หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

ด้วยจงรักและภักดี ‘เจ้าจอมสดับ’ ในรัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

#พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสปราศรัยกับ ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ ในวันเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516 #วันนี้เมื่อ51ปีที่แล้ว

2. ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักเดียวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หญิงสาวราชนิกูล ผู้มีสิริโฉมงดงามผู้นี้ ได้เข้าถวายตัวในตำแหน่งของเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 ขณะมีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งในวันนั้นนับเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด เนื่องด้วยคุณหญิงสดับ (ฐานะก่อนสถาปนา) ได้รับพระราชทาน #กำไลมาศ จากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อันเป็นกำไลทองคำแท้หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตะปูสองดอกไขว้กัน อันหมายถึง “…ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย…” (ความตอนหนึ่งในบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ตลอดระยะเวลาในการเป็นข้าทูลละอองพระบาท คุณหญิงสดับได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ และไม่นานล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระสนมเอก’ อันเป็นตำแหน่งที่เจ้าจอมมารดาหลาย ๆ ท่านที่รับราชการมาช้านานก็ยังไม่ได้เป็น

3. ด้วยความที่เจ้าจอมสดับ เป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการเป็นเจ้าจอม กลับได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ จึงก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากบรรดาเจ้าจอมทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ได้เล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า…

“…เหลียวไปไหนพบแต่ศัตรู คุณจอมท่านนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมท่านนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน…”

ภายหลังได้รับรับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสนมเอก ท่านก็มักจะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีไปต่าง ๆ นานาอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นท่านก็มิเคยที่จะปริปากเพ็ดทูลสิ่งใด ๆ ให้เป็นที่หนักพระทัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เลย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านเป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 5 โปรดมากที่สุดในเวลานั้น เจ้าจอมสดับได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทูลขอพระราชทานทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใดเลยสักครั้ง  และด้วยอุปนิสัยค่อนข้างจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย จึงเป็นที่สนิทเสน่หามากขึ้นไปอีกถึงกับพระราชทานสิ่งของมีค่าให้อยู่เนือง ๆ แม้ท่านจะมิเคยเอ่ยปากขอเลยก็ตาม

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ซึ่งในขณะนั้นเจ้าจอมสดับมีอายุแค่เพียง 20 ปี ท่านจึงตัดสินใจสละสมบัติของมีค่าทุกอย่างที่เคยได้รับพระราชทานถวายคืนแด่ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ เพื่อมิให้เกิดการครหาว่าท่านจะนำสมบัติไปปรนเปรอชายอื่น มีเพียง ‘กำไลมาศ’ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านขอติดตัวไปด้วย

ต่อมาท่านได้ตัดสินใจหลบหลีกความวุ่นวายในราชสำนัก และหาความสงบให้แก่จิตใจโดยการบวชชีจำวัดอยู่ที่วัดเขาบางทราย จ.ชลบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว ชายผู้เป็นที่รักของตน

4. เจ้าจอมสดับได้ปฏิญาณตนอย่างแน่วแน่ว่าจะครองตนเป็นหม้ายโสด เพื่อรักษาเกียรติยศแห่งการเป็นพระสนมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตลอดชีวิต

และตลอดชีวิตของท่าน นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานกำไลมาศมา ท่านมิเคยถอดกำไลนี้ออกจากข้อมือเลยจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมสดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริอายุได้ 93 ปี ซึ่งหม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาว ได้เป็นผู้ถอดกำไลมาศออกให้ และได้นำถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมสดับนั้นเอง

5. “…กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย…”

(บทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ที่มา: เว็บไซต์ Sanook

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น