมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ต้นวงศ์ของตระกูลคือพระยาสมบัติยาธิบาล (บุญเกิด) รับราชการในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามรินทร์

ส่วนพระปรีชากลการ ย่อมเป็นผู้มีหัวคิดทันสมัย เป็นนักประดิษฐ์ คบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรงโปรดปรานมากคนหนึ่ง เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2412 ก็ได้เป็นเจ้ากรมกระษาปน์สิทธิการแทนบิดา ในสมัยนี้เอง พระปรีชากลการมีผลงาน เช่น ประดิษฐ์ซุ้มจุดด้วยไฟแก๊สถวายในงานเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นนายงานสร้างตึกแถวบนถนนบำรุงเมือง และยังเป็นที่ทรงโปรดปรานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่พระปรีชากลการสานสัมพันธ์กับแฟนนี่ น็อกซ์ ธิดาของนายน็อกซ์ (Thomas Georges Knox) กงสุลใหญ่อังกฤษ จนกลายเป็นความรักขึ้นมานั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ขั้วอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นปั่นป่วน

ความรักท่ามกลางขั้วอำนาจทางการเมือง…. มร. น็อกซ์ ประพฤติตัวอย่างเปิดเผยว่าฝักใฝ่และสนับสนุนวังหน้า ขณะที่ฝั่งวังหลวง อีกขั้วอำนาจหนึ่งในเวลานั้นมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง การกระทำของพระปรีชากลการทำให้ถูกมองว่า ไม่สำนึกบุญคุณของวังหลวงที่ได้ชุบเลี้ยงตนและบรรพบุรุษตลอดมา และยังเป็นเรื่องเสี่ยงที่อาจจะล่วงล้ำเข้าไประแคะระคายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง มร. น็อกซ์ ซึ่งสนิทกับทั้งฝ่ายวังหน้า และกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้กุมอำนาจในมือและมีอิทธิพลแม้จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการไปแล้วก็ตาม

กลับมาที่เรื่องใจความหลักกันต่อ หนุ่มสาวทั้งคู่หาได้สนใจคำเตือนจากผู้หวังดี เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองพากันไปอยู่ที่ปราจีนบุรี ซึ่งฝ่ายชายมีหน้าที่ควบคุมการขุดทองส่งเมืองหลวง กระทั่งวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฝ่ายวังหลวง ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตในผลประโยชน์จากบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรีที่เขาดูแลกิจการอยู่ โดยถูกตั้งข้อหาว่าเบิกเงินล่วงหน้าถึง 15,500 ชั่ง เพื่อผลผลิตทองเพียง 111 ชั่งเศษเท่านั้น ทั้งยังมีพยานหลักฐานจากอำแดงบัวและอำแดงแข ถวายฎีกาว่า พระปรีชากลการฉ้อฉลทองมาให้พระยากษาปน์กิจโกศลผู้บิดา ภายหลังยังขยายผลอันเนื่องมาจากมีราษฎรร้องเรียนกล่าวโทษพระปรีชากลการเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ
มีทั้งการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง การกดขี่ทารุณทําร้ายราษฎรและอื่นๆ อีกถึง 27 เรื่อง ข้อหาที่พระปรีชาฯ ได้รับคือ ทารุณเลขหัวเมืองที่เกณฑ์ให้ตัดฟันตอในน้ำซึ่งกีดขวางทางเดินเรือบรรทุกทอง โดยใช้ง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดําลงไปตัด ตอจนขาดใจตาย และทําการทารุณกรรมแก่ราษฎรอย่างร้ายแรงหลายประการ
แล่นเรือตัดหน้าฉานขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับ ณ พระราชวังบางปะอิ
แต่งงานกับคนต่างประเทศโดยไม่ขอพระบรมราชานุญาต

สำหรับเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตติดสินบนนั้น “เป็นคำกล่าวหาเพื่อปรักปรำและกลั่นแกล้งทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะในประเด็นที่เกี่ยวกับการทุจริตนั้น ถึงจะพบว่าพระปรีชากลการบกพร่องจริง โทษก็ไม่หนักถึงขั้นประหาร ความบกพร่องดังกล่าวมักจะมีให้เห็นเนืองๆ ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการทุกระดับชั้นในสมัยนั้น เพราะความหละหลวมของระบบ และช่องโหว่ในระเบียบปฏิบัติของทางการ เช่น รัฐบาลไม่ค่อยจะเข้มงวด หรือควบคุมการตรวจสอบการเบิกจ่าย และใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน ไม่กวดขันผลประโยชน์ที่ข้าราชการจะต้องนำส่งให้รัฐ

ฉะนั้นถ้าได้มีการสอบสวนแล้วก็จะพบว่าโดยมากขาดประสิทธิภาพ และมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ เมื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ผ่านมือมาที่ขุนนาง ขุนนางจะส่งให้หลวงเท่าใดก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังเช่นผลประโยชน์สุราก็เป็นของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ทั้งหมด แต่ท่านก็มิได้นำส่งพระคลังข้างที่เต็ม 2,000 ชั่ง ดังที่เคยตกเป็นของพระคลังข้างที่ แต่ผู้รับผิดชอบคือพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช บุญหลง) กลับนำไปยกให้เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีอย่างใดจะเรียกว่าเป็นการทุจริตหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าขุนนางคนใดถ้าถูกสอบสวน ก็มักจะพบความบกพร่องโดยไม่ยากนัก เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่ขาดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เมื่อการสอบสวนพบว่าพระปรีชากลการทุจริต ก็น่าที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่พระปรีชากลการกลับต้องเผชิญชะตากรรมแต่ผู้เดียว นายนิวแมน เจ้าหน้าที่กงสุลอังกฤษเขียนรายงานฟ้องไปยังรัฐบาลอังกฤษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2422 หลังจากพระปรีชากลการถูกประหารไปแล้วว่า พระปรีชาฯ มิได้รับการไต่สวนที่ยุติธรรม และโทษที่ได้รับก็รุนแรงเกินกว่าเหตุ”

พรุ่งนี้มาต่อค่ะ

ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 3

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

มีคนอ้างว่า ในที่สุด พระปรีชาได้บอกว่า “ที่ต้องตายก็เพราะอยากมีเมียแหม่ม” นั้นคือสาเหตุของการประหารชีวิต เป็นคำกล่าวไว้ก่อนถูกเพชฌฆาตลงดาบประหาร (24 พฤศจิกายน 2422)

….คดีความของพระปรีชากลการนั้น ถือว่ามีความสลับซับซ้อนเพราะแรงผลักดันในการดำเนินคดีส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง แรกทีเดียว พระปรีชากลการ ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่รัชกาลที่ 5 โปรด แต่ภายหลัง พระปรีชาไปหลงรัก แฟนนี่ น็อกซ์ บุตรสาวของ มร.โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวังหน้า (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) และเคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ติเตียนวังหลวง ยกย่องวังหน้าอยู่เนืองๆ

….ส่วนเงื่อนไขอันนำไปสู่การดำเนินคดีกับพระปรีชากลการนั้นประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (สมัยนั้นยังไม่มี 112 นะคะ) และกฎหมายบ้านเมือง จากกรณีการพาแฟนนี่นั่งเรือยอชต์ส่วนตัวไปดูงานฉลองพระราชวังบางปะอินและค้างแรมบนเรือลำเดียวกัน แม้จะมิได้ค้างห้องเดียวกัน และการสมรสกับแฟนนี่ โดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาต ซึ่งสมัยนั้นผิดกฏอย่างมาก สองคือ บกพร่องในหน้าที่ราชการเรื่องการควบคุมบ่อทอง ที่พระปรีชาบิกเงินล่วงหน้า 15,500 ชั่ง แต่กลับผลิตทองได้เพียง 111 ชั่งเศษๆ และข้อกล่าวหาการทุจริตยักยอกทองมาให้พระยากษาปณกิจโกศล ผู้เป็นบิดา

….นอกจากนี้ ก็จะเป็นเรื่องการใช้อำนาจข่มเหงประชาชน เช่นการทรมานนายเกิด ซึ่งเป็นเสมียนของตนเองจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากนายเกิดต้องการร้องเรียนทางการว่าพระปรีชาฯ ทุจริต การยึดที่ดินจากชาวบ้านไปมอบให้คนใกล้ตัว และการปล่อยโจรผู้ร้ายไปปล้นเมืองอื่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พระปรีชาฯ ใช้แรงงานคนอย่างทารุณ เช่นการขุดตอในแม่น้ำซึ่งขวางการเดินเรือได้ใช้วิธีเอาง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดำน้ำลงไปจนบางคนถึงแก่ความตาย หรือการทรมานนักโทษด้วยการกักตัวไว้ในคอกเหมือนเล้าหมูใต้ถุนครัวไฟ ให้ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำครำตลอดเวลา

….แต่หลักฐานที่พอจะเอาผิดกับพระปรีชาฯ ได้คือคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหาร หากเทียบเคียงกับกรณีข้าราชการอีกหลายคนที่เคยพัวพันกันการทุจริตมาก่อน ขณะที่ข้อหาพัวพันกับการฆ่าคนนั้นพยานหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ส่วนปัจจัยที่น่าจะมีส่วนสำคัญทำให้ พระปรีชาฯ ต้องโทษหนักถึงขั้นประหารนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยในขณะนั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังเป็นระบบไต่สวนที่จำเลยไม่มีสิทธิประกันตัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐานในการสู้คดี อำนาจการตัดสินคดีก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารมิได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ การที่ขุนนางคนสำคัญอย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดีแต่ต้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คือผู้ที่กราบทูลกับรัชกาลที่ 5 ให้เอาผิดกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพระปรีชาฯ เป็นสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องของการทุจริต

….เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นด้วย โดยเมื่อครั้งที่มีการจับตัวพระปรีชาฯ ก็ได้สั่งพระพิเรนทรเทพย์เจ้ากรมตำรวจด้วยพระองค์เอง ให้จำตรวนและลงอาญาโบยเสีย 30 ที เพราะเห็นว่าพระปรีชาฯ ทำการดูหมิ่นอาญาแผ่นดินมาก “การกำเริบหมิ่นประมาทและไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่” และก็เคยมีพระราชดำรัสกับ มร.น็อกซ์ เมื่อโปรดให้เข้าเฝ้าว่า “…ถ้าพระปรีชาฯ กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบตั้งแต่ต้นอาจจะไม่ได้รับผลร้ายเช่นนี้ก็ได้ แต่นี่กลับไม่ได้กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบเลย” นอกจากนี้ บุคลิกส่วนตัวของพระปรีชาฯ ที่ค่อนข้างดื้อดึง ไม่ให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ก็ทำให้ไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานี

….อีกปัจจัยคือการที่พระปรีชาฯ แต่งงานกับแฟนนี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม และผิดคำสาบานในฐานะขุนนางซึ่งต้องถือน้ำพิพัตน์สัตยาอันมีความตอนหนึ่งว่า “อย่าเอาในไปเผื่อแผ่แก่ไทยต่างด้าวท้าวต่างแดน” ความไม่พอใจในกรณีของพระปรีชาฯ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงวางเงื่อนไขสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางที่จะสมรสกับหญิงต่างชาติในการต่อไป ว่าจะต้องกราบทูลให้ทรงทราบ และได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการสมรสได้ อีกทั้งต้องลาออกจากราชการ สละผลประโยชน์ทั้งหมด โดยผู้นั้นต้องดำรงความเป็นไทย ภรรยาและบุตรก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายไทย (แต่เรื่องนี้ พอมาเกิดกับลูกตัวเอง จักรพงษ์ภูวนาถ ที่แต่งงานกับหญิงยูเครนโดยไม่ได้รับอนุญาต กลับไม่ถูกลงโทษ แต่ก็ถูกตัดขาดจากสิทธิในการสืบสันตติวงศ์)

….และปัจจัยที่ถือว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้โทษของพระปรีชาฯ หนักหนาเกินควร คือบทบาทของ มร.น็อกซ์ ที่พยายามแอบอ้างอำนาจของรัฐบาลอังกฤษมาข่มขู่ให้ปล่อยตัวพระปรีชาฯ ทำให้รัฐบาลไทยต้องแต่งราชทูตไปชี้แจงรัฐบาลอังกฤษเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อทางอังกฤษไม่ให้การสนับสนุนด้วยเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว มร.น็อกซ์ ที่ข่มขู่ไทยไว้มากจึงเสียหน้า และยังถูกเรียกตัวกลับ ฝ่ายไทยเองเมื่อถูกข่มขู่ไว้หนัก ก็ย่อมไม่อาจพิจารณาโทษสถานเบาแก่พระปรีชาฯ ได้ เพราะอาจต้องเสียหน้าด้วยเหมือนกัน

…..ความตายของพระปรีชากลการจึงประกอบด้วยหลายปัจจัย การมีเมียแหม่มของพระปรีชากลการอาจไม่เป็นปัญหาเลยก็ได้หากได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแหม่มรายนั้นมิได้เป็นบุตรสาวของกงสุลน็อกซ์ ทูตเจ้าอารมณ์ที่เรียกเรือปืนมาข่มขู่ว่าจะถล่มกรุงเทพฯ

****พรุ่งนี้มาต่อใหม่ค่ะ

ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 2

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แฟนนี น็อกซ์ บุตรสาวของ โทมัส น็อกซ์” กงสุลอังกฤษ ในฐานะเมียของพระปรีชากลการ (ชื่อเดิม สำอาง อมาตยกุล) ใช้ให้นางจีน (เมียอีกคนของพระปรีชา) ไปว่าจ้างหมอไสยศาสตร์ให้ “ทำของ” ใส่บุคคลทั้งสี่ (ซึ่งเป็นอริกับพระปรีชา) ได้แก่ สมเด็จฯ กรมพระยาปราบปรปักษ์, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค), เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ให้ถึงแก่อันตรายๆ ถือเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างขุนนางตระกูลใหญ่ นอกจากนี้ ยัง “ทำของ” ใส่รัชกาลที่ 5 ให้รักพระปรีชากลการด้วย
….วันที่ 29 เมษายน 1879 พระยาศรีสรราชนำความขึ้นกราบบังคมทูล ถวายคำให้การของหมอและผู้รู้เห็น กับของกลางคือ รูปปั้น โลง และของกลางชิ้นสำคัญคือ “หัวเข็มขัด” ที่พระปรีชากลการมอบให้แฟนนี โดยแฟนนีใช้ให้นางจีนไปจ้างหมอให้ทำ “เวทย์มนต์” ใส่บุคคลทั้งสี่ข้างต้นให้ถึงแก่อันตราย หมอผู้นี้เรียกทองคำสามสิบตำลึงเป็นค่าบูชาครู นางจีนจึงเอาหีบทองคำกับเข็มขัดสายนี้ไปให้หมอตั้งบูชา หมออ้างว่าจะคืนทองคำให้หลังเสร็จพิธีกรรม แล้วจะเอาเงินแค่ 6 บาท นางจีนจึงได้ทำหนังสือสัญญา เป็นอันตกลงกัน
…แต่เรื่องราวกลับตาลปัตร เมื่อหมอคิดจะโกงเอาทองคำไปทั้งหมด แต่ดัน “โป๊ะแตก” เสียก่อน รัชกาลที่ 5 เขียนไว้ว่า “จึงได้ปั้นรูปเขียนชื่อท่านทั้งสี่ใส่โลง ปั้นรูปเขียนชื่อเรากับพระปรีชาให้กอดกัน ใส่ในโลงนั้นด้วย แล้วเอาทองลงกองทับข้างบนเป็นทองสามสิบตำลึง แต่โลงอีกใบหนึ่งซึ่งกำหนดว่าจะใส่เรากับพระปรีชานั้น อีหมอเอาดินเอาทรายใส่ไว้แทน แล้วเศกน้ำมนต์มารดอีจีน ในขณะเมื่อรดน้ำมนต์นั้น อีหมอมายกเอาหีบที่ใส่ทองไป เอาหีบดินขึ้นตั้งไว้แทน คนที่ไปด้วยกับอีจีนแลเห็นร้องขึ้น อีจีนก็กลับมาแย่งหีบทองไปได้…”
….ฉากเด็ดก็คือ ในช่วงเวลาที่ยื้อแย่งทองคำกันนั้นเองก็ได้กระชากเข็มขัดทองคำจนขาด หมอจึงได้หัวเข็มขัดติดมา อันเป็นของกลางชิ้นสำคัญ โอ้โห นี่เป็นหนังได้เลยนะคะ เรื่องการ “ทำของ” นี้นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง มีโทษหนักมหันต์ ตอนแรกจะจับนางจีนมาชำระความตามกฎหมาย ฝ่ายของพระปรีชากลการได้พยายามปกป้องนางจีนถึงที่สุด ขัดขวางที่จะส่งตัวนางจีนไปให้ทางการ แต่สุดท้ายก็จับตัวนางจีนมาได้ และนางจีนให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้ให้หมอทำเรื่องทั้งหมดจริง ทว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่า นางจีนและหมอได้รับโทษอย่างไร
…รัชกาลที่ 5 ยังเขียนถึงเรื่องนี้ต่อไว้ว่า “…ให้ท่านสั่งตระลาการเรียกอ้ายอีมีชื่อแลของกลางจากพระยาศรีสรราชมาชำระตามพระราชกำหนดกฎหมาย แลราชประเพณีแต่ก่อน…” ส่วนเฟนนีเป็นคนในบังคับอังกฤษ จึงพ้นผิดจากกฎหมายไทยไปตามระเบียบ “ตามพระราชกำหนดกฎหมายเป็นมหันตโทษ เคยชำระโทษสืบ ๆ มาทุกครั้ง จนในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีหมายประกาศว่า การทำเลขยันต์พันธ์อักษรไม่ควรจะเชื่อถือ แต่ถ้าจะไม่เอาโทษ คนที่เชื่อถือก็มีมาก ผ่ายผู้ทำก็จะกำเริบใจ ผู้เชื่อถือก็จะยิ่งเชื่อถือหนักขึ้น เพราะคนทั้งปวงทราบแน่ใจหมดว่า การอย่างนี้เป็นมหันตโทษ ถ้าผู้ใดทำขึ้นไม่ต้องโทษ ผู้นั้นก็เป็นผู้มีวิชาดี ศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั้งปวงนับถือมากขึ้น จึงได้ลงโทษมาทุกครั้งคราว เพื่อป้องกันมิให้คนเชื่อถือในทางที่ผิด…”
…โดยหากเทียบเคียงกับคดีในสมัยรัชกาลที่ 4 จากคดีของ “จีนแสง” ซึ่งได้ “ทำของ” ใส่ขุนนางและชาวบ้าน ได้รับโทษถูกสักหน้าผากว่า “มักทำวิชาการเขียนชื่อคนลอยน้ำทำให้คนตกใจ” และยังได้รับโทษต่าง ๆ อีกมาก แม้มิต้องโทษถึงตายก็ตาม แต่กรณีของนางจีนกับหมอผู้นี้ น่าจะได้รับโทษหนักไม่น้อย เพราะได้ “ทำของ” ใส่พระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แฟนนีต้องการช่วยเหลือพระปรีชากลการผู้เป็นผัวให้รอดพ้นจากคดีทุกวิถีทาง ไม่เว้นแม้แต่วิธีการด้านเวทมนต์ คาถา ไสยศาสตร์ ส่วนพระปรีชานั้น แม้ไม่ได้ถูกสำเร็จโทษเพราะการทำของ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะ ด้วยข้อหายักยอกทอง ส่วนแฟนนีก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วัน
…พรุ่งนี้มาเล่าต่อ เรื่องการที่พระปรีชาแต่งงานกับฝรั่งแฟนนี่ นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่รัชกาลที่ 5 ไม่พอใจ

ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

หมวดหมู่
ลิเกหลวง

#ลิเกหลวง

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมียหลวงมันก็ยังเป็นเมียหลวงวันยังค่ำ ดิชั้นกับผัวต้องถ่อไปรับอีคิ้วตันที่ซูริค เพื่อจะได้นั่งเครื่องบินลำเดียวกันกลับกรุงเทพฯ ต่อหน้าผัว ชั้นยังต้องไหว้มัน แต่ลึกๆ ดิชั้นกับมันก็รู้ว่า ชาตินี้คงญาติดีกันไม่ได้ พอขึ้นเครื่องบินปุ๊ป ผัวก็จับดิชั้นนั่งแถวสุดท้ายของชั้นหนึ่ง ส่วนอีคิ้วตันนั่งแถวแรกของชั้นหนึ่ง แยกกันไปเลยค่ะ….ไอ้การนั่งเครื่องบินนานๆ แบบนี้ดิชั้นก็เบื่อ แต่พอรู้ว่า การบินไทยจะเสิร์ฟปาท่องโก๋ที่มีชื่อบนเครื่อง ดิชั้นก็ตื่นเต้นมาก อีพวกแอร์ชะนีกับกะเทยก็กุลีกุจอเตรียมกระทะ ตั้งเตา ทอดกันสดๆ บนเครื่อง อร้าย พอมันเอามาเสิร์ฟพร้อมนมข้มหวานกับมันม่วง อร่อยมากๆ ค่ะ สามตัวร้อยดิชั้นก็จะซื้อ เนี่ยบอกเลย การบินไทยจะบริหารบริษัทเหี้ยยังไง แต่ถ้าทอดปาท่องโก๋อร่อย ดิชั้นยกโทษให้ โถ ผัวดิชั้นชอบมันม่วงมาก เลียจนหมดถ้วยเลยค่ะ ฮาฮา…ในระหว่างที่อยู่บนเครื่อง ดิชั้นได้ปรึกษากับผัวว่าจะจัดการกับอีกลุ่มที่ต้องการประท้วงอย่างไร เลยได้ไอเดียว่า ให้ผัวเดินทางไปวัดพระแก้ว เอาอีคิ้วตันไปนั่นแหละค่ะ ดิชั้นไม่แคร์ จัดให้ตรงกับวันที่ 14 เพื่อให้รู้ว่าประเทศนี้ใครใหญ่ อีนักศึกษาไพร่มันกล้ามาขวางขบวนเสด็จก็ให้รู้ไป ผัวดิชั้นเห็นดีด้วย เราจะจัดริ้วขบวนตัดผ่านงานประท้วงกันเลยค่ะ ให้มันรู้ว่าใครคือเจ้าของประเทศนี้…เมื่อเครื่องลงถึงไทย ดิชั้นกับอีเมียหลวง พร้อมผัว ก็จะไปทอดกฐินที่วัดราชบพิตร อีพวกสลิ่มโง่ๆ มันก็นึกว่าผัวดิชั้นอยู่เมืองไทย ไม่รู้ว่า จริงๆ เครื่องเพิ่งลงที่สนามบิน อีห่า ดอกยางยังร้อนจี๋ ก็เดินทางถึงวัดแล้ว ช่วงนี้ต้องเป็นช่วงตักตวงคะแนน เพราะที่ผ่านมา คะแนนตกไปมาก นับตั้งแต่ได้ สส สวะของเยอรมัน มันกล้าเอาเรื่องของผัวดิชั้นไปถกกันในสภา มันหาว่าผัวดิชั้นสั่งงานในอธิปไตยของมัน เออ มันก็รู้จริง ไม่แค่นั้น ไอ้แผนอุ้มฆ่าต่างๆ ก็ทำกันตอนที่ผัวดิชั้นอยู่เยอรมันด้วย…ด้วยเหตุนี้ ผัวดิชั้นถึงใช้โอกาสนี้ในการเรียกคะแนนเสียงคืนมาบ้าง ไปวงไปวัดบ้าง หลอกไพร่โง่ๆ ว่าเป็นพุทธมามกะ เมื่อกี้ตอนออกข่าว อีไพร่มันก็เม้าท์กันว่าเป็นงามสามคนผัวเมีย แล้วไงคะ กูไม่แคร์ ใครจะรู้ จบงานที่วัด ผัวก็กลับมากินดิชั้นที่วัง ส่วนอีคิ้วตันก็ต้องไปเปิดโรงแรมมดอินน์นอน 555 ในส่วนของดิชั้นก็เตรียมชุดสวยๆ เพื่อไปงานทอดกฐินลำพัง จะแต่งตัวเริ่ดๆ ถือกระเป๋าแอร์เมสที่ช้อปจากในคุก พูดเรื่องนี้แล้ว ดิชั้นมีนัดทานข้าวกับอีมาดามยี่หุบกับผัวมัน งานนี้ ดิชั้นจะรีดกระเป๋าแอร์เมสมาจากมันอีกหลายๆ ใบคะ…ทริปนี้ ดิชั้นจะได้มีโอกาสพบกับสมาชิกครอบครัวไม่สมประกอบของผัว ที่รวมทั้งแม่ผัก และน้องสาว ดิชั้นจะพยายามตีซี้อีกบ เพื่อต้องการเอามันมาเป็นพวก เอาไว้ถ่วงดุลอีคิ้วตันกับอีลูกสาวคนโตของผัว งานนี้บอกเลย สนุกแน่ๆ ค่ะ…ปล: รูปดิชั้นบนเครื่องบินส่วนตัวกลับไทย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ข่าวแปลสกู๊ปใหญ่ที่ขึ้นหน้า1 หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เรียกได้ว่า มันคือประวัติอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ของร.10 อ่านโคตรสนุก ถ้าคนต่างประเทศเขาได้อ่าน เราคนไทยก็ต้องได้อ่าน! แปลเต็ม!!! จัดไป

“กษัตริย์ไทยวัย68ปี แต่ง5หย่า4 จุดจบของแต่ละนางจะยิ่งอนาถขึ้นเรื่อยๆ”งานอดิเรกของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็คือผู้หญิง ซึ่งเขาเคยมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวสวย(ที่มีชื่อเสียงและฐานะทางสังคม)มากมายประสบการณ์รักอุดมเหลือล้นมีเพียงชายที่ทั้งเงินและอำนาจเท่านั้น ที่เหลือจะมีประสบการณ์ด้านความรักที่มีสีสัน!ถ้าพูดถึงประสบการณ์รักนั้น
ไม่มีใครจะเกินไปกว่ากษัตริย์รัชกาลที่10
แห่งประเทศไทยมหาวชิราลงกรณ์
เขาถูกเปรียบเปรยว่าเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของไทย
ที่พลัดตกในหล่มโคลนตม พฤติตนได้ยิ่งกว่าคำว่า “แปลกประหลาด”!เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เขาชอบแปะสติกเกอร์ลายสัก ชอบใส่เสื้อกล้ามครอบท็อป หย่าร้างมาแล้วสี่ครั้ง เปลี่ยนแฟนไม่รู้จักหยุดจักหย่อน แต่งตั้งหมาเป็นจอมพล… แต่ในชีวิตที่โชกโชนของเขานั้น สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่สนใจของผู้คนมากที่สุดนั่นก็คือ เรื่องการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของเหล่าสนมภายในรั้วในวัง ซึ่งเรื่องราวของเขานั้นร้อนแรงตื่นเต้น และคดเคี้ยวเลี้ยวลดดั่งขุนเขา ยิ่งกว่าซีรี่ย์ละครต่อเนื่องเรื่อง “Beyond the Realm of Conscience” เสียอีก!ตั้งแต่กษัตริย์อย่างภูมิพลสวรรค์คต ลูกชายคนเดียวของพระองค์มหาวชิราลงกรณ์ก็ได้เสด็จขึ้นครองราช ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับความประพฤติแต่ละอย่างกับพระราชบิดาซึ่งถูกสรรเสริญว่า “เทวดาจุติ” แล้วนั้น ความประพฤติของกษัตริย์วชิราาลงกรณ์นั้นถือได้ว่าผิดแปลกแหกกรอบจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนพฤติกรรมทั้งหมดทั้งมวลที่เขาเป็นล้วนเป็นเพราะเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวระหว่างภูมิพลกษัตริย์องค์ก่อนและพระราชินี ซึ่งถูกเลี้ยงอย่างตามอกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็ก แถมยังบอกลูกชายอีกว่า: “เจ้าเป็นชายผู้ที่จะมาเป็นกษัตริย์ ทุกสิ่งอย่างในประเทศไทยล้วนเป็นของเจ้า” วชิราลงกรณ์โตมาด้วยคำพูดประโยคนี้ ในขณะที่ทุกคนพากันตามอกตามใจสุดลิ่มนั้น พวกเขาก็ตั้งความหวังไว้สูงเช่นกัน ไหนเลยจะรู้ว่าพอย่างเข้าพระชนมายุ12พรรษากลับผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น อาศัยมหาดเล็กผูกให้บางทีอาจจะเป็นเพราะสมปรารถนาไปเสียทุกอย่าง ชีวิตและจิตใจของวชิราลงกรณ์ได้รับการเติมเต็ม จนบัดนี้เขาผู้ซึ่งเจ้าชู้มีพระราชินีมาแล้วสี่คน และเจ้าคุณพระอีกหนึ่งคน สาวๆไม่ขาดมือ ระดับความเจ้าชู้ทะลุถึงจุดที่ประชาชนตะลึงจนพูดไม่ออก#พระราชินีองค์ที่หนึ่ง: #สมด้วยเกียรติและฐานะปี1977 วชิราลงกรณได้สมรสกับองค์หญิงโสมสวรีผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของตนเองโสมสวรีเป็นหลานสาวของพระพันปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของวชิราลงกรณ์ โสมสวรีเป็นหญิงสูงศักดิ์ เป็นถึงองค์หญิง เพื่อสร้างความมั่นคงในพระราชอำนาจในการปกครองให้แก่บุตรชาย พระพันปีจึงให้หลานสาวของตนแต่งงานกับลูกชายของตน นี่เป็นงานสมรสเพื่อการเมืองอย่างแท้จริง แม้ว่าทั้งสองจะสมกันด้วยเกียรติและฐานะ แต่โสมสวรีก็แท้งลูกหลังจากตั้งครรภ์ครั้งแรก ต่อมาในที่สุดก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน ทว่าด้วยความที่เป็นภรรยาที่ปราศจากความรักเป็นพื้นฐาน จึงไม่สามารถคล้องใจชาย(ผู้ไม่เอาไหน)ได้จากนั้นต่อมา วชิราลงกรณ์ก็ย้ายออกจากบ้านมาอยู่กับคนรักอีกคนหนึ่ง คนรักคนนี้เป็นนักแสดงสาวที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น ยุวธิดาซึ่งก็หลังจากพระราชินีกำเนิดองค์หญิงมาได้ไม่นาน ยุวธิดาก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนที่หนึ่ง เมื่อวชิราลงกรณอาศัยอยู่นอกวังหลายปี พอสมรสกันได้สองปีเขาก็เลี้ยงผู้หญิงไว้มากมาย นี่สร้างความเจ็บปวดให้โสมสวรีมากต่อมามีข่าวว่าพระราชินีทรงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า องค์หญิงโสมสวรีผู้ซึ่งเป็นสตรีที่ปรีชาสามารถ แต่กลับถูกการสมรสการเมืองกดดันเสียจนบอบช้ำ ท้ายที่สุดวชิราลงกรณ์จึงได้จบชีวิตสมรสกับนางด้วยเหตุผลที่ว่า “เราสองเข้ากันไม่ได้” แต่ด้วยความที่เป็นหญิงสูงศักดิ์ จึงได้รับพระราชทานยศใหม่ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในราชสำนักได้ต่อไป#พระราชินีองค์ที่สอง : #จากมือที่สามหลายปีสู่ภรรยาหลวงหลังจากวชิราลงกรณ์ได้อยู่กินกับยุวธิดามาสิบกว่าปี จนกระทั่งได้ให้กำเนิด4บุตรชายและหนึ่งบุตรสาวแล้วนั้น ก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนสถานะอีกเป็นเวลาหลายปี จนวชิราลงกรณ์ได้หย่าขาดกับโสมสวรีเป็นเวลาสามปีแล้วนั้น ก็ได้สมรสกับยุวธิดา ในที่สุดยุวธิดาก็ได้เลื่อนฐานะของเขาเสียที ได้เป็นพระราชินีอย่างเป็นเต็มปากเต็มคำ(อย่างเป็นทางการ)บุตรทั้งสี่ได้เคยเปิดเผยอีเมลความว่า: “พวกเราเฝ้าหวังจะกลับประเทศไทยทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเวลากว่า15ปีไม่เคยได้เหยียบย่างผืนแผ่นดินเกิด พวกเราคิดถึงประเทศไทยอย่างมาก” ทว่าไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับใดๆเลยพระสังฆราชกล่าวไว้ว่า องค์หญิงสิริวรรณวลีมีดวงชะตาพิเศษ สามารถทำให้รัชสมัยรุ่งโรจน์โชติช่วง และยังสามารถทำลายคำสาปของราชวงศ์ไทยที่ว่า “ราชวงศ์สิ้นสุดในรัชกาลที่สิบ” (วชิราลงกรณ์ก็คือกษัตริย์ในรัชการที่10) ดังนั้น วชิราลงกรณจึงรีบไปรับตัว “ยันต์คุ้มตัว” อันล้ำค่านี้กลับประเทศอย่างรวดเร็ว และเอาขึ้นหิ้งดูแลอย่างดีราวกับเป็นเทพเจ้า ทนุบำรุงไปตลอดชีวิต(ส่วนเจ้าชายทั้งสี่แต่ละคนต่างก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บุตรชายคนโตสอบติดปริญญาเอกด้านการบิน บุตรคนที่สองสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมาย บุตรชายคนที่สามมุ่งสายแพทย์ศาสตร์ บุตรชายคนที่สี่จบการศึกษาปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์)#พระราชินีคนที่สาม : #สาวผู้เคยเปลือยกายเต้นรำวชิราลงกรณ์ผู้เจ้าชู้เป็นนิสัย ต่อมาได้สมรสกับสาวที่ขนานนามว่าเป็นสาวบ้านสาวเรือนของเขานามว่าศรีรัศมิ์ ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาคนที่สามของวชิราลงกรณ์ ทั้งสองได้สมรสกันเมื่อกุมภาพันธ์ปี2001 หลังสมรสก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนจะว่าไปนี่ถือเป็นเรื่องมงคลสำหรับราชวงศ์ไทยซึ่งมีโอรสเพียงน้อยนิด ซึ่งในปีนั้นกษัตริย์ภูมิพลซึ่งยังมีพระชนชีพอยู่นั้น ถึงกับได้พระราชทานยศทางราชราชสำนักแก่พระนางอีกด้วย แม้แต่ตระกูลของศรีรัศม์ยังได้รับพระราชทานนามสกุล พระราชทาน และพระราชินีผู้เกิดจากสามัญชนพระองค์นี้ยังเป็นสัญลักษณ์ในการเข้าถึงราษฎรของวชิราลงกรณ์ และพวกเขายังเคยได้เสด็จเข้าร่วมกิจกรรมต่างประเทศด้วยกันแทนภูมิพลอดีตกษัตริย์อีกด้วยวชิราลงกรณ์มีความรักต่อศรีรัศมิ์อย่างมาก ถึงกับกล่าวยกย่องพระราชินีองค์นี้ให้กับบุคคลภายนอกว่า “มีความประพฤติงดงาม ไม่เคยกล่าวร้ายกับใครแม้เพียงคำเดียว” พร้อมยังกล่าวว่าพระนางทำสร้างความรู้สึกของความเป็นครอบครัวให้กับพระองค์ ทั้งสองทรงเลี้ยงสุนัขพุดเดิ้ลหนึ่งตัว รักเขาก็ย่อมรักของของเขาด้วย(หมา) พระองค์ถึงกับพระราชทานยศ “จอมพลอากาศ” ให้แก่สุนัขอันเป็นที่รักด้วยแต่ทว่าวันเวลาแห่งความปิติหวานชื่นก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว และแล้วเรื่องอื้อฉาวของวชิราลงกรณ์ก็ได้บังเกิดขึ้น ในปี 2009กษัตริย์ภูมิพลทรงประชวรและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล วชิราลงกรณไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกกังวล แต่กลับยังไร้ความอาย มีนักข่าวถ่ายภาพขณะที่วชิราลงกรณ์และภรรยาศรีรัศม์จัดงานปาร์ตี้สระว่ายน้ำเปลื้องผ้ากลางวัง เพื่อจัดงานฉลองวันเกิดให้สุนัขทรงเลี้ยงของเขาในภาพถ่าย พระนางสวมชุดบิกินี่วาบหวิว คุกเข่ากินเค้กเหมือนสุนัข และเมื่อภาพหลุดออกไป ได้สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก ทำให้ภาพลักษณ์ของวชิราลงกรณ์และศรีรัศม์ถึงกับพังพินาศ!และเพื่อเป็นหลบเลี่ยงคำติฉินนานทาภายในประเทศ ทั้งสองจึงพาเหล่าผู้ติดตามกว่า 30 คนเสด็จไปประเทศอังกฤษ ในเวลานี้เองก็เกิดการรัฐประหารโดยทหารขึ้น แต่ทั้งสองก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ สร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าข้าราชการระดับสูงหลายคนเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกันได้เกิดปฏิบัติการปราบปรามการทุจรติครั้งมโหฬารขึ้น เหล่าพระญาติทั้งเจ็ดคนผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการทุจตริตก็ถูกจับ ทำให้เขาต้องหย่ากับราชกุมารและถูกถอดถอนเป็นสามัญชนในปี 2014วชิราลงกรณ์ได้มีความเจ้าชู้เป็นนิสัยไปเสียแล้ว จากนั้นต่อมาก็เปลี่ยนหญิงสาวไม่ได้หยุดหย่อน ทว่าพระพันปีก็ยังคงหลงรักตามใจโอรสของเขาอย่างไร้ขีดจำกัด โดยไม่สนใจในการอบรมบ่มนิสัยในโอรสของตน เอาแต่กล่าวว่า: “ลูกชายผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของฉันมีความเป็นเสือผู้หญิงเขาเป็นนักเรียนที่ดี เป็นลูกที่ดี ปัญหาคือผู้หญิงนั้นชอบเขา และเขาก็ชอบผู้หญิงยิ่งกว่าอะไร”#พระราชินีองค์ที่4: #แอร์โฮสเตสผู้งดงามและก็อย่างที่เดากันได้ หลังจากศรีรัศม์แล้ว วชิราลงกรณ์ก็ได้คบกับแฟนซึ่งเป็นแอร์โฮสเตสคนหนึ่ง และพระนางก็เป็นพระราชินีองค์ปัจจุบัน กล่าวกันว่าราชินีสุธิดาเป็นแอร์โฮสเตสมือหนึ่ง ทั้งสองพบกันบนเครื่องบิน จากนั้นวชิราลงกรณ์ก็ได้แต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้ากองทหารปกป้องราชสำนัก และก็เป็นองครักษ์หญิงรักษาพระองค์ด้วยเช่นกัน และจากนั้นอีกไม่นาน วชิราลงกรณ์ก็ได้สมรสกับ”องครักษ์หญิง”ผู้มีใบหน้างดงามดั่งบุปผาคนนี้สุธิดาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูง อากัปกิริยางดงามเรียบร้อย บุคคลิกในการสนทนาอ่อนช้อยดูดี อีกทั้งแสดงการยอมรับต่อบุตรธิดาคนก่อนๆ ของวชิราลงกรณ์อย่างรวดเร็ว และมีเป็นคนมีความใจกว้างและนอบน้อมเบื้องหน้าพสกนิกร อาจเป็นเพราะเห็ยบทเรียนในอดีตกระมัง สุธิดาจะต้องระมัดระวังในการกล่าววาจาอย่างมาก และมีความเจียมเนื้อเจียมตัว แต่วชิราลงกรณ์ก็คือวชิราลงกรณ์ หลังจากทั้งสองได้สมรสกันได้สามเดือน วชิราลงกรณ์ก็รับสินีนาฏมาเป็นเจ้าคุณพระ#คนที่ห้าเจ้าคุณพระ: #พยาบาลทหารสินีนาฏเป็นพยาบาลทหาร ขณะแอบพบรักกัยอยู่นั้น ได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่วชิราลงกรณ์ทรงโปรดปราน ทั้งสองชอบใส่เสื้อคู่รักออกไปข้างนอก เมื่อวชิราลงกรณ์เสด็จไปพระราชพิธีสำคัญๆนั้น ก็มักจะพาเจ้าคุณพระองค์นี้ไปด้วยเสมอ แต่ไม่พาสุธิดาไปด้วยแถมสินีนาฏยังเป็นเจ้าคุณพระเพียงผู้เดียวในรอบร้อยปีของไทย และอีกทั้งประเทศไทยก็ยกเลิกระบอบหนึ่งผัวหลายเมียไปนานแล้ว ดังนั้นวชิราลงกรณ์ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างไม่ต้องสงสัยว่า ตอนนี้ตนมีเจ้าคุณพระที่เราหลงรักมากแล้วนะสินีนาฏอาศัยความเป็นที่โปรดปราน ไม่เคยมองสุธิดาอยู่ในสายตา แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า สินีนาฏดำรงตำแหน่งยังไม่ถึงร้อยวัน ก็โดนกษัตริย์อาศัยข้อกล่าวหาที่ว่า “ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์” และ “มีจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูง” ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าคุณพระ และถูกส่งตัวเข้าคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกรุงเทพ เจ้าคุณพระที่ทรงแต่งตั้งมากับมือถือถูกโละ ข่าวลือแพร่สะพัดทั่วหล้า บ้างก็ลือว่านางมีชู้ บ้างก็ลือว่านางถูกทรมานจนตาย แต่ความจริงแล้วนั้น กษัตริย์ไทยให้ความใส่ใจความเป็นไปของสินีนาฏมาก โดยจะมีคน้ข้าไปถวายรายงานสถานการณ์ระหว่างที่สินีนาฏอยู่ในเรือนจำหญิงผู้เป็นพระราชินีซึ่งทึกทักเอาว่าอนาคตจะไร้ซึ่งคู่ต่อกรแล้วนั้น อยู่มาไม่ถึงปีกลับตกอยู่สภาวะสั่นคลอนอีกครั้ง เพราะไม่เพียงแต่ราชาจะทรงอภัยโทษให้แก่สินีนาฏเท่านั้น ยังจัดเครื่องบินส่วนตัวบินมารับตัวไปอยู่ด้วยกันที่ประเทศเยอรมัน พระมหากษัตริย์ผู้ใจกว้าง พ้นลมปากครั้งเดียวก็สามารถซื้อชุดพระราชพิธีสุดหรูเป็นสิบๆชุดให้แก่สินีนาฏที่เพิ่งออกมาจากเรือนจำ ชุดหรูทั้งสิบปรากฎขึ้นที่สนามบินกรุงเทพ โดยแบ่งบรรจุลงในถุงที่ปราณีตพิถีพิถัน และอยู่ในความดูแลอย่างของข้าราชบริพารนับจากวันครบพระราชสมภพของกษัติรย์ไทยวันที่ 28 กรกฎาคม ของปีที่แล้วเป็นต้นมา พระองค์ทรงหลบหลี้หนีภัยโรคระบาดอยู่ที่ประเทศเยอรมัน แต่พระองค์กลับถ่ายทอดพระราชโองการอันทรงธรรมก้องนภา นักโทษหญิงทั้งหมดทรงได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ทั้งนี้รวมไปถึงเจ้าคุณพระที่ถูกโละทิ้งซึ่งติดคุกอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีด้วย เมื่อถึงสิ้นเดือนสิงหาคมของปีที่แล้ว ทัณฑสถานหญิงก็ได้มีการจัดกิจกรรม Big cleaning อย่างกะทันหันเป็นเวลาหลายวัน มีข่าวลือกันว่า นี่เป็นคำสั่งของพระมหากษัตริย์ โดยการทำความสะอาดบริเวณที่พระนางจะเสด็จผ่านหลังได้รับอิสรภาพ รวมไปถึงทางเดินต่างๆ เพื่อเป็นลางถึงอนาคตใหม่อันสดใสนักข่าวในพระราชสำนักแมคเกรเกอร์เปิดเผยในภายหลังว่า สินีนาฎออกจากคุกเมื่อวันที่ 28ดร.เพียงดิน รักไทย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น