หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

จะเป็นทหารของประชาชนต้องไม่เรียนจบแค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย จปร.

ถึงวันที่ 13 พ.ค. ทีไร เดียร์จะเขียนรำลึกถึงคุณพ่อผ่านเฟซบุ๊คทุกปี และปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว… เดียร์จะขอรำลึกถึงคุณพ่อในมุมที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

ตอนเดียร์เด็กๆ คุณพ่อมักสอนเสมอว่า ให้ชอบเรียนหนังสือ ไม่ต้องเรียนเก่ง แต่ขอให้มีความสุขกับการเรียน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ไปเรื่อยๆ คุณพ่อจะบังคับให้เดียร์ไปสอบนู่นสอบนี่ตลอด เช่น อยู่ม.1 ให้สอบเทียบม.3 พอสอบเทียบม.3 ได้ ให้สอบเทียบม.6 เลย เพื่อจะได้มีโอกาสลองสนามสอบเอ็นทรานซ์หลายๆ ครั้ง ลดอาการตื่นสนามสอบ แต่ก็ปล่อยให้เลือกสาขาที่เรียนตามใจชอบ แต่พอคุณพ่อรู้ว่าสอบติดคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณพ่อก็ดีใจมาก เพราะคุณพ่อกำลังลงเรียนกฎหมายอยู่พอดีช่วงนั้น ถึงขั้นชวนให้ไปวางพวงมาลาวันรพีด้วยกัน เพียงแต่ต่างมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คุณพ่อไม่ได้แค่สอน แต่ยังทำให้ดูเป็นตัวอย่างถึงความชอบเรียนหนังสือ ความชอบของคุณพ่อทำให้คุณพ่อเรียนจบมาทั้งหมด 5 ปริญญา คือ

  1. ปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  3. ปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  4. ปริญญาโท จากคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (หรือนิด้า)
  5. ปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines

นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณพ่อไม่ได้เรียนจบแต่แค่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นของคุณพ่อจึงไม่ได้มีแค่ทหารและตำรวจ แต่รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่คุณพ่อได้มีโอกาสเรียนหนังสือร่วมด้วย

หลักสูตรต่างๆ ที่คุณพ่อเรียน ถือได้ว่าเกือบรอบด้านที่บุคคลคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ ซึ่งถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ คงจะมีเกินกว่า 5 ปริญญาที่คุณพ่อได้มาแล้วข้างต้น…สิ่งที่คุณพ่อเรียนมาและการคลุกคลีอยู่กับคนทั่วไปที่ไม่ใช่แค่ทหารนี่แหละมั้ง ที่ทำให้คุณพ่อใกล้ชิดสังคมพลเรือน มีความเข้าใจในชีวิตของประชาชนคนธรรมดา ที่ต้องขวนขวายหาความรู้ สร้างโอกาสทำมาหากินด้วยตนเอง สร้างเนื้อสร้างตัวโดยไม่มีบันไดชั้นยศ

ในอีกด้านหนึ่ง ทุกๆ ปี ชีวิตหลายคนต้องหยุดชะงักเพราะถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร โดยไม่มีสิ่งใดมารองรับหรือชดเชยเวลาชีวิตที่เสียไป กองทัพได้คิดไหมว่า…เมื่อปลดประจำการไปแล้ว ชีวิตเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร???

หากผู้มีอำนาจสนใจอนาคตของทหารสักนิด คงจะวางแผนส่งเสริมให้ทหารสามารถเข้าถึงการศึกษาแบบพลเรือนได้ เช่น การให้ทุนการศึกษาแก่ชายไทยที่ถูกเกณฑ์ทหาร ยิ่งประจำการนานยิ่งได้ทุนเรียนนาน ให้เขามีอนาคตจากการรับใช้ชาติ หลังปลดประจำการแล้วมีโอกาสในหน้าที่การงานที่สูงกว่าช่วงก่อนเกณฑ์ทหาร ทหารชั้นประทวนและสัญญาบัตรถ้าได้เรียนกับพลเรือน ก็อาจจะเข้าใจชีวิตของพลเรือนมากขึ้นด้วย “ทหารจำเป็นต้องเข้าใจชีวิตประชาชน ไม่ใช่แยกกันอยู่แบบไทยทุกวันนี้”

คุณจะเป็นทหารที่ดีของประชาชนได้อย่างไร
หากคุณไม่ผ่านชีวิตและมีความใกล้ชิดกับประชาชน

ถ้าคุณพ่อยังอยู่
ก็อยากถามคุณพ่อเหมือนกัน
ว่าเกณฑ์ทหารยังจำเป็นอยู่ไหมสำหรับประเทศนี้

คิดถึงคุณพ่อทุกวัน
น้องเดียร์
13 พ.ค. 65

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น