หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทย กับเผด็จการ

การรัฐประหารของสฤษดิ์ได้สร้างความดีใจแก่วังเป็นที่สุด
เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันมา 25 ปี คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง 2475 คือ นายปรีดีและจอมพลป.พิบูลสงคราม
มีอันต้องกระเด็นออกจากประเทศโดยไม่เคยได้กลับมาอีก

ยุคสมัยของพวกคณะราษฎรได้ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง
สถาบันกษัตริย์ได้หวลกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางให้กษัตริย์สนับสนุน
สฤษดิ์รู้ดีว่าการรับรองจากกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับการยึดอำนาจ
เพราะแม้แต่ทูตสหรัฐฯก็ยังต้องรีบเข้าวังเพื่อให้ได้คำยืนยันที่ชัดเจนว่า
คณะรัฐประหารยังคงอยู่กับฝ่ายอเมริกาในสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของสฤษดิ์ทำให้รัชกาลที่ 9 ได้ข้อสรุปสำคัญ
สองประการ

คือไม่มีการฝันถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว

และพวกเจ้าต้องเลิกต่อสู้กับรัฐบาลทหารโดยเปลี่ยนเป็นอ้าแขนรับ
พวกเผด็จการทหารแทน

ในอีกหลายสิบปีต่อมาที่ภูมิพลทรงอุ่นพระทัยมากที่สุดกับเผด็จการทหาร
ที่ส่วนใหญ่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารที่พระองค์ทรงให้การรับรองเอง

ที่สำคัญคือราชวงศ์ก็ทรงหมดความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
แบบตะวันตกมานานแล้ว พวกเจ้าเคยให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ
และรัฐสภา

แต่หลังจากปี 2500 เป็นต้นมาพวกเจ้าสรุปว่า
ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่สำคัญและกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อ
อำนาจของกษัตริย์ ราชวงศ์ให้การสนับสนุนสฤษดิ์
เพราะสฤษดิ์ได้ทำการยกเลิกทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
หลังจากที่สฤษด์ยึดอำนาจจากจอมพลป.แล้ว

สฤษดิ์ยอมเอาใจพวกนักวิจารณ์ด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ
และกำหนดการเลือกตั้ง โดยเลือกคนที่ดูกลางๆที่สุด คือ นายพจน์ สารสิน
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ซึ่งนายพจน์ยอมรับตำแหน่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าในหลวงเห็นชอบ
กับการรัฐประหารการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ทำให้สฤษดิ์ได้กุมอำนาจที่แท้จริงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สภาเต็มไปด้วยคนของสฤษดิ์และกำลังเสริมจากพรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาจัดการกวาดล้างคนของจอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าอย่างรวดเร็ว
ตัดงบและลดอาวุธของตชด.และตำรวจ ซึ่งเป็นขุมกำลังของพล.ต.อ.เผ่า

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว สฤษดิ์ก็เดินทางไปสหรัฐ
เพื่อรักษาโรคตับอักเสบ ก่อนเดินทาง ภูมิพลได้พระราชทานดอกไม้ช่อใหญู่
และทรงอวยพรให้สฤษดิ์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งได้รับการประโคม
เป็นข่าวใหญ่
โดยที่ในหลวงไม่เคยแสดงพระท่าทียกย่องชื่นชมนักการเมืองอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณะเช่นนี้มาก่อนเลย

หลายสัปดาห์ต่อมา ภูมิพลทรงกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มของสฤษดิ์
ด้วยการโปรดเกล้าฯเลื่อนยศนายทหารฝ่ายสฤษดิ์กว่า 50 นาย
ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานยศพลเอกแก่พลโทถนอม
เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่านายทหาร

สฤษดิ์เดินทางกลับไทยหลังจากสุขภาพดีขึ้นแล้วในเดือนตุลาคม 2501
และทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางวังไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภูมิพลคงรับทราบเรื่องการทำรัฐประหารของสฤษดิ์
และทรงให้ความเห็นชอบเนื่องจากไม่นานก็มีการลงพระปรมาภิไธย
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ซึ่งเป็นการล้มล้างทั้งอำนาจการเมืองและตัวระบบการเมือง

สฤษดิ์ยกเลิกสภานิติบัญญัติและประกาศใช้กฎอัยการศึก
รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวและปกครองโดยผ่านทางสภาปฏิวัติ
ที่นำโดยทหาร ปิดปากนักวิจารณ์ด้วยการจับกุมปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์
นักการเมืองเด่นๆ ไปกว่า 100 คน

สฤษดิ์หันไปใช้ความคิดแบบโบราณดั้งเดิมเพื่ออ้างความชอบธรรม
โดยอ้างความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอันเป็นผลมาจากความคิดแบบตะวันตก
ซึ่งมีจอมพลป.และนายปรีดีเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้นใช้ไม่ได้
เพราะประชาชนขาดวินัยและความเคารพ
ความระส่ำระสายไม่มั่นคงและการเติบโตของคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม
โดยตรงต่อชาติ ศาสนา และกษัตริย์
สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์กลายมาเป็นฐานอำนาจของสถาบันกษัตริย์
ขุนทหารก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนกับราชบัลลังก์
ภูมิพลเริ่มกล่าวเตือนถึงภัยคอมมิวนิสต์

สฤษดิ์ได้สั่งจับกุมคุมขังผู้ต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนตั้งแต่นักศึกษา
นักการเมืองเสรีนิยม ไปจนถึงพระนักกิจกรรม ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
และบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์

ภูมิพลให้การรับรองแผนนี้ในดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2500
ด้วยอาการตะกุกตะกักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำองค์ว่า
“รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์
ต่อชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการต่างๆ
ตามแผนด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ชาติจึงจะได้ประโยชน์
เราหวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้ในอนาคต”

ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์สั่งย้ายวันชาติไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันเกิดของภูมิพล

พิธีกรรมบวงสรวงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ประจำปี ได้รับการขยับขยาย
ให้กษัตริย์เข้ามาสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ พฤศจิกายน 2502

รัฐบาลสฤษดิ์รื้อฟื้นพิธีเห่เรือเสด็จกฐินหลวงในแม่น้ำเจ้าพระยา
พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทกษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย
จากปกติที่ทหารถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์
โดยเพิ่มพิธีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้ากษัตริย์ หรือพระบรมฉายาลักษณ์
พร้อมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาและผู้รับเครื่องราชย์พร้อมครอบครัว

ปี 2502 ภูมิพลประทานธงชัยเฉลิมพลที่บรรจุเส้นผมของพระองค์
(ที่ปลายด้ามธง)แก่ทหารกรมกองต่างๆเรียกว่าราชวัลลภ
หรือทหารรักษาพระองค์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความผูกพันระหว่าง
กษัตริย์แลเผด็จการทหาร พร้อมการโฆษณาเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพ
เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ยุทธหัตถีสมเด็จนเรศวรมหาราชดอนเจดีย์
ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ในวันกองทัพไทย ปี 2502 จนถึงปี 2513
เป็นอย่างน้อยที่เสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรในค่ายทหารต่างๆ
ในวันกองทัพของทุกปี

จอมพลสฤษดิ์เพิ่มงบประมาณให้วังอีกเกือบ 28 ล้านบาทในปี 2501
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นช่วยหนุนเสริมการเงินของวังให้มั่นคงขึ้น
และสนับสนุนการปรับปรุงพระตำหนักสวนจิตรดา ในเดือนมกราคม 2502
จอมพลสฤษดิ์ได้ยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปที่ดินปี 2497 ของจอมพลป.
ทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องสูญเสียการถือครองที่ดิน
ในสมัยยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์
ไม่มีใครกล้าต่อต้านการยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเลย

การรื้อฟื้นราชาศัพท์ อันเป็นภาษาในพระราชวังที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง
อันสูงส่งเลอเลิศสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การกระทำและกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยมีรากมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ราชาศัพท์ถือเป็นตัวชี้วัด
ความใกล้ชิดกับวัง

ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 2475 ราชาศัพท์ก็กลายเป็นเรื่องดัดจริต
ที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว มีแต่พวกเจ้าเก่าๆ กับข้าราชบริพารเก่าแก่เท่านั้น
ที่ยังจำได้

สิ่งสำคัญที่เกิดผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของราชาศัพท์คือการใช้คำว่า
พระ กำกับตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งเลิศหรูอลังการและศักดิ์สิทธิ์
อีกด้วย เพราะคำว่า พระ เป็นคำเรียกปกติสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวช
เช่นเดียวกับบรรดาศักดิ์ขุนนาง เมื่อนำหน้าคำอื่น แปลได้ว่า ประเสริฐ
และยังมีความหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย เมื่อคำว่าพระ รวมกับคำว่า เจ้า
ก็กลายเป็นคำเรียกทั้งพระเจ้าแผ่นดินและพระเจ้า

คำว่าพระถูกใช้กับราชาศัพท์เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งการกระทำ
และการเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์ ทำให้เต็มไปด้วยความขลัง
และยังเป็นคำสำคัญในชื่อเรียกทางการของกษัตริย์ด้วย
เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่า ราชานักรบผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ/ศักดิ์สิทธิ์
หรือเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าที่อยู่บนหัว

ความสูงต่ำนี้จะถูกเน้นย้ำมากเป็นพิเศษในการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ฝ่ายเจ้าจะพูดด้วยภาษาธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สามัญชนต้องพูดกับพวกเจ้าด้วยราชาศัพท์
ความแตกต่างทางชนชั้นนี้เห็นได้ชัดในสรรพนามเมื่อพูดกับกษัตริย์
ผู้พูดจะแทนตัวเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า แล้วเรียกพระมหากษัตริย์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลว่า“เท้าอันประเสริฐของพระเจ้า(ท่าน)
อยู่เหนือหัว(ของฉัน)”

เมื่อประกอบด้วยการหมอบกราบ มันบ่งบอกสำนึกของความต่ำต้อยอย่างที่สุด
แต่ก็เป็นเกียรติสูงส่งที่ได้เอาอวัยวะสูงที่สุดในร่างกายของผู้พูดไปวางไว้
แทบอวัยวะที่ต่ำที่สุดของพระมหากษัตริย์

คำขึ้นต้นและลงท้ายในการกล่าวต่อพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการยิ่ง
เลยเถิดเกินจริงและยิ่งเป็นภาพที่ชัดมากขึ้นเป็นคำว่า
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมแปลว่า
ขออำนาจละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่านปกป้องศีรษะและกระหม่อม
ของข้าพเจ้า ความหมายของมันไม่เพียงแต่การวางศีรษะผู้พูด ไว้ใต้ฝ่าเท้า
ของกษัตริย์เท่านั้น
แต่ยังลงลึกไปอีกว่าวางกระหม่อมของผู้พูดไปไว้ใต้ละอองของฝุ่น
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกษัตริย์อีกที พิลึกมากที่ถ้อยทำนี้ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้น
จดหมายฉบับแรกที่คณะราษฎรเขียนไปถึงรัชกาลที่ 7

ที่ฟื้นชีพมาพร้อมกับราชาศัพท์นี้ก็คือการหมอบกราบ
ซึ่งการบังคับให้หมอบกราบพระราชวงศ์นั้นได้ถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังคงถือปฏิบัติตามความเคยชินเรื่อยมาจนกระทั่ง
จอมพลป.ขึ้นมามีอำนาจ คำให้การที่ใช้ปรักปรำในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ก็คือนายปรีดีและราชเลขาธิการ นายเฉลียว ปทุมรสต่างถูกกล่าวหาว่า
ไม่เคารพในหลวงอานันท์เนื่องจากไม่คำนับกษัตริย์

ครั้นถึงทศวรรษ 2500 การหมอบกราบก็หวนกลับมาเป็นที่ยอมรับกัน
ถ้าพระโอรสพระธิดาและคนรับใช้ของพระเจ้าอยู่ต้องหมอบคลานต่อพระองค์
ในที่สาธารณะ และถ้านักการเมืองหัวแถวต้องทำแบบเดียวกัน
ดังนั้นทุกคนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน ผลของการฟื้นวัฒนธรรมเจ้านี้
เป็นการเมืองอย่างที่สุด อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้ว่า
ระบบภาษาหรือราชาศัพท์ที่เรียกร้องความต่ำต้อยอย่างที่สุด
ในส่วนของพสกนิกรและทึกทักยกความสูงส่งราวพระพุทธเจ้าให้แก่
ผู้ปกครองนี้ทำงานได้ผลที่สุดในสังคมพุทธภายใต้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสังคมไทยก็กำลังเลื่อนถอยกลับไป
ในทิศทางนั้น

เมื่อสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคตับในเดือนธันวาคม 2506
โทรทัศน์ได้แพร่ภาพภูมิพลใช้มือแตะหน้าผากของสฤษดิ์
ก่อนอสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร
ภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ราวกับเป็นภาพบูชาทางศาสนาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
สฤษดิ์ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด
ภูมิพลทรงประกาศไว้ทุกข์ในราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน
อันไม่เคยปรากฏมาก่อน และศพของสฤษดิ์อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าภาพ
ของสำนักพระราชวังเป็นเวลา 100 วัน บรรจุในโกศทองคำภายใต้ฉัตร
พระราชทานห้าชั้น

ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันที่ 17 มีนาคม 2507 พระยาศรีวิสารวาจาได้กล่าวในภายหลังว่า
ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์มากเท่า
สฤษดิ์เลย

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสฤษดิ์อสัญกรรม
มีการเปิดเผยว่าสฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท
กับที่ดินอีก 20,000 ไร่ โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือ
จากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
ซึ่งได้ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินมรดกเป็นข่าวอื้อฉาว

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คำประกาศคณะราษฏร์๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕(ฉบับเต็ม)

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติ
สืบต่อจากพระเชษฐานั้น
ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า
กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น
แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่
กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม
ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอ
ไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ
ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร
ปล่อยให้ข้าราชการ
ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต
มีการรับสินบนในการก่อสร้าง
และการซื้อของใช้ในราชการ
หากำไรในการเปลี่ยนเงิน
ผลาญเงินของประเทศ
ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร
กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา
ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม
ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจ
และความฝืดเคืองในการทำมาหากิน
ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์
มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร
ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส
(ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง)
เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์
เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร
กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร
จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่ง
เป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ
กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย
เลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ
ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์
หรือใช้งานโยธา
แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข
ไม่มีประเทศใดในโลก
จะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้
นอกจากพระเจ้าซาร์
และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน
ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครอง
อย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร
มีเป็นต้นว่า.. หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากิน
อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป
หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎร
ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้
เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้
ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน
ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้
ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา
ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้
และคงจะไม่ยอมให้เจ้า
ทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า
ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง
บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้
ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก
พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ
และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน
เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?
ก็เอามาจากราษฎร
เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง
บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง
ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา
เพราะทำนาไม่ได้ผลรัฐบาลไม่บำรุง
รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด
นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้ว
และทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ
จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม
เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน
เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ
ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้า
กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง
ให้คนมีงานทำ
จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร
ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน
แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่
คงสูบเลือดกันเรื่อยไป
เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ
คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม
ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ
ทหาร และพลเรือน
ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้าย
ของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว
จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น
และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้
ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ
ความคิดดีกว่าความคิดเดียว
ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น
คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้
ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญ
การปกครองแผ่นดิน
จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
นอกจากด้วยความเห็นชอบ
ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้
ให้กษัตริย์ทราบแล้ว
เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ
ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบ
ภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตน
ว่าจะถูกลดอำนาจลงมา
ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ
และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศ
จะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย
กล่าวคือ ประมุขของประเทศ
จะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎร
ได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎร
จะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด
ทุกๆ คนจะมีงานทำ
เพราะประเทศของเรา
เป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ
เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้
จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน
มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว
ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น
การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ
จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา
ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด
เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว
เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย
เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์
ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางาน
ให้ราษฎรทุกคนทำ
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร
เช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ
มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกัน
ช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจ
อันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ
คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือ
เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์
เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ
และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ
อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร
การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้
เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร
บุตร หลาน เหลน ของตนเอง
ประเทศจะมีความเป็นเอกราช
อย่างพร้อมบริบูรณ์
ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย
ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย
ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน
และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่
เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า
หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร
สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ
ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ
ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น
ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2  ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นิยายอิงประวัติศาสตร์ แข่งกับจันดารา

กษัตริย์ ต้นราชวงค์จักรีได้ขึ้นบัลลังค์ดว้ยการฆ่าเจ้าตากสินมหาราช
ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าแล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์
ตากสินมาจากสามัญชนเชื้อจีน

ก่อน ร 1 จะวางศิลาเลิกสร้างกรุงเทพได้ให้โหราจารย์หาฤกษ์ให้
โหรบอก 2 ฤกษ์ กษัตริย์เลือกเอาระหว่างความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร
แต่ราชวงค์จะสิ้นสุดภายไม่กี่องค์

หรือความยืนยาวของราชวงค์ถึง 9 กษัตริย์ แต่ราษฎรจะทุกข์ยากลำเค็ญ

ร. 1 เลือกเอาประการหลัง

บัดนั้นก็ถึง ร. 9 ตามคำทำนายแล้ว

ดัง ที่ทราบกันดีในแง่ของปรัชญานั้น ชนชั้นกดขี่ขูดรีดเป็นพวกจิตนิยมอัตวิสัย
ยิ่งพวกศักดินาด้วยแล้วก็ยิ่งสูงจัด พวกนี้เชื่อโชคเชื่อลางทำตามคำทำนาย
ของหมอดูที่ตนเชื่อถือและมีหมอดูจำนวน หนึ่งหากินอยู่กับพวกนี้จนมั่งคั่ง
ร่ำรวยในจำนวนนี้มีพระระดับสูงอยู่ด้วย

ก่อนที่จะชักนำเอาประภาสเข้ามา เมื่อ 17 สิงหาคม 2519
ครอบครัวกษัติย์ได้ไปให้พระหมอดูทำนายอนาคต
พระบอกว่าถ้าจะให้มี ร. 10 ต่อไปแล้วกษัตริย์ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทางการเมืองภายในเดือนสิงหาคมเป็นการเริ่มต้น
หลังจากนั้นต้องฆ่าประชาชนทิ้งสัก 30,000 คน นั่นแหละจึงจะสัมฤทธิ์ผล
เดือนที่มีโอกาสเหมาะทีสุดคือเดือน กันยายน-ตุลาคม
ทั้งนี้ต้องมีขุนศึกรับอาสาจัดการให้
แล้วกษัตริย์ก็สมคบกับนายพลกลุ่มหนึ่งดำเนินไปตามนั้น

จาก เหตุผลทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรมและคดีฆาตรกรรมพี่ชาย
ทำให้กษัตริย์ภูมิพลจำต้องต่อสู้เพื่อรักษา บัลลังค์ของตนเอาไว้ให้นานที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ลูกชายที่ไม่ฉลาดนัก
ได้ขึ้นนั่งบัลลังค์สืบต่อไป

แม้การสมรสของลูกชายกับญาติใกล้ชิดที่ฉลาดพอกันหรือน้อยกว่านั้น
ก็ทำไปตามคำ ทำนายของหมอดูที่ว่า ต้องจัดการกับประชาชนที่ต่อสู้
เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้สำเร็จเสียก่อน

การรัฐประหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ในทรรศนะของชนชั้นกดขี่ขูดรีด
เช่นพวกศักดินาถือว่าได้กำจัดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้แล้ว
อนิจา เป็นการมองด้วยสายตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจริงๆ

ในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างหนักเช่นสังคมไทยนี้ ลูกหลาน
เหลน โหลนของประชาชนกลับมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแสนสาหัส
ยิ่งขึ้นทุกที เมื่อเทียบกับลูกหลานของชนชั้นปกครอง

แล้วการที่กษัตริย์ประกาศต่อสู้กับประชาชนผู้ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร์นั้น
จะให้หมายความว่าอย่างไร นี่คือธาตุแท้ของกษัตริย์ฆาตกร

ประเทศ ต่างๆในโลกสมัยโบราณล้วนแต่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
มาด้วยกันทั้งสิ้น บัดนี้ยังหลงเหลือกันอยู่ไม่กี่ประเทศ
ดูเอาเถอะ บาบิโลน เมโสโปเตเมีย โรม กรีช อินเดีย อินโดเนเซีย
ฟิลลิปปินส์ แน่ละ รัสเซีย จีนพะม่า เวียตนาม เขมร ลาว เป็นอาทิ

ปัจจุบัน ราชินีอังกฤษ กษัตริย์ สวีเด็น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร
ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะพวกเขายอมไปตามกงล้อประวัติศาสตร์
ของมนุษย์ชาติแต่ โดยดี

แม้แต่อาร์คิมีดิส นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง
ยังไม่สามารถหาที่ยืนนอกโลกเพื่องัดโลกให้เป็นไปตามความประสงค์ได้
กษัตริย์ภูมิพลซึ่งสืบพันธ์มาจากภายในแวดวงศักดินาหลายชั่วคนมาแล้วนั้น
จะ เป็นอาร์คิมีดิสคนที่สองที่ประสบความสำเร็จกระนั้นหรือ

วิญญาณนเรศวรที่ตายด้วยไข้ฝีดาษไป 300 ปี แล้ว นั้น
ยังจะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตเป็นหนุ่ม
ขี่ ช้างตกมันออกไปรบกับพม่าตัวต่อตัว
แล้วฆ่าแม่ทัพพม่าตามประวัติศาสตร์ที่พวกศักดินาเขียนขึ้นเองได้ละหรือ

แล้ววิญญาณวีรชน 14 ตุลาคม 2516 และ ที่เพิ่งสดๆร้อนๆมา
เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ตั้งหลายร้อยคนนั้นเล่าพวกเขาได้พลีชีพเพื่อเอกราช
ของชาติจากแอกของจักร วรรดิ์นิยมอเมริกา
เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน และเพื่อความเป็นธรรมของสังคม
อย่างแท้จริงพวกเขาตายในสนามรบเมื่อยังเป็น
หนุ่มสาวที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่ง วิญญาณของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัว
ให้ใครเห็น และไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องไร้สติเช่นนั้น

เพราะวิญญาณแห่งการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่ยังมีชีวิต
อยู่นี่แหละที่ เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาถูกฆ่าตาย
ไปต่อหน้าต่อตา การยกเอาวิญญาณนเรศวรขึ้นมาอ้างสะท้อน
ให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวของ กษัตริย์ในการต่อสู้และดูถูกเหยียดหยาม
แม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า ติดตามตนไม่ทัน ไม่เอาการเอางาน
ดีแต่คอยหวังแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
และทางการเมือง คือคอยเป็นหอกข้างแคร่ของบัลลังค์กษัตริย์นั้นเอง
เป็นความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว

รัชกาลที่ 1 ยังเล่าเรื่องโกหกให้เจ้าเวียงจันทร์กับพระยานครศรีธรรมราช
ฟังในวัดพระแก้ว ให้คนได้ยินกันหลายคนว่าเคยมีซินแส
หรือหมอดูจีนหัวร่อ ทำนายว่า พระยาจักรีกับพระยาตากสินจะได้เป็นกษัตริย์ทั้งคู่
เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ
มีบุญญาอภินิหารกว่าใครในแผ่นดินรวมทั้งพระเจ้าตากสินด้วย
และหาเหตุผลมาสนับสนุนการล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากสิน

กรมพระราชวังบวรฯ ( บุญมา ) น้องชายรัชกาลที่ 1 เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 60 ที
เพราะคลานเข้าถึงตัวพระเจ้าตากสินขณะที่พระองค์ทรงนั่งกรรมฐานอยู่ที่ตำหนักแพ
ส่วนพระยาจักรี ก็เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 2 ครั้ง เ
พราะพระยาจักรี รบกับเจ้าพระฝางด้วยความย่อหย่อนจึงถูกโบย 30 ที
และถูกโบยอีก 50 ที เพราะบกพร่องในการทำเมรุเผาพระชนนี(แม่)

พระยาจักรี ได้ถวายบุตรสาวเป็นสนมของพระเจ้าตากสิน
ซึ่งสนมพระเจ้าตากสินผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตเพราะมีชู้
น่าจะเป็นบุตรสาวของรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 เคียดแค้นพระเจ้าตากสินมาก
และหาเรื่องประณามพระเจ้าตากว่าเต็มไปด้วย โมหะ โลภะ
ทั้งๆที่ พระเจ้าตากสินเป็นผู้นำในการรวบรวมผู้คน ในภาวะสงคราม
จนปราบพวกพม่าและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ จึงทรงเป็นผู้นำ ที่รักชาติ
กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็นศูนย์รวมของชาวไทย กอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ
ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว

ส่วน​ ร.10​ รอดูกันว่าจะลงแบบใหน..!!?

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
1 ธ.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น