หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทย กับเผด็จการ

การรัฐประหารของสฤษดิ์ได้สร้างความดีใจแก่วังเป็นที่สุด
เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันมา 25 ปี คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง 2475 คือ นายปรีดีและจอมพลป.พิบูลสงคราม
มีอันต้องกระเด็นออกจากประเทศโดยไม่เคยได้กลับมาอีก

ยุคสมัยของพวกคณะราษฎรได้ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง
สถาบันกษัตริย์ได้หวลกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางให้กษัตริย์สนับสนุน
สฤษดิ์รู้ดีว่าการรับรองจากกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับการยึดอำนาจ
เพราะแม้แต่ทูตสหรัฐฯก็ยังต้องรีบเข้าวังเพื่อให้ได้คำยืนยันที่ชัดเจนว่า
คณะรัฐประหารยังคงอยู่กับฝ่ายอเมริกาในสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของสฤษดิ์ทำให้รัชกาลที่ 9 ได้ข้อสรุปสำคัญ
สองประการ

คือไม่มีการฝันถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว

และพวกเจ้าต้องเลิกต่อสู้กับรัฐบาลทหารโดยเปลี่ยนเป็นอ้าแขนรับ
พวกเผด็จการทหารแทน

ในอีกหลายสิบปีต่อมาที่ภูมิพลทรงอุ่นพระทัยมากที่สุดกับเผด็จการทหาร
ที่ส่วนใหญ่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารที่พระองค์ทรงให้การรับรองเอง

ที่สำคัญคือราชวงศ์ก็ทรงหมดความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
แบบตะวันตกมานานแล้ว พวกเจ้าเคยให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ
และรัฐสภา

แต่หลังจากปี 2500 เป็นต้นมาพวกเจ้าสรุปว่า
ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่สำคัญและกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อ
อำนาจของกษัตริย์ ราชวงศ์ให้การสนับสนุนสฤษดิ์
เพราะสฤษดิ์ได้ทำการยกเลิกทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
หลังจากที่สฤษด์ยึดอำนาจจากจอมพลป.แล้ว

สฤษดิ์ยอมเอาใจพวกนักวิจารณ์ด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ
และกำหนดการเลือกตั้ง โดยเลือกคนที่ดูกลางๆที่สุด คือ นายพจน์ สารสิน
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ซึ่งนายพจน์ยอมรับตำแหน่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าในหลวงเห็นชอบ
กับการรัฐประหารการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ทำให้สฤษดิ์ได้กุมอำนาจที่แท้จริงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สภาเต็มไปด้วยคนของสฤษดิ์และกำลังเสริมจากพรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาจัดการกวาดล้างคนของจอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าอย่างรวดเร็ว
ตัดงบและลดอาวุธของตชด.และตำรวจ ซึ่งเป็นขุมกำลังของพล.ต.อ.เผ่า

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว สฤษดิ์ก็เดินทางไปสหรัฐ
เพื่อรักษาโรคตับอักเสบ ก่อนเดินทาง ภูมิพลได้พระราชทานดอกไม้ช่อใหญู่
และทรงอวยพรให้สฤษดิ์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งได้รับการประโคม
เป็นข่าวใหญ่
โดยที่ในหลวงไม่เคยแสดงพระท่าทียกย่องชื่นชมนักการเมืองอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณะเช่นนี้มาก่อนเลย

หลายสัปดาห์ต่อมา ภูมิพลทรงกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มของสฤษดิ์
ด้วยการโปรดเกล้าฯเลื่อนยศนายทหารฝ่ายสฤษดิ์กว่า 50 นาย
ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานยศพลเอกแก่พลโทถนอม
เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่านายทหาร

สฤษดิ์เดินทางกลับไทยหลังจากสุขภาพดีขึ้นแล้วในเดือนตุลาคม 2501
และทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางวังไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภูมิพลคงรับทราบเรื่องการทำรัฐประหารของสฤษดิ์
และทรงให้ความเห็นชอบเนื่องจากไม่นานก็มีการลงพระปรมาภิไธย
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ซึ่งเป็นการล้มล้างทั้งอำนาจการเมืองและตัวระบบการเมือง

สฤษดิ์ยกเลิกสภานิติบัญญัติและประกาศใช้กฎอัยการศึก
รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวและปกครองโดยผ่านทางสภาปฏิวัติ
ที่นำโดยทหาร ปิดปากนักวิจารณ์ด้วยการจับกุมปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์
นักการเมืองเด่นๆ ไปกว่า 100 คน

สฤษดิ์หันไปใช้ความคิดแบบโบราณดั้งเดิมเพื่ออ้างความชอบธรรม
โดยอ้างความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอันเป็นผลมาจากความคิดแบบตะวันตก
ซึ่งมีจอมพลป.และนายปรีดีเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้นใช้ไม่ได้
เพราะประชาชนขาดวินัยและความเคารพ
ความระส่ำระสายไม่มั่นคงและการเติบโตของคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม
โดยตรงต่อชาติ ศาสนา และกษัตริย์
สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์กลายมาเป็นฐานอำนาจของสถาบันกษัตริย์
ขุนทหารก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนกับราชบัลลังก์
ภูมิพลเริ่มกล่าวเตือนถึงภัยคอมมิวนิสต์

สฤษดิ์ได้สั่งจับกุมคุมขังผู้ต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนตั้งแต่นักศึกษา
นักการเมืองเสรีนิยม ไปจนถึงพระนักกิจกรรม ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
และบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์

ภูมิพลให้การรับรองแผนนี้ในดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2500
ด้วยอาการตะกุกตะกักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำองค์ว่า
“รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์
ต่อชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการต่างๆ
ตามแผนด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ชาติจึงจะได้ประโยชน์
เราหวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้ในอนาคต”

ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์สั่งย้ายวันชาติไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันเกิดของภูมิพล

พิธีกรรมบวงสรวงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ประจำปี ได้รับการขยับขยาย
ให้กษัตริย์เข้ามาสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ พฤศจิกายน 2502

รัฐบาลสฤษดิ์รื้อฟื้นพิธีเห่เรือเสด็จกฐินหลวงในแม่น้ำเจ้าพระยา
พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทกษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย
จากปกติที่ทหารถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์
โดยเพิ่มพิธีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้ากษัตริย์ หรือพระบรมฉายาลักษณ์
พร้อมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาและผู้รับเครื่องราชย์พร้อมครอบครัว

ปี 2502 ภูมิพลประทานธงชัยเฉลิมพลที่บรรจุเส้นผมของพระองค์
(ที่ปลายด้ามธง)แก่ทหารกรมกองต่างๆเรียกว่าราชวัลลภ
หรือทหารรักษาพระองค์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความผูกพันระหว่าง
กษัตริย์แลเผด็จการทหาร พร้อมการโฆษณาเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพ
เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ยุทธหัตถีสมเด็จนเรศวรมหาราชดอนเจดีย์
ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ในวันกองทัพไทย ปี 2502 จนถึงปี 2513
เป็นอย่างน้อยที่เสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรในค่ายทหารต่างๆ
ในวันกองทัพของทุกปี

จอมพลสฤษดิ์เพิ่มงบประมาณให้วังอีกเกือบ 28 ล้านบาทในปี 2501
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นช่วยหนุนเสริมการเงินของวังให้มั่นคงขึ้น
และสนับสนุนการปรับปรุงพระตำหนักสวนจิตรดา ในเดือนมกราคม 2502
จอมพลสฤษดิ์ได้ยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปที่ดินปี 2497 ของจอมพลป.
ทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องสูญเสียการถือครองที่ดิน
ในสมัยยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์
ไม่มีใครกล้าต่อต้านการยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเลย

การรื้อฟื้นราชาศัพท์ อันเป็นภาษาในพระราชวังที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง
อันสูงส่งเลอเลิศสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การกระทำและกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยมีรากมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ราชาศัพท์ถือเป็นตัวชี้วัด
ความใกล้ชิดกับวัง

ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 2475 ราชาศัพท์ก็กลายเป็นเรื่องดัดจริต
ที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว มีแต่พวกเจ้าเก่าๆ กับข้าราชบริพารเก่าแก่เท่านั้น
ที่ยังจำได้

สิ่งสำคัญที่เกิดผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของราชาศัพท์คือการใช้คำว่า
พระ กำกับตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งเลิศหรูอลังการและศักดิ์สิทธิ์
อีกด้วย เพราะคำว่า พระ เป็นคำเรียกปกติสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวช
เช่นเดียวกับบรรดาศักดิ์ขุนนาง เมื่อนำหน้าคำอื่น แปลได้ว่า ประเสริฐ
และยังมีความหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย เมื่อคำว่าพระ รวมกับคำว่า เจ้า
ก็กลายเป็นคำเรียกทั้งพระเจ้าแผ่นดินและพระเจ้า

คำว่าพระถูกใช้กับราชาศัพท์เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งการกระทำ
และการเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์ ทำให้เต็มไปด้วยความขลัง
และยังเป็นคำสำคัญในชื่อเรียกทางการของกษัตริย์ด้วย
เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่า ราชานักรบผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ/ศักดิ์สิทธิ์
หรือเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าที่อยู่บนหัว

ความสูงต่ำนี้จะถูกเน้นย้ำมากเป็นพิเศษในการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ฝ่ายเจ้าจะพูดด้วยภาษาธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สามัญชนต้องพูดกับพวกเจ้าด้วยราชาศัพท์
ความแตกต่างทางชนชั้นนี้เห็นได้ชัดในสรรพนามเมื่อพูดกับกษัตริย์
ผู้พูดจะแทนตัวเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า แล้วเรียกพระมหากษัตริย์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลว่า“เท้าอันประเสริฐของพระเจ้า(ท่าน)
อยู่เหนือหัว(ของฉัน)”

เมื่อประกอบด้วยการหมอบกราบ มันบ่งบอกสำนึกของความต่ำต้อยอย่างที่สุด
แต่ก็เป็นเกียรติสูงส่งที่ได้เอาอวัยวะสูงที่สุดในร่างกายของผู้พูดไปวางไว้
แทบอวัยวะที่ต่ำที่สุดของพระมหากษัตริย์

คำขึ้นต้นและลงท้ายในการกล่าวต่อพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการยิ่ง
เลยเถิดเกินจริงและยิ่งเป็นภาพที่ชัดมากขึ้นเป็นคำว่า
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมแปลว่า
ขออำนาจละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่านปกป้องศีรษะและกระหม่อม
ของข้าพเจ้า ความหมายของมันไม่เพียงแต่การวางศีรษะผู้พูด ไว้ใต้ฝ่าเท้า
ของกษัตริย์เท่านั้น
แต่ยังลงลึกไปอีกว่าวางกระหม่อมของผู้พูดไปไว้ใต้ละอองของฝุ่น
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกษัตริย์อีกที พิลึกมากที่ถ้อยทำนี้ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้น
จดหมายฉบับแรกที่คณะราษฎรเขียนไปถึงรัชกาลที่ 7

ที่ฟื้นชีพมาพร้อมกับราชาศัพท์นี้ก็คือการหมอบกราบ
ซึ่งการบังคับให้หมอบกราบพระราชวงศ์นั้นได้ถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังคงถือปฏิบัติตามความเคยชินเรื่อยมาจนกระทั่ง
จอมพลป.ขึ้นมามีอำนาจ คำให้การที่ใช้ปรักปรำในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ก็คือนายปรีดีและราชเลขาธิการ นายเฉลียว ปทุมรสต่างถูกกล่าวหาว่า
ไม่เคารพในหลวงอานันท์เนื่องจากไม่คำนับกษัตริย์

ครั้นถึงทศวรรษ 2500 การหมอบกราบก็หวนกลับมาเป็นที่ยอมรับกัน
ถ้าพระโอรสพระธิดาและคนรับใช้ของพระเจ้าอยู่ต้องหมอบคลานต่อพระองค์
ในที่สาธารณะ และถ้านักการเมืองหัวแถวต้องทำแบบเดียวกัน
ดังนั้นทุกคนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน ผลของการฟื้นวัฒนธรรมเจ้านี้
เป็นการเมืองอย่างที่สุด อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้ว่า
ระบบภาษาหรือราชาศัพท์ที่เรียกร้องความต่ำต้อยอย่างที่สุด
ในส่วนของพสกนิกรและทึกทักยกความสูงส่งราวพระพุทธเจ้าให้แก่
ผู้ปกครองนี้ทำงานได้ผลที่สุดในสังคมพุทธภายใต้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสังคมไทยก็กำลังเลื่อนถอยกลับไป
ในทิศทางนั้น

เมื่อสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคตับในเดือนธันวาคม 2506
โทรทัศน์ได้แพร่ภาพภูมิพลใช้มือแตะหน้าผากของสฤษดิ์
ก่อนอสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร
ภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ราวกับเป็นภาพบูชาทางศาสนาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
สฤษดิ์ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด
ภูมิพลทรงประกาศไว้ทุกข์ในราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน
อันไม่เคยปรากฏมาก่อน และศพของสฤษดิ์อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าภาพ
ของสำนักพระราชวังเป็นเวลา 100 วัน บรรจุในโกศทองคำภายใต้ฉัตร
พระราชทานห้าชั้น

ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันที่ 17 มีนาคม 2507 พระยาศรีวิสารวาจาได้กล่าวในภายหลังว่า
ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์มากเท่า
สฤษดิ์เลย

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสฤษดิ์อสัญกรรม
มีการเปิดเผยว่าสฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท
กับที่ดินอีก 20,000 ไร่ โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือ
จากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
ซึ่งได้ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินมรดกเป็นข่าวอื้อฉาว

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ธ.ค.64

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น